Masukสีหน้าเคร่งเครียดของมารดาทำให้เด็ก ๆ ไม่กล้าถาม ได้แต่กินข้าวไปเงียบ ๆ กระทั่งออกจากบ้านมาที่ภูเขาลูกเดิม
ที่ผ่านมามารดาสอนจนจำได้หมดแล้วว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง จื่อเหวินเห็นมารดาเดินแยกไปอีกทางจับมือน้องสาวฝาแฝดเดินมาฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มเก็บผลไม้ต้นเตี้ยกับพืชบางอย่าง ที่นำไปประกอบอาหารได้ เขาไม่รู้ว่าอะไรกินได้หรือไม่ได้ แค่จำที่มารดาสอนมาก็ทำได้ง่าย ๆ แล้ว ในขณะที่พี่ชายกำลังปีนป่ายบนต้นไม้ หนี่เหวินก็เดินเก็บผลมะเขือเทศที่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ ไปด้วย นางตั้งใจทำเพราะเมื่อทำแบบนี้นางจะได้รับคำชมจากมารดาทุกครั้ง และการทำให้ท่านแม่ยิ้มได้ทำให้นางมีความสุขตามมารดาไปด้วย หนี่เหวินชอบท่านแม่คนนี้เพราะท่านแม่คนนี้ดูเข้มแข็งและดูสวยสง่างามมาก! เหมือนนิทานที่ท่านแม่เคยเล่าให้ฟัง หม่าเยี่ยนถิงไม่รู้ว่าลูกๆ คิดเห็นอย่างไรกับนาง ตอนนี้นางได้ของป่ามาเต็มตะกร้าเช่นเคย ก่อนจะจูงมือลูกไปตั้งแผงและเร่ขายที่ตลาดด้านหลังได้เงินมาจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากนักแต่ก็พอซื้อเมล็ดพันธุ์ได้สามชนิด ทว่ากลับมาถึงบ้านก็ยังเอาเมล็ดพันธุ์ลงปลูกไม่ได้ นางต้องปรับหน้าดินเสียก่อน หม่าเยี่ยนถิงเจียดเงินเล็กน้อยซื้ออุปกรณ์ทำสวนมาไว้เพราะอันเก่าที่หม่าเยี่ยนถิงทำเองแบบมือสมัครเล่นนั้นใช้การไม่ได้แล้ว นางใช้เวลาตลอดช่วงเย็นปรับหน้าดินแล้วทำแปลงปลูกให้เป็นสัดส่วนโดยมีเด็กคู่แฝดช่วยถางหญ้าและกำจัดวัชพืชที่เหลือ แม่ลูกสองยังต้องขึ้นเขาไปหาของป่ามาประทังชีวิตระหว่างรอพืชผลให้ผลผลิต หลังจากปรับหน้าดินนางก็นำเมล็ดพันธุ์มาฝังไว้ มีเด็ก ๆ ตามดูอยู่ห่าง ๆ จนกระทั่งหยุดมือไป "มานี่สิ" หม่าเยี่ยนถิงกวักมือเรียกให้เด็กน้อยทั้งสองมานั่งใกล้ ๆ ชี้ดินตรงหน้าให้ดู "นี่คือสิ่งที่จะเติบโตและให้ผลผลิตในอนาคต พวกเจ้าต้องช่วยแม่ดูแล คอยมารดน้ำและพรวนดิน ร้องเพลงให้มันฟัง" "ร้องเพลงหรือเจ้าคะ?" "เสียงเพลงไพเราะจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี" หม่าเยียนถิงโกหกหน้าตาย การที่นางทำเช่นนี้เพราะอยากให้เด็ก ๆ มีงานทำและมีส่วนร่วมกับการปลูกพืชผักในครั้งนี้ "ข้าชอบร้องเพลงเจ้าค่ะ" หนี่เหวินตาลุกวาว นางได้ผู้ชมเป็นพืชผลที่ยังไม่ทันโตแล้ว จะปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปได้อย่างไร เห็นลูกสาวตัวน้อยเสนอตัวถึงเพียงนี้ หม่าเยี่ยนถิงก็ไม่ขัด แต่ทั้งสองก็ยังต้องช่วยกันทำงานอื่น ๆ ด้วย นางไม่อยากให้หนี่เหวินคิดว่าการร้องเพลงก็เป็นงานทั้งหมดที่นางต้องทำแล้ว ใบหน้าน่ารักน่าหยิกทั้งสองยังคอยวนเวียนมาให้นางเอาอกเอาใจ บางทีการเสแสร้งเป็นคนอื่นก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น อาจเพราะเรื่องที่นางเจอมามันแย่ยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้ "เจ้าผักน้อย เจ้าต้องรีบโตเร็ว ๆ ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี เพราะงั้นเจ้าต้องออกผลมาสวยงามมาก ๆ" หนี่เหวินเอ่ยด้วยสีหน้าสดใสเหมือนดวงตะวันตอนฟ้าแจ้ง หม่าเยี่ยนถิงได้ฟังก็อดแอบคิดในใจไม่ได้ว่า เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจะรู้สึกกดดันจากความคาดหวังของลูกสาวจนไม่ยอมออกผลหรือไม่นะ ทว่าหนี่เหวินก็ยังไม่ย่อท้อในการมาพูดคุยกับสวนผักทีละต้น ร้องเพลงให้พวกมันฟังขณะที่พี่ชายรดน้ำพรวนดิน ส่วนนางถือตะกร้าคอยคัดแยกพวกมันบางต้นไปลงกระถาง หม่าเยี่ยนถิงกำลังต้มน้ำแกงอยู่ในครัว มองดูพวกเขาเป็นระยะทั้งสองมีแม่เลี้ยงคนเดียวก็ยังไม่เคยตัดพ้อถึงผู้เป็นพ่อให้นางเห็น ทั้งน่าสงสารและน่าเห็นใจ หม่าเยี่ยนถิงเคยพยายามนึกอยู่หลายครั้งว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ก็ไม่ได้ผล ทุกครั้งที่พยายามจะนึกให้ออก ผลลัพธ์คืออาการปวดหัวอย่างหนักราวกับถูกบางอย่างปิดกั้นความทรงจำในส่วนนี้ไว้ จนสุดท้ายนางก็เลิกพยายาม หากต้องทำขนาดนี้เพื่อปิดบังตัวตน ก็คงไม่ใช่คนที่มีค่าพอต้องเจอกระมัง หม่าเยี่ยนถิงครุ่นคิดถึงตัวตนของบิดาเจ้าฝาแฝด แต่ในเมื่อความทรงจำนี้มันพร่ามัวเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจ เพราะถึงอย่างไรนางก็สามารถเลี้ยงดูเจ้าก้อนแป้งทั้งสองคนได้อยู่แล้ว หลายวันนี้พวกเขามักจะอ้อนขอให้นางเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง และตอนนี้หนี่เหวินก็กำลังจินตนาการว่าได้คุยกับนางฟ้าสวนผักอยู่ แม้เรื่องที่นางเล่าไปเมื่อวันก่อนจะไม่มีนางฟ้าหรือสวนผักในบริบทไหนของเรื่อง แต่บุตรสาวก็ยังจินตนาการต่อได้กว้างไกล เห็นน้องสาวเป็นเช่นนั้นจื่อเหวินก็ไม่ปล่อยให้นางเหงา รับบทองค์ชายจากต่างแดนมาช่วยเหลือฮองเฮามะเขือเทศกับองค์หญิงผักกาด หม่าเยี่ยนถิงนึกเอ็นดู คิดเปรียบเทียบกับตัวเอง หากวัยเด็กของนางยังอยู่ นางจะเล่นแบบนั้นแบบเดียวกับพวกเขาไหม ไม่มีใครรู้คำตอบแม้แต่ตัวเยี่ยนถิงเอง เพราะนางไม่เคยได้สัมผัสมัน แม้อีกนานกว่าจะเป็นผลผลิตที่สมบูรณ์พร้อมขาย แต่การหาของป่าไปขายมาใช้จ่ายก่อนก็ไม่เลว พวกนางเป็นร้านเปิดใหม่จึงยังไม่มีลูกค้าประจำ มีเพียงผู้สัญจรจากต่างถิ่นแวะมาพูดคุยหรือซื้อกลับไป หากของเหลือก็จะนำไปแลกกับวัตถุดิบอย่างอื่น ที่ร้านค้าบางร้านตามที่อีกฝ่ายมี"ถ้าลูกรับตำแหน่งจะลาออกจริงหรือ?""แน่นอน""ท่านคิดไว้หรือยังว่าอยากไปไหน""ต่างแคว้น"ในแคว้นนี้จางจื่อเสวียนไปเที่ยวชมมาทุกเมืองตลอดสิบปีนี้หลายครั้งแล้ว ถึงเวลาต้องเปิดหูเปิดตาข้างนอกแดนเกิดของตนบ้าง"ข้าเชื่อว่าอยู่กับเจ้าข้าจะปลอดภัย" บุรุษข้างกายยิ้มเผล่จนนางอดกลอกตาใส่ไม่ได้ จะมีใครภูมิใจในตัวภรรยาได้เท่าเขาอีก"ท่านก็วางใจเกินไป หากเกิดศึกไม่พ้นเรียกตัวท่านกลับมาอยู่ดี""แคว้นนี้สงบสุขมาเป็นสิบปี ไม่เคยมีใครกล้าบุกนับแต่ข้าได้ชัย อย่าห่วงเลย""ทุกครั้งที่มีไอ้บ้าคนหนึ่งคิดแบบนี้จะต้องมีหายนะเกิดขึ้นทุกทีสิน่า"หม่าเยี่ยนถิงไม่ได้เชื่อเรื่องโชคชะตาอะไรนั่น มันก็แค่ค่าเฉลี่ยของผู้วางบทที่ไม่มีทฤษฎีด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับเลยว่านางเริ่มเอนเอียงจากนิสัยเดิมตัวเองไปไม่น้อย อาจเพราะอายุที่มากขึ้นทำให้นางกังวลไปหมดทั้งที่เมื่อไม่เป็นบ่อยเท่านี้จางจื่อเสวียนประคองภรรยาเดินมาตลอดทาง บ่าวไพร่เห็นกันตั้งแต่หน้าจวนยันท้ายจวน หลังพวกเขาเดินผ่านก็รีบจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องรักๆ ของเ
ทว่าพอจะหันกลับมาแล้วออกไปจากช่องว่างที่นอนตรงนั้นนางก็หลุดเสียงกรี๊ดดังขึ้น เพราะได้สบตาเข้ากับมารดาที่มองอยู่"ท่านแม่! ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ!" คนพึ่งถูกปลุกจากเสียงรบกวนนัยน์ตาหลุกหลิกคิดข้ออ้างไม่ทัน"พวกเจ้าเสียงดัง" เด็กสองคนมองหน้ากันงง ๆ มั่นใจว่าเมื่อครู่พวกตนคุยกันเสียงเบายิ่งกว่าเสียงยุง ขนาดท่านพ่อยังไม่ตื่นเลยแล้วมารดารู้สึกตัวได้อย่างไรเสียงกรี๊ดก่อนหน้านี้ของคุณหนูน้อยทำให้เวรยามมากรูกันที่หน้ากระโจม"นายท่าน ฮูหยิน เกิดอะไรขึ้นด้านในหรือไม่ขอรับ!?""ไม่ ไม่มีอะไร ลูกสาวข้าตกใจเท่านั้น พวกท่านทำงานต่อเถอะ""เช่นนั้นไม่รบกวนแล้วขอรับ" เงาที่ยืนมุงอยู่ด้านนอกห่างออกไปเรื่อย ๆ กระจายกันไปประจำจุดเฝ้ายามเหมือนเดิม มือสังหารสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ คืนนี้นางไม่ได้นอนแน่แล้ว..."ข้าไม่นึกว่าระดับเซียนผู้หยั่งรู้อย่างท่านแม่จะทายผิดได้จริงๆ""ข้าหวังว่าตัวเองจะทายผิดบ้าง และอีกอย่างนะลูกรัก ข้ายังไม่ได้ทายอะไรทั้งนั้น" หม่าเยี่ยนถิงสุดจะเอือมระอา ฝากลูกไว้กับแม่ย่าทุกหน้าร้อนมาสิบปี นางพลาด
"เรื่องเช่นนี้เหตุใดต้องมาถามข้า เจ้าทูลแก่ฝ่าบาทเลยจะไม่เร็วกว่าหรือ""หม่อมฉันคิดว่าแรงสนับสนุนจากฮองเฮาก็เป็นสิ่งจำเป็นเพคะ"มารดาแผ่นดินไม่เข้าใจเจตนาของนางชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดเมื่อครู่นั้นสะกิดใจนางอยู่ อยากรู้ว่าสตรีผู้นี้จะมาไม้ไหนกันแน่ ฮองเฮาโบกมือไล่นางกำนันทั้งหมดออกไปจากตรงนั้น เหลือเพียงแต่นางและแขกผู้มาเยือนในห้องปิดมิดชิด"เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร""พิจารณาวันพักผ่อนของข้าราชการชั้นขุนนางเพคะ""เจ้าว่าอะไรนะ" นางไม่เคยได้ยินความคิดอะไรประหลาดแบบนี้มาก่อนเลย"ฮองเฮาฟังหม่อมฉันก่อนจึงค่อยตัดสินพระทัยก็ได้เพคะ…"หม่าเยี่ยนถิงปราศรัยความคิดของนางให้มารดาแผ่นดินฟัง จากในใจคิดต่อต้านและคัดค้านเพราะฟังดูเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก ฮองเฮาปักใจไปส่วนหนึ่งอีกด้วยว่านางช่างสามหาวนักถึงกล้ามาพูดเรื่องนี้ แต่พอได้ฟังสิ่งที่นางคิดจริง ๆ แล้วมารดาแผ่นดินก็เปลี่ยนใจ..."ต้องทำให้ข้าประหลาดใจอีกกี่ครั้งถึงจะพอนะ""เรื่องปกติแท้ๆ" หม่าเยี่ยนถิงไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าสาม
เวลาอาหารของครอบครัวผ่านพ้นไป ก็ได้เวลาเข้านอน หน้าห้องมีเงาร่างที่เห็นชัดเจนว่าเป็นสตรียืนขวางอยู่ จางจื่อเสวียนไม่ได้เรียกใช้ใครจึงงุนงงร้องถามออกไป"ใคร""ข้าเอง"เสียงของภรรยาใครจะกล้าลืมลง แม่ทัพแดนเหนือรีบมาเปิดประตูให้ทันทีก่อนจะพบเข้ากับหญิงสาวในชุดเรียบ ๆ และไร้เครื่องประดับผม"เอ่อ...""ถอยสิ ข้าจะเข้าไปด้านใน"จางจื่อเสวียนเบี่ยงตัวหลบทันทีแล้วค่อย ๆ แง้มประตูปิดไว้ดังเดิม เขาหันไปมองอีกคนที่นั่งไขว่ห้ารออยู่บนเตียงด้วยอาการเก้อเขิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเขินอายไปทำไมเช่นกัน ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกนี่จริง ๆ แล้วข้าเป็นคนแบบนี้หรอกหรือคิดไปก็เม้มปากไป แต่มุมปากดันยกค้างไม่หยุดเสียอย่างนั้น"ถวายพระพรพระพันปีเพคะ""นั่งสิ ไม่ได้พบกันเสียนาน ชีวิตสาวชาวไร่เป็นอย่างไรบ้าง"อุทยานหลวงมีผู้มาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง ที่แห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่โปรดของพระพันปี สิ่งที่ต่างไปหลังจากเหตุการณ์นั้นคือพระนางสามารถมาที่นี่ได้บ่อยครั้งขึ้น"สงบสุขดีดังท
หม่าเยี่ยนถิงยิ้มให้มันก่อนจะผละออกไป จอมยุทธ์หญิงมาส่งนางที่ตีนเขากว่าจะกลับมาถึงจวนของผู้เป็นสามีก็เย็นแล้ว พอเห็นผู้เป็นแม่มา สองฝาแฝดก็โดดเข้าใส่นางจนแทบหงาย รู้สึกได้ถึงความต่างของน้ำหนักตัวก่อนหน้านี้ได้เลยว่าเด็กๆ โตขึ้นมาก และโตเร็วด้วย"ท่านแม่หายไปทั้งวันเลยนะเจ้าคะ" จางหนี่เหวินคลอเคลียอยู่กับขาก็เป็นมารดา"แม่ไปเยี่ยมคนรู้จักน่ะ พวกเจ้าล่ะไปหาท่านย่ามาเป็นอย่างไร""ท่านย่าพาไปกินของอร่อยในเมืองขอรับ"วันนี้เด็ก ๆ อยู่กับแม่สามีทั้งวัน พรุ่งนี้หม่าเยี่ยนถิงต้องไปเยี่ยมและขอบคุณนางเสียหน่อย หญิงสาวจูงมือลูกคนละข้างแล้วเดินไปด้วยกัน เด็กสองคนที่นางรับมาเป็นพี่เลี้ยงเพิ่มเดินตามหลังโดยเว้นระยะห่างออกไปราวสามถึงห้าก้าวพวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณหนูคุณชายที่ตนมาทำงานด้วยมีฐานะสูงส่งเพียงนี้ ทำให้เด็กชาวบ้านทั้งสองคนอดเกร็งไม่ได้ พวกเขาค่อนข้างจะสงบปากสงบคำมากกว่าเดิม เรียกได้ว่าไม่พูดเลยด้วยซ้ำ"เหรินอี้ เจียเหยา ไม่ต้องเกร็งไปหรอก ทำตัวสบาย ๆ เหมือนอยู่บ้านสวนก็ได้""ไม่ได้
ทิวเขาป่าไผ่เบื้องหน้า คือทิวทัศน์อัศจรรย์ที่นางได้เห็นเป็นครั้งที่สอง การมาถึงของบุคคลธรรมดาไม่เป็นที่สนใจของบรรดาผู้ฝึกตนนัก แต่เจ้าสำนักย่อมรู้ว่านางมา สตรีหนึ่งในกลุ่มที่เคยติดต่อกันเป็นผู้นำทางและคุ้มกันในครั้งนี้แม้สัตว์อสูรตนนั้นจะไม่ทำร้ายนางแต่สัตว์อสูรเฝ้ายามตัวเดิมของสำนักใช่ว่าจะไม่ทำร้ายนางไปด้วย พวกมันสองตัวถูกจับแยกกันไปอยู่คนละฝั่งขอบหุบเขา หากพวกมันปะทะกันขึ้นมาหุบเขาคงสะเทือน"หลังมันคลอดลูกแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ""ในฤดูรักปีถัดไปมันอาจจะจับคู่กับตัวที่เคยอยู่เดิมหรือเลือกที่จะไม่จับคู่เลยก็ได้ ส่วนลูก ๆ ของมัน เมื่อโตพอจะจัดให้อยู่เขตหุบเขาชั้นนอก"ทำอย่างกับเลี้ยงสัตว์ทั่วไปเลยนะ สำนักนี้ก็น่ากลัวใช่ย่อยตอนนั้นหม่าเยี่ยนถิงแค่เฉียดถูกมันจะตะปบยังเสียวสันหลังวาบไม่หาย เวลานึกถึงก็ยังขนลุกอยู่เลยบันไดหินทอดยาว มีทางแยกแตกออกไป หม่าเยี่ยนถิงไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนแต่ร่างกายกลับเดินไปตามทางเหมือนมีอะไรเรียกหา สัญชาตญาณดึงดูดให้ไปเส้นทางนั้นต้นไผ่สูงยาวโค้งงอลงมาให้ร่มเงาเหมือนซุ้มประต







