Masukเสียงของจาฟฟาร์ร้องบอกขึ้นนอกรถม้า เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจรีบเลิกม่านขึ้นมาทันใด ในขณะที่กู่ลี่น่าตรวจสอบความเรียบร้อยของผ้าคลุมผมอีกครั้ง “ดิลลี่ เจ้าติดดอปป้าดีแล้วรึ?”
“ดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตอบด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองบรรยากาศที่นอกรถม้าต่ออย่างสนอกสนใจ
ขบวนคุ้มกันเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ จนมาหยุดที่หน้ากำแพงเมืองหนิงเปียน ทันทีที่ล้อเกวียนหยุดลง กลองศึกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนป้อมปราการก็ถูกตีขึ้นมาสามครั้ง
ตึง! ตึง! ตึง!
เบื้องหน้าประตูเมืองหนิงเปียน ปรากฏขบวนทหารม้าและหน่วยองครักษ์ในชุดเกราะที่สะอาดตาและเครื่องแบบแบบอุยกูร์ผสมจงหยวนอย่างสง่างาม
แม่ทัพต้าปาถู ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่และมีเคราดกดำแบบชายชาวอุยกูร์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง เขาสวมชุดแม่ทัพที่เต็มยศ แสดงถึงอำนาจและเกียรติยศที่สั่งสมมาจากสงครามอย่างช้านาน
เขาก้าวออกมาจากแถวทหารด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างจริงใจ เขาเดินตรงไปยังรถม้าที่หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวกำลังก้าวลงมา
“หนู่เอ๋อร์เจียง! ในที่สุด ข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอเสียที!”
หนู่เอ๋อร์เจียงก้าวลงมาเหยียบลงบนแผ่นดินที่นับว่าอยู่ใกล้อาณาเขตของเผ่าอุยกูร์ของเขาเป็นอย่างมาก ความตื้นตันที่ได้กลับมาบ้านเกิดล้นขึ้นท่วมอก จนไม่อาจสะกดกลั้นความสะอื้นได้ไหว “อึก! ต้าปาถู! ขอบใจมากที่หลายปีนี้ เจ้าพยายามตามหาข้ามาโดยตลอด!”
ต้าปาถูโอบกอดสหายสนิทอย่างแนบแน่น ก่อนจะมองไปยัง กู่ลี่น่า ภรรยาของหนู่เอ๋อร์เจียง และเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างตี๋ลี่เสวี่ย ว่าที่ลูกสะใภ้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
ต้าปาถูหันกลับมามองหนู่เอ๋อร์เจียงด้วยใบหน้าที่เสียใจ “ข้าต่างหากที่ควรขอโทษ... ขอโทษที่ข้าตามหาพวกเจ้าช้าไปสิบปีเต็ม ตั้งแต่เรื่องเลวร้ายครั้งนั้น ที่พวกเจ้าถูกโจรร้ายรุมปล้นจนเตลิดไปถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยลืมน้ำใจของเจ้าแม้แต่วันเดียว น้ำใจที่เจ้าควานหาม้าศึกมาให้ข้าทำสงครามจนได้รับชัยชนะ และทำให้ข้ามีวันนี้ได้...”
ต้าปาถูเอ่ยถึงอดีตที่ผ่านมา ก่อนจะปรับเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่ พร้อมทั้งยกมือขึ้นตบไหล่หนู่เอ๋อร์เจียงอย่างไม่แรงนัก “แต่ตอนนี้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว ที่นี่คือบ้านของเจ้า! พวกเราจะคอยดูแลกันและกัน ข้าจะไม่ยอมให้เกิดเหตุร้ายเช่นนั้นกับพวกเจ้าอีกแล้ว!”
ต้าปาถูหันมาทางเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง พลางพินิจพิจารณาใบหน้าของนางอย่างละเอียด แววตาคู่คมทอประกายเอ็นดูอย่างถูกชะตา “นี่คือบุตรสาวที่น่ารักของเจ้า ตี๋ลี่เสวี่ย ใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ท่านลุง” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งส่งยิ้มทักทาย “อัสสาลามู อะลัยคุม”
“วะอะลัยคุม อัสสาลาม เด็กดี” ต้าปาถูตอบรับ ก่อนจะหันไปหาสหายอีกคน “ช่างงดงามสมกับที่เป็นบุตรสาวของเจ้าจริง ๆ กู่ลี่น่า”
กู่ลี่น่าเพียงแต่ยิ้มรับ ก่อนจะเอ่ยทักทาย “อัสสาลามู อะลัยคุม... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ต้าปาถู”
“ใช่ พวกเราไม่ได้เจอกันมานานนับสิบปีแล้ว” ต้าปาถู “ข้ายังจำได้ว่ายามนั้น ตี๋ลี่เสวี่ยเพิ่งห้าหนาวเองใช่หรือไม่? อาซือหลันก็อายุราวสิบสี่หนาว เป็นหนุ่มวัยเลือดร้อนพอดี”
“ผ่านไปสิบปี ครานี้ พ่ออาซือหลันคงจะใจเย็นขึ้นบ้างแล้วสินะ” กู่ลี่น่าหยอกยิ้ม ๆ
หากแต่ต้าปาถูกลับส่ายหน้าอย่างระอา “ข้าเกรงว่าเขาจะเลือดร้อนยิ่งกว่าเดิมน่ะสิ คราแรก เขาก็ตั้งใจจะมาต้อนรับพวกเจ้าทุกคนที่นี่กับข้าด้วย แต่ดันติดงานกองทัพด่วน จึงไม่อาจมารอรับได้ แต่เขาได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้พวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าท่านลุงต้าปาถูจะยิ้มแย้ม จริงใจในการต้อนรับพวกนาง หากแต่ลางสังหรณ์ลึกในใจบางอย่างกลับร้องเตือนนางว่าอาซือหลันอาจจะไม่ได้ยินดีต้อนรับนางเช่นบิดาก็เป็นได้
ขนาดท่านลุงที่เป็นแม่ทัพใหญ่ประจำการเมืองหนิงเปียนยังสามารถมารอรับพวกนางที่หน้าประตูเมืองพร้อมตีกลองรับอย่างยิ่งใหญ่ได้ แล้วเหตุใดว่าที่สามีของนางถึงมาไม่ได้กัน...?
ดูท่าชีวิตใหม่อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่นางวาดหวังไว้เสียแล้วกระมัง...
“เอาเป็นว่า ข้าขอยินดีต้อนรับพวกเจ้าสู่หนิงเปียน!” ต้าปาถูสั่งให้ทหารนำรถม้าที่หรูหรากว่าคันเดิมมารอรับ และมีขบวนทหารนำหน้าเข้าไปในเมืองอย่างยิ่งใหญ่!
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
แสงสลัวแห่งอรุณรุ่งเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไอหมอกหนาวเหน็บและความตึงเครียดของภาวะสงครามเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศของท่านแม่ทัพใหญ่ น้ำหนักของแผ่นโลหะที่กดทับลงบนบ่า ทำให้สมดุลร่างกายที่นางยังไม่ชินถึงกับสั่นคลอนนางพยายาม
เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากของว่านเฟยลี่ แผ่นหลังของนางเย็นวาบ เมื่อรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังมาเยือน รายการเบิกค่าตัดชุดผ้าแพรชั้นดีของโรงปักผ้าอี้หลิงฝางนั้น นางเป็นคนเบิกจ่ายออกไปเอง หากแต่ไม่ได้สั่งตัดจริงเลยแม้แต่น้อย!!หากนางเอ่ยท้วงว่าชุดที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กำลังสวมใส่อยู่นั
หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารมื้อนั้น ว่านเฟยลี่ก็ขอปลีกตัวกลับเรือนอี๋เหอของตนเอง โดยมีเจินเจินและเหวินซิ่ว สองสาวใช้คนสนิทเดินตามหลังเจิ่งเสวี่ยอิ๋งยืนมองพวกนางที่ริมระเบียง ก่อนจะเหลียวหันหลังกลับมามองตนเองที่ไร้ผู้ใดข้างกายเฮอะ... ช่างน่าสงสารนัก ยามที่เป็นคุณหนูรองแห่งจวน
ใบหน้าของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งแข็งค้างไปชั่วขณะ พลันเกิดความอึดอัดใจขึ้นมาอย่างรุนแรง เพราะนางเตรียมตัวมาเพื่อรับมือกับปัญหาในการบริหารจวนเสียมากกว่า ไม่ใช่เรื่องแป้งทำอาหารพื้นเมืองที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้นางกำมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อแน่น พยายามประมวลคำตอบ พร้อมทั้งทบทวนความรู้ที่กู่ลี่น่าเล่าให







