LOGINเพราะอำนาจ...ทำให้นางต้องแต่งเข้าจวนแม่ทัพตั้งแต่อายุสิบห้า เพราะความรัก...ทำให้นางอดทนทำหน้าที่ฮูหยินเอกถึงสามปี เพราะอนุผู้หนึ่ง...ทำให้นางถือหนังสือหย่าจากไปพร้อมกับบุตรในครรภ์ แล้วมาวันนี้...คนใจร้ายผู้นั้นยังกล้ามาทวงลูกจากนางอีกหรือ! 'จวนนี้เป็นของเจ้า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดข้ายกให้เจ้า...ใจของข้า ก็เป็นของเจ้าเช่นกัน'
View Moreบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึมครึมเวลานี้ทำให้อวิ๋นถิงใช้มือทั้งสองกอบกุมกัน ความมืดครึ้มปกคลุมไปทั่วบริเวณกับวาจาของบิดาทำให้นางขบริมฝีปากเม้มติดกันแน่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางควรจะเอ่ยปากรับคำหรือไม่
หากเป็นเมื่อก่อนนางคงตอบรับด้วยความเบิกบาน...ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว บัดนี้บุรุษที่นางรักผู้นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ถิงถิง...พ่อกับแม่เก็บเรื่องนี้มาสักพักแล้ว แต่ยามนี้ตระกูลของเราคับขันขึ้นมาแล้วจริงๆ”
อวิ๋นถิงเพียงเงยใบหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสั่นระริก
“หากถิงถิงมิแต่งให้พี่เยี่ยน จะเกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ” วาจาแว่วหวานยังคงเรียกชื่อ ‘คนผู้นั้น’ อย่างสนิทสนมด้วยความเคยชิน
อวิ๋นหยางก้าวขาเข้ามาหาบุตรสาวอย่างแช่มช้าด้วยใบหน้าหนักใจ ยามนี้นอกจากทวงสัญญาหมั้นหมายกับคนสกุลจ้าวแล้ว พวกเขาก็มิมีหนทางกอบกู้วงศ์ตระกูลอีกแล้ว
จะกล่าวว่า ไม่ผ่านพายุฝน จะเห็นสายรุ้งที่สวยสดได้อย่างไร ก็ไม่ผิดนัก หลังจากสงครามเมื่อห้าปีก่อนเขาผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพแห่งทิศประจิมก็ได้รับพระราชทานยศศักดิ์จนมั่งคั่ง ในขณะที่สกุลจ้าวต้องสูญเสียแม่ทัพแห่งทิศบูรพา อีกทั้งยังเกือบล่มสลายไปแล้วด้วย
คิดไม่ถึงว่าภายในระยะเวลาไม่กี่ปีอะไรๆ ก็เปลี่ยนไป นับตั้งแต่ฮ่องเต้องค์เก่าสวรรคต ฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะเกิดความเคลือบแคลงขุนนางเก่าแก่ ริดรอนอำนาจเพียงเพราะกลัวว่าพวกเขาจะมีความดีความชอบให้แผ่นดินมากเกินไป จึงมีความคิดที่จะสร้างขุนนางในรัชกาลขึ้นมาใหม่ สกุลอวิ๋นจึงตกต่ำลงมาชั่วข้ามคืน
ในขณะเดียวกัน จ้าวเฟิงเยี่ยน ผันตัวมาเอาดีด้วยถือดาบออกรบเหมือนบิดา สร้างชื่อเสียงมากมายจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเป่ยเว่ยโหว กอบกู้ความรุ่งเรืองของสกุลจ้าวขึ้นมาอีกครั้ง
“อย่าเพิ่งคิดถึงเพียงนั้น บัดนี้พ่อเพียงมาถามความเห็นของเจ้า ว่าหากพ่อจะให้เจ้าออกเรือนกับจ้าวเฟิงเยี่ยน เจ้าจะว่าอย่างไร”
อวิ๋นถิงก้มหน้าลง นับตั้งแต่ ‘เกิดเรื่อง’ ครั้งนั้น นางและเขาก็ห่างหายออกจากกัน เจอหน้าเขาก็มิมีท่าทางอยากจะหยอกล้อนางอีกเหมือนเคย
“หากเจ้ามิเต็มใจ พ่อกับแม่ก็ไม่บังคับเจ้า...”
เพราะเห็นความสับสนในดวงตา อวิ๋นฮูหยินก็เข้ามาโอบบุตรสาวอย่างรักใคร่ ในขณะที่อวิ๋นถิงปรายตามองอวิ๋นอัน น้องชายวัยสิบสองที่เกาะอยู่ขอบประตู
“ถิงถิงเอ๋ย...เจ้าเพิ่งจะครบวัยปักปิ่น หากเจ้ามิอยากออกเรือน พ่อจะพาทุกคนออกไปจากเมืองหลวง ไปตั้งรกรากเมืองเล็กๆ สักแห่ง ไปในที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักเรา”
อวิ๋นหยางยกมือหยาบที่ผ่านการจับดาบออกศึกมาเนิ่นนานลูบศีรษะบุตรสาว เป็นที่รู้ดีว่าขุนนางที่ถูกริดรอนอำนาจแล้วขืนยังดื้อดึงอยู่ในเมืองหลวง ถึงแม้จะเปลี่ยนมาทำอาชีพสุจริตอื่นไปก็มิแคล้วจะต้องถูกมองเป็นตัวตลก สู้ออกไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่นยังดีเสียกว่า
“แล้วหากถิงถิงยอมออกเรือนเล่าเจ้าคะ ท่านพ่อและท่านแม่จะยังอยู่ที่นี่หรือไม่”
สองสามีภรรยาหันมองหน้ากันพลางพยักหน้าเบาๆ
“แม่ยังจะพอมีฝีมือปักผ้าขายได้ ส่วนพ่อของเจ้ายังมีฝีมือทำดาบ...”
ว่าไปแล้วก็ทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ หากสกุลอวิ๋นเกี่ยวดองกับสกุลจ้าวได้ อย่างน้อยที่สุดชาวบ้านก็มิสามารถหัวเราะเยาะหยันได้อย่างเปิดเผย อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถทำมาหากินได้ต่อไป
“ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่พ่อก็ยังไม่รู้เลยว่าเฟิงเยี่ยนจะยอมรับคำสัญญานั่นอยู่หรือไม่”
อวิ๋นถิงกลืนน้ำลายหนึ่งอึก ดวงตาเหลือบมองไปรอบๆ บ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายวันมานี่ไหนเลยนางจะมิสังเกตเห็น คนรับใช้ในบ้านต่างทยอยออกไปทีละคน...ทีละคน
ศีรษะทุยพยักหน้าลงแรงๆ
“หากพี่เยี่ยนยังยึดถือคำสัญญา ถิงถิงจะแต่งตามวาจาเช่นกันเจ้าค่ะ”
วาจาแว่วหวานเอ่ยขึ้นก่อนที่ใบหน้าเยาว์วัยจะขมวดแน่นคล้ายกับคิดอะไรขึ้นมาได้
“แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น...ลูกอยากทราบว่าแท้จริงแล้วท่านพ่อเป็นต้นเหตุให้ลุงจ้าวต้องพลีชีพในสนามรบจริงหรือไม่เจ้าคะ”
“ถิงถิง...”
สิ้นคำถามอวิ๋นหยางแทบลืมหายใจ ริมฝีปากขมุบขมิบราวกับต้องการจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใด
ภายใต้ความเงียบนั่นอวิ๋นถิงถึงได้คลี่ยิ้มขมขื่น
“ถิงถิงเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
---------------------------------------------------------------------
“โหวเหย่ คนสกุลอวิ๋นมาขอพบขอรับ”
เสียงของพ่อบ้านที่ดังขึ้นหน้าประตูทำให้มือที่กวัดไกว่พู่กันอยู่ชะงักลง ดวงตาคมดุจมังกรปรายตามองอย่างครุ่นคิดในขณะที่ดวงหน้าเรียบเฉยราวกับไร้ความรู้สึก ทว่าภายในอกกลับอัดแน่นไปด้วยโทสะ
“บอกไปว่าข้าไม่ว่าง”
“โหวเหย่ เขาบอกว่าวันนี้จะต้องพบท่านให้ได้ขอรับ”
จ้าวเฟิงเยี่ยนวางพู่กันลงก่อนจะยืดตัวขึ้นตรง ร่างสูงบึกบึนตวัดชายผ้าสีกรมพลิ้วไหว สาวเท้ายาวๆ ออกไปจากห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว
เป็นไปตามคาด...
ทันทีที่ออกมายังห้องรับรอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเพ่งมองเขาด้วยดวงตาอมทุกข์ ร่างสูงใหญ่นั่นบ่งบอกได้ดีว่าเมื่อครั้งยังวัยหนุ่มอีกฝ่ายก็มีรูปร่างสันทัดไม่ต่างจากเขานัก
“คารวะโหวเหย่”
อวิ๋นหยางโน้มใบหน้าลง ในใจรู้สึกกระดากอยู่บ้าง...ครั้งหนึ่งบุรุษตรงหน้าเคยคารวะเขาและเรียกเขาว่าท่านลุง
“นายท่านอวิ๋นมีธุระอันใด”
น้ำเสียงเฉยชาเหินห่างทำให้คนฟังสูดลมหายใจลึกจนเกือบจะกลั้นหายใจไปเสียแล้ว หากมิติดว่าวันนี้เขาจะต้องพูดคุยเรื่องนั้น...ไม่ติดว่าเขาไม่ต้องการพาบุตรสาวออกไประเห็จระเหเร่ร่อนต่างเมืองอย่างยากลำบากแล้ว เขาคงไม่บากหน้ามาถึงที่นี่
“เรื่องของสกุลอวิ๋น โหวเหย่คงทราบเรื่องแล้ว”
คนฟังไม่ตอบทว่ากลับกระตุกริมฝีปากข้างหนึ่งขึ้นคล้ายยิ้มหากแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ดวงตาคมจ้องมองอีกฝ่ายแน่วนิ่งแต่ก็มิเอ่ยวาจา
อวิ๋นหยางกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอเสียอึกหนึ่ง
“ข้าน้อยเพียงมาทวงถามคำหมั้นหมายที่เคยมีไว้ต่อสองตระกูล”
ได้ยินดังนั้นดวงตาจ้าวเฟิงเยี่ยนก็แดงก่ำขึ้นมา มือทั้งสองกำหมัดติดกันแน่นอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ ชายผู้นี้คิดอะไรอยู่ในหัวถึงได้กล้ากลับมาทวงถามคำสัญญานั่นอีก!
เฮอะ!
“ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ”น้ำเสียงละล่ำละลักถามอย่างตระหนกของเหมยกั๋วทำให้อวิ๋นถิงพยายามลืมตาขึ้นมองทันทีที่เห็นเพดานด้านบน กลิ่นบุปผาจากน้ำมันหอมดอกไป่เหออันเป็นกลิ่นประจำตัวของนางแล้ว นางก็พอจะเดาออกว่าที่นี่คือเรือนหอมหมื่นลี้แล้ว“ฮูหยินน้อย”หมอตู้ก้มหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนอย่างไม่รู้ว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่หากแต่อวิ๋นถิงกลับกระตุกยิ้ม แฝงไปด้วยความเศร้า“ตั้งแต่เกิดมาสุขภาพข้าก็มิแข็งแรง กล่าวมาเถิดว่าร่างกายข้าเป็นอะไรไปอีก”“เรียนฮูหยินน้อย ท่านตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้วขอรับ” หมอตู้กล่าวออกมาแผ่วเบาในขณะที่คนฟังกลั้นหายใจด้วยแววตาสั่นระริก “เนื่องจากร่างกายท่านไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ยามตั้งครรภ์จึงต้องดูแลให้ดีเป็นพิเศษ ข้าน้อยจะสั่งเทียบยาไว้ให้...”ทั้งอวิ๋นถิงและเหมยกั๋วหันสบตากันอย่างหนักใจ มือบอบบางยกขึ้นนวดระหว่างคิ้วอย่างใช้ความคิด เรื่องมงคลที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ดีนัก นางไม่คิดว่าร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไปเช่นนี้จะสามารถตั้งครรภ์ได้ถึงจะตั้งครรภ์แล้วอย่างไร...ผู้อื่นนางล้วนไม่ใส่ใจนัก สิ่งที่นางกลัวคือจ้าวเฟิงเยี่ยนจะรู้สึกอย่างไร เขาจะยินดีที่นางมีบ
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดร่างบอบบางคล้ายกิ่งเหมยร่างหนึ่งก็ยืนหยัดอยู่หน้าเรือนเซียงอี้ตามจารีตประเพณีแล้ว นางต้องพาสะใภ้ทุกคนในบ้านมาเคารพแม่สามีพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทว่าวันนี้นางกลับตื่นสายไปถึงหนึ่งชั่วยาม เดาได้ว่ามู่ลี่เจินและองค์หญิงแคว้นเหลียงคงจะเข้าไปภายในแล้วนี่คือสิ่งที่นางอึดอัด...ปกติมาเคารพตามเวลาก็ถูกเพ่งเล็งอยู่แล้ว วันนี้นางมาสายเช่นนี้ นางมั่นใจว่าแม่สามีจะต้องหาเรื่องลงโทษอีกแน่นอนเมื่อสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือเย็นเฉียบถูกันไปมา ในที่สุดก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไปดวงตากลมโตเหลือบมองภายในห้องอย่างรวดเร็ว บนเตียงฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนอนให้หมอตู้ตรวจชีพจร ส่วนมู่ลี่เจินและองค์หญิงผิงหยางยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ปลายเตียง รวมไปถึงสาวใช้อีกสองคนกำลังจับจ้องนางเป็นตาเดียวอวิ๋นถิงก้าวเข้าไปพอประมาณ คุกเข่าลงมิได้เอ่ยวาจา รอจนหมอตู้ผละออกจากร่างฮูหยินผู้เฒ่า หลังจากนั้นคนบนเตียงถึงได้หยัดแขนลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปที่สะใภ้เอกอย่างชิงชังโดยไม่คิดปิดบัง“ข้าคิดว่าเจ้าจะมิมาแล้วเสียอีก”“ถิงถิงจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ถิงถิงขออภัยท่านแม่ เป็นเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี ถึ
“ฮูหยินหลับไปแล้วเจ้าค่ะ”ได้ยินเสียงเหมยกั๋วเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจดวงตาหงส์อันแสนหนักอึ้งก็ค่อยๆ เผยอขึ้นพร้อมกับความเมื่อยขบที่เต็มไปทั่วสรรพางค์กาย แขนข้างหนึ่งที่ถูกใช้หนุนนอนเป็นหมอนรู้สึกชาไปหมดทำได้เพียงขยับกายเล็กน้อยเท่านั้น ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวตรงเข้ามาหานางแสงไฟจากตะเกียงสะท้อนให้เห็นเสี้ยวใบหน้าคมที่ขมวดคิ้วเครียดขมึง เส้นผมยาวดำขลับพลิ้วไหวตามแรงลมและความเร็วยามก้าวเดิน ดวงตาดุจมังกรคู่นั้นกำลังจ้องมองนางคล้ายมองคนแปลกหน้าคนหนึ่งแม้ภายในใจจะร่ำไห้ ทว่าดวงหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มจางๆ“ท่านพี่ มีอะไรหรือเจ้าคะ” อวิ๋นถิงยืดตัวขึ้นยืน รีบซุกซ่อนปิ่นเงินอันนั้นลงก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปกปิดไว้อย่างแนบเนียนจ้าวเฟิงเยี่ยนหยุดลงตรงหน้านางเพียงหนึ่งก้าวนางยังแสร้งกระตุกยิ้ม เอ่ยวาจาอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายได้แต่จ้องมองอย่างเงียบๆ“ท่านพี่ คืนนี้เป็นคืนมงคลของท่าน...ท่านมิควรจะออกจากห้องหอเช่นนี้”เสียงแว่วหวานนั้นแผ่วลงในช่วงท้าย จมูกร้อนแดงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ดวงตากลมโตคู่นั้นหลุบต่ำลงชายหนุ่มเม้มปากแน่น มองดูกิริยาท่าทางของนางแล้วมือทั้
“พี่เยี่ยน!! ข้าเจ็บ!!”เสียงหวานกล่าวออกมาอย่างตกใจ เหตุใดถึงได้รู้สึกหัวใจของนางกำลังถูกปิ่นเล่มนั้นจ้วงแทงจนสุดกำลัง“ฮูหยิน! ฮูหยินเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” เสียงเรียกพร้อมๆ กับร่างบอบบางที่สั่นด้วยแรงเขย่าของเหมยกั๋ว สาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังอยู่จวนแม่ทัพทิศประจิม ถึงแม้จะมีศักดิ์เป็นสาวใช้ อาจจะเพราะอีกฝ่ายมีอายุน้อยกว่านางถึงสามปี นางจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายน้องสาวเสียมากกว่าอวิ๋นถิงสะดุ้งตื่นพร้อมๆ กับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างร้อนรน อีกทั้งลมหายใจของนางยังถี่ชันด้วยความตกใจ มือเล็กข้างหนึ่งยกขึ้นกอบกุมหน้าอกข้างซ้ายอย่างเผลอไผล ดวงตาแฝงความทุกข์ระทมยิ่ง“ข้าเพียงฝันร้ายเท่านั้น”เหมยกั๋วพ่นลมออกจากปากด้วยความไม่พอใจนัก“ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าฮูหยินสุขภาพร่างกายมิแข็งแรง ฮูหยินผู้เฒ่ายังรังแกท่านจนเจ็บไข้เช่นนี้ เหตุใดจึงมิบอกท่านแม่ทัพเล่าเจ้าคะ”อวิ๋นถิงฟังวาจานั่นแล้วก็คลี่ยิ้มเยาะหยัน“กล่าวไปก็มิต่างชักชวนให้เขาหัวเราะซ้ำเติมข้า เจ้าก็เห็นมิใช่หรือว่าสามปีที่ผ่านมา นอกจากเจ้าแล้วมีใครที่นี่ดีต่อข้าบ้าง”เหมยกั๋วทำท่าจะอ้าปาก แต่เมื่อฟังคำผู้เป็นนายแล้วก็ได้แต่สะกดกลั้นวาจา





