登入เพล้ง!!
นางรู้สึกเหมือนโลกหมุนไปชั่วถนัดตา ถ้วยยาร้อนๆ แตกกระจายบนพื้น น้ำบางส่วนกระเด็นมาถูกเนื้อตัวขาวนวลจนแดงเป็นปื้น แต่ถึงกระนั้นนางยังรู้สึกว่าร่างของนางหาได้กระทบพื้นแข็งๆ แต่มีสิ่งนุ่มนิ่มบางอย่างมารองรับร่างนางไว้อย่างทันท่วงที
“โอ้ย!!!”
มู่ลี่เจินที่ถูกทั้งยากระเด็นใส่และร่างของอวิ๋นถิงล้มทับมาทั้งร่างร้องโอดโอยด้วยความเจ็บ หลังจากนั้นจึงผลักอีกฝ่ายออกไปแรงๆ ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เจ้าทำอะไรของเจ้า!!”
เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้นางได้สติ เปิดเปลือกตาขึ้นมองภาพตรงหน้า เมื่อครู่นี้นางสะดุดอะไรบางอย่างเข้า หลังจากนั้นจึงไปชนเข้ากับมู่ลี่เจินจนล้มไปด้วยกัน
ทว่านางกลับโชคดีที่ล้มทับอยู่บนร่างอีกฝ่าย มิได้กระทบพื้นโดยตรง มิเช่นนั้นล่ะก็...
มือหนึ่งกอบกุมท้องตัวเองอย่างลืมตัว ดวงตาสั่นระริกด้วยความตระหนก หัวใจเต้นตุบๆ ไม่เป็นจังหวะด้วยความตกใจ เหตุการณ์เมื่อครู่นี้เกิดขึ้นรวดเร็วไปหมด!
“ฮูหยิน!!”
เหมยกั๋วที่มองเห็นภาพตรงหน้าเต็มๆ ตารีบวิ่งเข้ามาประคองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ไม่สนกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น หลังจากที่อวิ๋นถิงล้มลง นางยังเห็นว่าจางจิ้งรีบกระชากบางอย่างและเก็บซุกซ่อนลงในเสื้อตัวนอกอีกด้วย
เฮอะ! เรื่องนั้นพูดไปก็เปล่าประโยชน์!!
“ท...ท่านแม่ ฮึก...พี่สาว...”
มู่ลี่เจินสะอื้นไห้ หันไปร้องเรียกฮูหยินผู้เฒ่าที่เดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึงราวกับมัจจุราช หลังจากนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ตวัดมือหนึ่งลงบนใบหน้าอวิ๋นถิงอย่างรุนแรง
เพี๊ยะ!!
“เจ้าคนสารเลว คิดจะทำร้ายเจินเอ๋อร์และหลานของข้าหรือ!!”
เสียงตวาดกึกก้องนั้นทำให้อวิ๋นถิงตัวแข็งทื่อ ความเจ็บบริเวณแก้มมิได้เรียกสตินางจากคำกล่าวเมื่อครู่เลยสักนิด
วาจานั่น...มิได้หมายความว่า...
“ท่านแม่...ข้าบอกแล้วอย่างไรเจ้าคะ เรื่องนี้...ข้ายังไม่อยากให้ผู้อื่นรู้”
อวิ๋นถิงมือสั่นระริก มองดูท่าทางเหนียมอายที่ลูบหน้าท้องแบนราบนั้นแทบลืมสูดลมหายใจ นางกระพริบตาถี่ๆ อย่างอื้ออึง ข่าวใหม่ที่ได้รู้ทำให้นางยิ่งไหวหวั่น
นางและมู่ลี่เจิน...ตั้งครรภ์บุตรของเขาพร้อมๆ กัน
ฮูหยินผู้เฒ่ามองเห็นความแตกตื่นของอวิ๋นถิงเช่นนั้นแล้วก็เค้นเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ
นางต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกตายทั้งเป็นเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่สกุลจ้าวสูญเสียนายท่านไป!
“เจ้ากล่าวมาสิ! หากหลานของข้าเป็นอะไรไป เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร!!”
อวิ๋นถิงเม้มปากแรงๆ จนได้กลิ่นคาวเลือด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรกล่าวประโยคอะไรออกไปในขณะที่เหมยกั๋วบีบมือของนางไว้แน่น
ยังไม่ทันที่อวิ๋นถิงจะได้เอ่ยอะไรออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เร่งเข้ามายังเรือนเซียงอี้อย่างรีบเร่งนั่นเรียกให้สายตาทุกคู่หันไปมอง ภาพของร่างสูงใหญ่ในชุดข้าราชการเต็มยศถลึงตามองภายในด้วยความเย็นเฉียบ ริมฝีปากหยักเปล่งวาจาแฝงความไม่พอใจมากยิ่ง!
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ดวงตาคมลอบสำรวจภายในอย่างรวดเร็ว มุมหนึ่งเหมยกั๋วกำลังประคองอวิ๋นถิงที่แก้มข้างหนึ่งมีรอยแดงช้ำจากการโดนทำร้าย ริมฝีปากนางซีดเซียวไร้สีเลือด เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีเขียวแก่ กลิ่นอายคละคลุ้งไปด้วยยาสมุนไพรมากมาย
ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง มารดาของเขากำลังประคองมู่ลี่เจินที่ใบหน้ามีแต่คราบน้ำตา เสื้อผ้าของนางเต็มไปด้วยคราบยาไม่ต่างกัน ส่วนพื้นห้องมีรอยเศษกระเบื้องแก้วแตกกระจาย
อวิ๋นถิงมองใบหน้าเคร่งขรึมนั่นด้วยความเศร้า นางเห็นเขาพิจารณาร่างกายของนางก่อนจะหยุดลงที่มือข้างหนึ่งของนาง...หลังจากนั้นจึงเบือนสายตาไปยังมู่ลี่เจิน
นางเพิ่งรู้ว่ามันเปียกชุ่มไปด้วยโลหิต
เหมยกั๋วที่ทนดูไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายออกปาก
“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินไม่สบายมาก ต้องการพักผ่อน แต่นายหญิงยังเรียกให้ฮูหยินมาต้มยาเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงตาเหลือกเลิ่กลั่ก
“เป็นเพราะทุกคนต่างมีงานไม่ว่างมือ ข้าไหว้วานสะใภ้ตัวเองแค่นี้ก็ผิดด้วยหรือ...หรือนี่เป็นเหตุผลที่อวิ๋นถิงต้องทำร้ายเจินเอ๋อร์”
“พี่เยี่ยน...พี่สาวคงไม่พอใจที่ข้ามิไปช่วยต้มยา เมื่อสบโอกาสจึงแสร้งทำเป็นหกล้ม เทถ้วยยาร้อนๆ ใส่ข้าจนผิวไหม้ไปหมด พี่เยี่ยนให้ความยุติธรรมด้วยเจ้าค่ะ”
มู่ลี่เจินกล่าวไปน้ำตาก็ไหลพรากราวกับสั่งได้
ทางด้านจ้าวเฟิงเยี่ยนกำหมัดแน่น มองดูปฏิกิริยาของอวิ๋นถิงที่ไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแล้วก็เค้นเสียงดุดัน
“สิ่งที่อี๋เหนียงกล่าว เจ้าทำจริงหรือไม่”
อวิ๋นถิงช้อนสายตาขึ้นมอง
“จริงเจ้าค่ะ แต่ถิงถิงมิได้มีเจตนาเช่นนั้น”
“เรียนท่านแม่ทัพ หลังจากที่ฮูหยินล้มลงไป ข้าน้อยเห็นจางจิ้งแอบบางสิ่งบางอย่างไว้ในเสื้อ ข้าน้อยเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องตรวจสอบอีกที”
ไม่ว่าเปล่ายังเข้าไปหาจางจิ้งที่เริ่มตัวสั่นเล็กน้อย
“หยุด! นางเป็นคนของข้า เจ้าถือดีอย่างไรมาคุกคาม”
“หากนางบริสุทธิ์ใจจริง ต้องให้ยอมตรวจสอบสิเจ้าคะ”
“บังอาจ!”
จ้าวเฟิงเยี่ยนมองดูบทสนทนานั่นไปมาแล้วก็เริ่มย่นคิ้วเข้าหากัน เรื่องภายนอกวุ่นวายยังไม่พอหรืออย่างไร เรื่องในบ้านก็ยังมีไม่เว้นแต่ละวัน!
“หยุดทุกคนนั่นแหละ! เรื่องตรวจสอบอะไรไม่จำเป็น!!”
สิ้นเสียงดุดันราวกับพูดกับลูกน้องนั่นภายในก็แทบจะหยุดการเคลื่อนไหวในทันที อวิ๋นถิงกัดริมฝีปากมองดูสามีที่ทำสีหน้าบึ้งตึงใส่แล้วก็ได้แต่สะท้อนอยู่ในอก
ไม่ว่านางจะทำดีกับเขาอย่างไร...ยอมรับผิดอย่างไร เห็นทีชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึกอีกฝ่ายได้อีกแล้ว
ฉีเหอที่ยืนอยู่ด้านหลังแม่ทัพบูรพามาเนิ่นนานจึงได้เข้ามามีบทบาท ก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง ส่งหนังสือม้วนหนึ่งไปให้ในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนยังแสดงท่าทีเฉยชา รับหนังสือมาก้าวไปยังอวิ๋นถิงที่นัยน์ตาสั่นระริก
“ท่านพี่?”
“หนังสือหย่าของเจ้า”
คนฟังน้ำตาไหลอาบแก้ม โคลงศีรษะไปมาช้าๆ ไม่ยอมยื่นมือออกไปรับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังยัดเยียดให้ ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้เตรียมมันไว้ก่อนหน้านี้
อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่มู่ลี่เจินกำลังตั้งครรภ์หรือไม่?
“หากถิงถิงบอกท่านว่าถิงถิงกำลังตั้งครรภ์ ท่านยังจะหย่ากับถิงถิงเช่นนี้หรือไม่เจ้าคะ”
สิ้นประโยคนั้นทำเอาทุกคนในห้องจับจ้องไปที่นางเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งจ้าวเฟิงเยี่ยนที่สบตานางอย่างคาดคั้น ใบหน้าคมสันไม่ได้แสดงความยินดีเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความตระหนกที่เกิดขึ้นในดวงตาแวบหนึ่งแค่นั้น
เป็นขณะเดียวกันกับที่เหมยกั๋วแววตาประกายเมื่อคิดอะไรขึ้นได้ นางผละออกจากร่างเจ้านายก่อนจะวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นถิงยิ้มขมขื่น บอกไม่ถูกว่าควรรู้สึกเช่นไร แม้แต่ความรู้สึกตื่นเต้นสักนิดก็ยังไม่มีให้เห็น
ถึงแม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชาย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็แสนน่าเบิกบานใจ ฮูหยินผู้เฒ่าสังเกตได้ถึงมือที่ยื่นหนังสือหย่านั้นสั่นไหวเล็กน้อย ถึงได้เอ่ยปากยุยง
“เยี่ยนเอ๋อร์ นางพูดก็เพราะมิอยากให้เจ้าหย่าขาดจากนางเพียงเท่านั้น ร่างกายอ่อนแอขี้โรคแบบนี้หรือจะตั้งครรภ์บุตรของเจ้าได้”
จ้าวเฟิงเยี่ยนเพียงยืนมองนางนิ่งๆ เท่านั้น...
ในขณะที่บรรยากาศภายในเรือนเซียงอี้ตกอยู่ภายใต้ความอึมครึมจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจออกมาแรงๆ แล้ว ไม่นานนักเหมยกั๋วก็ลากหมอตู้เข้ามาพร้อมกับหอบหายใจแฮก
“ท่านแม่ทัพ...เรื่องที่ฮูหยินตั้งครรภ์ ท่านหมอตู้เป็นผู้ยืนยันได้เจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั่น ทั้งหมดถึงได้หันมาให้ความสนใจหมอตู้ที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากได้แต่มีท่าทีเลิ่กลั่ก มองดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างจนใจ อีกทั้งยังมีแม่ทัพบูรพากำลังจับจ้องที่เขาคล้ายจะแผดเผาให้แหลกสลายไปตรงหน้าอีกต่างหาก!
จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกัดฟันแน่น
“หมอตู้”
“ข...ขอรับ”
“ฮูหยินตั้งครรภ์จริงหรือไม่”
สิ้นคำถามหมอตู้ถึงกับสูดลมหายใจเฮือก ลอบมองดูแววตาเศร้าสร้อยของอวิ๋นถิงที่กระตุกริมฝีปากข้างหนึ่งขึ้นอย่างยอมรับโชคชะตา ถัดไปอีกไม่ไกลฮูหยินผู้เฒ่าก็กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องเขาเขม็งคล้ายข่มขู่
ความกตัญญูจุกแน่นอยู่ในอก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ตีกันให้ยุ่งไปหมด
หมอตู้ก้มหน้าลง...ไม่ยอมสบตาใครทั้งสิ้น
“พูด!!!”
คราวนี้จ้าวเฟิงเยี่ยนตะเบ็งเสียงดังกึกก้องคล้ายเสียงฟ้าผ่าจนคนทั้งหมดสะดุ้งเฮือก
หมอตู้กลืนน้ำลายลงคอเข้าไปอึกใหญ่
“...ฮูหยินมิได้ตั้งครรภ์ขอรับ”
เหมยกั๋วที่ลอบยิ้มเมื่อครู่ชะงักกึก หันไปมองท่านหมอที่มีสีหน้าไม่สู้ดีอย่างไม่พอใจ
“หมอตู้ เหตุใดท่านถึงได้กล่าวเช่นนั้น เมื่อครู่ท่านยัง...”
“เจ้าหยุดพูดเถิด”
อวิ๋นถิงปรามน้ำเสียงเย็นชา แววตาเศร้าหมองฉาบแววสิ้นหวังแวบหนึ่ง ทว่ากลับยาวนานพอที่จ้าวเฟิงเยี่ยนมองเห็นจนร่างสูงแข็งทื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
หลังจากนั้นร่างหนาก็เดินเข้ามาชิดเรือนร่างบอบบาง มือหยาบกร้านช้อนข้อมือบอบบางให้สูงขึ้น วางหนังสือม้วนนั้นลงในกำมืออีกฝ่าย ก่อนที่ริมฝีปากหยักจึงเค้นคำพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“ต่อจากนี้เจ้ามิใช่ภรรยาข้าอีกต่อไป”
อวิ๋นถิงสะบัดข้อมือออก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มหวานซึ้งหากแต่เต็มไปด้วยความเยาะหยัน
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”
โครม!!“ท...ท่านแม่ ท่านแม่ช่วยข้าด้วย พี่เยี่ยนทำร้ายข้า”“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเยี่ยนเอ๋อร์”ฮูหยินผู้เฒ่าประคองร่างของมู่ลี่เจินที่ใบหน้าบวมเป่ง ริมฝีปากข้างหนึ่งมีรอยคราบเลือดแห้งกรัง“ถามสะใภ้ของท่านเถิดว่าทำอันใดอี้เอ๋อร์”จ้าวเฟิงเยี่ยนว่าเสียงต่ำ ดวงตาแข็งกร้าวคล้ายพญาปีศาจไปทุกทีแค่เพียงคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ใจของเขาก็หนักอึ้ง เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากเขากลับมาที่จวนช้ากว่านี้หรือไม่ได้ยินเสียงดังโวยวายที่ริมสระน้ำ ป่านนี้บุตรชายเขาจะเป็นอย่างไร!มู่ลี่เจินโคลงศีรษะไปมา“ท่านแม่ พี่เยี่ยนกำลังเข้าใจผิด อวิ๋นถิงผู้นั้นต่างหากที่ใส่ร้ายข้า”“เจ้ายังกล้าใส่ร้ายผู้อื่นอีกหรือ!”ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธอย่างถึงที่สุดนั่นแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ยังแอบหวั่นใจ ประโยคที่เตรียมจะโต้เถียงแทนหลานสาวกลืนหายไปในลำคอ บุตรชายในยามนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกตะกุกตะกัก หากแต่บุตรชายกลับมองด้วยแววตาดุดัน“ลูกแต่งสตรีผู้นี้เข้ามา เพราะเห็นแก่ท่านแม่ที่ต้องการคนปรนนิบัติ...ที่ผ่านมาข้าล้วนปิดหูปิดตาเสียข้างหนึ่งเพราะยังเห็นแก่ท่านแม่ แต่ครั้งนี้ถึงกับมีเจตน
มู่ลี่เจินแอบมองอวิ๋นเทียนอี้ที่กำลังนั่งท่องหนังสือกับอาจารย์สอนหนังสือชื่อดังแห่งแคว้นหมิงหลันด้วยสายตาแข็งกร้าว นางได้แต่จิกเล็บลงบนผิวเนื้ออย่างต้องการระบายความโกรธนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง วันที่นางถูกจ้าวเฟิงเยี่ยนด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงราวกับนางมิใช่ภรรยาคนหนึ่งแล้ว นางก็อับอายเป็นอย่างมากต่อสายตาที่บรรดาสาวใช้มองมา อีกทั้งยายแก่นั่นยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกด้วยเฮอะ!คิดว่านางมองไม่ออกหรืออย่างไร หากยายแก่พูดถึงเรื่องนั้นก็เท่ากับขุดคุ้ยเรื่องต่ำช้าที่ทำต่อลูกตัวเอง!!ช่วงเวลาหลายวันมานี้นางถึงได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเก็บตัวอย่างสงบเสงี่ยม รวมไปถึงตัวมู่ลี่เจินเองที่ไม่กล้าออกมาเสนอหน้าให้พวกคนในจวนหัวเราะเยาะเอา!นางเห็นเด็กคนนั้นหัวเราะคิกคักแล้วก็ได้แต่เก็บงำโทสะ รอจนกระทั่งอาจารย์ผู้นั้นลุกขึ้นเพื่อไปถ่ายเบาแล้วนางถึงได้ตัดสินใจก้าวออกไปอวิ๋นเทียนอี้ท่องหนังสือเสียงดังอย่างเบิกบาน แต่แล้วร่างของผู้มาใหม่ก็ทำให้เด็กน้อยหยุดกิริยา ลุกขึ้นคำนับอย่างที่เคยถูกมารดาอบรม ถึงแม้จะไม่ชอบ ‘ปีศาจสาว’ คนนี้เท่าไหร่นักก็ตาม“อี้เอ๋อร์คารวะท่านอาหญิงขอรับ”มู่ลี่เจินพยักหน้าด้วยรอยยิ
“เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่”นางเห็นดวงตาคมดุดันนั่นจ้องมองมายังนาง มืดมิดไม่เห็นแม้กระทั่งก้นบึ้งของหุบเหว ใบหน้าเขาเรียบเฉยเสียจนนางคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ด้วยซ้ำถึงกระนั้นอวิ๋นถิงกลับกระตุกริมฝีปาก“ข้าทำขนมให้อี้เอ๋อร์ จึงนำมาฝากท่าน”จ้าวเฟิงเยี่ยนฟังคำนั้นตากระตุก หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็มิใคร่คิดสงสัย ทว่าในเวลานี้นางที่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ชวนสงสัยก่อนหน้านี้จะมิทำให้เขานึกระแวงได้อย่างไรแม่ทัพบูรพามองนางด้วยแววตาอึมครึ้ม“ขอบใจเจ้า”อวิ๋นถิงหลบดวงตาคู่นั้นที่มองมาอย่างคาดคั้น“ข้าขอตัวกลับก่อน”“ถิงถิง...”เสียงทุ้มเรียกนางอ่อนโยน ทำให้คนที่กำลังจะหมุนตัวจากไปหยุดฝีเท้าลง แต่ถึงเป็นดังนั้นก็มิได้หันมามองหน้าเขา“ท่านโหวมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”เมื่อเห็นนางไม่ยอมหันมาสนทนา ร่างกำยำจึงเป็นฝ่ายเดินอ้อมไปหยุดตรงหน้านาง“เจ้าโกรธแค้นข้ามากหรือไม่”อวิ๋นถิงกลืนน้ำลายลำตัวสั่นเทิ้ม ไม่กล้าแม้กระทั่งจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าเขาตอนนี้ ดวงตากลมโตที่สั่นระริกถึงได้จับจ้องอยู่บนแผงอกกว้างที่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว“เรื่องใดกันเจ้าคะ”นางตอบเสียงสั่น“หนังสือหย่าที่ข้ามอบ
หวงจื่อเซียงเดินนำมาก่อนจะหยุดลงในซอยแคบๆ ซอยหนึ่งอวิ๋นถิงหันมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจนัก ในซอยนี้ค่อนข้างเปลี่ยว รวมไปถึงผู้คนผ่านไปมาหากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากต่อการมองเห็นนักว่านางอยู่ที่นี่“พี่เซียงมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”นางถามเสียงค่อย เห็นใบหน้าเขาตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหวงจื่อเซียงมองนางนิ่ง“เจ้าได้ยินเรื่ององค์รัชทายาทแคว้นซูแล้วหรือไม่”อวิ๋นถิงก้มหน้าลงอย่างขบคิดจะว่าไปตอนที่นางออกจากจวนแม่ทัพมานางก็ได้ยินผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง รวมไปถึงมีป้ายประกาศแปะอยู่ตามฝาผนัง หากแต่นางมิได้สนใจ“พวกคนเหล่านั้นเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว ทางการยังตามจับมิได้...”หวงจื่อเซียงพยักหน้าเบาๆ ลอบมองดวงหน้าของนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงกลืนน้ำลายเสียอึกหนึ่ง“ข้าคือองค์รัชทายาทที่พวกเขากล่าวถึง”สิ้นประโยคคนฟังก็เบิกตาโพลง ละล่ำละลักถามอย่างไม่มั่นใจ“เป็นท่าน?”หวงจื่อเซียงเห็นแววตาคล้ายไม่ไว้วางใจนั่นก็รีบเอื้อมมือไปคว้ามือบอบบางทั้งคู่ของนางไว้“ข้ามิได้มีเจตนาปิดบังเจ้า...ข้าเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ไม่นานเท่านั้น” ว่าไปแล้วก็ยิ้มขมขื่น เขาเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ก่อนที่เป่ยเว
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”เสียงของนางแผ่วเบานักแต่ก็ดังอยู่ในใจของเขา เพียงแค่เห็นนางกล่าวตัดวาสนาแล้วภายในอกก็บีบรัดเสียจนปวดหนึบเขาเห็นมารดาและมู่ลี่เจินลอบยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วก็ได้แต่เพิกเฉย หลายปีที่ผ่านมาแม้ปากจะบอกว่าแค้นเคืองสกุลอวิ๋น อยากให้นางได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ ทนเห็นครอบครัวเขารังแกนางครั้งแล้วครั้งเล่ากลับเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวหลายคราที่เขาเห็นนางแอบร้องไห้เงียบๆ แต่กลับคลี่ยิ้มอย่างจริงใจต่อหน้าเขามันทำให้ในใจรู้สึกผิดมหันต์ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นหนึ่งเดียวในใจเขา...อวิ๋นถิงและสาวใช้ของนางเดินออกไปจากเรือนเซียงอี้อย่างเร่งรีบในขณะที่ดวงตาชำเลืองตามไปอย่างอาลัย“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าก้าวเข้ามาหาพร้อมกับใช้มือแตะไหล่กำยำ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้ว่าสตรีผู้นั้นมิมีอันใดเหมาะที่จะเป็นฮูหยินเอกของเจ้า ในเมื่อเจ้าหย่านางแล้ว เจ้าก็แต่งตั้งเจินเอ๋อร์เป็นสะใภ้เอกของแม่ได้แล้ว”นัยน์ตาคนพูดพราวระยับในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกรามแน่น“เวลานี้หาใช่เวลามงคล วันพรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางไปชายแดนเพื่อทำศึก ยังมิทราบว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด”กล่าวจบก็ห
ร่างกายเขาเริ่มคลายลงแล้ว...จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือกุมขมับ เป็นเวลาร่วมสี่ชั่วยามที่เขาทนทรมานอยู่กับยาปลุกกำหนัดที่เล่นงานเสียจนร่างกายอ่อนล้าไปหมด จากความรู้สึกรุ่มร้อนดั่งถูกไฟลามเลียเมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บจากการนอนแช่ในน้ำอยู่ทั้งคืนเรือนร่างกำยำยืดตัวขึ้นลุกจากอ่าง เสียงน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว รวมไปถึงกางเกงตัวในที่เปียกน้ำจนหยดลงกับพื้นเขาถอดกางเกงที่ชุ่มด้วยน้ำออก จากนั้นจึงไปหยิบชุดคลุมของอวิ๋นถิงขึ้นมาถือไว้อย่างครุ่นคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจหยิบมันมาสวมใส่อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะตัวเล็กจนแทบผูกเชือกไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ปิดบังร่างกายได้อยู่บ้างทันทีที่ออกมาจากหลังฉากกั้น เขาเห็นร่างบอบบางนั่งพิงอยู่ที่หัวเตียงด้วยใบหน้าอ่อนเพลีย ริมฝีปากหยักจึงกระตุกยิ้มขึ้นครั้งหนึ่งร่างเล็กถูกอ้อมแขนแข็งแรงช้อนขึ้นอุ้ม วางนางลงนอนในท่วงท่าที่แสนสบายอย่างอ่อนโยน ทว่ายังไม่ทันจะได้ผละออก ดวงตากลมโตก็ลืมขึ้นมอง ขาของนางถีบเขาออกไปแรงๆ อย่างลืมตัว!โครม!!“ท่าน”อวิ๋นถิงลุกขึ้นนั่งเลิ่กลั่ก มองดูร่างสูงใหญ่ที่หงายหลังล้มตึงจนเสื้อคลุมของนางเปิดออก เสื้อคลุมที่แสนเล็กจนแทบปิดบังอะไรนั่นไม







