LOGINรถม้าของหนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคลื่อนออกมาได้ไม่นาน ก็เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมหงเหอจิน จุดนัดพบกับขบวนคุ้มกันของต้าปาถู
บุรุษร่างกายกำยำหลายนายในชุดทะมัดทะแมงอย่างเช่นชาวอุยกูร์ต่างยืนรออยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยม ใบหน้าดุดัน ต่างมีอาวุธครบมือ
หนู่เอ๋อร์เจียงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ก่อนจะเห็นบุรุษหน้าบากก้าวเท้าออกมาเป็นคนแรก
“อัสสาลามู อะลัยคุม ท่านหนู่เอ๋อร์เจียง”
หนู่เอ๋อร์เจียงตอบกลับ “วะอะลัยคุม อัสสาลาม”
“ข้าชื่อจาฟฟาร์ เป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่ต้าปาถู ซึ่งท่านแม่ทัพได้มอบหมายให้ข้ามารับพวกท่านกลับเมืองหนิงเปียนขอรับ”
แม้ว่าเขาจะมีใบหน้าที่ดุดัน หากแต่กลับมีมารยาททางสังคมที่ดีมาก
“เช่นนั้น ข้าคงต้องขอรบกวนท่านจาฟฟาร์คอยดูแลพวกเราตลอดการเดินทางเสียแล้ว”
จาฟฟาร์ไม่ตอบสิ่งใด เพียงแต่ก้มศีรษะรับ จากนั้นจึงหันไปตะโกนร้องสั่ง “ออกเดินทางได้!!”
เพราะหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าได้บอกเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เมื่อมาพบกับขบวนคุ้มกันของต้าปาถู พวกเขาจะเร่งออกเดินทางในทันที เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า
ดังนั้น เมื่อพวกเขามาถึง รถม้าของพวกเขาก็เคลื่อนเข้าไปอยู่ที่ใจกลางของขบวนคุ้มกัน ทหารนับร้อยนายควบม้าอยู่รายรอบ เพื่อระวังความปลอดภัยตลอดเส้นทาง
ตลอดช่วงเวลาของการเดินทางในสองเดือนนั้น เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย แม้ว่านางจะรู้เรื่องมาจากตี๋ลี่เสวี่ยบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นการสัมผัสจริงเสียเท่าใด
แต่เมื่อได้มาอยู่ในบรรยากาศที่รายล้อมด้วยชาวอุยกูร์แท้ ๆ เช่นนี้ กลับให้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่แปลกใหม่อย่างที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่เคยเจอมาก่อน
จากการฝึกฝนกับตี๋ลี่เสวี่ยในช่วงห้าวันนั้น ทำให้พวกนางได้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีความทรงจำของตนเอง หากแต่สิ่งใดที่เป็นความทรงจำของร่างกายล้วนแต่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ
เช่นร่างกายของตี๋ลี่เสวี่ยที่คุ้นเคยกับการทำละหมาด การสนทนาภาษาอุยกูร์ หรือการควบม้า สิ่งเหล่านี้ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็สามารถทำได้ แม้ว่าจะมีเงอะงะไปบ้างในช่วงแรก แต่เมื่อปฏิบัติซ้ำ ๆ ก็ลื่นไหลราวกับเป็นเรื่องปกติสามัญ
ส่วนของตี๋ลี่เสวี่ยด้วยเช่นกัน สิ่งใดที่เป็นกิจวัตรประจำวันที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งปฏิบัติซ้ำ ๆ ร่างกายของนางก็จะจดจำและทำได้ โดยไม่มีติดขัดด้วยเช่นกัน
ทุกเย็นที่หนู่เอ๋อร์เจียงแยกไปร่วมรับประทานอาหารกับจาฟฟาร์และทหารคนอื่นในขบวนคุ้มกัน ก็มักจะกลับมาเล่าเรื่องที่เมืองหนิงเปียนให้ภรรยาและบุตรสาวฟังอยู่เป็นประจำ
ทำให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้รู้ว่าครอบครัวของว่าที่สามีของนางนั้นร่ำรวยเป็นอย่างมาก แต่เดิมที่ต้าปาถูใฝ่ฝันจะเป็นแม่ทัพนั้น ก็สามารถฝ่าฟันจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพประจำเมืองหนิงเปียนได้จริง ๆ
อีกทั้งยังได้แต่งงานกับ อัยย์จามัล ที่เป็นบุตรสาวเจ้าของโรงเตี๊ยมหงเหอ ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ในเมืองหนิงเปียน ทั้งสองมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือ อาซือหลัน
อาซือหลันมีความฝันที่จะเป็นแม่ทัพเช่นเดียวกับบิดา ในวัยสิบสี่หนาว เขาก็ควบม้าบุกตะลุยเป็นแนวหน้าของกองทัพเหยี่ยวเพลิงแล้ว ในขณะที่หนู่เอ๋อร์เจียงพากู่ลี่น่าและตี๋ลี่เสวี่ยในวัยห้าขวบออกเดินทางไปกับขบวนคาราวานค้าม้า
แต่แล้วขบวนคาราวานของหนู่เอ๋อร์เจียงก็ถูกโจรร้ายบุกปล้น ทำให้พ่อค้าแต่ละคนต้องหนีเอาตัวรอดกันไปคนละทิศคนละทาง กว่าที่ต้าปาถูจะทราบข่าวร้ายนี้ เวลาก็ผ่านไปนับเป็นเดือน
ต้าปาถูกล่าวว่าหากยังมีชีวิตอยู่ต้องพบคน หากเสียชีวิตแล้วย่อมพบศพ ดังนั้น เขาจึงได้ระดมพลออกตามหาครอบครัวของหนู่เอ๋อร์เจียงอย่างเร่งด่วน
ด้วยต้าปาถูเริ่มประจำการที่เมืองหนิงเปียน แต่ขบวนคาราวานของหนู่เอ๋อร์เจียงนั้น เดินทางออกมาไกลจนเกือบจะถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้ง ทำให้พื้นที่ในการค้นหานั้นกว้างขวางเป็นอย่างมาก ราวกับควานหาอัญมณีที่หล่นหายไปในทะเลทราย
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินจาฮานพูดเช่นนั้น ก่อนที่จะปรากฏร่างบอบบางของ ‘นายท่าน’ ที่เดินบิดสะโพกเข้ามา เพื่อช่วยให้เขาสามารถเดินในชุดกระโปรงยาวนี้ได้อย่างสะดวกดวงตากลมโตของอาซือหลันจ้องมองไปที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอย่างสงบและมีแววระริกมากกว่าเมื่อยามบ่ายมากนัก ไม่รู
“อนุมู่... ข้ามองเจ้าผิดไปจริง ๆ ” อาซือหลันพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง ในใจของเขาหนาวเหน็บด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยความไม่คาดคิดว่าอนุในเรือนหลังของเขาจะเป็นพวกกลับกลอกเช่นนี้ ต่อให้ผู้ที่อยู่ตรงนี้ จะไม่ใช่เขาแต่เป็นตี๋ลี่เสวี่ย แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดคนที่นั่งอ
อาซือหลันหันไปมองที่หน้าเรือนจวิ้นเหออย่างระอา จึงได้เห็นว่านเฟยลี่ส่งรอยยิ้มสดใสมาให้เขาในชุดสีชมพูอ่อนหวาน ช่วยสร้างความผ่อนคลายในใจให้เขาได้ไม่น้อยผิดหวังมาจากมู่หนี่ลา... อย่างน้อยก็ยังมีลี่เอ๋อร์และซินซินคอยปลอบใจ...“น้องหญิงมีสิ่งใดรึ?” อาซือหลันถามอย่างอ่อนโยน
ซินเซียงรีบสาวเท้าเร่งรีบพลางออกแรงฉุดดึงอาซือหลันตรงไปยังห้องโถงใหญ่ที่จัดงานเลี้ยงอย่างรวดเร็วตามคำบัญชาประกาศิตของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงเทียนที่สว่างไสว เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วที่เคยดังระงมในงานเลี้ยงก็พลัน เงียบกริบสนิทลงอย่างพร้อมเพรียงกันอาซือหลันเม้มร







