LOGIN【ตัวแทน + สายเสียใจภายหลัง + ตามง้อภรรยาจนแทบมอดไหม้ + นางเอกตาสว่าง + จากคนคลั่งรักสู่การพลิกชีวิต】 เจียงหยวนเฝ้ารอเฮ่อซืออวี้มาเจ็ดปี แต่ก็ไม่อาจรอคอยคำขอแต่งงานจากเขาได้สำเร็จ เธอตัดสินใจจะเป็นผู้กล้าที่ลุยเพื่อความรัก โดยเป็นฝ่ายเอ่ยขอเฮ่อซืออวี้แต่งงานก่อน แต่กลับไม่คาดคิดจะได้รู้โดยบังเอิญว่า ในใจของเฮ่อซืออวี้มีรักแรกที่เขารักมานานหลายปีอยู่แล้ว และเขายอมละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อเธอ ถึงขั้นยอมเป็นมือที่สามเพราะความรัก โลกใบนี้ช่างเป็นเวทีใหญ่สำหรับคนที่เป็นรักแรกของใครบางคนเสียจริง เจียงหยวนยอมรับความพ่ายแพ้ จ่ายค่าเรียนราคาแพงให้กับความรักครั้งนี้ แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เพราะบางครั้งศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก็คือตัวเราเองที่ติดอยู่ในกำแพงความคิดของตัวเอง ทุกคนต่างคิดว่าเจียงหยวนแค่กำลังงอนเฮ่อซืออวี้ แม้แต่ตัวเฮ่อซืออวี้เองก็คิดเช่นนั้น แต่อย่างไร หมาที่เลี้ยงมาเจ็ดปีก็ไม่มีทางตัดขาดจากเจ้าของได้หรอก ต่อมา เฮ่อซืออวี้กลับพบว่าตัวเขาเองต่างหากที่เป็นหมาขาดเจ้าของไม่ได้ ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าเจียงหยวนยอมให้เฮ่อซืออวี้อยู่เคียงข้างมาถึงเจ็ดปีโดยไม่ได้อะไรตอบแทน มีเพียงเฮ่อซืออวี้เท่านั้นที่รู้ว่า คนที่ถูกหลอกให้เสียเวลาไปฟรีๆ ตลอดเจ็ดปี แท้จริงแล้วคือเขาเอง
View Moreเจียงหยวนไม่ได้รู้เรื่องการตัดสินใจของเฮ่อซืออวี้เลยสักนิด เธอทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว ใกล้ถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่ปรากฏตัว เจียงหยวนจึงต้องไปหาฉินหลินเพื่อสอบถามสถานการณ์ ฉินหลินเพิ่งลงมาจากเตียงผ่าตัด พอยินคำพูดของเจียงหยวนก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก "คุณยังไม่รู้หรอกเหรอ? ผู้อำนวยการกัวเดินทางไปรับคนถึงสนามบินด้วยตัวเอง วันนี้คงไม่มาที่โรงพยาบาลแล้วล่ะ"เจียงหยวนสังเกตเห็นบางอย่างจากสีหน้าของฉินหลิน จึงอดถามต่อไม่ได้ “ผู้อำนวยการกัวไปคนเดียวเหรอคะ?” ฉินหลินถอนหายใจ “แน่นอนว่าไม่ใช่ เดิมทีเขาก็ชวนผมไปด้วย แต่ผมติดเคสผ่าตัดเลยไปด้วยไม่ได้เลยไม่ได้ไป"เจียงหยวนรู้ดีว่าแหล่งทรัพยากรทางการแพทย์ระดับนี้ มีคนมากมายที่อยากแย่งชิงโอกาสกัน เธอไม่กล้าชะล่าใจแม้แต่น้อย รีบถามฉินหลินว่าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปที่ไหนทันทีฉินหลินสอบถามเพื่อนร่วมงานที่ไปรับรองทีมแพทย์พร้อมกับผู้อำนวยการกัว จึงได้รู้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังกินอาหารอยู่ที่ภัตตาคารติ่งเซิ่ง หลังจากเจียงหยวนได้รับข่าวสารที่แน่ชัดแล้ว ก็รีบเรียกรถแท็กซี่ไปยังภัตตาคารติ่งเ
คราวนี้เฮ่อซืออวี้ทุ่มทุนเพื่อหนุนหลังหลู่ไป๋จือ ถึงขั้นเลือกรีสอร์ตน้ำพุร้อนที่แพงที่สุดในเมืองเจียง โดยไม่สนใจงบประมาณทางการเงินเลยแม้แต่น้อยยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อหญิงงามเพียงแต่การทำเช่นนี้มันกลับทำให้เธอในอดีตดูเป็นคนขี้เหนียวไปเลยดังนั้นเมื่อเจียงหยวนเห็นเพื่อนร่วมงานคนที่หนึ่งคอมเมนต์ใต้โพสต์โซเซียลของเพื่อนร่วมงานคนที่สองว่า “แบบนี้สิถึงเรียกว่ากิจกรรมกระชับความสัมพันธ์” “เมื่อก่อนอย่างมากก็แค่กิจกรรมรวมกลุ่มของพวกทาสแรงงาน” เพื่อนร่วมงานคนที่สองเห็นด้วยอย่างยิ่ง และยังพูดอีกว่า “ยังไงผู้อำนวยการหลู่ก็ดีที่สุด ตามเธอแล้วได้กินของดีๆ ใช้ชีวิตหรูๆ แถมทั้งสวยทั้งนิสัยดี เกิดในตระกูลชั้นสูง แถมยังเป็นนักเรียนนอกระดับสูง เหมาะกับประธานเฮ่ออย่างกับกิ่งทองใบหยก! ไม่เหมือนบางคนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง แถมยังงก สถานที่ที่เลือกแต่ละทีฉันไม่อยากจะพูดเลย! ช่างขี้เหนียวเหลือเกิน!” เพื่อนร่วมงานคนที่หนึ่งรีบตอบกลับว่า “ดื่มจนเมาหรือเปล่า? บล็อกบางคนแล้วหรือยัง?” พอเจียงหยวนกดรีเฟรชอีกครั้ง โพสต์นั้นก็หายไปแล้ว ดูท่าเธอคงจะเป็นคนบางคนที่พวกเธอพูดถึงสินะในโพสต์แต่ละโพสต์ เจียงหยว
ชื่ออันคุ้นเคยทำเอาเจียงหยวนคิ้วกระตุกเบาๆแต่หลังจากอ่านข้อความชัดเจนแล้ว กลับทำได้เพียงยิ้มเยาะเย้ยตัวเองอย่างเงียบเชียบเฮ่อซืออวี้จะมาแท็กหาเธอได้อย่างไรกันเขาแค่แท็กถึงพนักงานทุกคนในบริษัหรงย่าต่างหากเป็นประกาศแจ้งว่า เพื่อฉลองให้แก่ผู้อำนวยการหลู่ไป๋จือแผนกสามที่คว้าโครงการใหญ่แรกได้สำเร็จหลังย้ายมาร่วมงานกับหรงย่า จึงขอเชิญพนักงานทั้งบริษัทไปร่วมกิจกรรมกระชับสัมพันธ์ที่รีสอร์ตน้ำพุร้อนหลานไต้เป็นเวลาสองวันหลังเลิกงานวันศุกร์ด้านล่างเต็มไปด้วยข้อความแสดงความยินดี ทุกคนต่างพากันขอบคุณเฮ่อซืออวี้กับหลู่ไป๋จือ เจียงหยวนรู้ดีว่าโลกนี้ช่างเป็นโลกแห่งความจริง การประจบคนที่มีอำนาจและเหยียบย่ำคนที่ด้อยกว่าก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่พอได้เห็นกับตาตัวเอง เธอก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี พวกเขาคล้ายกับลืมกันไปหมดแล้วว่า โปรเจกต์จี๋เฟยนี้ เป็นเธอที่ต้องวิ่งเต้นไปมาอยู่นานครึ่งค่อนปีกว่าจะเซ็นสัญญามาได้มาตอนนี้กลับกลายเป็นความดีความชอบของหลู่ไป๋จือไปเสียอย่างนั้นแม้แต่เฮ่อซืออวี้ก็ลืมไปแล้วเช่นกัน เจียงหยวนกดออกจากกลุ่มบริษัทโดยไม่ลังเล เธอแค่อยากอยู่เงียบๆ สักพัก “หยวน
......"ฮัดชิ้ว!"คงเป็นเพราะช่วงบ่ายตากฝนมา พอตกกลางคืนเจียงหยวนก็รู้สึกหนักหัวจนแทบไม่มีแรง อาการเหมือนเป็นหวัดอย่างเห็นได้ชัด! ดูท่าที่คุณหมอเหอบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันของเธอพังรุนแรง คงไม่ได้ขู่ให้เธอตกใจเล่นเสียแล้วตอนนี้ร่างกายของเธออ่อนแอจนแทบรับสภาพอากาศหรือฝนลมเพียงเล็กน้อยไม่ไหว เจียงหยวนกลัวเจียงรั่วชูจะเป็นห่วง จึงเอาแต่หลบอยู่ตรงทางเดินด้านนอก จามติดต่อกันไม่หยุดแต่เธอก็อยู่ข้างนอกนานไม่ได้ จึงไปซื้อยาที่ร้านขายยา กินยาแล้วก็กลับเข้าห้องพักผู้ป่วย เพราะอาการป่วยทำให้ใบหน้าของเจียงรั่วชูแทบไม่มีสีเลือด และร่างกายก็ซูบผอมลงมาก เจียงหยวนรู้สึกโศกเศร้าในใจจนพูดไม่ออกตั้งแต่เริ่มจำความได้ ข้างกายเธอก็มีเพียงผู้เป็นแม่คนเดียวเท่านั้นเธอไม่เคยพบหน้าพ่อ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของตัวเองคือใครตอนเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ประสีประสาและถูกเพื่อนร่วมชั้นล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ เจียงหยวนก็เคยร้องไห้ถามเจียงรั่วชู ขอให้แม่บอกเธอว่าพ่ออยู่ที่ไหนกันแน่?เจียงรั่วชูเพียงกอดเธอไว้ในอ้อมแขน แล้วปลอบซ้ำๆ ว่า “หยวนหยวนของเราไม่จำเป็นต้องมีพ่อหรอก แค่มีแม่ก็พอแล้ว” ดังนั้นสำหรับเจีย