เข้าสู่ระบบจากเดิมที่อัยย์จามัล ภรรยาของต้าปาถูมีแผนการที่จะขยายสาขาของโรงเตี๊ยมหงเหอออกไปตามจุดสำคัญบนเส้นทางสายไหมที่เชื่อมระหว่างชายแดนกับเมืองหลวง เพื่อสร้างศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารและจุดพักของกองทัพเหยี่ยวเพลิงของสามี
ต้าปาถูจึงได้อาศัยแผนการขยายสาขาของโรงเตี๊ยมหงเหอนี้ในการตามหาครอบครัวของสหายไปในตัว ด้วยโรงเตี๊ยมหงเหอมีความหมายถึงหงส์นกกระเรียน
ดังนั้น สำหรับโรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อยต่าง ๆ อัยย์จามัลจึงให้เพิ่มสีสันต่อท้ายชื่อของโรงเตี๊ยมหงเหอ จึงเกิดขึ้นเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอชิง โรงเตี๊ยมหงเหอหลัน โรงเตี๊ยมหงเหอไป๋ และโรงเตี๊ยมหงเหอหลากหลายสีสันตามเมืองต่าง ๆ
ในเมืองต่าง ๆ โรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อยจะกลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารทางการทหาร อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการตามหาครอบครัวของหนู่เอ๋อร์เจียงในพื้นที่ใกล้เคียงนั้นอีกด้วย
ก่อนที่จะขยายพื้นที่ออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอจินที่เป็นสาขาย่อยสาขาสุดท้ายที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงมากที่สุด คนของต้าปาถูก็สามารถตามหาหนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวจนพบ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาถึงสิบปีก็ตาม
นับได้ว่าไม่อาจดูแคลนความพยายามของต้าปาถูตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ได้เลย นั่นจึงทำให้หนู่เอ๋อร์เจียงยิ่งนึกซาบซึ้งใจในตัวของสหายผู้นี้เป็นอย่างมาก
หนู่เอ๋อร์เจียงจึงได้อบรมบุตรสาวว่าให้วางตัวให้ดี ให้เหมาะสมกับหน้าตาของครอบครัวของต้าปาถู ซึ่งในปัจจุบันเหลือเพียงต้าปาถูและอาซือหลันเพียงสองคนเท่านั้น เนื่องจากอัยย์จามัลเจ็บไข้ไม่สบายและเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน
ดังนั้น เมื่อเจิ่งเสวี่ยอิ๋งแต่งงานเข้าจวนแม่ทัพไปแล้วก็จะกลายเป็นนายหญิงที่ต้องกำกับดูแลเรื่องราวทั้งหมดของจวนแต่เพียงผู้เดียว หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าจึงได้อธิบายและแนะนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเกี่ยวกับการค้าขายและทำบัญชีต่าง ๆ ตลอดการเดินทางนั้น
นับได้ว่าช่วงเวลาสองเดือนเศษนี้ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย มากกว่าเวลาสิบหกปีที่นางอยู่ในจวนเหรินอี้โหว อีกทั้งยังเป็นความรู้แปลกใหม่ที่นางไม่เคยรู้เคยได้ยินมาก่อนอีกด้วย
เมื่อขบวนคุ้มกันเดินทางมาถึงเมืองที่มีโรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อย พวกนางก็จะเข้าพักที่นั่นกัน โดยหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าก็จะผลัดกันอธิบายและสอนรูปแบบการค้าขาย สังเกตนโยบายการค้า รวมถึงวิธีการรับแขกให้แก่เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง
จากที่จาฟฟาร์เล่าให้ฟัง แม้ว่าอัยย์จามัล ภรรยาของต้าปาถูจะมีธุรกิจเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอแล้ว นางยังมีอีกธุรกิจหนึ่ง นั่นก็คือโรงหมอที่มีนามว่าซื่อไห่ถัง
เพราะอัยย์จามัลเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของพ่อค้าชาวอุยกูร์รายใหญ่ที่สุดในเมืองหนิงเปียน นางจึงมีความคิดอ่านและมองการณ์ไกลกว่าผู้ใด ไม่เพียงแต่ขยายสาขาของโรงเตี๊ยม เพื่อวางเส้นสายข่าวสารกองทัพให้แก่สามีและเพิ่มพูนเงินทองให้แก่บุตรชาย
อัยย์จามัลยังบุกเบิกจัดตั้งโรงหมอ เพื่อรวบรวมหมอที่มีความรู้ความสามารถและสมุนไพรนานาชนิด ทั้งสมุนไพรหายากจากเทือกเขาและทะเลทรายทางตะวันตก รวมถึงตำรับยาและสมุนไพรจากเมืองหลวง
ด้วยนางรู้ดีว่าการแพทย์เองก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากสามีและบุตรชายได้รับบาดเจ็บขึ้นมา แล้วไม่ได้รับการรักษาที่ทันกาลแล้วจะทำอย่างไร ดังนั้น ซื่อไห่ถังจึงเกิดขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ยิ่งได้ฟัง เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ยิ่งนึกชื่นชมในตัวอัยย์จามัล ทั้ง ๆ ที่เป็นสตรีเช่นเดียวกัน แต่กลับมีความคิดอ่านที่กว้างขวางและลึกล้ำเป็นยิ่งนัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ครอบครัวของต้าปาถูจะมั่นคงและหนักแน่นในเมืองหนิงเปียนเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหลือกันเพียงสองคนในครอบครัว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยิ่งภาวนาอยากให้ตนเองไปถึงเมืองหนิงเปียนโดยไว เพราะอยากที่จะได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างกับตาของตนเอง และที่สำคัญ... นางกำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่แล้ว!
จนกระทั่งเวลาที่นางรอคอยก็มาถึง...
“ท่านหนู่เอ๋อร์เจียง ถึงเมืองหนิงเปียนแล้วขอรับ!!”
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากของว่านเฟยลี่ แผ่นหลังของนางเย็นวาบ เมื่อรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังมาเยือน รายการเบิกค่าตัดชุดผ้าแพรชั้นดีของโรงปักผ้าอี้หลิงฝางนั้น นางเป็นคนเบิกจ่ายออกไปเอง หากแต่ไม่ได้สั่งตัดจริงเลยแม้แต่น้อย!!หากนางเอ่ยท้วงว่าชุดที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กำลังสวมใส่อยู่นั
ตลอดสามสี่วันแห่งการค้นหาความจริง อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ด้วยกันที่ห้องหนังสือตลอดเวลา แสงเทียนถูกจุดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พลางสร้างข่าวลือหวานชื่นไปทั่วจวนแม่ทัพว่านายหญิงคนนี้กำลังเป็นที่โปรดปรานของนายท่านเป็นอย่างมากจนทำให้สามอนุที่ถูกกักบริเวณอยู่ที่เรือนของตนเองได้แต่กัดฟันด้วยคว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหรี่ตาคู่คมลง เพื่อรอฟังข้อเสนอของอีกฝ่ายที่น่าจะมีความต้องการที่สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่นางร้องขอ “แล้ว... ท่านต้องการสิ่งใด?”“ข้าขออำนาจในจวน!” อาซือหลันประกาศกร้าว เพราะตัวเขาเพิ่งได้ตระหนักอย่างรู้ซึ้งแล้วว่า สำหรับสตรีนั้น อำนาจในจวนสำคัญมากเพียงใ
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินจาฮานพูดเช่นนั้น ก่อนที่จะปรากฏร่างบอบบางของ ‘นายท่าน’ ที่เดินบิดสะโพกเข้ามา เพื่อช่วยให้เขาสามารถเดินในชุดกระโปรงยาวนี้ได้อย่างสะดวกดวงตากลมโตของอาซือหลันจ้องมองไปที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอย่างสงบและมีแววระริกมากกว่าเมื่อยามบ่ายมากนัก ไม่รู







