LOGINแม่ทัพสวีจัดการภารกิจในค่ายทหารโดยมอบหมายให้รองแม่ทัพจางหย่งช่วยดูแล จากนั้นเขาก็พาทหารคนสนิทห้านายและซ่งหว่านอิงที่แต่งกายเป็นบุรุษออกไปยังที่ว่าการอำเภอเฟิ่งกู่
ทว่าเพิ่งจะลงจากหลังม้าก็ได้ยินเสียงคนข้างในเอะอะโวยวายดังลั่น
"ตายแล้ว! นายอำเภอตายแล้ว!” บุรุษในชุดเจ้าหน้าที่อำเภอผู้นั้นวิ่งหน้าตื่นออกมา
เสียงฝีเท้าของมือปราบนับสิบตึงๆ ไปทางห้องทำงานของนายอำเภอ
“ท่านแม่ทัพ! เรื่องใหญ่แล้วขอรับ” เถี่ยหนิวสีหน้าปริวิตก
“เข้าไปดูกัน!” สวีพานถือกระบี่วิ่งนำหน้าเข้าไปข้างใน
ขุนนางและเจ้าหน้าที่จำสวีพานได้ก็พากันหลีกทางให้เขาเดินเข้าไปข้างใน
ร่างของจ้าวจิ้งอันนอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะทำงาน เลือดไหลหยดลงจากโต๊ะแมะๆ ลงที่พื้น บางส่วนกระเซ็นไปถูกหนังสือราชการและฎีกาที่กองอยู่บนโต๊ะ แผ่นหลังของเขามีมีดปักอยู่ตำแหน่งตรงหัวใจ
มือปราบผู้หนึ่งที่มาถึงก่อนสีหน้าอึมครึม “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยมาถึง ท่านนายอำเภอก็สิ้นลมแล้วขอรับ”
สวีพานสำรวจสภาพการสิ้นชีวิตของจ้าวจิ้งอันแล้วก็ผงกศีรษะ นอกจากการใช้นิ้วอังปลายจมูกและแตะชีพจรที่ลำคอของนายอำเภอแล้ว มือปราบผู้นั้นมิได้ทำสิ่งใดชวนให้สงสัย
“หน้าต่างฝั่งนี้ถูกงัด น่าจะมีคนบุกเข้ามา” เถี่ยหนิวเดินไปยังขอบหน้าต่างที่อยู่ไม่ไกลโต๊ะทำงานของนายอำเภอนัก
บ่าวรับใช้ที่คอยดูแลนายอำเภอจ้าวยังยืนปากคอสั่นพิงหลังอยู่ที่เสาด้านซ้ายของห้อง “ทะ ทะ ท่าน...นาย...อำเภอ!”
“เจ้าใจเย็นๆ” ซ่งหว่านอิงเดินไปยกมือลูบต้นแขนบ่าวรับใช้ผู้นั้นเบาๆ
อึดใจหนึ่งบ่าวรับใช้ผู้นั้นจึงค่อยสงบใจได้ จึงเปิดปากเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง
“ข้าน้อยได้ยินเสียงท่านนายอำเภอทะเลาะกับคนผู้หนึ่งขอรับ ท่านนายอำเภอบอกว่าเรื่องนี้ต้องทำไปตามกฎหมาย ไม่อาจจะรับเงินทองได้อีก แต่คนผู้นั้นร้องตวาดว่าบัดซบ จากนั้นท่านนายอำเภอก็ร้องออกมาเสียงดังคล้ายจะเจ็บปวดมาก แต่ข้าน้อยกลัวได้แต่ยืนขาสั่นจนต้องทรุดตัวลงนั่ง พอมีเสียงโครม ข้าน้อยก็วางถาดน้ำชาแล้ววิ่งเข้ามา ท่านนายอำเภอก็...” สายตาของเขาเหลือบไปมองสภาพศพของผู้เป็นนายด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าอย่างนั้น คนร้ายก็คงจะหนีไปทางหน้าต่างแล้ว รีบส่งคนออกไปตามหาเถิด” สวีพานบอกกับมือปราบที่ยืนอยู่ข้างศพ
พลันเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังใกล้เข้ามา หัวหน้ามือปราบแซ่ชุยพุ่งเข้ามาในห้อง ครั้นเห็นสวีพานก็ประสานมือค้อมศีรษะคารวะ จากนั้นก็เหลือบไปทางโต๊ะ
“ช่างกล้าจริง! ถึงกับส่งคนมาฆ่านายอำเภอถึงที่ว่าการ พวกมันช่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน”
มือปราบที่เฝ้าศพอยู่รีบรายงานหัวหน้ามือปราบชุยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบออกไปสั่งการให้คนตามล่าคนร้ายให้พบโดยเร็วที่สุด ท่านแม่ทัพ ข้าต้องขอตัวก่อนแล้ว”
“เชิญท่านชุยเถิด ยิ่งจับตัวคนได้เร็วก็ยิ่งดี” สวีพานผายมือเชิญ
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ย่อมไม่สะดวกจะหารือ สวีพานจึงปล่อยให้หัวหน้าชุยออกไปตามหาคนร้ายเสียก่อน ส่วนเขาและทหารที่ติดตามก็ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่องรอยคนร้าย
“ท่านแม่ทัพ ท่านคิดอยากจะหาหลักฐานที่เกี่ยวพันกับจ้าวจิ้งอันใช่หรือไม่” ซ่งหว่านอิงขยับมากระซิบ
“อืม...การตายของเขาเกี่ยวพันกับพ่อค้ามนุษย์แน่นอน” สวีพานพยักหน้าเล็กน้อย
ซ่งหว่านอิงชำนาญเรื่องการหาที่ซ่อนเงิน หลังจากท่านแม่ของนางสิ้นชีวิตไป นางเคยเห็นหลิวซื่อผู้เป็นแม่เลี้ยงแอบซ่อนเงินท่านพ่อหลายครั้ง และทุกครั้งก็เป็นนางที่แอบไปฉกมา แต่หลิวซื่อคิดว่าเป็นฝีมือของท่านพ่อของนางจึงได้แต่แสร้งเงียบเอาไว้
สวีพานเหลือบไปเห็นซ่งหว่านอิงนั่งยองๆ ลงใกล้ผนังที่มีตู้หนังสือก็นึกประหลาดใจ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
หญิงสาวใช้ด้ามกระบี่เคาะไปตามแผ่นไม้ที่พื้นใกล้ผนังอยู่สองสามครั้ง ก็ถอดด้ามกระบี่ออกแล้วงัดแผ่นไม้ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง พลันด้านล่างก็มีม้วนกระดาษอยู่ขนาดราวกำปั้น
“นี่อย่างไร ข้ากำลังค้นหาหลักฐานความผิดของคนผู้นี้อยู่” นางหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมาชู
สวีพานเดินมารับแล้วคลี่ออกดู เขาพลันตะลึง “นี่มันตั๋วแลกเงินทั้งนั้นเลยนี่”
ซ่งหว่านอิงหยิบเอาจดหมายสองสามแผ่นที่ซ่อนวางอยู่ก้นหลุมนั้นออกมาให้สวีพาน ชายหนุ่มส่งม้วนตั๋วแลกเงินให้นางถือเอาไว้แล้วดึงกระดาษในซองจดหมายออกมาอ่าน เพียงครู่เดียวเขาก็เบิกตาโพลง
“เงินสกปรกพวกนี้ จ้าวจิ้งอันรับจากคนค้ามนุษย์พวกนั้น” น้ำเสียงของท่านแม่ทัพแข็งกร้าว
ซือเหย่[1]ที่เพิ่งตามมาสมทบ ได้ยินเสียงของแม่ทัพสวีก็รีบเดินเข้ามาคารวะ “ข้าน้อยมาช้าแล้ว!”
ครั้นเขาเหลือบไปเห็นศพนายอำเภอที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าก็ซีดเผือด “ใต้เท้าอำเภอถูกคนเลวทำร้ายเสียแล้ว”
“ซือเหย่กับเสมียนรีบจดบันทึกคดีเถิด เรื่องนี้หาใช่เรื่องเล็กไม่ ข้าคงต้องอยู่ดูแลด้วย” สวีพานเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
หลักฐานบ่งชี้ว่านายอำเภอแซ่จ้าวรับเงินสินบนจากพวกค้ามนุษย์ ดังนั้น เขาไม่กล้าปล่อยให้คนเหล่านี้จัดการคดีกันเอง
อู่จั่ว[2]สองคนช่วยกันประคองร่างของนายอำเภอไปนอนคว่ำที่ผ้ารองศพแล้วเริ่มสำรวจบาดแผลภายนอกอย่างละเอียด
ซ่งหว่านอิงลอบสังเกตท่าทางของเจ้าหน้าที่แต่ละคน นางเกรงว่าพวกเขาจะรู้เห็นกับฆาตกร เถี่ยหนิวเดินออกไปสำรวจร่องรอยตรงหน้าต่าง เขาเดินกลับมากระซิบกับสวีพานสองสามประโยค
หลังจากดูการเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว สวีพานก็พากลุ่มของตนออกจากที่ว่าการอำเภอ
เถ้าแก่เนี้ยเกาได้ยินข่าวว่านายอำเภอจ้าวจิ้งอันถูกมือสังหารแทงเสียชีวิตในห้องทำงานก็หน้าซีด ครั้นเห็นแม่ทัพสวีเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้ากรงขังก็รีบละล่ำละลัก
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ! ช่วยข้าน้อยด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้าน้อยยังไม่อยากตาย”
สวีพานยกยิ้มมุมปาก รอเจ้าหน้าที่ไขกุญแจประตูเสร็จก็ก้าวเท้าเข้าไปในห้องขัง สายตาของเขาจับจ้องนางอย่างหมายจะข่มขวัญ น้ำเสียงเยียบเย็น
“เช่นนั้น ก็พูดสิ่งที่เจ้ารู้ออกมาให้หมด ข้าจะรับรองความปลอดภัยให้เอง”
เถ้าแก่เนี้ยเกาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มาไม่น้อย รู้ว่าเขาเป็นกล้าหาญและยุติธรรม นางรีบคลานไปใกล้แล้วเริ่มเล่า
[1] ซือเหย่ หมายถึง ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและงานเอกสารของอำเภอ
[2] อู่จั่ว หมายถึง เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ
จางอวี้เหิงสู่ขอหลินชิงเหอได้สำเร็จก็เร่งรัดงานแต่งงาน เดือนต่อมาเขาก็นำขบวนไปรับเจ้าสาวเพื่อพากลับไปยังเมืองเฉินม่ายเพื่อทำพิธีแต่งงาน สวีพานจึงพาซ่งหว่านอิงเดินทางไปพร้อมกับคู่บ่าวสาว ในตอนนั้นซ่งหว่านอิงก็ตั้งครรภ์ได้ล่วงเข้าเดือนที่สองแล้ว งานแต่งของจางอวี้เหิงกับหลินชิงเหอถือเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของเมืองเฉินม่าย ท่านอ๋องหยางกับพระชายาหลี่หยวนหยวนเดินทางมาร่วมงาน อ๋องหยางเป็นอ๋องต่างแซ่กับฮ่องเต้จึงไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์ด้วย หากแต่ความเป็นอ๋องที่กุมกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นในยามนี้ทำให้ทุกคนต้องเกรงบารมี ซ่งหว่านอิงจึงได้พบทายาทฝาแฝดของท่านอ๋องหยางหลีเหว่ย ซื่อจื่อน้อยหยางหลิวเหว่ยและท่านหญิงตัวน้อยผู้งดงาม หยางเยี่ยนฟาง พวกเขาสวมเสื้อผ้าหรูหรา ใบหน้าน่ารักยิ่งนัก นางสะกิดให้สามีดูแล้วกระซิบกับเขาว่า “ท่านพี่ หากลูกเราเป็นชายของให้หน้าตาดีและองอาจเยี่ยงหยางซื่อจื่อ ข้าคงจะปลื้มใจไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ” สวีพานส่ายหน้าเบาๆ เขามองดูท่านหญิงหยางแล้วอมยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย “ข้าอยากให้ลูกคนแรกของเราเป็นหญิงแล้วน่ารักเหมือนท่านหญิ
กลุ่มของสวีพานที่ควบม้าศึกตามทันหลี่เปียวในเวลาไม่นานนัก หลี่เปียวไม่ยอมจำนนเขาต่อสู้อย่างสุดกำลัง สุดท้ายก็ถูกแทงได้รับบาดเจ็บ และถูกจับตัวกลับมาสอบสวนที่สำนักมือปราบอำเภอฮวาหยาง เช่นเดียวกับร่างที่ถูกไฟไหม้จนผิวหนังเละ ร่างกายบิดเบี้ยวของหลิวซื่อก็ถูกส่งเข้ามารักษาตัวในคุก แต่หมอทุกคนล้วนลงความเห็นว่า นางคงจะไม่อาจประคองชีวิตไว้ได้เกินคืนนี้แล้ว ซ่งหว่านอิงเข้าไปดูสภาพของหลิวซื่อในคุกเป็นครั้งสุดท้ายดวงตาของหลิวซื่อยังคงมองดูซ่งหว่านอิง แต่ลมหายใจแผ่วลง “เจ้า...เจ้า...รอด” ซ่งหว่านอิงยิ้มหวานให้กับแม่เลี้ยงที่สภาพมือ แขน ขาบิดงอ ผิวหน้าถูกไฟลวกลามไปเสียเกือบครึ่ง มองดูแล้วสภาพคล้ายครึ่งผีครึ่งคนเข้าไปแล้ว “อันที่จริง ท่านพี่ของข้า หรือจะเรียกให้ถูกต้องก็คือ ท่านแม่ทัพสวีพานแห่งทัพสกุลหยางเมืองเฉินม่าย ได้เตรียมคนเอาไว้รอช่วยข้าอยู่แล้ว พอเจ้าขังข้าแล้วเริ่มจุดไฟเผา พวกเขาก็งัดหน้าต่างด้านหลัง ทำให้ข้าหนีออกมาได้” หลิวซื่อแค่นเสียงร้องออกมาจากลำคออย่างโกรธแค้น น้ำเสียงนั้นฟังดูแล้วคล้ายเสียงของปีศาจมากกว่ามนุษย์ ซ่งหว่าน
ขณะนั้นสวีพานกับทหารนอกเครื่องแบบกลุ่มใหญ่ที่แกะรอยหลิวซื่ออยู่ไม่ห่างนักก็ได้ยินเสียงร้องของสตรีแว่วๆ “ไปดูทางนั้น!” แม่ทัพหนุ่มร้องขึ้น คนกลุ่มใหญ่จึงมุ่งหน้าไปตามเสียงร้องนั้น ไม่นานนักพวกเขาก็เห็นควันไฟกลุ่มใหญ่พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า “ข้างในนั้น คือหลิวซื่อนี่!” เถี่ยหนิวร้องขึ้น หลิวซื่อมองเห็นบุรุษควบม้ากลุ่มใหญ่ก็รีบร้องให้พวกเขาช่วย น้ำเสียงของนางโหยหวนทุกข์ทรมาน “เร็วเข้า! ไปตัดกิ่งไม้มาดับไฟ” รองแม่ทัพจางสั่งการ คนกว่ายี่สิบคนบนหลังม้ากระโจนลงอย่างว่องไว รีบไปตัดกิ่งไม้สดมาช่วยกันตบไฟพรึ่บพรั่บ สวีพานเดินไปใต้ร่มไม้ เขาสังเกตเห็นศพของผู้คุ้มกันทั้งสี่ที่ถูกลากไปทิ้งไว้ด้านหลัง “คนที่ติดตามนาง ถูกฆ่าตายอยู่นี่สี่คน” เถี่ยหนิวเดินเข้าไปสำรวจ “ท่านแม่ทัพ พวกเขามิได้หักหลังกันเองใช่หรือไม่” “ข้าว่าไม่ นางพวกเขาหวังเพียงทรัพย์ เหตุใดต้องลงทุนถึงขั้นจับนางมัดแล้วเผานางด้วยเล่า เชือดคอเอาไม่ง่ายกว่าหรือ ข้าว่านี่คือฝีมือของศัตรูที่แค้นลึกถึงกระดูกดำ” “หลี่เปียว!” เถี่ยหนิวร้องออก
เมื่อเห็นว่าเฉิงจิ่งสิงกลายเป็นคนพิการ คนสกุลซูจึงได้ส่งคนมายกเลิกข้อตกลงเรื่องการแต่งงาน คนสกุลเฉิงถึงกับหมดสิ้นความหวังในการกอบกู้ฐานะ ซ่งอวี้หลันทำตัวเป็นคนมีน้ำใจ ยืนยันจะอยู่เคียงข้างสามีทำให้เฉิงจิ่งสิงซาบซึ้งใจในตัวนาง” ไม่นานนัก คนสกุลเฉิงก็รู้ข่าวว่ามารดาของซ่งอวี้หลันเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนี้ ซ้ำยังจงใจจะลวงเฉิงฮูหยินไปฆ่า อีกทั้งยังเจตนาจะทำให้เฉิงจิ่งสิงพิการก็พากันตะลึง “หลิวซื่อ! นางช่างเลวทรามนัก ตอนจิ่งสิงแต่งซ่งอวี้หลันก็แอบย้อมแมวสินสอด พอถูกเปิดโปงก็ยังแค้นจนลวงคนไปฆ่าอีก”คนสกุลเฉิงประณามและด่าทอซ่งอวี้หลันอย่างรุนแรงนายท่านสกุลเฉิงไล่ให้ซ่งอวี้หลันออกจากตระกูล“สตรีที่มีสายเลือดหญิงชั่วเช่นเจ้า ไม่อาจจะปล่อยให้อยู่ในสกุลเฉิงได้อีก ข้าจะให้จิ่งสิงหย่าขาดกับเจ้าเสีย”เฉิงจิ่งสิงมองซ่งอวี้หลันอย่างเกลียดชัง เขายกนิ้วขึ้นชี้หน้านาง น้ำเสียงสั่นระริก บัดนี้ชีวิตของเขาต้องมาพังลงเพราะการแต่งงานกับซ่งอวี้หลัน“เพราะเจ้า! ท่านแม่ข้าต้องตาย แล้วข้ายังกลายเป็นบุรุษไร้ประโยชน์อีก เจ้ากลับไปสกุลซ่งเสียเดี๋ยวนี้ ใบหย่าข้าจะส่งตา
ครั้นหลินเจิ้นอู่กับหลินชิงเหอไปสมทบกับสวีพานที่คฤหาสน์ได้ยินว่าซ่งหว่านอิงเหน็ดเหนื่อยจนหลับไป พวกเขาจึงอาสาออกไปคฤหาสน์สกุลซ่งเอง สวีพานจึงเล่าเรื่องที่ซ่งหว่านอิงถูกหลิวซื่อขังไว้ในห้องนอนเก่าของมารดา และเผาเรือนนั้นให้คนทั้งสองฟัง “ที่แท้! ไฟไหม้นั่นป็นฝีมือของหลิวซื่อนี่เอง นางโหดเหี้ยมนัก ที่หานคังกับพวกเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ก็เป็นฝีมือนางใช่หรือไม่” สวีพานพยักหน้ารับ “มือปราบหลินกล่าวได้ถูกต้อง ข้าส่งเถี่ยหนิวออกไปจับตามองนางเอาไว้แล้ว” “เห็นท่าจะไม่ดี หลิวซื่อทำการใหญ่ถึงเพียงนี้ นางย่อมจะไม่วางแผนไว้ชั้นเดียวอย่างแน่นอน ข้ากับชิงเหอจะรีบไปดูนางเดี๋ยวนี้ ท่านก็อยู่ดูแลอิงเอ๋อร์และคฤหาสน์ให้ดีเล่า” สวีพานพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นต้องลำบากพวกท่านแล้ว ข้าไม่กล้าให้จางหย่งกับทหารออกไปเพราะกลัวว่านางจะคิดเผาบ้านข้าไปด้วย”พอสองพี่น้องแซ่หลินมาถึงคฤหาสน์สกุลซ่งแล้วรู้ว่าหลิวซื่อถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงหมอก็ตกใจรีบตามไปดู แต่พอไปถึง คนที่โรงหมอพากันยืนยันว่าไม่มีคนแซ่หลิวมารักษา“พี่เจิ้นอู่ ข้าว่านางคงหนีไปแล้ว ไม่รู้ว่าโจรพวกนั้นอยู่ข้างนอกยังมี
ควันจากระเบิดนั้นกระจายไปทั่วบริเวณ ซ่งหว่านอิงยกยิ้มมุมปาก นางหมอบลงแล้ว ใช้แขนเสื้อปิดหน้าเอาไว้ รอจนควันจางลงก็ร้องขึ้น “เถี่ยหนิว! พวกมันหนีขึ้นหลังคาไปแล้ว” นางกระโจนขึ้นไปบนหลังคา สวีพานและเถี่ยหนิวรีบกระโจนตามนางขึ้นหลังคาไป พวกเขาเห็นแผ่นหลังของหลี่เปียวที่ใช้ปลายเท้าแตะหลังคาเรือนหลังข้างหน้า มุ่งไปทางทิศตะวันตกของเมืองก็พากันตามอย่างไม่ลดละ “ทุกคน! ไปช่วยดับไฟก่อน ลามมาถึงเรือนรับแขกแล้ว!” หลิวซื่อวิ่งออกมาจากห้องโถงใหญ่แล้วร้องบอกมือปราบที่อยู่บริเวณนั้นยามนั้นไฟโหมกระหน่ำ เสียงบ่าวรับใช้ตะโกนโหวกเหวก เปลวเพลิงลุกลามเข้ามาใกล้เรือนรับแขกหลินเจิ้นอู่นำมือปราบกลุ่มใหญ่ตามมา หลินชิงเหอก็วิ่งเข้ามาด้วย พวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ในคฤหาสน์สกุลซ่ง หลินชิงเหอมองหาคนที่นอนเกลื่อนกลาด เมื่อไม่เห็นสหายก็วิ่งเข้าไปในห้องโถง ในนั้นนางจึงได้เห็นความเละเทะและสูญเสียอันน่าสยดสยองของสกุลซ่ง หลินชิงเหอร้องเรียกให้มือปราบที่มาสมบทช่วยกันประคองเอาผู้บาดเจ็บและรอดชีวิตออกมาจากห้องโถงนั้นก่อน เพราะควันไฟเริ่มเข้าไปมาก ซุนจิ่นหรงอุ้ม







