ANMELDENครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว
“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”
เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไป
ร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้
“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”
ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด
“ทำไม มีอะไร”
“เอ่อ...คือ...คุณ...”
“มะ...ไม่มีค่ะ”
จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน
“ตกลงมีหรือไม่มี”
คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหา
จามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล
“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”
คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้องทำตามคำสั่งนายหนุ่ม
สายตาคู่เข้มดุมองจอยกับจีจี้ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนกันไปอย่างจ๋อยๆ พร้อมสุนัขตัวน้อยแล้วจึงหันกลับมาก็เห็นตมิสายืนตัวลีบอยู่ จามิกรส่ายหน้าหากก็พยายามพูดเสียงเรียบไม่เข้มมากนัก
“ขึ้นรถ ผมจะพาไปหาหมอ”
ตมิสาขยับตัวในทันทีอย่างไม่มีโอ้เอ้ เพราะได้เห็นแล้วว่าเจ้านายของตนกำลังอารมณ์ไม่ดีนัก เธอไม่อยากเพิ่มความหงุดหงิดให้เขา
ภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบตั้งแต่ออกมาจนถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กระทั่งเธอทำแผลเสร็จแล้วกลับก็ยังเหมือนเดิมทำเอาหญิงสาวอึดอัด หายใจไม่ค่อยทั่วท้องนักเพราะพยายามหายใจให้เบาที่สุด นึกกลัวคนทำหน้ายักษ์ตลอดเวลาอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะตอนขับรถหรือกลับออกมาจากห้องหลังฉีดยาและทำแผลเธอก็เห็นเจ้าของร่างสูงใหญ่ตีหน้าเข้มนั่งกอดอกรออยู่
ในเมื่อเธอกับเขาก็แทบจะไม่ค่อยพูดจากันเท่าไรนักหลังจากวันสัมภาษณ์ อีกอย่างนับแต่วันที่เห็นเจ้านายของตนถอดเสื้อ ตมิสาก็พยายามเลี่ยงเขาตลอด แทบไม่กล้ามองหน้าหรือสบตา เพราะแม้ไม่มอง บ่าไหล่หนากำยำ กล้ามอกแน่นกว้าง กล้ามท้องตึงเต็มไปด้วยซิกซ์แพ็คก็ยังติดตาอย่างลืมไม่ลง เพียงเท่านี้เธอก็รู้สึกแก้มร้อนซู่ ใจเต้นทุกครั้งที่บังเอิญเจอเขาแล้ว
คนที่ขับรถอยู่เหลือบมองเจ้าของร่างเล็กเป็นระยะ เห็นมือบางลูบแขนตัวเองเบาๆ จึงเอ่ยถามขึ้น
“หนาวเหรอ”
“เอ่อ...”
ตมิสาสะดุ้งนิดๆ หันมองชายหนุ่มแวบหนึ่งแล้วหลุบตาลงต่ำ
“เปล่าค่ะ แค่เผลอลูบแผลน่ะค่ะ”
ใบหน้าคมคายที่มีไรเคราชัดเจนอย่างที่เจ้าตัวไม่ใส่ใจโกนเท่าไรพยักเล็กน้อยรับรู้แล้วต่างก็เงียบไป
นอกจากโดนกัดแล้ว ตมิสามีแผลถลอกที่ข้อศอกและคงมีรอยช้ำตรงเข่าในข้างเดียวกัน หากเดาไม่ผิด แต่เพราะเจ้าตัวใส่กางเกงยีนผ้าหนาสีดำคงช่วยบรรเทาได้มากกว่าส่วนศอก จามิกรนึกขัดใจที่หญิงสาวเจ็บตัวอีกแล้ว แถมครั้งนี้ยังในไร่ของเขา แม้จะเพราะความสะเพร่าของเธอเอง ทว่าชายหนุ่มก็คิดว่าส่วนหนึ่งมาจากคนของตนที่เอาลิตเติ้ลมาไว้ที่สำนักงานอย่างไม่ควรทำ
“คุณเจ็บเยอะเหมือนกัน ผมอนุญาตให้กลับบ้านพักได้เลย พรุ่งนี้ถ้ามีไข้ก็ลางานกับสาวิตได้เลยนะ เอาเป็นว่าไม่ต้องมาก็ได้ ถือว่าผมรับรู้แล้ว”
“เอ่อ ฉันคิดว่าน่าจะไม่เป็นไรมาก”
“พักไปเถอะ”
“แต่ว่า...”
“ผมสั่งให้พักก็พักเถอะน่า”
จามิกรเสียงเข้มจัดแม้จะไม่ได้หันมองหญิงสาวก็ตาม โมโหคนของตัวเองแล้วก็โมโหคนเจ็บด้วย มีอย่างที่ไหนโดดมาขวางรถหน้าตาเฉย เขารู้ว่าเธอเห็นรถเขา แต่เขาไม่เห็นลิตเติ้ลเพราะมันตัวเล็ก ทั้งยังมีซุ้มดอกไม้เตี้ยอยู่ตรงส่วนหน้าลานจอดรถสำนักงานอีกด้วย ตมิสาปกป้องสุนัขของน้องสาวเขา ชายหนุ่มจึงไม่รู้จะดุอย่างไรที่เจ้าตัวทำอะไรโดยไม่คิดถึงชีวิตอย่างนี้
ตมิสาหุบปากฉับ กลั้นหายใจอย่างลืมตัวแล้วแอบเป่าออกมาช้าๆ เธอไม่ค่อยชินกับคนดุ บิดากับพี่ชายเธอใจดีมาก น้อยครั้งที่จะดุหรือขึ้นเสียงกับเธอ แม้จะกระทบกระทั่งกับแม่เลี้ยงสาวบ่อยครั้งและบิดาเสียงเข้มแต่เธอก็รู้ว่าท่านเพียงแค่ปรามให้เห็นแก่ท่านบ้างเท่านั้น ส่วนพี่ชายก็ใช้เหตุผลคุยกันตามนิสัยสุขุมของเขามากกว่า มาเจอคนเข้มดุ เสียงดังตลอดเวลาอย่างเจ้านายของไร่ฤทธากาจ ทำเอาเธอใจหายใจคว่ำทุกทีที่ต้องเข้าใกล้
แน่นอนว่าหุ่นล่ำบึกของเขาก็มีอิทธิพลน่าเกรงขามต่อใจดวงน้อยไม่แพ้กัน ก็เธอเพิ่งเคยเห็นแผงอกเปลือยเปล่าล่ำๆ ของผู้ชายเลยสักครั้งในชีวิตนี่นา
“ผมไปส่งคุณที่บ้านพักเลยก็แล้วกัน เอากระเป๋ามาแล้วนี่”
คนเป็นลูกน้องอึกอัก แต่เพราะโดนดุมาแล้วจึงไม่กล้าค้าน
“เอกสารการเงินผมจะกลับไปเซ็นให้ แล้วอันไหนด่วนให้สาวิตจัดการไปก่อน เขารู้อยู่แล้ว”
“ค่ะ”
ในเมื่อชายหนุ่มสั่งการจนจบความอย่างนี้แล้ว พรุ่งนี้เธอก็คงต้องหยุดตามคำสั่งของเขา และเรื่องเอกสารบัญชีเธอก็เพียงจัดทำดูแลจัดเก็บ ไม่ได้มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินถือเงินแต่อย่างใด ทุกอย่างผู้จัดการไร่เป็นคนจัดการ
=====
“ขึ้นรถ”จามิกรบอกสั้นกระชับเมื่อเดินมาถึงรถเขาแล้วเปิดประตูไปนั่งรออย่างเตรียมพร้อม คนที่เดินตามมาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับ และได้ยินเสียงถอนหายใจหนักยาวทันที“คุณนี่หาเรื่องเจ็บตัวได้ตลอดเลยนะ”เธอเหล่มองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว“ของแบบนี้ใครจะหากันคะ”“ผมหมายถึงคุณซุ่มซ่าม”ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างไม่เกรงใจคนถูกว่าฉุนกึก เขาดุราวกับตัวเองเป็นพ่อหรือพี่เธออย่างนั้น ตมิสาได้แต่คิดแล้วก็หน้างอง้ำ นั่งเงียบไปตลอดทางกระทั่งรถมาจอดหน้าที่พักชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีก“เจ็บตัวแล้วยังไม่เจียม เข่ากับแขนคุณต้องระบมแน่วันนี้ แล้วยังลื่นอีก คงได้มีเจ็บเส้นตรงไหนอีกแน่ พรุ่งนี้จะเดินได้หรือเปล่า”“ได้สิคะ”“ให้มันแน่เถอะ”หญิงสาวต้องพยายามข่มใจอย่างมากกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม เขามาส่งเธอก็เพื่อจะกระแนกระแหนอย่างนั้นหรือ“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”ตมิสาหาทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอค่อนข้างแพ้ทางนายของไร่ หากเป็นคนอื่นคงหาคำมาสวนกลับให้อีกฝ่ายยุบยิบในความรู้สึกได้ อย่างเช่นที่ทำกับฐานิดาน้องสาวของเขา หรือแม้แต่แม่เลี้ยงของตน ทว่ากับจามิกรแล้วเธอมักจะสมองตื้อแถมยังรู้สึกว่าควรเจี๋ยมเจี้ย
“ว้าย...”เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...เอวเธอถูกรวบด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมรับรู้ได้ว่าร่างแกร่งขยับมาประชิดด้านหลัง ใจที่หายวาบเต้นระทึกขึ้นมาแทนเมื่อลมหายใจร้อนเป่ารดตรงลำคอพร้อมเสียงเข้มดังใกล้หู“อะไรของคุณ ไม่มองทางหรือไง”คนถูกโอบตัวเกร็ง กลั้นหายใจ เนื่องจากแขนกำยำรั้งสูงจนขึ้นมาอยู่ใต้หน้าอกของเธอ ทว่าเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขาบ่นต่อ“ฝนเพิ่งตก ใส่รองเท้าสูงอย่างนี้มาเดินไม่ระวัง มันก็ลื่นสิ”รองเท้าที่ตมิสาใส่เป็นแตะแบบสวมพื้นค่อนข้างหนาราวสองนิ้ว และไม่เหมาะจะเดินในไร่หรือพื้นดินเละไม่สม่ำเสมอก็จริง ทว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาดูไร่ตั้งแต่แรก ใครจะไปทันคิดจามิกรรู้สึกได้ว่าเสียงถางหญ้ารอบตัวเงียบลง สายตาคู่คมก็กวาดมองไปโดยรอบด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าคนงานทุกคนหยุดมือหันมาทางตนเองกับหญิงสาวด้วยอาการชะงักตาค้าง แม้จะไม่ชอบใจที่กลายเป็นจุดสนใจ หากก็ยังช่วยดึงคนตัวเล็กกว่าตนเองมากให้ถอยมายืนในจุดที่ไม่อันตราย แล้วรีบปล่อยมือโดยเร็ว“ขอบคุณค่ะ”ตมิสาหันกลับมาพึมพำเสียงเบา สบตาชายหนุ่มเพียงชั่วแวบแล้วรีบหลุบลง
“ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหารจามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง“มันต้องโดนทำโทษ”“ทำโทษอะไรคะ”ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว“มันกัดคน”“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน“มันกัดคนที่สำนักงาน”คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย
ครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไปร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด“ทำไม มีอะไร”“เอ่อ...คือ...คุณ...”“มะ...ไม่มีค่ะ”จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน“ตกลงมีหรือไม่มี”คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหาจามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้อง
“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”“เออ”ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวันจามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”“ผมแค่เสนอ”เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว“จริงๆ ผมคิด
พี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่งชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว“พอใจหรือยังคะ”“ไม่”คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม







