Se connecterดวงตาคมกวาดมองชุดนักศึกษาที่เปียกปอนไปครึ่งตัวก่อนถามอีกรอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่ากำลังสะกดอารมณ์เต็มที่
“ไปเรียนใช่ไหม...ที่ไหน?”
พนิตนันท์เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งกว่าเดิมเมื่อจับคลื่นบางอย่างได้จากคำถามเมื่อครู่
คนบนรถเอ่ยสวนทันควันโดยไม่ต้องคิดว่า
“ขึ้นมา...เดี๋ยวไปส่ง”
“เอ่อ...”
“จะรอให้เปียกทั้งตัวหรือไง” เจอน้ำเสียงดุของอีกฝ่ายเข้า พนิตนันท์ก็ตาลีตาเหลือกเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วขึ้นไปนั่ง
แต่แล้วก็กังวลเมื่อตระหนักว่าเบาะรถนั้นเป็นเบาะหนังแท้สีครีมสะอาดสะอ้าน
“เอ่อ...ตัวหนูเปียก กลัวเบาะจะ...เปียก...”
“เปียกก็เปียก เดี๋ยวก็แห้ง แต่เราน่ะตัวเปียกขนาดนี้ จะไปเรียนยังไง ให้วกรถกลับไปไหม เปลี่ยนชุดใหม่แล้วเดี๋ยวฉันไปส่ง”
“ไม่ค่ะ!” น้ำเสียงที่ปฏิเสธนั้นแข็งจนคนฟังจับสังเกตได้ คิ้วเข้มหนาขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย กวาดตามองดวงหน้าของเด็กสาวเร็วๆ คราบน้ำตาที่ค้างอยู่บนดวงหน้าจึงมิได้รอดสายตาคมปลาบ
“รีบหรือเปล่า มีเรียนกี่โมง” เขาถอนสายตากลับพลางเคลื่อนรถออก
“เรียนบ่ายค่ะ”
“เรียนบ่าย? แล้วออกไปทำไมแต่เช้า ไม่รอให้ฝนหยุดก่อน” เขาเปรยด้วยความสงสัย ครั้นเห็นท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนอึดอัดใจของเด็กสาว กับคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลือก็เลยพอประมวลได้ว่าเจ้าหล่อนคงมีปัญหาบางอย่างกับทางบ้าน “ไว้ใจฉันไหม?”
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมา พนิตนันท์หันไปมอง ดวงตากลมโตมีแววแปลกใจ...และไม่เข้าใจ
“เอ่อ...”
“ฉันจะพาไปคอนโดของฉัน ที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เธอเรียนเท่าไร มีทั้งเครื่องซักผ้าเครื่องอบผ้า จะได้จัดการกับชุดเปียกๆ นี่ก่อน ไปเรียนทั้งตัวเปียกๆ แบบนี้ไม่ไหวหรอก รับรองพรุ่งนี้เธอป่วยแน่”
พอได้ยินเหตุผลของเขา พนิตนันท์ยิ่งตอบไม่ถูก ถึงจะรู้จักเขา แต่หล่อนก็ไม่ได้รู้จักเขามากพอที่จะตอบได้เต็มปากว่า...ไว้ใจเขา หล่อนจึงอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร
“หนู...”
“เอาเถอะ เอาเป็นว่าไว้ใจฉันได้” เขาตัดบทแล้วก็จบการสนทนาเพียงเท่านั้น ในรถจึงมีแต่ความเงียบ
พนิตนันท์ผินหน้ามองออกไปนอกรถตลอดทาง หญิงสาวจมอยู่กับความคิดตนเองจนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามองเงียบๆ
เสียงทอดถอนลมหายใจอย่างลืมตัวดังมาจากร่างบอบบางหลายครั้งหลายครา จนคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยลอบชำเลืองมองบ่อยครั้ง
ฤทธิเคยเห็นเด็กสาวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงตัวผอมบางอายุเพียงแปดหรือเก้าขวบ แม่ของเจ้าหล่อนมาขอทำงานที่บ้าน ทว่าทำได้ไม่นานก็ลาออกไป ตอนนั้นเขากลับมาบ้านช่วงซัมเมอร์
เด็กหญิงตัวเล็กท่าทางขี้กลัวไม่ได้อยู่ในสายตาหนุ่มวัยเบญจเพศหรอก ทว่าวันหนึ่งเขาขับรถจะออกไปเจอเพื่อนๆ แล้วผ่านชุมชนที่เด็กหญิงอยู่ เห็นร่างผอมบางนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นสองมือยกบังศีรษะไว้ขณะที่มีเด็กโตกว่ารุมล้อมตะโกนร้องอะไรสักอย่างด้วยท่าทางสนุกสนาน
เขาจอดรถเลียบฟุตบาธได้ ก็เปิดประตูเดินไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่มีกันราวห้าหกคน ต่างก็ร้องตะโกนด้วยประโยคซ้ำๆ
‘อีไม้เสียบผี’
‘อีไม้เสียบผี’
‘อีไม้เสียบผี’
‘แกล้งเพื่อนแบบนี้ไม่น่ารักเลย’
แค่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่ห้าม กลุ่มเด็กที่โตกว่าก็แตกกระจายหนีหายกันไปหมด เหลือเพียงเด็กหญิงตัวเล็กผอมบางที่นั่งร้องไห้น้ำตานองหน้า
เขายื่นมือไปรั้งแขนเล็กๆ ให้ลุกขึ้นยืน ช่วยปัดฝุ่นออกจากกางเกงขายาวเก่าซอมซ่อที่มีรอยปะชุนหลายแห่ง แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน
‘ทีหลังเจอแบบนี้ห้ามร้องไห้ ยิ่งร้องเขาก็ยิ่งสนุกกัน ไม่อยากโดนแกล้งก็ต้องลุกขึ้นสู้ เถียงกลับไปเลยให้เขารู้ว่าเราไม่กลัว’
‘แต่...หนูก...กลัว’
จำได้ว่าเด็กน้อยตอบกลับมาแบบนั้น เล่นเอาเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หลังจากถามไถ่หาแม่ของเด็กหญิงจนรู้ว่าออกไปทำงาน ทิ้งให้เด็กหญิงอยู่บ้านเลี้ยงน้องเพียงลำพัง เขาก็เลยพาไปส่งที่บ้าน ไม่ได้เข้าไปส่งถึงบ้านหรอกก็แค่หน้าปากซอยเข้าบ้านเท่านั้น
นับจากวันนั้นทุกครั้งที่ขับผ่านชุมชนเขาก็มักจะมองหาเด็กหญิงตัวเล็กผอมบางอยู่เสมอ กระทั่งเขากลับไปเรียนต่อ...และกลับมาในอีกสามปีถัดมา ก็ได้ยินข่าวว่าเด็กหญิงถูกส่งไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดเสียแล้ว
วันนี้เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งเดินออกมาจากซอยย่อย แล้วเดินไปตามฟุตบาธทั้งที่ฝนตกหนักจนร่มคันเล็กที่เจ้าหล่อนกางแทบจะกันฝนไม่ได้ ฤทธิก็ประหวัดถึงเด็กหญิงเมื่อสิบปีก่อนทันที ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันอีกเลยนับแต่เขาเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ
เค้าหน้าเจ้าหล่อนไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไร แม้ว่ารูปร่างจะเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา จากเด็กตัวเล็กผอมบางกลายเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งราวนางแบบ
เห็นคนในชุดนักศึกษาเปียกปอนไปครึ่งตัวแบบนั้น เขาก็เลยขับตาม พยายามบีบแตรเรียกทว่าเจ้าหล่อนเหมือนตกอยู่ในภวังค์ส่วนตัว จึงไม่ได้ยิน
เขาลองบีบแตรอีกครั้ง...ดังๆ จนหล่อนสะดุ้งตกใจ นั่นแหละหล่อนจึงได้มานั่งอยู่บนรถเขา
ฤทธิเหลือบมองเด็กสาวอีกครั้ง...ความที่ผ่านโลกมามากกว่า จึงทำให้เดาได้ว่าเจ้าหล่อนคงเพิ่งจะผ่านเรื่องอะไรบางอย่างมา...อาจจะทะเลาะกับที่บ้านกระมัง
ดวงตาคมเลื่อนผ่านเสี้ยวหน้าด้านข้างมายังลาดไหล่ที่ห่อน้อยๆ คล้ายเจ้าตัวกำลังหนาวสั่น แน่สิ...เสื้อเปียกขนาดนั้น แล้วมาเจอแอร์เย็นๆ ในรถอีก
“หนาวเหรอ...เดี๋ยวนะ” เขาปรับแอร์ฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้อุณหภูมิสูงขึ้น แล้วอาศัยจังหวะที่รถติดไฟแดงเอื้อมไปเบาะหลัง เขามีกระเป๋าใส่ชุดกีฬาเตรียมไว้เผื่อไปฟิตเนสติดรถไว้เสมอ และในกระเป๋าก็มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ใหม่เอี่ยมผืนหนึ่ง
คว้าผ้าเช็ดตัวออกจากกระเป๋าได้ ฤทธิก็ยื่นไปให้เด็กสาว
“ขอบคุณค่ะ” หล่อนเอ่ยขอบคุณแล้วรับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาห่มเนื้อตัวที่เปียกปอนหนาวสั่น
“ฉันก็ลืมไปว่าตัวเธอเปียกพอเจอแอร์แล้วหนาว” ไม่มีคำตอบจากเด็กสาว เขาจึงเอ่ยต่อ “ได้ยินว่าไปอยู่กับยาย”
“ค่ะ ยายเสีย...หนูก็เลยต้องกลับมาอยู่นี่...กับแม่”
“ฉันเสียใจด้วย เรียนมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ คณะอะไร”
“บริหาร บัญชีค่ะ”
“อืม เก่งนี่” เขาชม นึกทึ่งไม่น้อยก่อนจะหันไปบอกเมื่อตีไฟเลี้ยวเข้าซ้าย “ใกล้ถึงแล้วล่ะ”
ฤทธิได้รับคอนโดมิเนียมแห่งนี้เป็นของขวัญจากพ่อในวันที่เขาเรียนจบปริญญาโทจากสหรัฐ เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ
กระทั่งพ่อประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน จึงได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านเพื่อดูแลแม่ หลังจากแต่งงานเขาคิดจะขายที่นี่ทิ้ง แต่สุดท้ายก็เก็บไว้ นอกจากไม่ขายแล้ว เขาก็ไม่คิดจะให้ใครเช่าด้วย บางวันถ้าเลิกงานดึกก็มักจะแวะมานอนค้าง ยิ่งระยะหลัง...เขาแวะมาบ่อยครั้งเมื่อเคร่งเครียดกับหลายเรื่อง เรื่องภรรยาก็เป็นหนึ่งในนั้น!
แปดปี...นอกจากจะพิสูจน์ให้รู้ว่าเด็กสาวที่อุปการะเลี้ยงดูนั้นมีจิตใจมั่นคงแน่วแน่กับบุตรชายของตนเพียงไร ในทางกลับกันก็พิสูจน์ความรักที่บุตรชายมีต่อเจ้าหล่อนด้วยเช่นกันหลังจากสูญเสียภรรยา...ช่วงแรกเขาก็เสียศูนย์ไปบ้าง ยิ่งเมื่อกลับมาแล้วเจอว่าพนิตนันท์หายไป ก็กลายเป็นคนเงียบขรึม ทำแต่งานจนแทบไม่ได้หยุดพัก ไหนจะตอนที่เข้าใจผิดว่าสาวเจ้ามีแฟนอีก แต่ถึงจะเจออะไรมามากขนาดไหนฤทธิไม่เคยชายตาแลหญิงสาวคนไหนอีกเลย คุณวจีเคยถามว่าเขาคิดจะแต่งงานอีกไหม‘แล้วแม่จะให้ผมแต่งกับใครล่ะครับ...ผู้หญิงที่ผมจะแต่งด้วยก็ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้’ คือคำตอบของเขาซึ่งทำให้รู้ว่า...เขาปักใจอยู่กับพนิตนันท์เพียงคนเดียว“เดี๋ยวค่อยคุยไม่ได้เหรอครับ?” ฤทธิหันไปต่อรองทว่าสายตากลับมองตามเรือนร่างบอบบางที่ลับหายเมื่อประตูห้องพระปิดลง“ไม่ได้!” คุณวจีเสียงแข็ง “ถ้าไม่คุยตอนนี้ แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังนะ”“ครับ...ผมตามใจแม่เสมอแหละ แม่จะคุยเรื่องอะไรครับ?”“เดี๋ยวหนูนันท์เปลี่ยนชุดม
เมื่ออยู่กันตามลำพังความรู้สึกประหม่าเหมือนจะเกาะกุมคนทั้งสอง เวลาแปดปีที่ไม่เคยได้พบกันทำให้เกิดความเหินห่าง ต่างจึงยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม...จะมีก็แต่ดวงตาสองคู่ที่สานสบกันนิ่ง ร่องรอยแห่งความคิดถึงห่วงหาลึกซึ้งฉายชัดฤทธิเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปหาหญิงสาวก่อน เขาหยุดยืนตรงหน้าหล่อนพลางกวาดตามองคนตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม“นึกว่านันท์คงจะเกลียดฉันจนชาตินึ้คงไม่กลับมาให้เห็นเสียแล้ว” เขารำพึงออกมา คนฟังกลั้นน้ำตาพลางส่ายหน้า“นันท์ไม่เคยเกลียดคุณ”“ฉันขอโทษ” จู่ๆ เขาก็เอ่ยคำนี้ออกมา ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้น...ไม่เข้าใจว่าเขาขอโทษเรื่องอะไร “ขอโทษที่ตอนนั้นฉันไม่ได้ดูแลนันท์เลย”ดวงตาของหญิงสาวฉายแววที่ทำให้คนพูดรู้ว่าหล่อนเข้าใจสิ่งที่เขาพูด“ไม่เป็นไรค่ะ นันท์เข้าใจ...ตอนนั้นคุณลินิน เอ่อ...” คำพูดขาดหาย...เหมือนใจที่หายไปยามนึกถึงคนที่ไม่อยู่แล้วในวันนี้ ขนาดหล่อนเป็นคนอื่นแท้ๆ ยังวูบไหวแล้วเขาเล่า...จะไม่รู้สึกได้อย่างไร“ลินินไปดีแล้ว ไม่ต้องเจ็บต้องทรมาน เ
ตึกรามบ้านช่องและถนนหนทางที่เปลี่ยนไปอย่างมากสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้โดยสารไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่พนิตนันท์เดินทางกลับมาประเทศไทยนับแต่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาจวบจนกระทั่งเรียนจบและทำงาน หล่อนไม่เคยย่างกรายกลับมาเลยสักครั้งไม่ใช่...ไม่คิดถึงบ้าน ไม่คิดถึงแม่...หล่อนคิดถึงเมืองไทยรวมไปถึงคนที่อยู่ทางนี้ทุกขณะจิต ทว่าตั้งเป้าหมายกับตนเองไว้ว่า จะไม่กลับจนกว่าจะคว้าปริญญามาได้ ครั้นเรียนจบหล่อนก็ได้รับข้อเสนอจากบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งให้เข้าทำงานในตำแหน่งและเงินเดือนที่ไม่ควรปฏิเสธอย่างยิ่ง หล่อนจึงรับข้อเสนอนั้นและเลื่อนเรื่องกลับเมืองไทยออกไปอีกสองปีที่ผ่านมาพนิตนันท์สนุกกับการทำงานมากจนแทบจะลืมเวลา และลืมเรื่องกลับเมืองไทยไปเลย กระทั่งคุณวจีมีจดหมายมาหาในทำนองถามไถ่ว่าจะกลับเมื่อไร ประจวบกับน้องชายของหล่อนส่งข่าวเรื่องที่แม่ป่วยหล่อนจึงตัดสินใจลาออกเพื่อกลับเมืองไทยหลังจากที่หล่อนย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยทางภาคเหนือได้ไม่นาน แม่ก็เลิกรากับพ่อเลี้ยง จากนั้นก็กลับเนื้อกลับตัวเลิกเ
หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเอ็ดปียืนเคว้งอยู่กลางกลุ่มคนเยอะแยะมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ที่จบการศึกษาในปีนี้ ในอ้อมแขนเขามีช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่เตรียมมาเพื่อมอบให้บัณฑิตจบใหม่ที่เขาเฝ้ารอมานานถึงหกปีเต็มเดินหาอยู่พักหนึ่ง...หากในที่สุดเขาก็เจอหล่อนจนได้!พนิตนันท์ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ต่างก็สวมใส่ชุดครุยเพื่อรับปริญญา หล่อนสวยบาดตาบาดใจจนฤทธิใจสั่นไหว เขาก้าวเท้าตรงไปหาหล่อนพลางกระชับช่อดอกไม้ในมือ ใจก็คิดหาคำพูดที่จะเอ่ยกับหล่อนเป็นประโยคแรกแต่แล้วเขาก็ชะงักและหยุดเดินเมื่อหนุ่มหล่อผมสีทองล้อแสงอาทิตย์จนเป็นประกายปรากฎตัว หนุ่มตาน้ำข้าวคนนั้นสวมกอดพนิตนันท์หอมแก้มซ้ายขวาก่อนจะโยกตัวไปมา คงจะแสดงความดีใจกันนั่นแหละ จากนั้นก็ยืนคล้องแขนถ่ายรูปกันไม่ยอมห่างฤทธิยืนคอตก มือที่ถือช่อดอกไม้ตกอยู่ข้างตัวเขาหันหลังกลับแล้วเดินออกมา ทิ้งช่อดอกไม้แสนสวยไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่เดินผ่านพอดีพนิตนันท์คงไม่ได้มีใจตรงกันกับเขา หล่อนก้าวข้ามอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยสมบูรณ์เขาควรจะยินดี...ทว่าหัวใจกลับแน่นหนัก ทั้งอ่
ฤทธิเดินกลับออกมาจากบ้านหลังเล็กซอมซ่อนั้นด้วยความผิดหวัง ชายหนุ่มดูออกว่าภายใต้คำปฏิเสธที่ได้รับจากมารดาของพนิตนันท์ มีคำตอบที่เขาต้องการอยู่แน่นอนทว่าคงมีเหตุผล...หรือไม่ก็..ใครสักคน...ที่ไม่ต้องการให้เขาได้รับคำตอบนั้น และไม่ต้องเดาฤทธิก็รู้ว่าใครคือคนคนนั้น!เขาเข้าใจในเจตนาของมารดาว่าต้องการปกป้องพนิตนันท์ เหตุหนึ่งก็เพื่อชดเชยในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา...สูญเสียชิวิตในช่วงวัยที่สดใสและสนุกสนาน แม่จึงอยากให้พนิตนันท์ได้ใช้ชีวิตของตนอย่างเต็มที่...ได้เรียนหนังสือจนจบตามที่ตั้งใจฤทธิเชื่อว่าถ้าเด็กสาวอยากจะเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไป แม่ของเขาก็ยินดีที่จะส่งเสียแน่นอนชายหนุ่มกลับมาที่บ้านของตน มารดานั่งรออยู่แล้วในห้องนั่งเล่น สีหน้าของผู้สูงวัยบอกชัด...รู้ว่าเขาไปไหนและทำอะไรมา ทว่ากลับไม่มีคำถามสักคำ เขาเสียอีกเป็นฝ่ายถาม“แม่...นันท์เขา สบายดีใช่ไหม?” คุณวจีถอนหายใจพลางสบตาลูก...วัยวุฒิทำให้อ่านออกว่าแววห่วงใยที่ฉายออกมาจากดวงตาคมนั้นหาใช่การเสแสร้ง“สบายดี ถ้าจะหมายถึงทางกายนะ ยังเด็ก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน คนที่กำลังมองเหม่อจึงสะดุ้งทั้งตัว หล่อนรีบคว้าโทรศัพท์มาดูตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาลกระทั่งมาพักฟื้นที่นี่ หล่อนเพิ่งจะมีโอกาสเปิดโทรศัพท์มือถือของตนเองเป็นครั้งแรกก็ตอนต่อสายหาแม่ ครั้นคุยจบวางสายก็ลืมปิดเครื่อง ทั้งที่ตั้งใจว่ายังไม่อยากรับสายหรือติดต่อกับใครอื่นพอโทรศัพท์ดังหล่อนจึงรู้ว่าตัวเองลืมปิด ชื่อและหมายเลขที่ปรากฎวนหน้าจอ ก็คือเพื่อนของหล่อน...วิจิตราพนิตนันท์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มั่นใจว่าเพื่อนน่าจะรู้เรื่องจากอาชว์มาบ้างแล้ว ถึงได้โทรศัพท์มาสุดท้ายหล่อนก็ตัดสินใจกดรับเมื่อตัดสินใจได้ว่าไม่มีเหตุผลที่จะหลบเลี่ยงอีกต่อไป เสียงที่ดังจากปลายสายทั้งตื่นเต้นยินดีจนคนฟังรู้สึกได้“นันท์ โอ๊ยยย...แกรู้ไหมฉันโทรหาแกตั้งกี่รอบ แกหายไปไหน เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เปิดโทรศัพท์เลย เป็นห่วงนะเว้ย”“เราโดนรถชนน่ะ เข้าโรงพยาบาลเพิ่งจะออก”“เฮ้ย! จริงอะ เป็นไรมากป่าววะ แล้วตอนนี้อยู่ไหน เราจะได้ไปเยี่ยม” วิจิตรารัวคำถามกลับมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง“เพชรบูรณ์”
เมื่อเสร็จธุระกับพรรณี ลินินแวะที่แพนทรีเพื่อเตรียมกาแฟร้อนหอมกรุ่นไปให้สามี เป็นสิ่งที่หล่อนปฏิบัติเป็นประจำจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ลินินถือถ้วยกาแฟเดินไปหยุดหน้าประตูห้องทำงาน หล่อนเงื้อมือจะเคาะประตูห้องแต่กลับค้างไว้อย่างนั้นพลางครุ่นคิด...ป่านนี้แล้วคนในห้องจะยังขุ่นเคืองอยู่
พนิตนันท์เดินตามไปอย่างว่าง่าย สองตาแลไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ หล่อนเคยมาที่นี่แล้วก็จริงแต่ก็นานมากแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กผอมบาง สาวรุ่นวัยใกล้เคียงกันพาหล่อนมายังห้องๆ หนึ่งในตัวตึกหลังใหญ
นัดกันไว้ว่าเย็นนี้ฝ่ายนั้นจะเข้ามาพบและให้คำตอบ ทว่าคำถามของสามีเมื่อครู่...จุดประกายความคิดให้หล่อน“อุ้มบุญ?” ฤทธิทวนประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงแปรกแปร่ง“ค่ะ มีวิธีนี้วิธีเดียว...เราถึงจะมีลูกได้ค่ะ ถ้าจะพูดให้ถูกละก็ ต้องใช้ไข่และมดลูกของผู้หญิงคนอื่นแทนค่ะ เราถึงจะมีลูกได้”







