Masukหลังค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไป องค์รัชทายาทหวังซีเอ่อก็ส่งข่าวให้ฮ่องเต้แคว้นซีทรงทราบว่าพบตัวองค์ชายสิบอู๋เสี่ยวหวาแล้ว และทางนั้นก็ได้ส่งสารตอบรับกลับมาว่าโปรดดูแลองค์ชายสิบของบรรณาการให้ดีแทนน้ำใจชาวแคว้นซีด้วย
พิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างง่าย องค์ชายสิบได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเฟิ่งอี๋ ขั้นเก้า ชั้นเอก สนมลำดับต่ำต้อยที่สุดในตำหนัก รับใช้ปรนนิบัติองค์รัชทายาท
เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่อู๋เสี่ยวหวาได้เข้ามาอยู่ในวังหลวงหยานชุนในฐานะ เฟิ่งอี๋ แล้วไหนจะต้องคอยรับฟังผู้คนนินทาว่าเป็นชาวซีเป่ยไร้เกียรติ แคว้นซีเล็กต่ำต้อย แต่อู๋เสี่ยวหวาก็มิได้เก็บมาใส่ใจนัก
วังหลวงแคว้นเหยาหยานชุน ณ ตำหนักซิงอี๋เหล่ย
หลังจากเขียนอักษรเต็มพรืดเสร็จไปอีกหนึ่งแผ่น อู๋เสี่ยวหวาวางพู่กันลง หมุนคอซึ่งปวดเมื่อยแข็งล้า บิดเอว ถามอันเต๋อจื่ออีกครั้ง
“องค์รัชทายาทกลับมาหรือยัง”
“ยังพ่ะย่ะค่ะ พี่โจวจือหยวนตําหนักหน้าบอกว่า ถ้าองค์รัชทายาทหวังซีเอ่อเสด็จกลับมา จะทูลให้มาที่ห้องหนังสือทันที”
อันเต๋อจื่อส่งชาแดงใส่ผลเป๊ะก๊วยผสมน้ำตาลกรวดชงใหม่ ๆ หนึ่งถ้วยให้องค์ชายสิบ
“องค์ชายสิบทรงกระหายหรือไม่ ทรงพักสักหน่อยเถิด ค่อยเขียนต่อดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ ว่าแต่เขาไปไหนกันนะ”
อู๋เสี่ยวหวายกถ้วยชาขึ้นกำลังจะจิบ ก็ได้ยินเสียงกังวานแจ้งให้ทราบดังมาจากข้างนอก
“เรียนอู๋เฟิ่งอี๋ องค์รัชทายาทมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋เสี่ยวหวายกยิ้ม รีบร้อนเดินมาถึงประตูด้วยความดีใจ ร่างสูงใหญ่นั้นกําลังก้าวขาข้ามประตูมา ภายใต้แสงจันทร์สุกสกาว เขาไม่พูดพร่ำทําเพลงก็กระโจนเข้าไปหาคนผู้นั้น
“ท่านซีเอ่อ!”
หวังซีเอ่อสูงมากจริง ๆ และเรี่ยวแรงต่างกันมากลิบลับ สามารถอุ้มอู๋เสี่ยวหวาแล้วยกขึ้นมาได้สบาย ๆ ศีรษะที่สวมกวานหยกเรียบง่าย ก้มหน้ามองใบหน้าน่ารักผิวเนียนละเอียดของสนมชายซึ่งเปื้อนน้ำหมึกนั้นแล้วจึงกล่าว
"เสี่ยวหวา ขออภัยที่ข้ามาช้า เจ้าช่วยข้าเขียนฎีกาไปถึงไหนแล้ว”
สาเหตุที่หวังซีเอ่อกลับช้า เพราะไปช่วยฮ่องเต้หลินอินที่ห้องทรงอักษรทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่จนมืดค่ำ อู๋เสี่ยวหวาไม่เคยปริปากบ่นว่า ได้แต่ตั้งตารอเขากลับมา กระทั่งเฉิงเหลียงตี้ สนมที่มีตำแหน่งสูงสุดในตำหนักยังเคยเปรียบเปรยว่าช่างเหมือนลูกสุนัขรอเจ้านาย
“เขียนได้พอสมควรแล้ว”
แม้จะตอบเช่นนั้น แต่เอาตามจริงคือยังไปไม่ถึงไหนเลยต่างหาก อู๋เสี่ยวหวายิ้มแห้ง ๆ นับจากเรื่องวันนั้นผ่านมา หวังซีเอ่อก็อยู่เคียงข้างเขาเป็นเงาตามตัว การมีอยู่ของเขาเหมือนแสงแดด อากาศ ต้นไม้ ที่โอบล้อมรอบตัวโดยสมเหตุสมผล แค่เพียงไม่เห็นเขาจิตใจก็ไม่เป็นสุข บางครั้งเขาไม่อยู่นานก็เศร้าซึม ถึงขนาดน้ำตาไหลร่วง ในแคว้นซีเขาเป็นโอรสองค์เล็กสุดที่เสด็จพ่อค่อนข้างตามใจหากแต่ตอนนี้ไม่อาจร้องไห้งอแงแค่เพียงไม่เห็นเขาเหมือนตอนเด็กได้อีก
เพราะหากเขาร้องไห้ เสด็จพ่อจะส่งเขาไปชายแดน คำขู่นี้หยุดน้ำตาได้ผลชะงัด! และเมื่อโตแล้วย่อมต้องมีความอดทนในคำสอนว่าไปต่างแคว้นห้ามทำตัวอ่อนแอ อู๋เสี่ยวหวาจึงอดทน ทนจนกว่าจะเห็นหน้าหวังซีเอ่อมาหาเขาเอง ไม่ใช่มีแค่เพียงเขาที่ได้อยู่เคียงข้างหวังซีเอ่อ ยังมีเหล่าองค์หญิงบรรณาการจากแคว้นอื่นแต่ได้ตำแหน่งที่สูงกว่าอู๋เสี่ยวหวา องค์หญิงสี่แคว้นเฉิง ‘เฉิงลี่เฉี่ยว’ ตำแหน่งเหลียงตี้ องค์หญิงห้าแคว้นเหลียน ‘เหลียนเสี่ยนหรู’ ตำแหน่งเหลียงเยวี่ยน องค์หญิงรองแคว้นหวู่ หวู่หนิงเหอ ตำแหน่งเฉิงฮุย และองค์หญิงสิบสองแคว้นหลิ่ง หลิ่งเจียวหวง ตำแหน่งเจาซวิ่น เหลือแค่เพียงตำแหน่งชายาเอก หวงไท่จื่อเฟย ที่ยังคงเว้นว่างไว้
“ท่านก็รู้ตัวนี่ว่ากลับมาช้า”
ถึงแม้ในใจจะกังวลถึงความปลอดภัยของหวังซีเอ่อตลอดเวลา แต่ขณะนี้อู๋เสี่ยวหวากลับทำหน้าบึ้งตึง
“ในใจท่านมีแต่เสด็จพ่อของท่านสินะ ไม่เห็นมีข้าเลย”
“เป็นไปได้อย่างไร เจ้าต่างหากเป็นที่หนึ่งในใจข้าตลอด”
“เหอะ ขอเพียงฝ่าบาททรงตรัสประโยคเดียว ท่านก็ออกจากวังไปราวกับบิน กลัวว่าฝ่าบาทจะหายไป..”
อู๋เสี่ยวหวากล่าวแย้ง พลันนึกถึงเรื่องของตนเองในอดีตตอนที่ยังอยู่แคว้นซี เขาได้รับความรักจากเสด็จพ่อท่วมท้นนับแต่เล็ก ยิ่งเป็นบุตรของฮองเฮาคนเล็กยิ่งเอ็นดู เนื่องจากมีฮ่องเต้สนับสนุนตลอดมาเขาจึงทำตัวไม่สนผู้ใดอยู่ในวังหลวง ชนิดไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน แต่ยิ่งนานวันเขายิ่งเข้าใจว่า ‘พลังอํานาจ’ นั้นเป็นเช่นไร เพราะแค่เพียงเสด็จพ่อตวัดสายตา เหล่าผู้คนก็ต้องเกรงกลัว สถานการณ์ตอนนี้จึงไม่ต่างกัน หวังซีเอ่อก็เป็นเช่นนั้นด้วย ยิ่งกว่านั้นก็ไม่เคยบอกกันด้วยว่า ไปทำอะไร ที่ไหน ทำให้เขาเป็นห่วงมาก
“แต่ข้ามีของอร่อยมาไถ่โทษนะเสี่ยวหวา”
เมื่อได้ยินว่ามีของอร่อย อู๋เสี่ยวหวาก็ร่าเริงขึ้นมาทันที อากัปกิริยากระตือรือร้นนั้นเหมือนจะเห็นว่าก้นเขามีหางส่ายไปมาอยู่จริง ๆ หวังซีเอ่อห้ามใจไม่อยู่จึงหยิกแก้มน่ารักนั้นเบาๆ แล้วจึงยื่นสิ่งที่เรียกว่าของอร่อยให้อู๋เสี่ยวหวา ในมือที่หวังซีเอ่อซ่อนไว้ด้านหลังคือถังหูลู่หนึ่งไม้
“ว้าว! ถังหูลู่!” อู๋เสี่ยวหวารับไปแล้วส่งเข้าปากทันทีอย่างเอร็ดอร่อย องค์รัชทายาทยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แล้วพาคนตัวเล็กมานั่งลงข้าง ๆ ที่โต๊ะทำงาน แล้วเปิดดูฎีกาที่อู๋เสี่ยวหวาช่วยเขาเขียน เปิดออกก็พบว่ายังเขียนไปไม่ถึงไหนเลยถึงกับคิ้วกระตุก
“นี่ยังเขียนไม่เสร็จงั้นหรือ..”
“ชะ..ใช่ มันยากกว่าที่ข้าคิดเสียอีกนะ คัดพระคัมภีร์เจอจิ๋วยังง่ายกว่าอีกนะซีเอ่อ”
อู๋เสี่ยวหวายิ้มแป้นกินถังหูลู่จนปากมันวาว มือซ้ายถือถังหูลู่ มือขวาก็จับปากกาขนหมาป่าด้ามงาช้าง จุ่มน้ำหมึกแล้วเล็งจะเขียนคัดลอกฎีกาให้ต่อ
“เช่นนี้เองอืม"
อู๋เสี่ยวหวากินจนหมดแล้วยื่นไม้ให้อันเต๋อ หันหน้าไปมององค์รัชทายาท ถามด้วยความเป็นห่วง
“ท่านเหนื่อยหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไร ยังไงก็ขอบใจเสี่ยวหวามากนักที่ช่วยแบ่งเบาข้า”
แต่แล้วเสียงท้องร้องของหวังซีเอ่อก็ดังออกมา เพราะเขาไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า ดื่มแค่น้ำแกงไปชามเดียว อู๋เสี่ยวหวาเหลือบตามองหวังซีเอ่อแล้วกลั้นขำ
“อันเต๋อ ไปให้ห้องครัวจัดสำรับอาหารหรือพวกของว่างมา องค์รัชทายาทไปหอทรงอักษร จึงกลับมาเสียมืดค่ำ ยังไม่ได้เสวยอะไรเลยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะอู๋เฟิ่งอี๋!”
อันเต๋อจื่อรับคําสั่ง แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปทันที
นับจากบ่ายถึงตอนนี้ อู๋เสี่ยวหวาคัดลอกฎีกาได้เพียงสี่ฉบับเท่านั้น
"องค์รัชทายาท ข้าจะดีกับท่านเยอะ ๆ จะคอยช่วยเหลืองานของท่านทุกอย่างเลย”
อู๋เสี่ยวหวากล่าวแบบสาบาน แต่หวังซีเอ่อกลับยังคงขมวดคิ้ว “เฟิ่งอี๋ทำเช่นนี้เพื่อชดเชยความเสียใจที่เจ้าไม่สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้งั้นหรือ”
“แล้วแต่ท่านจะคิดเถิด”
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าช่างมีน้ำใจประเสริฐยิ่งนัก”
หวังซีเอ่อยกมือลูบบนใบหน้าอ่อนเยาว์ที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาแต่กลับวางท่ายิ่งใหญ่
“ข้าเสียอีกที่เป็นห่วงเจ้า....”
“อะไรหรือ”
นัยน์ตาดําขลับใสกระจ่างเปล่งประกายราวดวงดาราบนนภา
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” หวังซีเอ่อแย้มยิ้ม กอดเฟิ่งอี๋ของตนไว้ในวงแขน ก้มหน้าพูดที่ข้างหู
“ขอเพียงเจ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องมีเรื่องอื่นให้กังวล”
"อื้ม” อู๋เสี่ยวหวาพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ว่าเป็นเรื่องใด หากหวังซีเอ่อว่าไม่มีอะไร ก็ไม่มีปัญหา
“เจ้าคงเหนื่อยแล้วกระมัง?” หวังซีเอ่อถามอีก “นั่งคัดลอกนานเท่าใดแล้ว"
“เริ่มตั้งแต่ยามเว่ย (13:00-14:59) น่าจะ..." อู๋เสี่ยวหวาหยุดคิดชั่วครู่ “ร่วมสามชั่วยามได้กระมัง”
“เช่นนั้นควรพักสักครู่ได้แล้ว มิฉะนั้นพรุ่งนี้ คงไม่พ้นปวดเอวปวดหลัง”
“แต่ซีเอ่อ ข้ายังต้องช่วยท่านคัดอีกหกฉบับนะ” อู๋เสี่ยวหวานิ่วหน้า คาดคะเนว่าต้องมือเป็นระวิงจนถึงยามไฮ่ (21.00-22.59) ล่ะกระมัง
“อย่าร้อนใจไป ขอข้ากอดเจ้าสักหน่อย” หวังซีเอ่อพูดอย่างอ่อนโยน ดึงอู๋เสี่ยวหวามานั่งที่ตักตนเองอย่างสบาย ๆ ก้มหน้ามองสบสายตากัน ตำแหน่งนั้นดึงสองสายตาประสานกันพอดี
“ที่เหลือข้าจะคัดลอกเองเจ้าพักเถอะ”
“ซีเอ่อ”
อู๋เสี่ยวหวาหน้าแดงระเรื่อ เอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อเบา ๆ
“ขอโทษนะ ข้าทําให้ท่านลำบากอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจแล้วว่าจะช่วย"
“หามิได้ เจ้าอยากทำอะไรก็ทำได้เลย ขอเพียงเจ้ามีความสุขข้าก็พอใจแล้ว"
หวังซีเอ่อบีบปลายจมูกขององค์ชายสิบเบา ๆ
“เพียงแต่ครั้งหน้า เจ้าต้องประมาณตัวเองให้ดีพอ ทำเท่าที่ไหวนะ”
“รู้น่า ไม่มีครั้งหน้าแน่”
อู๋เสี่ยวหวาทำแก้มพองแล้วเท้าคางนั่งบนโต๊ะ มองหวังซีเอ่อตวัดปลายพู่กันเขียนอักษรเร็วมาก ลงน้ำหนักเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนจริง ๆ ยิ่งนานยิ่งดึก อันเต๋อจื่อจุดเทียนไปหลายแท่งมาก อยู่ดีๆ อู๋เสี่ยวหวาเกิดง่วงนอนขึ้นมา หาวไม่หยุด หัวเล็ก ๆ โยกเยกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิงไหล่ซ้ายของหวังซีเอ่อหลับไปโดยไม่รู้ตัว
หวังซีเอ่อหยุดพู่กัน ไม่พูดอะไร แต่เปลี่ยนมาถือพู่กันด้วยมือขวา ส่วนแขนซ้ายไปโอบเอวขององค์ชายสิบ ให้อีกฝ่ายนอนพิงหัวไหล่ของตนดี ๆ เขาใช้เวลาสองชั่วยามกว่าด้วยท่าที่ไม่เป็นธรรมชาตินี้ คัดลอกฎีกาจนเสร็จแล้วจึงอุ้มเฟิ่งอี๋ที่หลับปุ๋ย พากลับไปตำหนักบรรทม
หลังจากตรวจทานอย่างระมัดระวังแล้วก็นำฎีกาไปถวายรายงานแก่ฮ่องเต้ที่ตําหนักชุนชาง แต่เสด็จพ่อตรวจตราจนเสร็จสิ้นแล้วพบว่าองค์รัชทายาทไม่ได้เขียนเองกับมือ
แสงจากตะเกียงแก้วบนโต๊ะไหวเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นมีแค่เสียงหวังหลิ่นอินพลิกกระดาษม้วนฎีกาอ่านทีละหน้า เนื้อผ้าเสียดสีผิวกระดาษดังสวบสาบ เห็นชัดว่าเสียงเบาขนาดนั้นกลับสะเทือนถึงเส้นประสาทของคนฟัง หวังซีเอ่อรอฟังเสียงจากฮ่องเต้กลับได้ยินเสียงถอนหายใจแบบจนปัญญา เขาจึงรีบคุกเข่าลงทันที
“เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้ถูกต้องแล้วหรือ ให้ผู้อื่นเข้ามายุ่งกับหน้าที่ของเจ้า รัชทายาท”
“ขออภัยเสด็จพ่อ อย่าทรงกริ้ว ลูกจะลงโทษตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
น้ําเสียงของหวังหลิ่นอินโมโหชัดเจน แต่ยังควบคุมอารมณ์ไว้ได้ เขายกมือขึ้นให้คนอื่นออกไป นัยน์ตาที่ลึกล้ำดำสนิทคู่นั้นแทบไม่เคยแสดงความตื่นตระหนก ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่ากำลังคิดอะไรอยู่ หวังซีเอ่อลุกขึ้นอย่างรู้ตนเองดี เดินออกไปหน้าตำหนัก ไม่นำพาต่อสายฝนที่เทกระหน่ำ คุกเข่าลงตรงด้านล่างบันไดโดยไม่มียืดเยื้อ นี่คือบทลงโทษที่เขาให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ของรัชทายาท
อู๋เสี่ยวหวาดื่มน้ำแกงร้อนๆ ยกมือทุบหลังคอที่ปวดเมื่อย แล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ฝนด้านนอกยิ่งตกยิ่งหนัก คลุมฟ้าครอบดิน เสียงซูซ่าดังกลบหู ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นช่วง ๆ ส่องแสงให้แก่ผู้ที่คุกเข่าอยู่ในสายฝน หลังยืดตรง คุกเข่าท่าเคร่งครัด ปล่อยให้น้ำฝนเย็นเฉียบราดรดร่างของตน
อู๋เสี่ยวหวาเฝ้ามองหาหวังซีเอ่อว่าจะกลับมาเมื่อใด เขาเพียงหลับไปครู่เดียวหวังซีเอ่อก็ไม่อยู่แล้ว แต่พอเหลือบมองไปยังโต๊ะทรงอักษรก็ไม่เห็นฎีกาทั้งหมด สงสัยว่าคงไปส่งฎีกาให้ฮ่องเต้ตรวจกระมัง
ส่วนผู้บัญชาการทางทหารส่วนใหญ่หลุบตาก้มหน้า ไม่กล้ามองหน้าจงถานไถหมิง คนที่พวกเขาเคารพรัก ช่างน่าผิดหวัง ไม่รู้จะเอาหน้าไปสู้ยังไง หลังจากนิ่งเงียบครู่หนึ่ง หวังซีเอ่อจึงสอบถามความคิดเห็นของจงถานไถหมิงสหายเก่าโดยระมัดระวังยิ่งหลังจากรู้ว่า‘จงถานไถหมิงไตร่ตรองการก่อกบฏครั้งนี้มาดีแล้ว มิอาจโต้แย้งหาข้อแก้ต่างให้รอดได้อีก’จึงเห็นด้วยกับพวกเขา พระราชทานโทษประหารเก้าชั่วโคตร ผู้ที่กระทำผิดน้อยกว่าก็ถอดถอนเป็นสามัญชน รวมทั้งเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อแซ่เดิม จงถานไถหมิงคิดว่าคำถามของฮ่องเต้เกินความจำเป็นบางส่วน นับแต่อัครเสนาบดีว่าเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ตามแต่โบราณมา“การจะตัดสินโทษผู้ใด มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่ต้องตัดสินใจเอง กษัตริย์ทรงต้องเด็ดเดี่ยวไม่เอนเอียง คำสั่งกษัตริย์ถือว่าเป็นที่หนึ่ง ตรัสแล้วไม่สามารถคืนคำ...” หวังซีเอ่อเพียงยิ้มกล่าวต่อ“แม่ทัพใหญ่จงกล่าวถูกต้อง” หวังซีเอ่อแสดงชัดว่าเห็นพ้องต่อคําพูดของจงถานไถหมิง “ในใจข้ามีข้อสงสัย ขอท่านแม่ทัพตอบอธิบาย”“ฝ่าบาทโปรดตรัส”“ถ้าเจ้าต้องโทษประหารตัดหัวเสียบประจาน แล้วฮองเฮาของเจ้า อยากให้นางตายตามไปหรือไม่”“ไม่พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมขอบัง
พิธีสถาปนาราชวงศ์ใหม่ถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา เหล่าขุนนางทุกฝ่ายแต่งกายจัดเต็มพิธีการ ประชาราษฎร์ทุกคนต่างมายืนล้อมนอกวังหลวงเพื่อชมการแต่งตั้งฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ใหม่ โดยมีจวิ้นอ๋องเฒ่าไห่หมิงหรา และ พระชายาไป๋ฟานเหนียนเป็นผู้ใหญ่นำพิธีการเวลาฤกษ์มงคลถูกจัดขึ้นในเวลาเที่ยงวัน พระอาทิตย์เลยดูจะร้อนแรงเป็นพิเศษ พิธีดูเหมือนจะไปได้ดี แต่หารู้ไม่ว่ากำลังจะเกิดการปฏิวัติขึ้น หวังซีเอ่อและอู๋เสี่ยวหวานั้นมาถึงแคว้นเหยาชุนแล้ว โดยมีชินอ๋องจูไปรับที่ท่าเรือเมืองควานเหลียง และได้รับกองกำลังสนับสนุนจากใต้เท้าเฉินมาช่วยเสริมทัพพร้อมกับทหารแคว้นซีเป่ยจำนวนหนึ่ง เพื่อหวนคืนสู่บัลลังก์อันชอบธรรมเมื่อกำลังจะถึงเวลาที่จงถานไถหมิงและเจียวหวงกำลังจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรในฐานะฮ่องเต้และฮองเฮาก็ต้องหยุดชะงัก เป็นเสียงของขันทีผู้หนึ่ง เป็นเสี่ยวสี่จื่อที่หายตัวไปตั้งแต่เช้ามืดและจงถานไถหมิงตามหาไม่พบ บัดนี้ได้เห็นเขาล้มลุกคลุกคลานกลิ้งมาหลุน ๆ จนหยุดตรงหน้าราชพิธี“เป็นบ่าวทำไม่ถูก! บ่าวสมควรตาย!” เสี่ยวสี่จื่อคุกเข่ากับพื้น เป็นแส้หนังที่หวดขึ้นเหนือหัวของอู๋เสี่ยวหวาที่กระทำอุกอาจลงแส้เฆี
“หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกจากกัน แต่อีกฝ่ายนั้นชอบอีกฝ่าย” จงถานไถหมิงเสริมอีกหนึ่งประโยค“เป็นความชอบแบบที่เหมือนบุรุษชอบรักสตรี”“อึ้ก! แค่กแค่ก!” เจียวหวงสําลัก จงถานไถหมิงยังไม่เคยเห็นเจียวหวงหลุดกิริยามาก่อนผุดลุกขึ้น ให้ฮวาหลันหยิบผ้าเช็ดหน้ามา“ไม่...ไม่ต้อง” เจียวหวงยังคงหอบหน้าแดงก่ำ ฝึกกระบี่เมื่อครู่ยังไม่หายใจรวนขนาดนี้เลยนะ“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเจียวหวง” จงถานไถหมิงถามอย่างเป็นห่วง “สําลักผลไม้ตากแห้งงั้นหรือ”“เปล่าเจ้าค่ะ แค่ตกใจ ท่านแม่ทัพยกเรื่องความรักบุรุษสตรีขึ้นมา เสวนาถือว่าแปลกเจ้าค่ะ”แม้เจียวหวงรู้ว่าต้องมีสักวันที่จงถานไถหมิงรู้จักสิ่งเหล่านี้ วันหนึ่งที่เขาเข้าใจ ‘ความรัก’ นั่นเท่ากับเกิดใจหวั่นไหวกับใครสักคน ทว่าเจียวหวงไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ จงถานไถหมิงแสดงท่าทีแบบรู้แจ้งแก่ใจ ทั้งยังปลอบเจียวหวง“หวงเอ๋อร์ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกอาย เบื้อใบ้ไปชั่วขณะ หรือเจ้ามองข้าผิดไป” เจียวหวงรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของจงถานไถหมิงเปลี่ยนจากบุรุษเย็นชาหาสนใจใคร่รักสตรีรูปงามโดดเด่น ส่วนตัวเขานั้นไม่เพียงแต่เคยสู้รบยังคุ้นเคยไปมาหาสู่กับชาวยุทธ์ จงถานไถหมิงจึงรู้จักเรื่องพวกนั้นนา
โคมไฟสว่างไสวแขวนห้อยสูง แสงเทียนเหลืองแกมส้มให้แสงสว่างครอบคลุมลานสวนของตำหนักสนมเสียนเฟยประหนึ่งม่านโปร่งสีเหลืองคฤหาสน์แห่งนี้ห่างจากวังหลวงจะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล สวนและสิ่งก่อสร้างลอกเลียนรูปแบบซูรวมมียี่สิบห้องพัก หลังคาเชิงชายกิเลนทองสัมฤทธิ์กระดกเชิดสูงเป็นสัญลักษณ์แทนความรุ่งโรจน์รุ่งเรือง เมื่อสายลมยามค่ำโชยแผ่วยังสามารถได้ยินเสียงกระดิ่งลมด้านล่างชายคาดังเสนาะเพราะพริ้งชวนให้สดชื่นรื่นใจจะมีต้นไม้เยอะมากกว่าตำหนักอื่นเป็นพิเศษโดยเฉพาะต้นกุ้ยเหม่ยขวับ!เสียงคมกระบี่แหวกลมเด็ดขาดว่องไว เกิดประกายแสงทองจุดเล็กพร่างตาประหนึ่งดาราทองจํานวนนับไม่ถ้วนกะพริบวิบวับกลางท้องนภายามราตรี พร้อมกันนั้นร่างผู้ถือกระบี่เหินแฉลบวนเวียนในสวนเบาดุจนกนางแอ่น“เจียวหวง เจ้าอยู่นี่เอง”เสียงเรียกอันคุ้นเคยจู่ ๆ ก็ดังขึ้นมา ทําให้การร่ายกระบี่สะดุดหยุดชั่วขณะ เจียวหวงพลิกตัวลงจากบนหลังคามาอยู่ข้างหน้าคนผู้นั้นอย่างแผ่วเบา“ฝ่าบาท?! ทรงมาได้อย่างไรเพคะ” นี่เป็นครั้งที่สองอีกฝ่ายมาเยือนตำหนักเหม่ยกุ้ยของนาง เจียวหวงแปลกใจพอสมควรคุกเข่าลงเสียงดังตุบ“สนมเสียนเฟยน้อมรับเสด็จ ขอทรงพระเจร
หวังเผยจูปลอบพระชายาที่ดูในใจยังคงหวาดหวั่น ประคองนางเข้าในจวน อยู่ด้วยตลอด จับมือไว้แน่นกอดกันจนพอใจ จนตะวันคล้อยทางตะวันตกจึงเตรียมแผนการณ์ของตนเอง ให้บ่าวรับใช้ผู้ชายปลอมเป็นเขา ให้อยู่แต่ในจวน เพราะทหารองครักษ์ที่จวิ้นอ๋องเฒ่าสั่งการมาให้เฝ้าหนาแน่นทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อให้การแสดงตบตานี้แนบเนียน บ่าวรับใช้คนนี้เคยแสดงละครเป็นตัวตลกเลียนแบบเสียงได้จึงหายห่วง เพียงแค่อย่าให้เห็นหน้า เห็นแค่เงาและเสียงก็เพียงพอจะหลอกผู้คนได้แล้วหวังเผยจูเร้นปลอมกายเป็นหมอยาเทวดาเฒ่าหลังงอ เดินถือไม้เท้าแทรกซึมออกไปพร้อมหมอยาที่มารักษาดูอาการพระชายา จากนั้นก็ปลีกเข้าพร้อมฝูงชนออกไปนอกเมืองก่อนประตูเมืองหลวงหยานชุนจะปิดตำหนักชุนชางยามชวี (เวลา19.00-20.59 น.)“ฝ่าบาท ทรงรับพระกระยาหารเย็นได้แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวสี่จื่อจัดเก็บสมุดฎีกาบนโต๊ะ“นี่ยามชวีแล้วงั้นหรือ..” จงถานไถหมิงวางพู่กันแดงชาดลง “แต่เราไม่หิวสักนิด ขนมที่กินไปเมื่อบ่ายถึงตอนนี้ยังถ่วงกระเพาะข้าอยู่เลย”“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือจะเรียกหมอหลวงมาดู?” เสี่ยวสี่จื่อถามด้วยลักษณะท่าทางตื่นเต้น“ไม่ต้อง เราแค่อิ่มเฉย ๆ ใครให้ฮองเฮาคีบขนมมาแบบไม
ตลอดจนถึงนาทีนี้จงจวิ้นอ๋องเฒ่ายังคิดว่าทำแบบนี้จะบีบบังคับให้หวังเผยจูสิโรราบแก่เขาได้ จะต้องคุกเข่าวิงวอนขอให้อภัย อย่างไรเสียชินอ๋องหวังเผยจูก็ไม่กล้าเหยียบออกจากจวนอ๋องสักก้าวแน่ หากไร้ที่พึ่งพิงอย่างเสด็จพี่ใหญ่ของเขา ผ่านมาหกเดือนแล้วที่ฟางเย่เซียนเข้ามาสวมบทบาทเป็นพระชายาเอกปรนนิบัติดูแลชินอ๋องจูเป็นอย่างดี จนเกิดความรักใคร่กันขึ้นมาจริง ๆ แต่ยังไม่สุกงอมดี หวังเผยจูยังไม่เคยร่วมเตียงเคียงหมอนกับนาง นับแต่พลาดพลั้งครั้งแรกไปเขาก็ไม่แตะต้องตัวนางอีก ให้เกียรติฟางเย่เซียนเป็นอย่างมาก เรียกนางว่าพระชายาหาใช้คำพูดว่านังโสเภณีหรือนางคณิกาหอนางโลมอีกเลยเมื่อตอนยังไม่เกิดเรื่อง ฟางเย่เซียนก็ใช้ชีวิตอยู่ในจวนอ๋องนี้สุขสบาย แต่นางไม่ใช่คนอยู่นิ่งเฉย ก็คอยหาอะไรทำตามที่พ่อบ้านเหอชิงอบรมสั่งสอนเพิ่มเติม ทุกคนในตำหนักก็ต่างพากันชื่นชอบพระชายาฟางเย่เซียน แล้วพอหลังจากที่ฮ่องเต้หวังซีเอ่อถูกถอดถอนจากราชบัลลังก์ ฝ่ายพระชายาไป๋ฟานเหนียนก็ควบคุมภรรยาหวังชินอ๋องจูอย่างเข้มงวดในฐานะอาสะใภ้ พระชายาฟางเย่เซียนตะลึงงันจากนางขับร้องที่เพียงเหลือบตาคลี่ยิ้มก็บังเกิดเสน่ห์ล้นเหลือคนหนึ่ง กลายเป็นนางอ
ภายในกระโจมสีแดง อู๋เสี่ยวหวาสังเกตเห็นสีหน้าองค์รัชทายาทที่นิ่งขรึมกว่าปกติหนึ่งเท่าตัวแล้วไม่สบายใจเอามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ยังถูกอีกฝ่ายกอดกระชับในวงแขน ไร้ที่หลบซ่อนได้ นี่คือผลของการเป็นของบรรณาการสินะ อย่างไรก็ตาม เขาเป็นถึงองค์ชายสิบแคว้นซี ออกจากวังโดยพลการเพียงเพราะอยากหลบเลี่ยงการ
นอกเมืองควานเหลียนไกลออกไปหลายลี้ แม่น้ำยาวสุดลูกหูลูกตาส่องประกายภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนระอุงามล้ำเกินบรรยาย บนที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำตอนเหนือ ทหารหยานชุนปักหลักยืนกันอยู่นานค่อนวัน ธงของกองทัพปลิวสะบัด หอกดาบวาววับ ขบวนแถวเรียงเป็นระเบียบมีวินัยเคร่งครัด ธงผืนใหญ่ที่มีเพียงตัวอักษร ‘หวัง’ สีดำลวดลายมัง
เหตุวุ่นวายหนักจนดึงดูดผู้คนตามท้องถนนหลักพากันวิ่งเข้ามาดูในตรอก บางคนซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์“เกิดเรื่องอะไรน่ะ สู้กันดุเดือดขนาดนี้”“ได้ยินว่าท่านเจ้าเมืองต้องการอนุเพิ่มอีกล่ะ เจ้าสาวเป็นลูกสาวบ้านหยาง”“งั้นที่ต่อสู้อยู่นี่ใครล่ะ”“เฮ้อ บางทีคงเป็นคนในดวงใจของยัยหนูสกุลหยางกระมัง ถึงได้กล้าตายมา
ท้องฟ้ามีแสงแดดจ้าจนแสบตา แต่เพราะลานด้านหลังของหอเจิ้นเชียงสร้างกระท่อมเล็กเป็นที่พักพิงคนงานไว้ไม่น้อย และที่ว่างบนลานด้านหลังมีราวไม้ มีเสื้อผ้าเก่า ผ้าขี้ริ้ว รวมทั้งของทะเลแห้งแขวนตากอยู่เต็มไปหมด เนื่องด้วยไม่มีแดดตลอดปี กลิ่นอับคาวจึงอบอวล กลิ่นพึงประสงค์ไม่เคยจางไปจากบริเวณนั้นเลยบนพื้นแผ่







