LOGINพนิตนันท์ นักศึกษาสาวน้อย 19 ปี หางานพิเศษทำเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว จะได้ไม่ต้องรบกวนทางบ้านที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินมีหนี้ท่วมหัว สาวน้อยบังเอิญเจอ "ฤทธิ ฤทธิไกรรังสรรค์" หนุ่มวัยสามสิบห้าเจ้าของคฤหาสน์หลังงามท้ายซอยเดียวกันกับชุมชนที่หล่อนอาศัยอยู่ ฤทธิเคยช่วยเหลือหล่อนมาหลายครั้งนับแต่วัยเด็ก มาครั้งนี้เขาก็ยื่นมือเข้ามาช่วยอีกครั้งด้วยการรับปากจะหางานให้เพราะจำได้ว่าภรรยากำลังมองหาผู้ช่วยส่วนตัวอยู่นั่นเอง เขานำเรื่องนี้ไปบอกภรรยา และลินินก็ยินดีรับสาวน้อยมาเป็นผู้ช่วยของตนทันที แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อฤทธิตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่า ตนอยู่บนเตียงกับสาวน้อยที่ให้ความช่วยเหลือในสภาพที่เปลือยกายกันทั้งคู่ ฤทธิโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะเข้าใจว่าสาวน้อยรับเงินจากภรรยาของเขาเพื่อมารับหน้าที่อุ้มบุญให้ตามที่ภรรยาเคยมาเกริ่นไว้ว่าก่อนหน้า เนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถมีลูกได้ พนิตนันท์ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย หล่อนจะขอลาออก แต่แล้วก็ได้รู้ความจริงว่า...แม่รับเงินก้อนโตมาโดยมีข้อแลกเปลี่ยนนั่นก็คือ...หล่อนต้องอุ้มบุญให้เขาและภรรยา
View Moreแปดปี...นอกจากจะพิสูจน์ให้รู้ว่าเด็กสาวที่อุปการะเลี้ยงดูนั้นมีจิตใจมั่นคงแน่วแน่กับบุตรชายของตนเพียงไร ในทางกลับกันก็พิสูจน์ความรักที่บุตรชายมีต่อเจ้าหล่อนด้วยเช่นกันหลังจากสูญเสียภรรยา...ช่วงแรกเขาก็เสียศูนย์ไปบ้าง ยิ่งเมื่อกลับมาแล้วเจอว่าพนิตนันท์หายไป ก็กลายเป็นคนเงียบขรึม ทำแต่งานจนแทบไม่ได้หยุดพัก ไหนจะตอนที่เข้าใจผิดว่าสาวเจ้ามีแฟนอีก แต่ถึงจะเจออะไรมามากขนาดไหนฤทธิไม่เคยชายตาแลหญิงสาวคนไหนอีกเลย คุณวจีเคยถามว่าเขาคิดจะแต่งงานอีกไหม‘แล้วแม่จะให้ผมแต่งกับใครล่ะครับ...ผู้หญิงที่ผมจะแต่งด้วยก็ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้’ คือคำตอบของเขาซึ่งทำให้รู้ว่า...เขาปักใจอยู่กับพนิตนันท์เพียงคนเดียว“เดี๋ยวค่อยคุยไม่ได้เหรอครับ?” ฤทธิหันไปต่อรองทว่าสายตากลับมองตามเรือนร่างบอบบางที่ลับหายเมื่อประตูห้องพระปิดลง“ไม่ได้!” คุณวจีเสียงแข็ง “ถ้าไม่คุยตอนนี้ แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังนะ”“ครับ...ผมตามใจแม่เสมอแหละ แม่จะคุยเรื่องอะไรครับ?”“เดี๋ยวหนูนันท์เปลี่ยนชุดม
เมื่ออยู่กันตามลำพังความรู้สึกประหม่าเหมือนจะเกาะกุมคนทั้งสอง เวลาแปดปีที่ไม่เคยได้พบกันทำให้เกิดความเหินห่าง ต่างจึงยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม...จะมีก็แต่ดวงตาสองคู่ที่สานสบกันนิ่ง ร่องรอยแห่งความคิดถึงห่วงหาลึกซึ้งฉายชัดฤทธิเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปหาหญิงสาวก่อน เขาหยุดยืนตรงหน้าหล่อนพลางกวาดตามองคนตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม“นึกว่านันท์คงจะเกลียดฉันจนชาตินึ้คงไม่กลับมาให้เห็นเสียแล้ว” เขารำพึงออกมา คนฟังกลั้นน้ำตาพลางส่ายหน้า“นันท์ไม่เคยเกลียดคุณ”“ฉันขอโทษ” จู่ๆ เขาก็เอ่ยคำนี้ออกมา ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้น...ไม่เข้าใจว่าเขาขอโทษเรื่องอะไร “ขอโทษที่ตอนนั้นฉันไม่ได้ดูแลนันท์เลย”ดวงตาของหญิงสาวฉายแววที่ทำให้คนพูดรู้ว่าหล่อนเข้าใจสิ่งที่เขาพูด“ไม่เป็นไรค่ะ นันท์เข้าใจ...ตอนนั้นคุณลินิน เอ่อ...” คำพูดขาดหาย...เหมือนใจที่หายไปยามนึกถึงคนที่ไม่อยู่แล้วในวันนี้ ขนาดหล่อนเป็นคนอื่นแท้ๆ ยังวูบไหวแล้วเขาเล่า...จะไม่รู้สึกได้อย่างไร“ลินินไปดีแล้ว ไม่ต้องเจ็บต้องทรมาน เ
ตึกรามบ้านช่องและถนนหนทางที่เปลี่ยนไปอย่างมากสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้โดยสารไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่พนิตนันท์เดินทางกลับมาประเทศไทยนับแต่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาจวบจนกระทั่งเรียนจบและทำงาน หล่อนไม่เคยย่างกรายกลับมาเลยสักครั้งไม่ใช่...ไม่คิดถึงบ้าน ไม่คิดถึงแม่...หล่อนคิดถึงเมืองไทยรวมไปถึงคนที่อยู่ทางนี้ทุกขณะจิต ทว่าตั้งเป้าหมายกับตนเองไว้ว่า จะไม่กลับจนกว่าจะคว้าปริญญามาได้ ครั้นเรียนจบหล่อนก็ได้รับข้อเสนอจากบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งให้เข้าทำงานในตำแหน่งและเงินเดือนที่ไม่ควรปฏิเสธอย่างยิ่ง หล่อนจึงรับข้อเสนอนั้นและเลื่อนเรื่องกลับเมืองไทยออกไปอีกสองปีที่ผ่านมาพนิตนันท์สนุกกับการทำงานมากจนแทบจะลืมเวลา และลืมเรื่องกลับเมืองไทยไปเลย กระทั่งคุณวจีมีจดหมายมาหาในทำนองถามไถ่ว่าจะกลับเมื่อไร ประจวบกับน้องชายของหล่อนส่งข่าวเรื่องที่แม่ป่วยหล่อนจึงตัดสินใจลาออกเพื่อกลับเมืองไทยหลังจากที่หล่อนย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยทางภาคเหนือได้ไม่นาน แม่ก็เลิกรากับพ่อเลี้ยง จากนั้นก็กลับเนื้อกลับตัวเลิกเ
หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเอ็ดปียืนเคว้งอยู่กลางกลุ่มคนเยอะแยะมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ที่จบการศึกษาในปีนี้ ในอ้อมแขนเขามีช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่เตรียมมาเพื่อมอบให้บัณฑิตจบใหม่ที่เขาเฝ้ารอมานานถึงหกปีเต็มเดินหาอยู่พักหนึ่ง...หากในที่สุดเขาก็เจอหล่อนจนได้!พนิตนันท์ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ต่างก็สวมใส่ชุดครุยเพื่อรับปริญญา หล่อนสวยบาดตาบาดใจจนฤทธิใจสั่นไหว เขาก้าวเท้าตรงไปหาหล่อนพลางกระชับช่อดอกไม้ในมือ ใจก็คิดหาคำพูดที่จะเอ่ยกับหล่อนเป็นประโยคแรกแต่แล้วเขาก็ชะงักและหยุดเดินเมื่อหนุ่มหล่อผมสีทองล้อแสงอาทิตย์จนเป็นประกายปรากฎตัว หนุ่มตาน้ำข้าวคนนั้นสวมกอดพนิตนันท์หอมแก้มซ้ายขวาก่อนจะโยกตัวไปมา คงจะแสดงความดีใจกันนั่นแหละ จากนั้นก็ยืนคล้องแขนถ่ายรูปกันไม่ยอมห่างฤทธิยืนคอตก มือที่ถือช่อดอกไม้ตกอยู่ข้างตัวเขาหันหลังกลับแล้วเดินออกมา ทิ้งช่อดอกไม้แสนสวยไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่เดินผ่านพอดีพนิตนันท์คงไม่ได้มีใจตรงกันกับเขา หล่อนก้าวข้ามอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยสมบูรณ์เขาควรจะยินดี...ทว่าหัวใจกลับแน่นหนัก ทั้งอ่
พนิตนันท์ร้องเตือนแล้วก็ยกมือขึ้นบังหน้าตามสัญชาตญาณ เสียงโครมดังสนั่นพร้อมแรงกระแทกจนกระเทือนเลือนลั่น ดีว่าทั้งพนิตนันท์และอาชว์คาดเข็มขัดนิรภัย จึงยังนั่งติดเบาะไม่ได้พุ่งทะยานทะลุกระจกออกไปตามแรงกระแทก ทว่าสายของเข็มขัดนิรภัยที่รั้งไว้ก็ทำให้เจ็บตัวไม่น้อย“โอ๊ย...” พนิตนันท์ร้อง
ฤทธินอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เขาง่วงนอนจนจะหลับอยู่รอมร่อ แต่ทุกครั้งที่หลับตาก็เห็นแต่ภาพสาวน้อยคนนั้นหลับตาพริ้มรับจูบหวานซ่านในอ้อมกอดของตนหากจินตนาการกลับไปไกลกว่านั้น...เมื่อระลึกถึงสัมผัสจากปลายมือยามได้โลมลูบไปบนเนื้อตัวเจ้าหล่อน ใจกลับเต้นระทึกจนแทบโลดออกมานอกอก กลางกายปวดหนึบจ
ฤทธิค่อยๆ พลิกร่างโปร่งบางของสาวน้อยให้ลงไปนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นตรงจุดที่มั่นใจว่าปลอดเศษกระเบื้อง เจ้าหล่อนยังหลับตาแน่นเช่นเดิม และค่อยๆ ชันตัวขึ้นนั่งกอดเข่าไว้หลวมๆ ชายหนุ่มใช้สายตาสำรวจเร็วๆ จึงเห็นว่าเท้าซ้ายของหล่อนมีเลือดไหล“นั่งอยู่ตรงนั้นห้ามขยับ เธอเหยียบกระเบื้องเท้าเป็นแผล ให
ผ่านไปเกือบสองอาทิตย์แล้วที่พนิตนันท์เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ตรงท้ายซอยในฐานะผู้ช่วยของลินินทุกอย่างเป็นไปด้วยดีนับตั้งแต่หล่อนบอกกล่าวให้ผู้เป็นแม่รับรู้ว่าจะมาทำงานที่นี่ และต้องมานอนค้างกลับบ้านได้เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์