ログインเพล้ง!!
นางรู้สึกเหมือนโลกหมุนไปชั่วถนัดตา ถ้วยยาร้อนๆ แตกกระจายบนพื้น น้ำบางส่วนกระเด็นมาถูกเนื้อตัวขาวนวลจนแดงเป็นปื้น แต่ถึงกระนั้นนางยังรู้สึกว่าร่างของนางหาได้กระทบพื้นแข็งๆ แต่มีสิ่งนุ่มนิ่มบางอย่างมารองรับร่างนางไว้อย่างทันท่วงที
“โอ้ย!!!”
มู่ลี่เจินที่ถูกทั้งยากระเด็นใส่และร่างของอวิ๋นถิงล้มทับมาทั้งร่างร้องโอดโอยด้วยความเจ็บ หลังจากนั้นจึงผลักอีกฝ่ายออกไปแรงๆ ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เจ้าทำอะไรของเจ้า!!”
เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้นางได้สติ เปิดเปลือกตาขึ้นมองภาพตรงหน้า เมื่อครู่นี้นางสะดุดอะไรบางอย่างเข้า หลังจากนั้นจึงไปชนเข้ากับมู่ลี่เจินจนล้มไปด้วยกัน
ทว่านางกลับโชคดีที่ล้มทับอยู่บนร่างอีกฝ่าย มิได้กระทบพื้นโดยตรง มิเช่นนั้นล่ะก็...
มือหนึ่งกอบกุมท้องตัวเองอย่างลืมตัว ดวงตาสั่นระริกด้วยความตระหนก หัวใจเต้นตุบๆ ไม่เป็นจังหวะด้วยความตกใจ เหตุการณ์เมื่อครู่นี้เกิดขึ้นรวดเร็วไปหมด!
“ฮูหยิน!!”
เหมยกั๋วที่มองเห็นภาพตรงหน้าเต็มๆ ตารีบวิ่งเข้ามาประคองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ไม่สนกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น หลังจากที่อวิ๋นถิงล้มลง นางยังเห็นว่าจางจิ้งรีบกระชากบางอย่างและเก็บซุกซ่อนลงในเสื้อตัวนอกอีกด้วย
เฮอะ! เรื่องนั้นพูดไปก็เปล่าประโยชน์!!
“ท...ท่านแม่ ฮึก...พี่สาว...”
มู่ลี่เจินสะอื้นไห้ หันไปร้องเรียกฮูหยินผู้เฒ่าที่เดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึงราวกับมัจจุราช หลังจากนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ตวัดมือหนึ่งลงบนใบหน้าอวิ๋นถิงอย่างรุนแรง
เพี๊ยะ!!
“เจ้าคนสารเลว คิดจะทำร้ายเจินเอ๋อร์และหลานของข้าหรือ!!”
เสียงตวาดกึกก้องนั้นทำให้อวิ๋นถิงตัวแข็งทื่อ ความเจ็บบริเวณแก้มมิได้เรียกสตินางจากคำกล่าวเมื่อครู่เลยสักนิด
วาจานั่น...มิได้หมายความว่า...
“ท่านแม่...ข้าบอกแล้วอย่างไรเจ้าคะ เรื่องนี้...ข้ายังไม่อยากให้ผู้อื่นรู้”
อวิ๋นถิงมือสั่นระริก มองดูท่าทางเหนียมอายที่ลูบหน้าท้องแบนราบนั้นแทบลืมสูดลมหายใจ นางกระพริบตาถี่ๆ อย่างอื้ออึง ข่าวใหม่ที่ได้รู้ทำให้นางยิ่งไหวหวั่น
นางและมู่ลี่เจิน...ตั้งครรภ์บุตรของเขาพร้อมๆ กัน
ฮูหยินผู้เฒ่ามองเห็นความแตกตื่นของอวิ๋นถิงเช่นนั้นแล้วก็เค้นเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ
นางต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกตายทั้งเป็นเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่สกุลจ้าวสูญเสียนายท่านไป!
“เจ้ากล่าวมาสิ! หากหลานของข้าเป็นอะไรไป เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร!!”
อวิ๋นถิงเม้มปากแรงๆ จนได้กลิ่นคาวเลือด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรกล่าวประโยคอะไรออกไปในขณะที่เหมยกั๋วบีบมือของนางไว้แน่น
ยังไม่ทันที่อวิ๋นถิงจะได้เอ่ยอะไรออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เร่งเข้ามายังเรือนเซียงอี้อย่างรีบเร่งนั่นเรียกให้สายตาทุกคู่หันไปมอง ภาพของร่างสูงใหญ่ในชุดข้าราชการเต็มยศถลึงตามองภายในด้วยความเย็นเฉียบ ริมฝีปากหยักเปล่งวาจาแฝงความไม่พอใจมากยิ่ง!
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ดวงตาคมลอบสำรวจภายในอย่างรวดเร็ว มุมหนึ่งเหมยกั๋วกำลังประคองอวิ๋นถิงที่แก้มข้างหนึ่งมีรอยแดงช้ำจากการโดนทำร้าย ริมฝีปากนางซีดเซียวไร้สีเลือด เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีเขียวแก่ กลิ่นอายคละคลุ้งไปด้วยยาสมุนไพรมากมาย
ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง มารดาของเขากำลังประคองมู่ลี่เจินที่ใบหน้ามีแต่คราบน้ำตา เสื้อผ้าของนางเต็มไปด้วยคราบยาไม่ต่างกัน ส่วนพื้นห้องมีรอยเศษกระเบื้องแก้วแตกกระจาย
อวิ๋นถิงมองใบหน้าเคร่งขรึมนั่นด้วยความเศร้า นางเห็นเขาพิจารณาร่างกายของนางก่อนจะหยุดลงที่มือข้างหนึ่งของนาง...หลังจากนั้นจึงเบือนสายตาไปยังมู่ลี่เจิน
นางเพิ่งรู้ว่ามันเปียกชุ่มไปด้วยโลหิต
เหมยกั๋วที่ทนดูไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายออกปาก
“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินไม่สบายมาก ต้องการพักผ่อน แต่นายหญิงยังเรียกให้ฮูหยินมาต้มยาเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงตาเหลือกเลิ่กลั่ก
“เป็นเพราะทุกคนต่างมีงานไม่ว่างมือ ข้าไหว้วานสะใภ้ตัวเองแค่นี้ก็ผิดด้วยหรือ...หรือนี่เป็นเหตุผลที่อวิ๋นถิงต้องทำร้ายเจินเอ๋อร์”
“พี่เยี่ยน...พี่สาวคงไม่พอใจที่ข้ามิไปช่วยต้มยา เมื่อสบโอกาสจึงแสร้งทำเป็นหกล้ม เทถ้วยยาร้อนๆ ใส่ข้าจนผิวไหม้ไปหมด พี่เยี่ยนให้ความยุติธรรมด้วยเจ้าค่ะ”
มู่ลี่เจินกล่าวไปน้ำตาก็ไหลพรากราวกับสั่งได้
ทางด้านจ้าวเฟิงเยี่ยนกำหมัดแน่น มองดูปฏิกิริยาของอวิ๋นถิงที่ไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแล้วก็เค้นเสียงดุดัน
“สิ่งที่อี๋เหนียงกล่าว เจ้าทำจริงหรือไม่”
อวิ๋นถิงช้อนสายตาขึ้นมอง
“จริงเจ้าค่ะ แต่ถิงถิงมิได้มีเจตนาเช่นนั้น”
“เรียนท่านแม่ทัพ หลังจากที่ฮูหยินล้มลงไป ข้าน้อยเห็นจางจิ้งแอบบางสิ่งบางอย่างไว้ในเสื้อ ข้าน้อยเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องตรวจสอบอีกที”
ไม่ว่าเปล่ายังเข้าไปหาจางจิ้งที่เริ่มตัวสั่นเล็กน้อย
“หยุด! นางเป็นคนของข้า เจ้าถือดีอย่างไรมาคุกคาม”
“หากนางบริสุทธิ์ใจจริง ต้องให้ยอมตรวจสอบสิเจ้าคะ”
“บังอาจ!”
จ้าวเฟิงเยี่ยนมองดูบทสนทนานั่นไปมาแล้วก็เริ่มย่นคิ้วเข้าหากัน เรื่องภายนอกวุ่นวายยังไม่พอหรืออย่างไร เรื่องในบ้านก็ยังมีไม่เว้นแต่ละวัน!
“หยุดทุกคนนั่นแหละ! เรื่องตรวจสอบอะไรไม่จำเป็น!!”
สิ้นเสียงดุดันราวกับพูดกับลูกน้องนั่นภายในก็แทบจะหยุดการเคลื่อนไหวในทันที อวิ๋นถิงกัดริมฝีปากมองดูสามีที่ทำสีหน้าบึ้งตึงใส่แล้วก็ได้แต่สะท้อนอยู่ในอก
ไม่ว่านางจะทำดีกับเขาอย่างไร...ยอมรับผิดอย่างไร เห็นทีชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึกอีกฝ่ายได้อีกแล้ว
ฉีเหอที่ยืนอยู่ด้านหลังแม่ทัพบูรพามาเนิ่นนานจึงได้เข้ามามีบทบาท ก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง ส่งหนังสือม้วนหนึ่งไปให้ในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนยังแสดงท่าทีเฉยชา รับหนังสือมาก้าวไปยังอวิ๋นถิงที่นัยน์ตาสั่นระริก
“ท่านพี่?”
“หนังสือหย่าของเจ้า”
คนฟังน้ำตาไหลอาบแก้ม โคลงศีรษะไปมาช้าๆ ไม่ยอมยื่นมือออกไปรับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังยัดเยียดให้ ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้เตรียมมันไว้ก่อนหน้านี้
อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่มู่ลี่เจินกำลังตั้งครรภ์หรือไม่?
“หากถิงถิงบอกท่านว่าถิงถิงกำลังตั้งครรภ์ ท่านยังจะหย่ากับถิงถิงเช่นนี้หรือไม่เจ้าคะ”
สิ้นประโยคนั้นทำเอาทุกคนในห้องจับจ้องไปที่นางเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งจ้าวเฟิงเยี่ยนที่สบตานางอย่างคาดคั้น ใบหน้าคมสันไม่ได้แสดงความยินดีเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความตระหนกที่เกิดขึ้นในดวงตาแวบหนึ่งแค่นั้น
เป็นขณะเดียวกันกับที่เหมยกั๋วแววตาประกายเมื่อคิดอะไรขึ้นได้ นางผละออกจากร่างเจ้านายก่อนจะวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นถิงยิ้มขมขื่น บอกไม่ถูกว่าควรรู้สึกเช่นไร แม้แต่ความรู้สึกตื่นเต้นสักนิดก็ยังไม่มีให้เห็น
ถึงแม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชาย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็แสนน่าเบิกบานใจ ฮูหยินผู้เฒ่าสังเกตได้ถึงมือที่ยื่นหนังสือหย่านั้นสั่นไหวเล็กน้อย ถึงได้เอ่ยปากยุยง
“เยี่ยนเอ๋อร์ นางพูดก็เพราะมิอยากให้เจ้าหย่าขาดจากนางเพียงเท่านั้น ร่างกายอ่อนแอขี้โรคแบบนี้หรือจะตั้งครรภ์บุตรของเจ้าได้”
จ้าวเฟิงเยี่ยนเพียงยืนมองนางนิ่งๆ เท่านั้น...
ในขณะที่บรรยากาศภายในเรือนเซียงอี้ตกอยู่ภายใต้ความอึมครึมจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจออกมาแรงๆ แล้ว ไม่นานนักเหมยกั๋วก็ลากหมอตู้เข้ามาพร้อมกับหอบหายใจแฮก
“ท่านแม่ทัพ...เรื่องที่ฮูหยินตั้งครรภ์ ท่านหมอตู้เป็นผู้ยืนยันได้เจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั่น ทั้งหมดถึงได้หันมาให้ความสนใจหมอตู้ที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากได้แต่มีท่าทีเลิ่กลั่ก มองดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างจนใจ อีกทั้งยังมีแม่ทัพบูรพากำลังจับจ้องที่เขาคล้ายจะแผดเผาให้แหลกสลายไปตรงหน้าอีกต่างหาก!
จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกัดฟันแน่น
“หมอตู้”
“ข...ขอรับ”
“ฮูหยินตั้งครรภ์จริงหรือไม่”
สิ้นคำถามหมอตู้ถึงกับสูดลมหายใจเฮือก ลอบมองดูแววตาเศร้าสร้อยของอวิ๋นถิงที่กระตุกริมฝีปากข้างหนึ่งขึ้นอย่างยอมรับโชคชะตา ถัดไปอีกไม่ไกลฮูหยินผู้เฒ่าก็กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องเขาเขม็งคล้ายข่มขู่
ความกตัญญูจุกแน่นอยู่ในอก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ตีกันให้ยุ่งไปหมด
หมอตู้ก้มหน้าลง...ไม่ยอมสบตาใครทั้งสิ้น
“พูด!!!”
คราวนี้จ้าวเฟิงเยี่ยนตะเบ็งเสียงดังกึกก้องคล้ายเสียงฟ้าผ่าจนคนทั้งหมดสะดุ้งเฮือก
หมอตู้กลืนน้ำลายลงคอเข้าไปอึกใหญ่
“...ฮูหยินมิได้ตั้งครรภ์ขอรับ”
เหมยกั๋วที่ลอบยิ้มเมื่อครู่ชะงักกึก หันไปมองท่านหมอที่มีสีหน้าไม่สู้ดีอย่างไม่พอใจ
“หมอตู้ เหตุใดท่านถึงได้กล่าวเช่นนั้น เมื่อครู่ท่านยัง...”
“เจ้าหยุดพูดเถิด”
อวิ๋นถิงปรามน้ำเสียงเย็นชา แววตาเศร้าหมองฉาบแววสิ้นหวังแวบหนึ่ง ทว่ากลับยาวนานพอที่จ้าวเฟิงเยี่ยนมองเห็นจนร่างสูงแข็งทื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
หลังจากนั้นร่างหนาก็เดินเข้ามาชิดเรือนร่างบอบบาง มือหยาบกร้านช้อนข้อมือบอบบางให้สูงขึ้น วางหนังสือม้วนนั้นลงในกำมืออีกฝ่าย ก่อนที่ริมฝีปากหยักจึงเค้นคำพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“ต่อจากนี้เจ้ามิใช่ภรรยาข้าอีกต่อไป”
อวิ๋นถิงสะบัดข้อมือออก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มหวานซึ้งหากแต่เต็มไปด้วยความเยาะหยัน
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อวิ๋นถิงนึกถึงหนังสือหย่าของเขาขึ้นมา...ร่างบอบบางกำลังวุ่นอยู่กับการเดินไปเดินมาพลิกหาสิ่งของคิ้วขมวด นางจำได้ว่าตอนที่กลับมายังจวนโหวนางเอาตั้งไว้ใต้เตียงนี่ แล้วมันหายไปไหนกันในขณะที่กำลังคิดอย่างงงงวย ร่างของสามีก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางไม่ชอบใจนัก“เจ้าหนีมาที่เรือนหอมหมื่นลี้มิบอกข้าอีกแล้ว”“ข้ามิได้หนีท่าน ข้าแค่กลับมาหาของต่างหาก”แม่ทัพบูรพาทิ้งตัวลงนั่ง มองนางที่ใบหน้ายับยู่ หัวคิ้วขมวดติดกัน จากนั้นจึงเอ่ยถามออกไปไม่ได้ มีสิ่งใดที่ทำให้ภรรยาเขาขึ้งเครียดถึงเพียงนี้!“ที่แท้เจ้ากำลังหาอันใดอยู่กันแน่”อวิ๋นถิงขบเม้มริมฝีปากอย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่ากล่าวออกไปแล้วเขาจะมีโทสะหรือไม่“หนังสือหย่าที่ท่านเคยให้ข้า”ว่าไปแล้วก็ได้แต่ชำเลืองมองเขาอย่างไม่มั่นใจนักทว่าผิดกับที่นางคาดคิดไว้เหลือเกิน! นอกจากเขาจะไม่ถลึงตามองใส่นางด้วยความไม่พอใจหรือลากนางไป ‘ลงโทษ’ จ้าวเฟิงเยี่ยนยังเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมไปหยิบกาน้ำชามาเทใส่จอกบนโต๊ะ ยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง“เจ้าวางไว้ที่อื่นแล้วลืมหรือไม่”คนฟังรีบโคลงศีรษะ“ตั้งแต่มาที่นี่ ข้าก็มิได้ย้ายไปเก็บไว้ที
ตอนพิเศษ 1 (องค์หญิงผิงหยาง)เสียงล้อรถและเสียงฝีเท้าของอาชาดังเข้าหู ร่างกายของนางสั่นคลอนเพราะการเคลื่อนไหวผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินเล็กหินน้อยมากมายคนที่ร่วมเดินทางไปกับนางพวกนี้ ก็คือทหารของแคว้นหมิงหลัน คนของเป่ยเว่ยโหวที่ส่งมาคุ้มกันนาง หรืออีกนัยหนึ่งจะบอกว่ามาควบคุมมิให้นางหนีออกไปหรือทำอะไรได้ตามอำเภอใจหนังสือหย่าฉบับหนึ่งถูกวางลงพร้อมกับเสียงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างครุ่นคิด ประโยคสนทนาของเขาวันนั้นยังทำให้นางหนักใจอยู่หลายส่วน‘ท่านโหวเรียกข้า มีอันใดหรือเปล่าเจ้าคะ’‘เจ้ายังคิดถึงคนรักอยู่อีกหรือไม่’‘เรื่องนั้น...’ นางมองจ้าวเฟิงเยี่ยนอย่างพิศวง เหตุใดจู่ๆ วันนี้ถึงได้เรียกนางมาคุยเรื่องนี้ ทั้งที่จริงแล้วเขาจะปล่อยให้นางอยู่อย่างอ้างว้างในจวนนี้ตามลำพังก็ยังได้‘เมื่อคืนข้าคุยกับฝ่าบาท เรื่องที่ข้าจะหย่าให้เจ้ากลับแคว้นเหลียง’‘ท่านโหวกล่าวจริงหรือไม่’‘สิ่งที่ข้าทำให้ถิงถิงได้ ข้าก็จะทำ’‘แล้วฝ่าบาทว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ’‘เรื่องหย่ามิใช่ปัญหา แต่ติดอยู่เรื่องเดียว...’ ตอนแรกฮ่องเต้ก็มีท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อเขาเอ่ยปากว่าหากมิยินยอมเขาจะลาออกจากราชการแล้วพามารดาแล
หลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่ากระอักเลือดไปในวันนั้น นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง มิได้ออกมาพบหน้าผู้คนอีกหลังจากที่องค์หญิงผิงหยางบอกกล่าวต่อนางในวันนั้น หลังจากนั้นอีกสามวันแม่ทัพบูรพาก็หย่าขาดจากนาง โดยให้เหตุผลว่านางแต่งเข้าจวนแม่ทัพมาห้าปี แต่มิสามารถมอบบุตรให้สามีได้หลังจากที่สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว จ้าวเฟิงเยี่ยนจึงถือวิสาสะจัดพิธีเปลี่ยนแซ่ของบุตรชาย กลายเป็นจ้าวเทียนอี้ คุณชายใหญ่แห่งจวนแม่ทัพบูรพา รวมไปถึงเขาสามารถหลอกล่อให้บุตรชายเรียกว่าท่านพ่อได้แล้วด้วยหลังจากที่แม่ทัพบูรพาลาราชการโดยหายไปจากวังหลวงโดยไม่บอกกล่าว เขาก็ถูกฮ่องเต้ส่งไปปราบโจรทางเหนือ...ถึงแม้จะเป็นเพียงโจรกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ใช้เวลาไปร่วมสามเดือนแล้วก็ยังมิได้กลับเมืองหลวง นั่นคือการลงโทษเป่ยเว่ยโหวจากฮ่องเต้ ที่กลั่นแกล้งมิให้ได้ใกล้ชิดภรรยา เพราะเขาหลงภรรยาจนลืมการงานมากเกินไป!ท่ามกลางความมืดสงัด ประตูเรือนหอมหมื่นลี้ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับปรากฏร่างชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งย่างเท้าเข้ามาด้วยความเบา เขาเดินไปจุดตะเกียงดวงหนึ่งพอให้เห็นภาพภายในทันทีที่แสงไฟส่องสว่าง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมืดมิดเมื่อครู่ก็ค่อยๆ อ่อนโยนลง
“เหตุใดวันนี้ถึงได้กลับมานอนที่เรือนหอมหมื่นลี้เล่าเจ้าคะ”เหมยกั๋วกระซิบถาม น้ำเสียงติดหยอกล้ออยู่บ้าง หลายวันที่ผ่านมานางเห็นอวิ๋นถิงเพียงไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ!“เหมยกั๋ว เจ้าเอาใหญ่แล้วนะ”“ข้าก็แค่เพียงถามดูเจ้าค่ะ”อวิ๋นถิงคลี่ยิ้ม มองดูอวิ๋นเทียนอี้ที่ค่อยๆ หลับอย่างมีความสุขไปแล้วหลังจากที่ชักชวนบิดาและน้องชายให้ค้างอยู่ที่นี่สักคืนหนึ่งไม่เป็นผล นางก็ได้ฝากผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้มารดา และให้คำมั่นว่านางจะพยายามหาโอกาสชวนจ้าวเฟิงเยี่ยนไปให้ได้คืนนี้เขาส่งคนมาบอกเพียงว่าอาจจะอยู่ในวังหลวงจนดึก นางจึงกลับมานอนที่เรือนหอมหมื่นลี้เป็นการชั่วคราวถือว่าเป็นการ ‘พักผ่อน’เหมยกั๋วขยับกายเข้าไปใกล้ “เหตุใดท่านถึงได้หน้าแดงเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ มิสบายอีกหรือ”อวิ๋นถิงถอนหายใจทั้งที่ใบหน้ายังแต้มไปด้วยรอยยิ้ม“อากาศร้อนไปหน่อย”นางว่าแล้วโบกมือไหว คล้ายจะไล่กลายๆ“เจ้าไปนอนเถิด คืนนี้ข้าดูแลอี้เอ๋อร์เอง”“เจ้าค่ะ”เหมยกั๋วรับคำอย่างแปลกใจทั้งที่หัวคิ้วขมวดติดกันเล็กน้อย นางเดินไปแล้วก็ใช้มือโบกกับอากาศเบาๆจะว่าไปอากาศคืนนี้ก็ค่อนข้างเย็นอยู่บ้าง โบกมือเบาๆ ก็ยังขนลุกซู่เจ้านายนางกลายเป
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่ากระอักออกมาเป็นโลหิตสีแดงฉาน ทั้งจวนก็ดูวุ่นวายอยู่ไปพักใหญ่ จนกระทั่งหมอตู้ตรวจอาการเรียบร้อยและปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้พักผ่อน ภายในจวนถึงกลับมาสงบเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่งหมอตู้บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าได้รับการกระทบจิตใจมากเกินไปเท่านั้นหลังจากนั้นจ้าวเฟิงเยี่ยนจึงเดินทางเข้าวังหลวงไปพร้อมกับฉีเหอ ปล่อยให้อวิ๋นถิง บิดาและน้องชายอยู่ด้วยกันตามลำพังครอบครัวอวิ๋นแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบกันอย่างเพลิดเพลิน ต่างฝ่ายต่างเล่าความเป็นอยู่ของตัวเองที่ดำเนินมาด้วยความลำบากอยู่มาก จากนั้นถึงได้รู้ว่าหลังจากที่บิดามาตามหานางในครั้งนั้นแล้ว เมื่อกลับไปถึงบ้านมารดาของนางก็ล้มป่วยลง ต้องตระเวนตามหมอมาดูแลอาการ ต้มยาวันละสามครั้งมิให้ขาด จึงทำให้เขาและอวิ๋นอันต้องดูแลอีกฝ่ายมิได้ห่างเพราะเกรงว่าอาการจะกำเริบเมื่ออาการของมารดานางดีขึ้นเป็นลำดับ อวิ๋นหยางถึงได้ย้อนกลับมาที่จวนโหวอีกครั้งโดยมีอวิ๋นอันติดตามมาด้วยเพราะเกรงว่าบิดาจะเป็นอะไรไประหว่างการเดินทางได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นถิงก็เบิกตากว้าง“เป็นเช่นนั้นแล้วผู้ใดดูแลท่านแม่เล่าเจ้าคะ”อวิ๋นหยางหัวเราะฮ่าๆ เหลือบมองบุตรชายอย่างมีความ
“จางจิ้ง เจ้าช่วยข้าคิดหาวิธี นับวันเยี่ยนเอ๋อร์หลงสตรีชั่วร้ายนั่นใหญ่แล้ว อีกหน่อยก็คงมิเห็นหัวข้า” ฮูหยินผู้เฒ่าค่อนขอดในขณะที่สาวใช้เบื้องล่างได้แต่ถอนหายใจ“นายหญิง บ่าวคิดว่าฮูหยินน้อยก็มิได้เลวร้ายอะไร...”พลั่ก!!ฮูหยินผู้เฒ่าคว้าหมอนที่แนบอิงโยนใส่ใบหน้าอีกฝ่ายทันทีด้วยความกรุ่นโกรธ“แม้แต่เจ้าก็ยังเข้าข้างนางหรือ!”“บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ”จางจิ้งรีบโขกศีรษะลงกับพื้นแรงๆ นับวันฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มใจร้อนไปกันใหญ่จนแทบควบคุมสติตัวเองไม่ได้ไปแล้ว“องค์หญิงผิงหยางก็เช่นกัน ถูกสามีเพิกเฉยเช่นนี้ยังจะทำตัวมีความสุขอยู่ได้”จางจิ้งได้แต่พัดไกวเจ้านายโดยไม่เอ่ยปากกล่าวอะไร นางได้แต่ฟังเงียบๆ อย่างจนใจเช่นกัน มู่อี๋เหนียงก็ถูกไล่ออกจากจวนไปแล้ว เมื่อไหร่นายหญิงจะเลิกทำให้จวนลุกเป็นไฟเสียทีจนกระทั่งได้ยินสาวใช้ข้างนอกพูดกัน ฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้มีแววตาเป็นประกาย“นายท่านอวิ๋นมา รีบไปบอกท่านโหวเร็วเข้า”ไม่รอช้านางก็รีบออกไปจากเรือนเซียงอี้ ตรงไปยังห้องโถงใหญ่ท่ามกลางสายตาตระหนกตกใจของผู้คนโดยรอบนับสิบคู่ หากแต่มิมีใครกล้าคัดค้านฮูหยินผู้เฒ่ามายังห้องโถงก่อนจะเห็นร่างอวิ๋นหยางและร่างบุรุษวัยย







