Mag-log in“ฮูหยินหลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินเสียงเหมยกั๋วเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ
ดวงตาหงส์อันแสนหนักอึ้งก็ค่อยๆ เผยอขึ้นพร้อมกับความเมื่อยขบที่เต็มไปทั่วสรรพางค์กาย แขนข้างหนึ่งที่ถูกใช้หนุนนอนเป็นหมอนรู้สึกชาไปหมด
ทำได้เพียงขยับกายเล็กน้อยเท่านั้น ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวตรงเข้ามาหานาง
แสงไฟจากตะเกียงสะท้อนให้เห็นเสี้ยวใบหน้าคมที่ขมวดคิ้วเครียดขมึง เส้นผมยาวดำขลับพลิ้วไหวตามแรงลมและความเร็วยามก้าวเดิน ดวงตาดุจมังกรคู่นั้นกำลังจ้องมองนางคล้ายมองคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
แม้ภายในใจจะร่ำไห้ ทว่าดวงหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มจางๆ
“ท่านพี่ มีอะไรหรือเจ้าคะ” อวิ๋นถิงยืดตัวขึ้นยืน รีบซุกซ่อนปิ่นเงินอันนั้นลงก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปกปิดไว้อย่างแนบเนียน
จ้าวเฟิงเยี่ยนหยุดลงตรงหน้านางเพียงหนึ่งก้าว
นางยังแสร้งกระตุกยิ้ม เอ่ยวาจาอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายได้แต่จ้องมองอย่างเงียบๆ
“ท่านพี่ คืนนี้เป็นคืนมงคลของท่าน...ท่านมิควรจะออกจากห้องหอเช่นนี้”
เสียงแว่วหวานนั้นแผ่วลงในช่วงท้าย จมูกร้อนแดงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ดวงตากลมโตคู่นั้นหลุบต่ำลง
ชายหนุ่มเม้มปากแน่น มองดูกิริยาท่าทางของนางแล้วมือทั้งสองข้างก็บีบเข้าหากันแรงๆ พวงแก้มที่เคยแดงเปล่งปลั่งราวกับลูกท้อเมื่อครั้งนั้นซีดเซียวไร้สีเลือด คราบน้ำตายังแต่งแต้มเป็นทางยาว
ในขณะที่บรรยากาศภายในอึมครึมจนได้ยินเสียงลมหายใจซึ่งกันและกัน ร่างบอบบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ ท่อนแขนของนางก็ถูกฉุดกระชากอย่างรุนแรงจนนางถลาเข้าไปปะทะกับอกกำยำแข็งแรง ริมฝีปากหยักโน้มลงมาบดขยี้กลีบปากของนางจนรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง
เมื่อได้สติ ร่างที่แข็งเกร็งอย่างตกใจเมื่อครู่ค่อยๆ ผ่อนลง เปลือกตาพริ้มลง มือทั้งสองข้างเอื้อมไปโอบเอวสอบไว้หลวมๆ ด้วยความเคยชิน ปล่อยให้อีกฝ่ายกระทำต่อร่างกายของนางอย่างไร้ซึ่งการขัดขืน
ตลอดสามปีที่ผ่านมา...ถึงแม้จ้าวเฟิงเยี่ยนจะมีท่าทีเย็นชาต่อนาง มองดูนางคล้ายกับนางเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ทว่าเรื่องการเข้าหอเขาก็ปฏิบัติต่อนางอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
“ท่านพี่...”
อวิ๋นถิงหอบหายใจ ดวงตาหวานปรือมองอย่างตั้งคำถาม ถึงแม้เรื่องบนเตียงจะมิใช่เรื่องแปลกใหม่ต่อนาง ทว่าสิ่งหนึ่งที่นางไม่เข้าใจคือเพราะเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้มาหานางในค่ำคืนเช่นนี้ แล้วองค์หญิงผิงหยางเล่า...
จ้าวเฟิงเยี่ยนปล่อยให้นางเอ่ยวาจาได้แค่นั้นก็ก้มลงขบริมฝีปากนางแรงๆ อ้อมแขนแข็งแรงช้อนร่างเบาหวิวขึ้นแนบอกก่อนที่ร่างสูงตระหง่านจะก้าวดุ่มๆ ตรงไปยังเตียงหลังใหญ่ มือข้างหนึ่งปลดสายคาดเอวของนางออกอย่างง่ายดาย
อวิ๋นถิงเหลือบมองท่าทางร้อนรนที่ดูต่างไปจากทุกทีด้วยความแปลกประหลาด นางทำได้เพียงเก็บซ่อนความพิศวงอยู่ในใจ ลองเป็นเช่นนี้แล้วถึงแม้จะถามออกไปอีกสักกี่ประโยคเขาก็ไม่มีทางตอบนางแน่นอนว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ร่างสูงใหญ่ที่ร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผาแนบชิดผิวกายขาวนุ่มปานหิมะจนนางตัวสั่นเล็กน้อย ถึงแม้ค่ำคืนนี้นางจะยังมิได้ยินเสียงของเขากล่าวอะไรเลยสักประโยค ทว่าการเคลื่อนไหวของเขากลับแฝงความรู้สึกเร่าร้อนแปลกประหลาดไปกว่าทุกที
เสียงหอบหายใจดังกระเส่าไปทั่วห้อง แสงไฟสลัวจากตะเกียงยังเปล่งประกายให้เห็นซึ่งกันและกันอย่างเลือนราง
และไม่รู้ว่าเขากินอะไรผิดไปหรือไม่...การกระทำของเขาครั้งนี้ถึงได้เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงราวกับกระหายนางมาเนิ่นนาน
จนกระทั่งฟ้าสาง...ร่างกายบอบบางของนางที่ทนไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไป ในขณะที่ชายหนุ่มยังแผดเผาเรือนกายนุ่มหยุ่นด้วยเพลิงสิเน่หาครั้งแล้วครั้งเล่า
น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดเห็นดวงตามังกรที่เต็มไปด้วยความเฉยชาคู่นั้นมองนางที่สลบไปด้วยความลึกซึ้งชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะดำทะมึนลงอย่างรวดเร็ว
--------------------------------------------------------------------------------------
ผ้าเย็นๆ ผืนหนึ่งแตะลงบนหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา ในขณะที่หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงความปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับถูกม้าหลายตัววิ่งทับนางซ้ำๆ
เหมยกั๋วมองอีกฝ่ายน้ำตาคลอ มือยังใช้ผ้าชุบน้ำหมาดลูบไล้ผิวกายเจ้านายอย่างอ่อนโยน
“ฮูหยิน ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ละล่ำละลักถาม มือหนึ่งปาดน้ำตาออก “ทั้งๆ ที่ท่านแม่ทัพก็ทราบว่าฮูหยินสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เหตุใดถึงได้ทำร้ายท่านถึงเพียงนั้น หากรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้เมื่อคืนข้าคงไม่ปล่อยให้ท่านแม่ทัพเข้ามารบกวนท่าน”
อวิ๋นถิงก้มลงมองร่างกายตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงมากมายไปหมด หลังจากนั้นก็หัวเราะคิก ถึงแม้ร่องรอยพวกนี้จะดูน่ากลัว แต่นางมิได้รู้สึกเจ็บแม้เพียงเล็กน้อยเลยด้วยซ้ำ ทว่าเด็กสาววัยปักปิ่นเช่นเหมยกั๋วหรือจะเข้าใจ
นางหัวเราะคิกก่อนจะเอื้อมมือไปแตะศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ
“ข้ามิเจ็บสักนิด”
“จริงหรือเจ้าคะ” เหมยกั๋วเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อ
“รอเจ้าโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะเข้าใจเอง”
ว่าไปแล้วก็อดคิดไปถึงคืนเข้าหอวันแรกไม่ได้ ตอนนั้นนางก็เพิ่งจะผ่านวัยปักปิ่นมาไม่นาน เรื่องเหล่านี้นางจึงกลัวเจ็บเป็นอย่างยิ่ง
แต่เพราะสามีของนางคือเขา...นางจึงเปิดรับด้วยความเต็มใจ
เมื่อครั้งแรกผ่านไป และเขาก็ไม่ได้รุนแรงกับนาง นางถึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเรื่องสามีภรรยาพวกนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวสักนิด อีกอย่างก็มีเพียงเวลานี้เวลาเดียวเท่านั้นที่เขาจะแนบชิดกับนาง...ให้ความสุขนางโดยที่ไม่ต้องเห็นดวงตาเย็นชานั่น
ขอเพียงชดเชยกับความเจ็บปวดที่เขาเคยได้รับ เรื่องเหล่านี้นางล้วนยินดีที่จะชดใช้ความผิดของสกุลอวิ๋น
อวิ๋นถิงกระพริบตาไล่ความขมขื่น
“ท่านแม่ทัพออกไปนานแล้วหรือยัง”
ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงปกติ ที่ผ่านมาเมื่อผ่านพ้นเรื่องบนเตียงเหล่านี้ เขาก็มักจะกลับไปนอนที่เรือนบูรพา...เรือนส่วนตัวของเขาเสมอ เรือนหอมหมื่นลี้ ห้องหอซึ่งเป็นเรือนใหญ่แห่งนี้จึงกลายเป็นห้องส่วนตัวของนางไปโดยปริยาย
“เข้าวังไปตั้งแต่ยามอิ๋นแล้วเจ้าค่ะ”
นางพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตายังฉายแววเป็นห่วงอย่างเปิดเผย หลายวันมานี้ฮ่องเต้มักจะส่งคนมาตามจ้าวเฟิงเยี่ยนเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่
“รีบอาบน้ำแต่งตัวเถิด”
เหมยกั๋วได้ยินดังนั้นจึงกระซิบเสียงเบา
“หากฮูหยินไม่ไหว ข้าจะไปบอกที่เรือนเซียงอี้...”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”
“แต่ว่า...” เหมยกั๋วอิดออด เหลือบตาไปมองถ้วยยาที่ยังวางอยู่บนโต๊ะเย็นชืด ดูก็รู้ว่าเมื่อคืนนี้อีกฝ่ายไม่ได้ดื่มยาที่นางเตรียมมาให้
“ทำตามที่ข้าบอกเถิด”
ว่าไปแล้วดวงตาก็ปรากฏความเหน็ดเหนื่อย เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อวิ๋นถิงนึกถึงหนังสือหย่าของเขาขึ้นมา...ร่างบอบบางกำลังวุ่นอยู่กับการเดินไปเดินมาพลิกหาสิ่งของคิ้วขมวด นางจำได้ว่าตอนที่กลับมายังจวนโหวนางเอาตั้งไว้ใต้เตียงนี่ แล้วมันหายไปไหนกันในขณะที่กำลังคิดอย่างงงงวย ร่างของสามีก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางไม่ชอบใจนัก“เจ้าหนีมาที่เรือนหอมหมื่นลี้มิบอกข้าอีกแล้ว”“ข้ามิได้หนีท่าน ข้าแค่กลับมาหาของต่างหาก”แม่ทัพบูรพาทิ้งตัวลงนั่ง มองนางที่ใบหน้ายับยู่ หัวคิ้วขมวดติดกัน จากนั้นจึงเอ่ยถามออกไปไม่ได้ มีสิ่งใดที่ทำให้ภรรยาเขาขึ้งเครียดถึงเพียงนี้!“ที่แท้เจ้ากำลังหาอันใดอยู่กันแน่”อวิ๋นถิงขบเม้มริมฝีปากอย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่ากล่าวออกไปแล้วเขาจะมีโทสะหรือไม่“หนังสือหย่าที่ท่านเคยให้ข้า”ว่าไปแล้วก็ได้แต่ชำเลืองมองเขาอย่างไม่มั่นใจนักทว่าผิดกับที่นางคาดคิดไว้เหลือเกิน! นอกจากเขาจะไม่ถลึงตามองใส่นางด้วยความไม่พอใจหรือลากนางไป ‘ลงโทษ’ จ้าวเฟิงเยี่ยนยังเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมไปหยิบกาน้ำชามาเทใส่จอกบนโต๊ะ ยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง“เจ้าวางไว้ที่อื่นแล้วลืมหรือไม่”คนฟังรีบโคลงศีรษะ“ตั้งแต่มาที่นี่ ข้าก็มิได้ย้ายไปเก็บไว้ที
ตอนพิเศษ 1 (องค์หญิงผิงหยาง)เสียงล้อรถและเสียงฝีเท้าของอาชาดังเข้าหู ร่างกายของนางสั่นคลอนเพราะการเคลื่อนไหวผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินเล็กหินน้อยมากมายคนที่ร่วมเดินทางไปกับนางพวกนี้ ก็คือทหารของแคว้นหมิงหลัน คนของเป่ยเว่ยโหวที่ส่งมาคุ้มกันนาง หรืออีกนัยหนึ่งจะบอกว่ามาควบคุมมิให้นางหนีออกไปหรือทำอะไรได้ตามอำเภอใจหนังสือหย่าฉบับหนึ่งถูกวางลงพร้อมกับเสียงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างครุ่นคิด ประโยคสนทนาของเขาวันนั้นยังทำให้นางหนักใจอยู่หลายส่วน‘ท่านโหวเรียกข้า มีอันใดหรือเปล่าเจ้าคะ’‘เจ้ายังคิดถึงคนรักอยู่อีกหรือไม่’‘เรื่องนั้น...’ นางมองจ้าวเฟิงเยี่ยนอย่างพิศวง เหตุใดจู่ๆ วันนี้ถึงได้เรียกนางมาคุยเรื่องนี้ ทั้งที่จริงแล้วเขาจะปล่อยให้นางอยู่อย่างอ้างว้างในจวนนี้ตามลำพังก็ยังได้‘เมื่อคืนข้าคุยกับฝ่าบาท เรื่องที่ข้าจะหย่าให้เจ้ากลับแคว้นเหลียง’‘ท่านโหวกล่าวจริงหรือไม่’‘สิ่งที่ข้าทำให้ถิงถิงได้ ข้าก็จะทำ’‘แล้วฝ่าบาทว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ’‘เรื่องหย่ามิใช่ปัญหา แต่ติดอยู่เรื่องเดียว...’ ตอนแรกฮ่องเต้ก็มีท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อเขาเอ่ยปากว่าหากมิยินยอมเขาจะลาออกจากราชการแล้วพามารดาแล
หลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่ากระอักเลือดไปในวันนั้น นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง มิได้ออกมาพบหน้าผู้คนอีกหลังจากที่องค์หญิงผิงหยางบอกกล่าวต่อนางในวันนั้น หลังจากนั้นอีกสามวันแม่ทัพบูรพาก็หย่าขาดจากนาง โดยให้เหตุผลว่านางแต่งเข้าจวนแม่ทัพมาห้าปี แต่มิสามารถมอบบุตรให้สามีได้หลังจากที่สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว จ้าวเฟิงเยี่ยนจึงถือวิสาสะจัดพิธีเปลี่ยนแซ่ของบุตรชาย กลายเป็นจ้าวเทียนอี้ คุณชายใหญ่แห่งจวนแม่ทัพบูรพา รวมไปถึงเขาสามารถหลอกล่อให้บุตรชายเรียกว่าท่านพ่อได้แล้วด้วยหลังจากที่แม่ทัพบูรพาลาราชการโดยหายไปจากวังหลวงโดยไม่บอกกล่าว เขาก็ถูกฮ่องเต้ส่งไปปราบโจรทางเหนือ...ถึงแม้จะเป็นเพียงโจรกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ใช้เวลาไปร่วมสามเดือนแล้วก็ยังมิได้กลับเมืองหลวง นั่นคือการลงโทษเป่ยเว่ยโหวจากฮ่องเต้ ที่กลั่นแกล้งมิให้ได้ใกล้ชิดภรรยา เพราะเขาหลงภรรยาจนลืมการงานมากเกินไป!ท่ามกลางความมืดสงัด ประตูเรือนหอมหมื่นลี้ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับปรากฏร่างชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งย่างเท้าเข้ามาด้วยความเบา เขาเดินไปจุดตะเกียงดวงหนึ่งพอให้เห็นภาพภายในทันทีที่แสงไฟส่องสว่าง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมืดมิดเมื่อครู่ก็ค่อยๆ อ่อนโยนลง
“เหตุใดวันนี้ถึงได้กลับมานอนที่เรือนหอมหมื่นลี้เล่าเจ้าคะ”เหมยกั๋วกระซิบถาม น้ำเสียงติดหยอกล้ออยู่บ้าง หลายวันที่ผ่านมานางเห็นอวิ๋นถิงเพียงไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ!“เหมยกั๋ว เจ้าเอาใหญ่แล้วนะ”“ข้าก็แค่เพียงถามดูเจ้าค่ะ”อวิ๋นถิงคลี่ยิ้ม มองดูอวิ๋นเทียนอี้ที่ค่อยๆ หลับอย่างมีความสุขไปแล้วหลังจากที่ชักชวนบิดาและน้องชายให้ค้างอยู่ที่นี่สักคืนหนึ่งไม่เป็นผล นางก็ได้ฝากผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้มารดา และให้คำมั่นว่านางจะพยายามหาโอกาสชวนจ้าวเฟิงเยี่ยนไปให้ได้คืนนี้เขาส่งคนมาบอกเพียงว่าอาจจะอยู่ในวังหลวงจนดึก นางจึงกลับมานอนที่เรือนหอมหมื่นลี้เป็นการชั่วคราวถือว่าเป็นการ ‘พักผ่อน’เหมยกั๋วขยับกายเข้าไปใกล้ “เหตุใดท่านถึงได้หน้าแดงเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ มิสบายอีกหรือ”อวิ๋นถิงถอนหายใจทั้งที่ใบหน้ายังแต้มไปด้วยรอยยิ้ม“อากาศร้อนไปหน่อย”นางว่าแล้วโบกมือไหว คล้ายจะไล่กลายๆ“เจ้าไปนอนเถิด คืนนี้ข้าดูแลอี้เอ๋อร์เอง”“เจ้าค่ะ”เหมยกั๋วรับคำอย่างแปลกใจทั้งที่หัวคิ้วขมวดติดกันเล็กน้อย นางเดินไปแล้วก็ใช้มือโบกกับอากาศเบาๆจะว่าไปอากาศคืนนี้ก็ค่อนข้างเย็นอยู่บ้าง โบกมือเบาๆ ก็ยังขนลุกซู่เจ้านายนางกลายเป
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่ากระอักออกมาเป็นโลหิตสีแดงฉาน ทั้งจวนก็ดูวุ่นวายอยู่ไปพักใหญ่ จนกระทั่งหมอตู้ตรวจอาการเรียบร้อยและปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้พักผ่อน ภายในจวนถึงกลับมาสงบเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่งหมอตู้บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าได้รับการกระทบจิตใจมากเกินไปเท่านั้นหลังจากนั้นจ้าวเฟิงเยี่ยนจึงเดินทางเข้าวังหลวงไปพร้อมกับฉีเหอ ปล่อยให้อวิ๋นถิง บิดาและน้องชายอยู่ด้วยกันตามลำพังครอบครัวอวิ๋นแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบกันอย่างเพลิดเพลิน ต่างฝ่ายต่างเล่าความเป็นอยู่ของตัวเองที่ดำเนินมาด้วยความลำบากอยู่มาก จากนั้นถึงได้รู้ว่าหลังจากที่บิดามาตามหานางในครั้งนั้นแล้ว เมื่อกลับไปถึงบ้านมารดาของนางก็ล้มป่วยลง ต้องตระเวนตามหมอมาดูแลอาการ ต้มยาวันละสามครั้งมิให้ขาด จึงทำให้เขาและอวิ๋นอันต้องดูแลอีกฝ่ายมิได้ห่างเพราะเกรงว่าอาการจะกำเริบเมื่ออาการของมารดานางดีขึ้นเป็นลำดับ อวิ๋นหยางถึงได้ย้อนกลับมาที่จวนโหวอีกครั้งโดยมีอวิ๋นอันติดตามมาด้วยเพราะเกรงว่าบิดาจะเป็นอะไรไประหว่างการเดินทางได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นถิงก็เบิกตากว้าง“เป็นเช่นนั้นแล้วผู้ใดดูแลท่านแม่เล่าเจ้าคะ”อวิ๋นหยางหัวเราะฮ่าๆ เหลือบมองบุตรชายอย่างมีความ
“จางจิ้ง เจ้าช่วยข้าคิดหาวิธี นับวันเยี่ยนเอ๋อร์หลงสตรีชั่วร้ายนั่นใหญ่แล้ว อีกหน่อยก็คงมิเห็นหัวข้า” ฮูหยินผู้เฒ่าค่อนขอดในขณะที่สาวใช้เบื้องล่างได้แต่ถอนหายใจ“นายหญิง บ่าวคิดว่าฮูหยินน้อยก็มิได้เลวร้ายอะไร...”พลั่ก!!ฮูหยินผู้เฒ่าคว้าหมอนที่แนบอิงโยนใส่ใบหน้าอีกฝ่ายทันทีด้วยความกรุ่นโกรธ“แม้แต่เจ้าก็ยังเข้าข้างนางหรือ!”“บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ”จางจิ้งรีบโขกศีรษะลงกับพื้นแรงๆ นับวันฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มใจร้อนไปกันใหญ่จนแทบควบคุมสติตัวเองไม่ได้ไปแล้ว“องค์หญิงผิงหยางก็เช่นกัน ถูกสามีเพิกเฉยเช่นนี้ยังจะทำตัวมีความสุขอยู่ได้”จางจิ้งได้แต่พัดไกวเจ้านายโดยไม่เอ่ยปากกล่าวอะไร นางได้แต่ฟังเงียบๆ อย่างจนใจเช่นกัน มู่อี๋เหนียงก็ถูกไล่ออกจากจวนไปแล้ว เมื่อไหร่นายหญิงจะเลิกทำให้จวนลุกเป็นไฟเสียทีจนกระทั่งได้ยินสาวใช้ข้างนอกพูดกัน ฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้มีแววตาเป็นประกาย“นายท่านอวิ๋นมา รีบไปบอกท่านโหวเร็วเข้า”ไม่รอช้านางก็รีบออกไปจากเรือนเซียงอี้ ตรงไปยังห้องโถงใหญ่ท่ามกลางสายตาตระหนกตกใจของผู้คนโดยรอบนับสิบคู่ หากแต่มิมีใครกล้าคัดค้านฮูหยินผู้เฒ่ามายังห้องโถงก่อนจะเห็นร่างอวิ๋นหยางและร่างบุรุษวัยย







