Masukดวงตาคมกวาดมองชุดนักศึกษาที่เปียกปอนไปครึ่งตัวก่อนถามอีกรอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่ากำลังสะกดอารมณ์เต็มที่
“ไปเรียนใช่ไหม...ที่ไหน?”
พนิตนันท์เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งกว่าเดิมเมื่อจับคลื่นบางอย่างได้จากคำถามเมื่อครู่
คนบนรถเอ่ยสวนทันควันโดยไม่ต้องคิดว่า
“ขึ้นมา...เดี๋ยวไปส่ง”
“เอ่อ...”
“จะรอให้เปียกทั้งตัวหรือไง” เจอน้ำเสียงดุของอีกฝ่ายเข้า พนิตนันท์ก็ตาลีตาเหลือกเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วขึ้นไปนั่ง
แต่แล้วก็กังวลเมื่อตระหนักว่าเบาะรถนั้นเป็นเบาะหนังแท้สีครีมสะอาดสะอ้าน
“เอ่อ...ตัวหนูเปียก กลัวเบาะจะ...เปียก...”
“เปียกก็เปียก เดี๋ยวก็แห้ง แต่เราน่ะตัวเปียกขนาดนี้ จะไปเรียนยังไง ให้วกรถกลับไปไหม เปลี่ยนชุดใหม่แล้วเดี๋ยวฉันไปส่ง”
“ไม่ค่ะ!” น้ำเสียงที่ปฏิเสธนั้นแข็งจนคนฟังจับสังเกตได้ คิ้วเข้มหนาขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย กวาดตามองดวงหน้าของเด็กสาวเร็วๆ คราบน้ำตาที่ค้างอยู่บนดวงหน้าจึงมิได้รอดสายตาคมปลาบ
“รีบหรือเปล่า มีเรียนกี่โมง” เขาถอนสายตากลับพลางเคลื่อนรถออก
“เรียนบ่ายค่ะ”
“เรียนบ่าย? แล้วออกไปทำไมแต่เช้า ไม่รอให้ฝนหยุดก่อน” เขาเปรยด้วยความสงสัย ครั้นเห็นท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนอึดอัดใจของเด็กสาว กับคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลือก็เลยพอประมวลได้ว่าเจ้าหล่อนคงมีปัญหาบางอย่างกับทางบ้าน “ไว้ใจฉันไหม?”
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมา พนิตนันท์หันไปมอง ดวงตากลมโตมีแววแปลกใจ...และไม่เข้าใจ
“เอ่อ...”
“ฉันจะพาไปคอนโดของฉัน ที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เธอเรียนเท่าไร มีทั้งเครื่องซักผ้าเครื่องอบผ้า จะได้จัดการกับชุดเปียกๆ นี่ก่อน ไปเรียนทั้งตัวเปียกๆ แบบนี้ไม่ไหวหรอก รับรองพรุ่งนี้เธอป่วยแน่”
พอได้ยินเหตุผลของเขา พนิตนันท์ยิ่งตอบไม่ถูก ถึงจะรู้จักเขา แต่หล่อนก็ไม่ได้รู้จักเขามากพอที่จะตอบได้เต็มปากว่า...ไว้ใจเขา หล่อนจึงอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร
“หนู...”
“เอาเถอะ เอาเป็นว่าไว้ใจฉันได้” เขาตัดบทแล้วก็จบการสนทนาเพียงเท่านั้น ในรถจึงมีแต่ความเงียบ
พนิตนันท์ผินหน้ามองออกไปนอกรถตลอดทาง หญิงสาวจมอยู่กับความคิดตนเองจนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามองเงียบๆ
เสียงทอดถอนลมหายใจอย่างลืมตัวดังมาจากร่างบอบบางหลายครั้งหลายครา จนคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยลอบชำเลืองมองบ่อยครั้ง
ฤทธิเคยเห็นเด็กสาวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงตัวผอมบางอายุเพียงแปดหรือเก้าขวบ แม่ของเจ้าหล่อนมาขอทำงานที่บ้าน ทว่าทำได้ไม่นานก็ลาออกไป ตอนนั้นเขากลับมาบ้านช่วงซัมเมอร์
เด็กหญิงตัวเล็กท่าทางขี้กลัวไม่ได้อยู่ในสายตาหนุ่มวัยเบญจเพศหรอก ทว่าวันหนึ่งเขาขับรถจะออกไปเจอเพื่อนๆ แล้วผ่านชุมชนที่เด็กหญิงอยู่ เห็นร่างผอมบางนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นสองมือยกบังศีรษะไว้ขณะที่มีเด็กโตกว่ารุมล้อมตะโกนร้องอะไรสักอย่างด้วยท่าทางสนุกสนาน
เขาจอดรถเลียบฟุตบาธได้ ก็เปิดประตูเดินไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่มีกันราวห้าหกคน ต่างก็ร้องตะโกนด้วยประโยคซ้ำๆ
‘อีไม้เสียบผี’
‘อีไม้เสียบผี’
‘อีไม้เสียบผี’
‘แกล้งเพื่อนแบบนี้ไม่น่ารักเลย’
แค่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่ห้าม กลุ่มเด็กที่โตกว่าก็แตกกระจายหนีหายกันไปหมด เหลือเพียงเด็กหญิงตัวเล็กผอมบางที่นั่งร้องไห้น้ำตานองหน้า
เขายื่นมือไปรั้งแขนเล็กๆ ให้ลุกขึ้นยืน ช่วยปัดฝุ่นออกจากกางเกงขายาวเก่าซอมซ่อที่มีรอยปะชุนหลายแห่ง แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน
‘ทีหลังเจอแบบนี้ห้ามร้องไห้ ยิ่งร้องเขาก็ยิ่งสนุกกัน ไม่อยากโดนแกล้งก็ต้องลุกขึ้นสู้ เถียงกลับไปเลยให้เขารู้ว่าเราไม่กลัว’
‘แต่...หนูก...กลัว’
จำได้ว่าเด็กน้อยตอบกลับมาแบบนั้น เล่นเอาเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หลังจากถามไถ่หาแม่ของเด็กหญิงจนรู้ว่าออกไปทำงาน ทิ้งให้เด็กหญิงอยู่บ้านเลี้ยงน้องเพียงลำพัง เขาก็เลยพาไปส่งที่บ้าน ไม่ได้เข้าไปส่งถึงบ้านหรอกก็แค่หน้าปากซอยเข้าบ้านเท่านั้น
นับจากวันนั้นทุกครั้งที่ขับผ่านชุมชนเขาก็มักจะมองหาเด็กหญิงตัวเล็กผอมบางอยู่เสมอ กระทั่งเขากลับไปเรียนต่อ...และกลับมาในอีกสามปีถัดมา ก็ได้ยินข่าวว่าเด็กหญิงถูกส่งไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดเสียแล้ว
วันนี้เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งเดินออกมาจากซอยย่อย แล้วเดินไปตามฟุตบาธทั้งที่ฝนตกหนักจนร่มคันเล็กที่เจ้าหล่อนกางแทบจะกันฝนไม่ได้ ฤทธิก็ประหวัดถึงเด็กหญิงเมื่อสิบปีก่อนทันที ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันอีกเลยนับแต่เขาเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ
เค้าหน้าเจ้าหล่อนไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไร แม้ว่ารูปร่างจะเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา จากเด็กตัวเล็กผอมบางกลายเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งราวนางแบบ
เห็นคนในชุดนักศึกษาเปียกปอนไปครึ่งตัวแบบนั้น เขาก็เลยขับตาม พยายามบีบแตรเรียกทว่าเจ้าหล่อนเหมือนตกอยู่ในภวังค์ส่วนตัว จึงไม่ได้ยิน
เขาลองบีบแตรอีกครั้ง...ดังๆ จนหล่อนสะดุ้งตกใจ นั่นแหละหล่อนจึงได้มานั่งอยู่บนรถเขา
ฤทธิเหลือบมองเด็กสาวอีกครั้ง...ความที่ผ่านโลกมามากกว่า จึงทำให้เดาได้ว่าเจ้าหล่อนคงเพิ่งจะผ่านเรื่องอะไรบางอย่างมา...อาจจะทะเลาะกับที่บ้านกระมัง
ดวงตาคมเลื่อนผ่านเสี้ยวหน้าด้านข้างมายังลาดไหล่ที่ห่อน้อยๆ คล้ายเจ้าตัวกำลังหนาวสั่น แน่สิ...เสื้อเปียกขนาดนั้น แล้วมาเจอแอร์เย็นๆ ในรถอีก
“หนาวเหรอ...เดี๋ยวนะ” เขาปรับแอร์ฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้อุณหภูมิสูงขึ้น แล้วอาศัยจังหวะที่รถติดไฟแดงเอื้อมไปเบาะหลัง เขามีกระเป๋าใส่ชุดกีฬาเตรียมไว้เผื่อไปฟิตเนสติดรถไว้เสมอ และในกระเป๋าก็มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ใหม่เอี่ยมผืนหนึ่ง
คว้าผ้าเช็ดตัวออกจากกระเป๋าได้ ฤทธิก็ยื่นไปให้เด็กสาว
“ขอบคุณค่ะ” หล่อนเอ่ยขอบคุณแล้วรับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาห่มเนื้อตัวที่เปียกปอนหนาวสั่น
“ฉันก็ลืมไปว่าตัวเธอเปียกพอเจอแอร์แล้วหนาว” ไม่มีคำตอบจากเด็กสาว เขาจึงเอ่ยต่อ “ได้ยินว่าไปอยู่กับยาย”
“ค่ะ ยายเสีย...หนูก็เลยต้องกลับมาอยู่นี่...กับแม่”
“ฉันเสียใจด้วย เรียนมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ คณะอะไร”
“บริหาร บัญชีค่ะ”
“อืม เก่งนี่” เขาชม นึกทึ่งไม่น้อยก่อนจะหันไปบอกเมื่อตีไฟเลี้ยวเข้าซ้าย “ใกล้ถึงแล้วล่ะ”
ฤทธิได้รับคอนโดมิเนียมแห่งนี้เป็นของขวัญจากพ่อในวันที่เขาเรียนจบปริญญาโทจากสหรัฐ เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ
กระทั่งพ่อประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน จึงได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านเพื่อดูแลแม่ หลังจากแต่งงานเขาคิดจะขายที่นี่ทิ้ง แต่สุดท้ายก็เก็บไว้ นอกจากไม่ขายแล้ว เขาก็ไม่คิดจะให้ใครเช่าด้วย บางวันถ้าเลิกงานดึกก็มักจะแวะมานอนค้าง ยิ่งระยะหลัง...เขาแวะมาบ่อยครั้งเมื่อเคร่งเครียดกับหลายเรื่อง เรื่องภรรยาก็เป็นหนึ่งในนั้น!
หลังจากวางสายจากมารดาแล้ว ฤทธิก็โทรศัพท์บอกข่าวดีกับภรรยา ส่วนพนิตนันท์ก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ฤทธิจึงอยู่ลำพังลินินตื่นเต้นดีใจจนจับความรู้สึกได้ชัดเจนแม้จะไม่ได้เห็นหน้า น้ำเสียงตอนที่หล่อนถามถึงอาการของพนิตนันท์และรายละเอียดอื่นๆ อย่างเรื่องการดูแลและเรื่องอาหารการกินละเอียดลออราวกับหล่อนตั้งท้องเสียเองฤทธิจึงบอกเรื่องที่มารดาแนะนำให้พาพนิตนันท์กลับไปอยู่ที่บ้าน เพื่อที่ท่านจะได้ดูแลด้วยตนเอง ลินินเห็นดีเห็นงามด้วยทันที‘ลินินเห็นด้วยค่ะ กลับไปอยู่บ้านมีคุณแม่คอยดูแลแบบนั้นน่าจะดีที่สุดค่ะ เพราะช่วงท้องนี่แหละสำคัญเรื่องอาหารการกินวิตามินต่างๆ นี่ต้องสมบูรณ์ อีกอย่างสภาพจิตใจของแม่ด้วยค่ะ อยู่คอนโดอย่างนั้นลินินว่าเหงาออกค่ะ’“ผมก็เห็นด้วยกับคุณแม่ นี่กลับจากโรงพยาบาลก็ว่าจะเก็บเสื้อผ้าพานันท์กลับวันนี้เลย”‘เอ๊ะ...อย่างนี้ต้องเตรียมหาของใช้เด็กแล้วสิคะ’ ฤทธิหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินอีกฝ่ายคิดวางแผนนู่นนี่แล้วจู่ๆ ก็เสียงดัง ‘ไม่ๆๆ ไม่ได้ค่ะ รอใกล้คลอดดีกว่า โบราณเขาถือเคล็ดกัน ลินินว่า...ลินินหาของเตรียมให้นันท์ดีกว่า พวกชุด
แสงสว่างที่ส่องลอดผ้าม่านปลุกพนิตนันท์ตื่น หล่อนลืมตามองนาฬิกาบนผนัง...หกโมงครึ่งหญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอทำให้เหลือบมองไปที่อีกฝั่งของเตียง...ครั้นเห็นร่างตะคุ่มที่นอนตะแคงหันหน้ามา ดวงตาหญิงสาวก็ทอดแสงอ่อนโยนเขากลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้ หล่อนคงหลับไปแล้วนั่นแหละ ที่จริงพนิตนันท์ไม่คิดว่าเขาจะมาค้างที่นี่ด้วยซ้ำ ปกติเขาจะบอกล่วงหน้าทุกครั้งว่าจะมาหรือไม่มาแต่การได้ตื่นมาแล้วเจอเขานอนอยู่บนเตียงด้วยกลับเป็นความสุขอย่างหนึ่งในช่วงเดือนเศษมานี้...ความสุข...ที่เจือปนรสชาติขมเมื่อต้องกำชับตนเองไว้เสมอว่า มันจะจบลงในสักวัน!พนิตนันท์ลุกขึ้นยืนแต่พอจะก้าวขาเท่านั้น โลกตรงหน้าเหมือนจะพลิกคว่ำ หล่อนทรุดฮวบลงนั่งบนเตียงจนยวบแรง และนั่นก็คงปลุกคนที่นอนหลับอีกฝั่งให้ตื่น เสียงถามอย่างห่วงใยดังขึ้น“นันท์...เป็นอะไรหรือเปล่า?”“ป เปล่าค่ะ” หล่อนตอบเสียงแหบโหย แล้วจู่ๆ ก็ผลุนผลันลุกถลาไปที่ห้องน้ำเมื่อรู้สึกถึงความผะอืดผะอมแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ จนจ่ออยู่ตรงคอหอยเสียงโอ๊กอ๊ากที่ดังมาจากห้องน้ำทำให้ฤทธิลุกตามไปโดยเร็
ในที่สุดก็ถึงวันเปิดภาคเรียนที่สอง...ทว่าคนที่ลาออกแล้วอย่างพนิตนันท์ก็ได้แต่นั่งมองปฏิทินด้วยแววตาโศกเศร้าหล่อนคิดถึงเพื่อน คิดถึงมหาวิทยาลัย และหลายครั้งก็เฝ้าตั้งคำถามว่าทำถูกหรือเปล่าที่ลาออก แทนที่จะพักการเรียนไว้หนึ่งหรือสองภาคการศึกษาอย่างที่ตั้งใจตอนแรกแต่พอคิดอย่างถ้วนถี่หล่อนก็คิดว่าตนตัดสินใจถูกต้องแล้วล่ะ เพราะถ้าดร็อป...พอกลับไปเรียน ก็ต้องเรียนกับรุ่นน้องอยู่ดี ไม่ได้เรียนกับพวกเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ฉะนั้นสู้ลาออกแล้วไปเริ่มใหม่ที่อื่นเลยดีกว่าไม่ต้องตอบคำถามใครด้วยว่าไปทำอะไรมาตั้งเทอม...หรืออาจจะเป็นปีระยะเวลาเกือบเดือนที่ปิดภาคการศึกษา พนิตนันท์ไม่ได้อยู่เฉยๆ แม้ว่าจะได้รับเงินเดือนจากฤทธิหนึ่งแสนบาทก็ตาม หล่อนหาคอร์สเรียนสั้นๆ ลงเรียนแก้เบื่อ แล้วก็มองหางานพิเศษที่สามารถทำอยู่ที่บ้านได้ ขืนไม่หาอะไรทำละก็ มีหวังคงเบื่อจนอยู่ไม่ติดแน่ๆทว่าวันนี้แม้จะมีงานที่รับมาทำและต้องเสร็จส่งลูกค้าภายในวันมะรืนนี้ พนิตนันท์กลับไม่มีอารมณ์ทำงานเอาเสียเลย ในหัวเฝ้าคิดถึงแต่ว่า... เปิดภาคการศึกษาใหม่แล้วเพื่อนๆ แต่ละคนจะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนคิ
บทรักร้อนแรงและรวดเร็วผ่านพ้นไปแล้วรอบหนึ่งพร้อมเสียงหอบหายใจกระเส่าของคนทั้งคู่ กระนั้นกระแสรัญจวนที่ยังห่มล้อมรอบกายทำให้ฤทธิเอ่ยปากชวนหญิงสาวบนกายของเขา“เล่นน้ำไหม?”“ตอนนี้เหรอคะ?” คนถามตาโต...เพราะเกือบเที่ยงคืนแล้ว...เล่นน้ำตอนนี้คงจะเย็นเยือกแน่ๆ“ตอนนี้สิ...” เขาพยักหน้า...ย้ำชัดๆ ว่าตอนนี้“หนาวแย่เลยค่ะ”“กลัวทำไม หนาวก็กอดฉันไว้ แต่ฉันรับรองว่าไม่หนาวหรอก ถ้าเราออกกำลังกายไปด้วย” เขาพูดพลางขยับสะโพกบดเบียดเข้าหาอีกฝ่าย“คุณฤทธิ!” หล่อนทุบอกเขาเบาๆ หน้าแดงก่ำถึงใบหูด้วยความขัดเขิน หล่อนอยู่บนตัวเขาสองขาคร่อมเรือนกายแข็งแกร่ง แม้ส่วนนั้นของเขาจะไม่ได้แทรกอยู่ในเรือนกายหล่อนแล้ว ทว่าเมื่อเขาขยับสะโพกเข้าหา มันก็ก่อให้เกิดความรู้สึกวาบหวามซาบซ่านและพนิตนันท์ก็สัมผัสถึงบางสิ่งที่กำลังขยายตัวทีละนิดบดเบียดส่วนอ่อนไหวของหล่อนจนรู้สึกได้“หนูไปเปลี่ยนชุดว่ายน้ำก่อน” หล่อนทำท่าจะลุก ทว่าเขากลับกดสะโพกไว้“ไม่ต้อง ยังไงก็ต้องถอด จะใส่ทำไม มา...เกาะเอวไว้แน่นๆ นะ” เขาลุกขึ้นนั่ง แล้วจับสองขาของหล่อนให้เกาะเอวเขาไว้ดีๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีหล่อนเกาะกอดเขาไว้ราวกับลูกลิงฤทธิพาหญิงสาว
“เราจะไปไหนกันเหรอคะ?”พนิตนันท์หันไปถามเมื่อขึ้นนั่งเรียบร้อย พอกลับถึงคอนโดมิเนียมหล่อนก็ได้รับการบอกเล่าให้เตรียมตัวและจัดกระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับสองวันสามคืน แต่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกว่าจะพาไปไหน“จะพาไปเที่ยว”“ที่ไหนเหรอคะ?”“ภูเก็ต”“ภูเก็ตเหรอคะ?” ฤทธิละสายตาจากพวงมาลัยมามองสาวน้อยแวบหนึ่ง ประกายตาระริกด้วยความตื่นเต้นทำให้เขายิ้มกว้าง“ใช่ เคยไปหรือยัง?”“ยังค่ะ” คนตอบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่น้อย “ยังไม่เคยไปเลยค่ะ”“วันนี้ได้ไปแล้ว เสียดายมีเวลาน้อยคงไปเที่ยวได้ไม่กี่ที่”“ไม่เป็นไรค่ะ ได้ไปก็ดีใจแล้วค่ะ” ทุกอย่างนับเป็นครั้งแรกสำหรับหล่อน ไม่ว่าจะเป็นการได้ไปภูเก็ต ได้เห็นทะเล หรือแม้แต่...การได้ขึ้นเครื่องบินทั้งคู่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเกือบทุ่ม จอดรถเรียบร้อยฤทธิก็พาหญิงสาวไปเช็กอิน เรียบร้อยแล้วก็ไปนั่งรอใน บิสเนส เลานจ์พนิตนันท์มองไปรอบๆ ด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจ ฤทธินั่งมองอากัปกิริยาของสาวน้อยพลางอมยิ้มบางๆ เขารู้ว่าหล่อนไม่เคยขึ้นเครื่องบิน“เดี๋ยวพอขึ้นเครื่อง ช่วงเครื่องเทคออฟมันจะหูอื้อๆ เอามือปิดจมูกแล้วกลั้นหายใจ มันจะดีขึ้น”“ค่ะ”“แล้ววันนี้ไปทำรายงานมา เป็นยังไงบ้าง
แล้วเขาก็เจอ...มันดังมาจากโทรศัพท์ของพนิตนันท์นั่นเอง เขาหยิบมันออกมา ไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง ทว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่มีข้อความเข้า มันจึงผ่านเข้าตาเขาพอดี‘อย่าลืมว่าเธอเป็นเมียฉัน’ข้อความนั้นเหมือนมีใครสักคนแทงอกเขาด้วยแท่งน้ำแข็งที่ทั้งแหลมคมและเย็นยะเยือกมันเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ!ชายหนุ่มหรี่เสียงเรียบร้อยก็รีบเก็บโทรศัพท์คืนใส่กระเป๋า แล้วเลื่อนกลับไปไว้ที่เดิม เขาจะทำอย่างไรถึงจะลบข้อความที่เห็นไปจากการรับรู้ เขาไม่ควรได้รู้ได้เห็นเรื่องอะไรแบบนี้เพราะตอนนี้เกิดคำถามขึ้นมาในใจ...ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?ภาพผู้ชายคนหนึ่งฉุกใจเขาขึ้นมา...หากก็ปัดความคิดนั้นออกไป...ไม่หรอกน่า...ไม่ใช่หรอก...แต่ถ้าไม่ใช่...แล้วจะเป็นใคร ที่มหาวิทยาลัยนี่เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพนิตนันท์ไม่ได้ครบใครแน่นอน ถ้ามีเขาก็น่าจะรู้ วิจิตราก็น่าจะบอก เพราะรายนั้นก็รู้อยู่แล้วว่าเขาคิดอย่างไรกับเพื่อนตัวเอง ดูท่าทางก็เชียร์เขาอยู่เหมือนกันแล้วถ้าเขาคิดถูกล่ะ...เป็นผู้ชายคนนั้นจริงๆคราวนี้อาชว์รู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางกองเพลิง...มันร้อนรุ่มจนอยู่ไม่ติด อยากเดินเข้าไปถามให้สิ้นสงสัยเสียเดี๋ยวนี้แต่...เขา







