LOGINร่างเล็กแทบจะเอียงหล่นจากรถทันทีที่เขาเปิดประตู จามิกรรับอีกฝ่ายได้ทันแล้วพาลงรถอย่างทุลักทุเล เจ้าตัวก็บ่นไม่หยุด
“ไม่ไป ปล่อย”
“มาถึงแล้ว”
ชายหนุ่มบอกเสียงเซ็งจัด โอบรั้งคนตัวเล็กกว่าตนให้เดินมาด้วยกัน แม้หญิงสาวจะก้าวขาตามโดยง่ายแต่ก็ยังแย้งเขา
“ไม่เอา ฉันจะไม่เข้าใกล้นายเกินสามก้าว”
ในตอนแรกจามิกรก็เพียงมองเจ้าของร่างเล็กนั่งจิบไวน์กับเล็มอาหารบนโต๊ะเป็นระยะ แต่เพราะเมฆดำพร้อมฟ้าแลบฟ้าร้องตั้งเค้ามาบ่งบอกว่าอีกไม่นานฝนคงโปรยปรายลงมา เขาจึงบอกให้เลิกงานเลี้ยงเร็วกว่าสี่ทุ่ม และสาวิตก็ยังไม่กลับมา ขณะที่ทุกคนแยกย้ายตมิสาก็ลุกขึ้นเช่นกัน หญิงสาวมองซ้ายมองขวาแล้วจะเดินไปยังจุดที่คนส่วนใหญ่ไป คือรอรถกอล์ฟ จามิกรมองอยู่ก็เห็นว่ามีคนงานผู้ชายสองคนเดินตามเธอ เขารีบก้าวเร็วๆ ไปคว้าแขนตมิสา มองคนงานตาดุ สองคนนั้นจึงหยุดหน้าเจื่อนแล้วเผ่นหายโดยเร็ว จากนั้นจึงดึงหญิงสาวมายังรถของเขาในจังหวะที่คนในงานแต่ละคนสนใจเรื่องของตัวเอง เจ้าตัวเห็นว่าเป็นเขาก็บ่นเสียงงุ้งงิ้งตั้งแต่ตอนนั้น
‘ไม่...ห่างสามก้าว’
กระนั้นก็ยอมขึ้นรถไม่ได้ขัดขืนรุนแรงคงเพราะเมานั่นแหละ
“กุญแจคุณล่ะ”
หญิงสาวเปิดกระเป๋าควานหาแล้วไขแต่ไม่ได้สักทีจามิกรจึงเอามาจัดการเอง เปิดประตูให้เจ้าตัวเข้าไปเองแต่ร่างเล็กกลับถลาแทบหัวคะมำจนเขาต้องตามไปคว้าตัวรวบเอาไว้
“เอ้า เดินดีๆ”
“อื้อ ไม่เข้าใกล้สิ”
ตมิสาสะบัดตัวนิดเดียวแต่ไม่ได้ดิ้นหนี
ชายหนุ่มเลื่อนมือไปเปิดไฟแล้วปิดประตูลง เผื่อบังเอิญมีใครที่เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงเช่นกันจะมองมาเห็นเข้า
ร่างสูงใหญ่ประคองกึ่งอุ้มพาคนเมาไปถึงเตียงจนได้ ร่างเล็กทรุดลงนั่ง เอียงจะทิ้งตัวลง เขากลัวหัวเธอจะฟาดหัวเตียงจึงโถมตามไปรองเอาไว้
“เดี๋ยว...ระวังหน่อย”
จามิกรถอนหายใจแล้วโอบร่างหญิงสาวยกขึ้นให้ขยับลงมาอีกหน่อย จะได้นอนได้พอดี เจ้าตัวก็ขยับมาเกาะไหล่เขา
“อย่ามาใกล้นะ”
“เมาจนเบลอแล้ว นี่คุณโอบผมเอง”
เขาพูดพร้อมปล่อยมือสองข้างชูขึ้นให้เห็น แต่ตมิสาไม่ได้สนใจอยู่แล้ว
“เมาอะไร ไม่ได้เมา”
“พูดไม่รู้เรื่องอย่างนี้เนี่ยนะไม่เมา”
“ไม่...ไวน์ไม่เมา”
ตมิสาส่ายหน้าพร้อมยิ้มหวาน เหมือนจะบอกว่าแค่ไวน์ไม่อาจทำให้ตนเมาได้
“หึ ไม่เมาไวน์แล้วนี่เมาดิบหรือไง”
จามิกรประชดอย่างขำๆ ไม่คิดถือสาคนเมา เพราะหญิงสาวไม่ได้โวยวายหาเรื่อง เธอแค่พูดเยอะกว่าปกติ พูดในโทนเสียงแมวน้อยงอแง ดูน่าฟังมากกว่าจะน่ารำคาญ
“อื้อ...ไม่ใช่...”
คนพูดเม้มปากตาหยีด้วยท่าทางน่าเอ็นดู มือข้างหนึ่งปล่อยไหล่เขามาชูนิ้วชี้ปัดไปมา ก่อนจะพูดเสียงกระซิบราวกลัวคนมาได้ยิน
“เมากล้ามต่างหาก”
“ห๊ะ?”
“กล้ามนายน่ะทำเอาฉันมึนไปหมดเลย”
พูดไปตมิสาทำหน้ามุ้งมิ้งไปด้วย ทั้งยังแตะปลายนิ้วบนปลายจมูกโด่งอีกด้วย
ดวงตาคมดุจ้องนิ่งหากก็พราวระยับกับสิ่งที่ได้ยินบวกความน่ารักน่าใคร่ที่ได้เห็นจากตมิสา
“ตั้งแต่เห็นวันนั้น มันก็ยังอยู่ในหัวฉันจนวันนี้เลยอะ”
ปลายนิ้วเล็กเคาะจมูกเขาเล่นแม้จะหน้างอก็ตาม ตาคมกวาดมองใบหน้าสวยหวานกับปากอิ่มสีหวานเจื้อยแจ้วไม่หยุดแล้วรู้สึกอยากมองไปเรื่อยๆ อยากรู้ว่าคนเมาจะเผยอะไรในใจออกมาอีก
“คนอะไรหุ่นดีจัง นี่สินะที่เรียกว่าหุ่นแมนกล้ามแน่น”
อยู่ๆ ตมิสาก็ทำปากยื่น ตาเริ่มปรือลง
“แต่คนแมนต้องดุด้วยเหรอ หน้าเนี่ย...”
เธอเปลี่ยนมาจิ้มข้างแก้มเขาสองสามครั้ง จามิกรไม่นึกโกรธแต่อย่างใด ความรู้สึกตอนนี้ของเขากลับเพลิดเพลินยิ่งนัก
“ดุจังเลย”
“ไม่อยากให้ผมดุคุณเหรอ”
เขาลองถามดู นึกอยากรู้ให้มากกว่านี้ว่าตมิสาคิดกับตนอย่างไร
ใบหน้าสวยหวานส่ายไปมาช้าๆ ไม่ยอมตอบแล้วขมวดคิ้ว
“อื้อ ไม่อยู่ใกล้แล้ว”
“ยังคุยไม่จบเลย”
“ห้ามเข้าใกล้เกินสามก้าวนี่นา”
หญิงสาวผลักอกเขาเบาๆ แล้วหันหน้าพลิกตัวหนีราวไม่อยากเสวนาอีกแล้ว ทั้งยังหลับตาด้วย ทำเอาจามิกรถึงกับงงคนที่คุยอยู่ดีๆ ก็จะหลับไปเลย
“ตมิสา นี่...”
เขาเพียงเรียกเธอ ไม่ได้แตะตัว เพราะหากหญิงสาวหลับจริงเขาก็คิดว่าปล่อยให้เธอได้พักไปดีกว่า ตมิสาน่าจะค่อนข้างล้า เพราะเมื่อหัวค่ำสู้กับกระแสน้ำรุนแรงมา ทั้งยังเจ็บตัวเพิ่มมาอีก
“พูดจ้อยๆ เมื่อกี้ หลับเสียแล้ว”
ร่างสูงใหญ่ผละห่างออกมายืนกอดอกกวาดมองคนตัวเล็กที่นอนงอตัวราวกุ้งก่อนจะดึงผ้าห่มมาห่มให้อย่างเรียบร้อย ความรู้สึกแปลกๆ ผุดขึ้นในใจ รู้สึกพอใจที่ได้มองใบหน้าสวยหวานในระยะใกล้ เสียงหวานงุ้งงิ้งน่าฟังจนเขาอดเผยยิ้มบางตามไม่ได้ ยิ่งพอนึกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายสารภาพออกมาก็ยิ่งนึกเอ็นดู
ช่างไร้เดียงสาเสียจริง
“พรุ่งนี้ไปทำงานไหวไหมเนี่ยคุณ”
ชายหนุ่มพึมพำอย่างไม่ได้คาดหวังอะไร ทว่ากลับได้ยินเสียงหวานบางเบา
“ไปไม่ไหว นายจะมาเตะฉันเหรอคะ”
คิ้วเข้มขมวดอย่างแปลกใจแล้วชะโงกหน้าไปมองดวงหน้าหวานก็เห็นเจ้าตัวหลับตาพริ้ม ทำเอาเขาหลุดขำออกมานิดๆ เธอคงยังได้ยินเขาแต่สะลึมสะลือขั้นสุดแล้ว
สุดท้ายจามิกรก็ออกจากห้องพักของบัญชีสาวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาตั้งใจรีบมาส่งเธอแล้วรีบกลับ เพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขามากับตมิสาที่นี่
=====
“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแล้ว กลับบ้านค่ะ”หญิงสาวตัดบทแล้วสะบัดตัว ท่าทางนี้บอกว่าหมดเวลาพูดเล่นแล้ว เขาจึงประคองช่วยอีกฝ่าย พอเธอพยายามแกะมือเขาก็บอก“มิ้มขาสั่นอยู่ ให้ผมช่วยเถอะ”“รู้ดีจังนะคะ”คนเป็นภรรยาตวัดตามองค้อนสามี อายที่อีกฝ่ายรู้ทันแถมยังขุ่นเคืองใจระคนกันจามิกรยิ้มอ้อนไม่ต่อคำอะไรอีก เพราะแค่ที่ดึงหญิงสาวมาร่วมรักในน้ำตกกลางแจ้งอย่างนี้ก็เป็นความผิดหนึ่งกระทงสำหรับเธอแล้ว คงต้องง้อกันอีกพักใหญ่ ฉะนั้นต้องทำคะแนนเอาอกเอาใจมากกว่าแกล้งยั่วให้เจ้าตัวโมโหมากไปกว่านี้และต้องง้อให้ได้ภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังอดเมื่อโอบร่างเล็กเดินกลับมาถึงจุดที่ปูเสื่อแล้วเขาก็รีบออกตัว“เดี๋ยวผมเก็บเอง”ชายหนุ่มขยับไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตมิสาก็ไม่ได้แย้งเพียงยืนกอดอกด้วยความรู้สึกหนาว ปล่อยให้จามิกรทำไปในเมื่อชายหนุ่มกำลังพยายามเอาใจเธออยู่ เสร็จแล้วอีกฝ่ายก็มองเธอพร้อมยิ้มกว้างแล้วเดินมาหาก่อนจะบอก“ขี่หลังผมกลับนะ”ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเขาก็หันหลังแล้วนั่งลงทันที“มาเถอะ มิ้มหนาวแล้ว ขี่หลังผมจะได้กลับบ้านเร็วๆ กัน”จามิกรย้ำมา ขณะที่หญิงสาวมองคนที่หิ้วเสื่อ
“มิ้มจ๋า งอนอีกแล้ว”จามิกรใช้ช่วงขายาวกว่าของตนเองให้เป็นประโยชน์เดินตามมาจนทันและจับแขนเรียวของภรรยาไว้ อีกฝ่ายมองเมินไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา“คุณก็เห็นผมกับพี่คุณทะเลาะกันตลอด ยังพามาเจอกันอีก”หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที“นี่คุณว่ามิ้มผิดเหรอคะ”ชายหนุ่มรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบแก้ตัว“ไม่ใช่ คือผมหมายถึง ยังไงผมกับพี่คุณก็เป็นแบบนี้ มิ้มน่าจะเข้าใจ”“มิ้มกับนิดาอยากให้ดีกัน คุณล่ะคะ เข้าใจไหม”เมื่อเขาเงียบไม่พูดต่อตมิสาก็ดึงแขนตัวเองออกเพราะชายหนุ่มไม่ได้จับแน่นนัก เดินหนีไปอีกครั้งทั้งยังไปใกล้ริมน้ำตกมากขึ้น“มิ้ม ไหนบอกจะไม่หนีผมแล้วไง นี่จะไปไหน”หญิงสาวเดินสูงขึ้นไกลจากแอ่งน้ำใหญ่มา แม้จะลงเล่นได้เพราะมีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่จุดนี้แอ่งเล็กกว่ามีโขดหินมากกว่า“ไปให้ไกลจากคุณนั่นแหละค่ะ”เขาคว้าข้อมือเล็กเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนจะเดินลงไปในน้ำ“จะเล่นน้ำกลับไปเล่นตรงโน้นดีกว่า ตรงนี้โขดหินเยอะ”“ไม่ต้องสนใจมิ้มหรอกค่ะ”“หรือโมโหผมแล้วจะลงไปแช่น้ำเหมือนครั้งโน้น”จามิกรอดเย้าไม่ได้ ใบหน้าเนียนซีดเพราะเธอเปียกทั้งตัวชักสีหน้า ทว่าอยู่ๆ หญิงสาวก็ยิ้มขึ้นมา“มิ้มไม่แช่หรอก แต่
“อยากได้พี่โมกข์”ชยุตม์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วลูบผมชื้นเบาๆ“ไออุ่นจากร่างกาย ต้องดีกว่าเสื้อเป็นไหนๆ ใช่ไหมคะ”เสียงหวานพร่าแล้วเป็นฝ่ายขยับมาจูบเขาก่อน ชายหนุ่มให้ความร่วมมือเพราะต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว เขาและเธอจูบลากันบนรถทุกวัน แต่ละครั้งก็กินเวลาเนิ่นนานเสมอลิ้นเล็กเคลียไล้กลีบปากเขากระทั่งแทรกเข้ามาเมื่อเขายินดีโต้ตอบ อีกฝ่ายรุกมารวบรัดเขาพัวพันกระตุ้นเร้าอย่างหนักกว่าปกติ ทั้งร่างบางเปียกปอนที่รับรู้ถึงสัดส่วนเต็มตึงก็เบียดชิด แถมเริ่มเคลื่อนมาก่ายเกยบนตักเขาอีกด้วย ชยุตม์รู้แล้วว่าหญิงสาวต้องการไปต่อจริงจัง ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนทุกครั้ง เขาถอยออกประคองแก้มแล้วยั้งดวงหน้าเล็กไว้เบาๆ“นิดาครับ ทำแบบนี้มันจะหยุดยากนะ”“นิดาต้องการพี่โมกข์”หญิงสาวย้ำอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย จับชายเสื้อยืดตัวเองดึงขึ้นถอดออกอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ตาค้าง“เสื้อเปียกมันหนาว”เจ้าตัวพึมพำท่าทีเขินอายหน่อยๆ เพราะจับเสื้อที่ถอดมาปิดช่วงหน้าอกของตนได้เห็นเรือนร่างสวยชั่วครู่ อกวบอูมอิ่มน่าสัมผัส หน้าท้องเนียนราบเรียบแล้วชยุตม์ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าเขายังถอยอี
“นึกว่าเราจะมาปิ๊กนิกแค่สองคนเสียอีก”ชยุตม์มองคนพูดที่กอดอกเหล่มองเขาอย่างนึกฉุน เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหมอนี่เหมือนกัน เมื่อหันไปมองคนรักที่เกาะแขนอยู่เธอก็ยิ้มหวานให้ แล้วรั้งให้ไปนั่งลงตรงเสื่อที่ปูริมน้ำตกซึ่งน้องสาวเขากับสามีตัวดีของน้องนั่งอยู่ก่อนแล้ววันนี้ฐานิดานัดเขาไปรับหลังโรงเรียนเลิกแล้วบอกว่าจะพาไปปิ๊กนิก แรกทีเดียวเห็นว่าเธอบอกให้พามาไร่เขาก็คิดว่าจะมาไร่องุ่น แต่กลายเป็นน้ำตก มันคงน่าสุนทรีย์ไม่น้อยถ้ามีเพียงเขากับเธอ“ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจอหน้านายนักหรอก”เขาอดเอ่ยสวนกลับไม่ได้ระหว่างเขากับจามิกรแม้จะไม่ใช่ความเกลียดแล้ว แต่ก็ยังมีเขม่นกันอยู่ เพราะความคิดเห็นมักไม่ลงรอยกัน ชยุตม์คิดว่าอีกฝ่ายคอยขัดแข้งขัดขาเขาอยู่เรื่อย“เฮ้อ...”สองสาวถอนหายใจพร้อมกันในทันที“มิ้มขอเถอะนะคะ คุยกันปกติเถอะ”“ใช่ค่ะ ที่นิดากับมิ้มชวนพี่จากับพี่โมกข์มาเที่ยวด้วยกันก็เพราะอยากให้เจอกันบ่อยๆ จะได้คุยกันถูกคอขึ้น”“ยาก!”สองหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แล้วต่างก็มองกันตาขุ่น ก่อนจะกอดอกหันหนีไปคนละทางฐานิดากับตมิสามองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ พวกเธอตั้งใจนัดสองหนุ่มมาน้ำตกในช่วง
ฝนตกแรงหนักในช่วงเย็นมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่หยุด ตมิสานั่งแทบไม่ติดหลังจากจอยที่มาเรือนเล็กเพื่อทำอาหารด้วยกันบอกกับเธอว่าจามิกรน่าจะกลับมาช้า เพราะลูกของคนงานอายุสามขวบหายไป ตอนนี้นายกับคนในไร่กำลังออกตามหาอยู่“ฝนตกนานจัง จะเป็นยังไงกันบ้างก็ไม่รู้”ตมิสาพึมพำ เธอไม่อยากโทรไปรบกวนเพราะจามิกรอาจจะกำลังยุ่ง ไม่สะดวกรับสาย เพราะก่อนหน้านี้จอยลองโทรไปหาเบิร์ดทางนั้นไม่รับสาย ทำให้จอยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เองก็สีหน้าไม่ดีนัก“นั่นสิคะ เงียบกริบอย่างนี้ กลัวจะยังไม่เจอ”“สงสารเด็ก อาจจะเจอแล้วก็ได้ แต่ฝนตกหนักก็เลยยังไม่กลับมา”“ค่ะ”ต่างคนก็พยายามคิดไปในทางที่ดีเข้าไว้ ภาวนาให้ไม่มีเรื่องร้ายแรงในไร่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปฝนหยุด ตมิสากับจอยยังกังวล แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าบ้านก็รู้สึกใจชื้น ทว่าคนที่มาคือเบิร์ด“เบิร์ด ว่าไง เป็นไงบ้าง”จอยลุกพรวดขึ้นพร้อมถามสามีตนเอง แต่สีหน้าของคนมาใหม่ไม่ค่อยดีนัก“ยังไม่เจอเลย แล้วตอนนี้ก็ติดต่อนายไม่ได้เลยครับ แต่นายสั่งผมไว้ว่า ถ้าฝนหยุดให้มาบอกนายหญิงกินข้าวก่อนได้เลยครับไม่ต้องรอ”ตมิสาถอนหายใจหนักใจ ทั้งยังเริ่มเครียดที่เบิร์ดบอกว่าติดต่อ จามิกรไม่ได้ ขณะที่
หลังจากบิดาของตมิสากับคุณจักรกฤษณ์กลับไปแล้ว จามิกรก็พาภรรยาตนเองมายังเรือนหอ แม้มารดาของเขาจะยังไม่เอ็นดูหญิงสาวนักแต่ก็ยิ้มรับ อวยพรให้เขากับตมิสาครองคู่อย่างมีความสุขและรับขวัญด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่ กับกำไลข้อมือทองโบราณมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นที่ท่านรับมาจากบิดาของเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของตนยอมรับคนที่เขารักเป็นศรีสะใภ้แล้วร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปช่วยคนตัวเล็กที่กำลังยืนเช็ดเครื่องสำอางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วแตะที่ซิปด้านหลัง ดวงตาคมฉายแววรักใคร่และต้องการระคนกัน“อะแฮ่ม”หญิงสาวเหลือบมองเขาผ่านกระจกและกระแอม ทั้งยังส่งสายตาดุมาให้อีกต่างหากจามิกรกำมือฉับ บอกตัวเองว่าไม่ได้กลัว เขาแค่ไม่อยากให้ตมิสาขุ่นเคืองเท่านั้น ชายหนุ่มมองตอบอ่อนโยนพร้อมยิ้มบาง“ผมแค่จะช่วย ไม่ได้คิดอะไรเล้ย...”“เสียงสูง ไม่น่าเชื่อถือเลยนะคะ”“จริงจริ๊ง”เขายังย้ำเสียงสูงมาอีกตมิสาจ้องอย่างจับผิด ก่อนจะยอมพยักหน้าเล็กน้อยให้ชายหนุ่มช่วยเพราะอย่างไรเธอก็จัดการเองลำบาก คิดว่าจามิกรต้องรักษาสัญญา หากเขามองเห็นคุณค่าในชีวิตคู่ของเขาและเธอใจหนุ่มเต้นแรงเมื่อได้รับอนุญาต เขากลั้นใจเลื่อนมือไปรูดซิปลงให้







