Masukพนิตนันท์ นักศึกษาสาวน้อย 19 ปี หางานพิเศษทำเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว จะได้ไม่ต้องรบกวนทางบ้านที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินมีหนี้ท่วมหัว สาวน้อยบังเอิญเจอ "ฤทธิ ฤทธิไกรรังสรรค์" หนุ่มวัยสามสิบห้าเจ้าของคฤหาสน์หลังงามท้ายซอยเดียวกันกับชุมชนที่หล่อนอาศัยอยู่ ฤทธิเคยช่วยเหลือหล่อนมาหลายครั้งนับแต่วัยเด็ก มาครั้งนี้เขาก็ยื่นมือเข้ามาช่วยอีกครั้งด้วยการรับปากจะหางานให้เพราะจำได้ว่าภรรยากำลังมองหาผู้ช่วยส่วนตัวอยู่นั่นเอง เขานำเรื่องนี้ไปบอกภรรยา และลินินก็ยินดีรับสาวน้อยมาเป็นผู้ช่วยของตนทันที แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อฤทธิตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่า ตนอยู่บนเตียงกับสาวน้อยที่ให้ความช่วยเหลือในสภาพที่เปลือยกายกันทั้งคู่ ฤทธิโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะเข้าใจว่าสาวน้อยรับเงินจากภรรยาของเขาเพื่อมารับหน้าที่อุ้มบุญให้ตามที่ภรรยาเคยมาเกริ่นไว้ว่าก่อนหน้า เนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถมีลูกได้ พนิตนันท์ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย หล่อนจะขอลาออก แต่แล้วก็ได้รู้ความจริงว่า...แม่รับเงินก้อนโตมาโดยมีข้อแลกเปลี่ยนนั่นก็คือ...หล่อนต้องอุ้มบุญให้เขาและภรรยา
Lihat lebih banyakSarah stepped out of the hospital, her small bag hanging from her shoulder, her hands trembling as if they were too weak to hold anything. The evening air pressed hot and heavy against her skin.
She paused by the gate, her eyes sweeping through the crowd as she searched for a familiar face.
But she couldn’t find any. Not James, not even her son – Daniel.
Not a single call buzzed her phone, not even a short text message: “Mummy, are you okay?” from Daniel. Her thumb hovered over James’s name in her contacts, but the courage to press dial deserted her.
She stopped a cab as it pulled up. She forced herself inside, sinking into the back seat.
“Madam, you alright?” the driver asked in polite curiosity, watching her pale reflection in the rearview mirror.
Sarah nodded quickly, pressing her gaze to the window. She let the noise of vendors and honking cars blur past.
But inside the car, silence pressed harder, reminding her how alone she was. She quietly gave the driver her address and drove off.
Tears filled her eyes, dropping on her phone screen till it blurred. She wiped it quickly with the back of her hand. Above her, the clouds gathered fast, the sky turning dark as if heaven itself had bent low to watch her.
A cool breeze swept past, carrying the smell of rain. Then the drops started, gentle at first, before beating down harder, drenching the wheel screen of the cab. The rain kept dropping, coinciding with her tears, as though the heavens had joined in her pain.
By the time the cab stopped at her house, the rain had calmed, her chest throbbed with dread. The house that once promised her joy now looked like a stranger’s.
She climbed out slowly, her legs weak from sickness and fear.
The front door gave way to silence in that told nothing of peace, but absence. Then her eyes fell on the dining table.
Plates set. Glasses filled. Three chairs pulled close as though waiting for a family meal.
For a fleeting second, hope flickered. Maybe James and Daniel had planned something for her homecoming. Maybe, just maybe, she had been wrong.
But then Clara, the maid, stepped out from the kitchen, her smile thin and nervous. She fiddled with her apron, avoiding Sarah’s eyes.
That silence said everything.
Sarah’s chest sank.
Footsteps thundered on the stairs. A small voice cut through the air.
“Daddy!”
Sarah’s face softened. Her arms opened wide, tears gathering in her eyes again. She had missed that voice more than anything. She braced herself for her son’s embrace.
But Daniel stopped halfway. His smile collapsed when his eyes met hers. His small face hardened, cold in a way no child’s should.
“Danny boy,” she whispered, forcing a smile. “Come to mummy. I missed you so much.”
But he ignored her as he turned sharply to Clara. “When is Auntie Tiana coming back?”
The name struck her chest like a blade. Clara’s face turned pale. She glanced at Sarah, then back at the boy. “Soon, Daniel. Very soon.”
Sarah’s legs wobbled as she moved towards the table, needing to sit. But Daniel’s voice cut across, sharp with resentment.
“That’s Auntie Tiana’s chair. She sits there every day.”
Sarah steadied her voice, soft and pleading. “Danny, mummy just came back from the hospital. Let me sit here. I’m still weak.”
Daniel’s face tightened further. “You are better already. You don’t belong here. That chair is hers, not yours.”
The words stabbed her deeper than knives. She stretched out her hand, desperate to hold him, to remind him who she was.
But Daniel shoved her chest with both palms.
The impact threw her backward. Her shoulder slammed into the floor, her wrist twisting as pain shot through her arm.
Tears spilled freely, but the sound of the front door opening forced her to lift her head.
Daniel’s anger dissolved in an instant. His face lit up, and he ran forward, his joy bubbling. “Auntie Tiana!”
Sarah’s breath caught as the door swung wide.
Tiana Cadwell stepped in, polished and graceful, her smile bright as though the house was hers. Arm in arm with her, guiding her like a queen, was James Striker — Sarah’s husband.
Daniel threw himself into Tiana’s arms, his laughter loud and sweet, the kind of laughter Sarah had longed to hear directed at her.
James’s hand rested warmly on Tiana’s back, his eyes softened in a way Sarah had not seen in years.
From the floor, Sarah’s chest rose and fell in sharp pain.
She stared at the scene before her: her son in another woman’s arms, her husband looking at that woman with tenderness, their bodies fitting together like pieces of a puzzle where she had no space.
The dining table gleamed, set for three, but not for her.
Her vision blurred. Her throat ached as though stones had lodged inside.
For the first time, the question she had buried deep forced its way out, cutting her apart from within.
Had she been wrong to come back to this house at all?
แปดปี...นอกจากจะพิสูจน์ให้รู้ว่าเด็กสาวที่อุปการะเลี้ยงดูนั้นมีจิตใจมั่นคงแน่วแน่กับบุตรชายของตนเพียงไร ในทางกลับกันก็พิสูจน์ความรักที่บุตรชายมีต่อเจ้าหล่อนด้วยเช่นกันหลังจากสูญเสียภรรยา...ช่วงแรกเขาก็เสียศูนย์ไปบ้าง ยิ่งเมื่อกลับมาแล้วเจอว่าพนิตนันท์หายไป ก็กลายเป็นคนเงียบขรึม ทำแต่งานจนแทบไม่ได้หยุดพัก ไหนจะตอนที่เข้าใจผิดว่าสาวเจ้ามีแฟนอีก แต่ถึงจะเจออะไรมามากขนาดไหนฤทธิไม่เคยชายตาแลหญิงสาวคนไหนอีกเลย คุณวจีเคยถามว่าเขาคิดจะแต่งงานอีกไหม‘แล้วแม่จะให้ผมแต่งกับใครล่ะครับ...ผู้หญิงที่ผมจะแต่งด้วยก็ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้’ คือคำตอบของเขาซึ่งทำให้รู้ว่า...เขาปักใจอยู่กับพนิตนันท์เพียงคนเดียว“เดี๋ยวค่อยคุยไม่ได้เหรอครับ?” ฤทธิหันไปต่อรองทว่าสายตากลับมองตามเรือนร่างบอบบางที่ลับหายเมื่อประตูห้องพระปิดลง“ไม่ได้!” คุณวจีเสียงแข็ง “ถ้าไม่คุยตอนนี้ แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังนะ”“ครับ...ผมตามใจแม่เสมอแหละ แม่จะคุยเรื่องอะไรครับ?”“เดี๋ยวหนูนันท์เปลี่ยนชุดม
เมื่ออยู่กันตามลำพังความรู้สึกประหม่าเหมือนจะเกาะกุมคนทั้งสอง เวลาแปดปีที่ไม่เคยได้พบกันทำให้เกิดความเหินห่าง ต่างจึงยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม...จะมีก็แต่ดวงตาสองคู่ที่สานสบกันนิ่ง ร่องรอยแห่งความคิดถึงห่วงหาลึกซึ้งฉายชัดฤทธิเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปหาหญิงสาวก่อน เขาหยุดยืนตรงหน้าหล่อนพลางกวาดตามองคนตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม“นึกว่านันท์คงจะเกลียดฉันจนชาตินึ้คงไม่กลับมาให้เห็นเสียแล้ว” เขารำพึงออกมา คนฟังกลั้นน้ำตาพลางส่ายหน้า“นันท์ไม่เคยเกลียดคุณ”“ฉันขอโทษ” จู่ๆ เขาก็เอ่ยคำนี้ออกมา ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้น...ไม่เข้าใจว่าเขาขอโทษเรื่องอะไร “ขอโทษที่ตอนนั้นฉันไม่ได้ดูแลนันท์เลย”ดวงตาของหญิงสาวฉายแววที่ทำให้คนพูดรู้ว่าหล่อนเข้าใจสิ่งที่เขาพูด“ไม่เป็นไรค่ะ นันท์เข้าใจ...ตอนนั้นคุณลินิน เอ่อ...” คำพูดขาดหาย...เหมือนใจที่หายไปยามนึกถึงคนที่ไม่อยู่แล้วในวันนี้ ขนาดหล่อนเป็นคนอื่นแท้ๆ ยังวูบไหวแล้วเขาเล่า...จะไม่รู้สึกได้อย่างไร“ลินินไปดีแล้ว ไม่ต้องเจ็บต้องทรมาน เ
ตึกรามบ้านช่องและถนนหนทางที่เปลี่ยนไปอย่างมากสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้โดยสารไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่พนิตนันท์เดินทางกลับมาประเทศไทยนับแต่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาจวบจนกระทั่งเรียนจบและทำงาน หล่อนไม่เคยย่างกรายกลับมาเลยสักครั้งไม่ใช่...ไม่คิดถึงบ้าน ไม่คิดถึงแม่...หล่อนคิดถึงเมืองไทยรวมไปถึงคนที่อยู่ทางนี้ทุกขณะจิต ทว่าตั้งเป้าหมายกับตนเองไว้ว่า จะไม่กลับจนกว่าจะคว้าปริญญามาได้ ครั้นเรียนจบหล่อนก็ได้รับข้อเสนอจากบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งให้เข้าทำงานในตำแหน่งและเงินเดือนที่ไม่ควรปฏิเสธอย่างยิ่ง หล่อนจึงรับข้อเสนอนั้นและเลื่อนเรื่องกลับเมืองไทยออกไปอีกสองปีที่ผ่านมาพนิตนันท์สนุกกับการทำงานมากจนแทบจะลืมเวลา และลืมเรื่องกลับเมืองไทยไปเลย กระทั่งคุณวจีมีจดหมายมาหาในทำนองถามไถ่ว่าจะกลับเมื่อไร ประจวบกับน้องชายของหล่อนส่งข่าวเรื่องที่แม่ป่วยหล่อนจึงตัดสินใจลาออกเพื่อกลับเมืองไทยหลังจากที่หล่อนย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยทางภาคเหนือได้ไม่นาน แม่ก็เลิกรากับพ่อเลี้ยง จากนั้นก็กลับเนื้อกลับตัวเลิกเ
หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเอ็ดปียืนเคว้งอยู่กลางกลุ่มคนเยอะแยะมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ที่จบการศึกษาในปีนี้ ในอ้อมแขนเขามีช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่เตรียมมาเพื่อมอบให้บัณฑิตจบใหม่ที่เขาเฝ้ารอมานานถึงหกปีเต็มเดินหาอยู่พักหนึ่ง...หากในที่สุดเขาก็เจอหล่อนจนได้!พนิตนันท์ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ต่างก็สวมใส่ชุดครุยเพื่อรับปริญญา หล่อนสวยบาดตาบาดใจจนฤทธิใจสั่นไหว เขาก้าวเท้าตรงไปหาหล่อนพลางกระชับช่อดอกไม้ในมือ ใจก็คิดหาคำพูดที่จะเอ่ยกับหล่อนเป็นประโยคแรกแต่แล้วเขาก็ชะงักและหยุดเดินเมื่อหนุ่มหล่อผมสีทองล้อแสงอาทิตย์จนเป็นประกายปรากฎตัว หนุ่มตาน้ำข้าวคนนั้นสวมกอดพนิตนันท์หอมแก้มซ้ายขวาก่อนจะโยกตัวไปมา คงจะแสดงความดีใจกันนั่นแหละ จากนั้นก็ยืนคล้องแขนถ่ายรูปกันไม่ยอมห่างฤทธิยืนคอตก มือที่ถือช่อดอกไม้ตกอยู่ข้างตัวเขาหันหลังกลับแล้วเดินออกมา ทิ้งช่อดอกไม้แสนสวยไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่เดินผ่านพอดีพนิตนันท์คงไม่ได้มีใจตรงกันกับเขา หล่อนก้าวข้ามอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยสมบูรณ์เขาควรจะยินดี...ทว่าหัวใจกลับแน่นหนัก ทั้งอ่
ฤทธิรออยู่แล้วเมื่อพนิตนันท์กลับถึงบ้าน เขานั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกพร้อมมารดาด้วยสีหน้าเป็นกังวล คิ้วเข้มคู่นั้นขมวดเข้าหากันจนเห็นเส้นหยักตรงหน้าผากปรากฎจางๆ เมื่อเห็นร่างบอบบางเดินเข้ามา“ทำไมกลับไปโดยไม่บอก!” เขาถามเสียงเข้ม“หนู...หนู...” ก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี...โดนไล่ใ
ออกจากบ้านหลังนั้นได้พนิตนันท์ก็เรียกแท็กซี่ไปส่งขึ้นสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ที่สุด คำพูดคุณแพรพรรณยังดังวนเวียนอยู่ในหัวแม้ว่าหล่อนจะพยายามสลัดมันออกไปแล้วก็ตาม‘เจียมกะลาหัวไว้บ้างก็ดี...ว่า เธอมันแค่ผู้หญิงที่รับจ้างมาอุ้มบุญ ไม่ใช่เมีย!’ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพูดเคยเตือนตัวเอ
“นี่เหรอ...เด็กที่ลูกบอกว่าจ้างมาอุ้มท้องให้น่ะ”ถ้อยคำถามอย่างไม่มีความเกรงใจทำให้พนิตนันท์นึกอยากหายตัวไปจากตรงนั้นเหลือเกิน หล่อนกำมือที่ถือถุงใส่ผลไม้มากมายที่แวะซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไว้แน่น“คุณแม่...”คนป่วยที่กำลังเอนหลังบนเดย์เบดในห้องนั่งเล่นที่ปรับเป็นห้องพักผ่อ
หลังจากพูดคุยและออกปากขอบางเรื่องกับกับบุตรชายแล้ว คุณวจีก็ปล่อยเขาไว้ตามลำพังในห้องหนังสือ ขณะที่เธอเข้าห้องพระซึ่งกลายเป็นห้องประจำของเธอไปเสียแล้ว หวังให้ความเงียบสงบร่มเย็นช่วยเปิดปัญญาตนเอง เพื่อแก้ไขทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุดคุณวจีรู้ว่าพนิตนันท์ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินก้อนโตก็จริง แต่





