LOGINราวกับสวรรค์กำลังให้โอกาส หลังจากถูกสามีใช้กระบี่สังหารจนสิ้นใจ เฉินอวี้หลันก็ได้ย้อนเวลากลับมาก่อนที่จะได้รู้จักเขา กลับมาครั้งนี้นางจะต้องหลีกหนีจากชะตากรรมให้ได้!
View More"ท่านพ่อ ข้าจะไม่แต่งกับผู้ที่ข้าไม่เคยพบเห็นเป็นอันขาด!"
ประโยคนั้นคือคำพูดที่เฉินอวี้หลันกล่าวออกมาเมื่อรู้ว่าบิดาผู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งทัพชายแดนของแคว้นต้าเผิงได้หาคู่หมั้นหมายให้นาง แม้จะได้ยินว่าเขาเป็นถึงทั่นฮวาที่ฮ่องเต้พอพระทัย เป็นคนมีความรู้ความสามารถและมีอนาคตที่สดใสอย่างยิ่ง
ทว่าหลังจากที่นางได้พบกับจูป๋ายเจี่ยน ความคิดของนางก็ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมสเน่ห์อย่างที่เหล่าบัณฑิตที่อยู่กับตำรามาตลอดไม่มี ทั้งยังมีความสุขุมเยือกเย็น รวมถึงท่าทางที่สง่างามอย่างที่หาเปรียบได้ยาก
สิ่งที่ทำให้เฉินอวี้หลันรู้สึกสนใจในตัวเขาขึ้นมา เกิดจากนางได้รู้ว่าเขาสามารถเข้าสอบเคอจวี่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีอำนาจของครอบครัวคอยหนุนหลัง อาจจะกล่าวได้ว่าเขาใช้ความสามารถที่มีผลักดันตัวเองขึ้นมาในตำแหน่งนี้
การสอบเคอจวี่ แม้แต่คนทั่วไปยังรู้ได้ว่ายากแสนยาก ยิ่งไม่มีทรัพย์สินหรือคนหนุนหลังก็อาจจะสอบได้เพียงแค่ตำแหน่งเล็กๆ แต่จูป๋ายเจี่ยนกลับเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นเพียงเด็กกำพร้าและสอบได้ถึงตำแหน่งทั่นฮวา
เนื่องจากบิดาของเฉินอวี้หลันไม่กล้าที่จะบังคับจิตใจของบุตรสาว ทั้งยังเป็นบุตรคนเดียวที่เขามี ดังนั้นเขาจึงได้แนะนำจูป๋ายเจี่ยนให้เฉินอวี้หลันรู้จักก่อน และค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปก่อนที่จะหมั้นหมายกัน
ด้วยอุปนิสัยและการวางตัวของเขา การมาเยี่ยมเยียนเฉินอวี้หลันเป็นประจำ ทำให้นางค่อยๆ ตกหลุมรักเขาอย่างช้าๆ จนกระทั่งหนึ่งปีให้หลัง ข่าวการออกเรือนของบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่เฉินเว่ยก็โด่งดังไปทั่วแคว้นต้าเผิง แม้แต่ฮ่องเต้ยังส่งคำอวยพรมาให้
ในคืนแรกหลังจากแต่งงาน เฉินอวี้หลันนั่งอยู่ในห้องหอ สวมชุดเจ้าสาวสีแดงสดงดงาม สีหน้าเต็มไปด้วยความหวังและความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตกับบุรุษที่นางมอบหัวใจให้ ทว่าเวลาผ่านไป ในห้องหอก็มีเพียงความเงียบสงัด เพราะจูป๋ายเจี่ยนมิได้ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้เลย
เฉินอวี้หลันทำได้เพียงนั่งรออยู่จนถึงรุ่งสาง พยายามปลอบใจตัวเองว่าเขาเพิ่งได้รับตำแหน่งทั่นฮวามาจึงมีธุระที่ต้องจัดการมากมาย เมื่อนางออกจากห้องหอก็พบว่าเขายังคงทำงานอยู่จริงๆ ทั้งยังกล่าวขอโทษนางอย่างจริงใจ ทำให้นางตัดสินใจที่จะทิ้งความขุ่นเคืองใจที่เกิดขึ้นในคืนแรกออกไป
วันเวลาผ่านไป ธุระของจูป๋ายเจี่ยนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เขามักจะหายตัวไปในตอนกลางคืนเสมอ แต่วันรุ่งขึ้นก็จะมาปลอบประโลมจนนางมีความหวัง นางจึงทำได้เพียงปฏิบัติตามหน้าที่ของภรรยาตามประเพณี
กระทั่งเวลาผ่านไปได้เจ็ดวัน จูป๋ายเจี่ยนพาสตรีนางหนึ่งนามว่าไฉเม่ยหุยเข้ามาในจวน จากนั้นไม่นานก็รับนางมาเป็นอนุภรรยา ด้วยเหตุผลที่ว่าแม่นางไฉถูกบุตรชายมักมากของขุนนางตำแหน่งสูงผู้หนึ่งหมายตาและคิดจะบังคับขืนใจให้เป็นอนุภรรยา ซึ่งแม่นางไฉผู้นี้เคยมีบุญคุณต่อเขามาก่อน เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากรับนางมาเป็นอนุภรรยาเพื่อหลีกหนีจากบุตรชายของขุนนางผู้นั้น ซึ่งเฉินอวี้หลันก็ได้แต่พยักหน้า สวมบทบาทเป็นภรรยาที่ใจกว้าง พร้อมกับช่องว่างในใจที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
ยามอยู่ต่อหน้าเฉินอวี้หลัน จูป๋ายเจี่ยนก็มักจะแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้สนใจแม่นางไฉเลย ใช้ชีวิตอยู่กับภาระหน้าที่ของขุนนางขั้นสองอย่างแข็งขัน แต่คืนหนึ่งที่เฉินอวี้หลันนอนไม่หลับ นางก็ได้ไปบังเอิญเห็นเขามุ่งหน้าไปยังห้องของแม่นางไฉและใช้ชีวิตอยู่ในห้องนั้นจนถึงเช้า ส่วนนางก็ได้แต่น้ำตาไหลรินเงียบๆ อย่างโดดเดี่ยว
หลังจากนั้นนับปี ความสัมพันธ์ของเฉินอวี้หลันและจูป๋ายเจี่ยนกลับเป็นเหมือนสามีภรรยากันในนามเท่านั้น ไม่มีการแตะเนื้อต้องตัว ไม่มีความสัมพันธ์เกินเลย แม้แต่การพูดคุยเรื่องทั่วไปยังไม่มี
ชะตาชีวิตของเฉินอวี้หลันยังคงด่ำดิ่งลงไปอีก เมื่อนางได้ข่าวว่าบิดาและมารดาป่วยหนักด้วยโรคประหลาด แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้กลับบ้าน ข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพใหญ่เฉินเว่ยและฮูหยินก็ถูกประกาศไปทั่วแคว้น แม้แต่จวนของจูป๋ายเจี่ยนก็ยังแขวนผ้าขาวแสดงความให้เกียรติแก่แม่ทัพใหญ่ทัพชายแดนด้วย
เฉินอวี้หลันได้แต่โอบอุ้มความหวังที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวไว้ในใจ ใช้ชีวิตในบทบาทของภรรยาที่แสนดีของจูป๋ายเจี่ยน คอยไปร่วมงานกับเขาด้วยความหวังอันริบหรี่ว่าสักวันเขาและนางจะได้ใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากันจริงๆ
แต่ชะตาชีวิตของนางช่างอาภัพนัก หลังจากที่นางกับจูป๋ายเจี่ยนไปร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองชายารองของรัชทายาท นางก็เผลอไปทานอาหารที่มียาพิษที่หมายเข้าไป
พิษร้ายทำลายร่างกายทุกส่วนของนางอย่างโหดเหี้ยม แต่ด้วยความหวังจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับจูป๋ายเจี่ยนทำให้นางมีชีวิตรอดมาได้อย่างยาวนาน จนกระทั่งคืนหนึ่งที่นางนอนอยู่ในห้องหออันแสนโดดเดี่ยว เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะเบาๆ ก็ดังขึ้น
แม้จะมีความหวาดหวั่นเกิดขึ้นภายในใจ แต่ด้วยความสงสัยที่มากกว่า นางจึงลุกขึ้นเดินไปยังประตู เมื่อประตูเปิดออกก็มีบุรุษในชุดขุนนางสีครามผู้หนึ่งยืนรออยู่
ถึงแม้ในยามนี้สีหน้าของเขาจะเรียบเฉย แต่ก็มิอาจบดบังใบหน้าที่ราวกับหยกที่ถูกสลักอย่างปราณีต
“ท่านมาหาข้าในเวลาเช่นนี้มีเรื่องอันใดหรือ?" เฉินอวี้หลันถามด้วยน้ำเสียงไพเราะและอ่อนโยน จับจ้องจูป๋ายเจี่ยนอย่างคาดหวัง
ทว่าสีหน้าของเขากลับราบเรียบ มองนางด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทันใดนั้น กระบี่ที่ซ่อนอยู่ก็ถูกชักออกมาจากฝัก ก่อนที่เฉินอวี้หลันจะได้ตั้งตัว กระบี่เล่มนั้นก็แทงเข้าที่หน้าอกของนาง ความเจ็บปวดแผ่กระจายไปทั่วร่าง
"เหตุใด...เหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้?" นางมองใบหน้าที่ถวิลหามาหลายปีพลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
จูป๋ายเจี่ยนออกแรงดึงกระบี่ ริมฝีปากบางขยับเบาๆ อย่างไร้ความรู้สึก "ถ้าจะโกรธแค้น ก็โกรธแค้นบิดาของเจ้าเถิด"
เรี่ยวแรงของเฉินอวี้หลันเหือดหายไปจนหมด ทำได้เพียงมองใบหน้าของบุรุษที่นางเคยรัก หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน
นางอยากถามถึงสาเหตุ อยากถามถึงความหมายในคำพูดสุดท้ายของเขา อยากถามว่าเขาเคยรักนางบ้างไหม แต่ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านอยู่ที่ทรวงอกทำให้นางไม่มีแรงพอที่จะเอ่ยปากออกไป
ร่างบอบบางทรุดลงกับพื้น หยาดโลหิตไหลย้อมอาภรณ์สีขาวจนแดงฉาน ดวงตาเรียวรีค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ
ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบสงัดไร้สิ่งใด เฉินอวี้หลันรู้สึกว่าตัวเองกำลังย่างเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย กระทั่งเสียงบางอย่างดังขึ้นมา เสียงนั้นเบาเสียจนแทบจะไม่ได้ยิน ยิ่งเวลาผ่านไป เสียงนั้นก็ค่อยๆ ดังขึ้น เพียงแค่ชั่วพริบตาก็ดังเสียจนนางต้องยกมือขึ้นมาปิดหู หมายจะหลีกหนีจากเสียงนั้น
จนกระทั่งนางรู้สึกตัวอีกที ดวงตาของนางก็เบิกโพลง ทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้ไร้ซึ่งจูป๋ายเจี่ยน ไร้ซึ่งความเจ็บปวด มีเพียงความอบอุ่นในยามเช้าและเสียงเคาะประตูที่ยังคงดังอยู่
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าจริงจังของเฉินอวี้หลันก็ตกใจ “อันตรายอะไรหรือ?” “บุรุษสามคนด้านหลัง” เฉินอวี้หลันเอามือชี้ที่ไหล่ของตัวเองเพื่อไม่ให้คนที่นางกล่าวถึงมองเห็น “พวกเขาตามเรามาสักพักหนึ่งแล้ว ข้าคิดว่าคงไม่มีเจตนาดีแน่” ไฉเม่ยหุยตกใจเล็กน้อย พยายามจะหันไปมองแต่ถูกสายตาของเฉินอวี้หลันห้ามไว้ “อย่าหันไปมองตรงๆ” เฉินอวี้หลันกำชับพลางเร่งฝีเท้าขึ้นอีก “เดี๋ยวพวกเขารู้ตัว” ไฉเม่ยหุยที่แอบลอบมองได้สำเร็จก็เห็นบุรุษสามคนจงใจเดินช้าตามที่เฉินอวี้หลันว่ามาจริงๆ จึงรีบถามเฉินอวี้หลันอย่างร้อนใจ “พี่อวี้หลัน พวกเขาตามเรามาจริงด้วย” “เจ้าคิดว่าเจ้าพอจะวิ่งหนีพวกเขาได้หรือไม่?” เฉินอวี้หลันถามตรงๆ “ไม่แน่นอนเจ้าค่ะ” ไฉเม่ยหุยบอกความจริง “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี” เฉินอวี้หลันคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็บอกแผนของตัวเองออกมา “เจ้ารีบวิ่งขึ้นไปหาคนดูแลของวัด ข้าเชื่อว่าวัดชื่อดังเช่นนี้น่าจะมีคนของทางการคอยดูแลอยู่” กล่าวจบนางก็หลับตาลงแว่บหนึ่ง ก่อนจะลืมขึ้นมาพร้อมกับสายตาที่
เฉินอวี้หลันแหงนหน้ามองกลุ่มคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดพักหนึ่งก่อนจะหันมามองสตรีที่อยู่ด้านข้าง “จะว่าไป ข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย” “ข้าแซ่ไฉ ชื่อเม่ยหุย” ไฉเม่ยหุยฉีกยิ้มกว้าง “แล้วท่านล่ะ” “แซ่เฉิน ชื่ออวี้หลัน” นางเอ่ยชื่อจริงหมายจะดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่ไฉเม่ยหุยกลับยังคงมีสีหน้าเช่นเดิม “ดูแล้วท่านน่าจะอายุมากกว่าข้า เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่อวี้หลันจะได้หรือไม่?” ไฉเม่ยหุยจ้องหน้าเฉินอวี้หลันด้วยสายตาอ้อนวอน ในใจของเฉินอวี้หลันรู้สึกขัดแย้งไม่น้อย จิตใต้สำนึกของนางตะโกนก้องว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้าคือสตรีชั่วช้าที่แย่งความรักจากสามีของนางไป แต่อีกใจกลับบอกว่าสตรีตรงหน้าก็แค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ช่าง นางก็มีแผนในใจแล้ว เฉินอวี้หลันยกยิ้มที่มุมปาก “หากเจ้าเรียกข้าเช่นนั้น ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าน้องเม่ยหุยด้วยเช่นกัน” คำตอบของเฉินอวี้หลันทำให้ไฉเม่ยหุยดีใจยิ่งนักจนดวงตาสองข้างเปล่งประกาย เฉินอวี้หลันรู้สึกใจ
“แม่นางเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ!?” ไฉเม่ยหุยจับมือผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือนางไม่ให้ตกบันไดไว้อย่างแน่นหนาด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าทันทีที่ผู้มีพระคุณเห็นใบหน้านางแล้วจะนิ่งไปเช่นนี้ “อวี้หลัน เจ้าเป็นอะไรไป?” แม้กระทั่งเฉินฮูหยินก็รู้สึกว่าบุตรสาวแปลกไปจริงๆ เฉินอวี้หลันที่ถูกเรียกหลายครั้งพลันได้สติกลับมาจากห้วงอดีต นางรีบส่ายบหน้าปฏิเสธ “เปล่าเจ้าค่ะ ลูกแค่ตกใจเกินไป ไม่คิดว่าจะมีคนตกบันไดต่อหน้าต่อตาเช่นนี้” เฉินฮูหยินระบายลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “แม่เข้าใจ แม่เองก็ตกใจเหมือนกัน” ตัวการอย่างไฉเม่ยหุยจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตา กล่าวเสียงค่อย “ขออภัยท่านทั้งสองด้วยเจ้าค่ะ เป็นข้าที่เดินไม่ระวังเอง” “หาใช่ความผิดเจ้า” เฉินอวี้หลันรีบปฏิเสธ “เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิดทั้งนั้น อย่าโทษตัวเองเลย” ไฉเม่ยหุยเงยหน้าขึ้นมา แม้ขอบตาจะเริ่มรื้น แต่ก็มีรอยยิ้มออกมาแล้ว ยิ่งเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ในใจเฉินอวี้หลันยิ่งปั่นป่วน เพราะคนที่อยู่เบื้องหน้าในตอนนี้คือ
“ฮูหยิน แม่นางผู้นี้คือแม่นางไฉ นามว่าเม่ยหุย” จูป๋ายเจี่ยนผายมือไปยังสตรีรูปร่างเล็กบอบบางในชุดสีชมพูที่ถูกตัดอย่างเรียบง่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย “นางคือผู้มีพระคุณของข้าในอดีต แต่ตอนนี้นางกำลังเดือดร้อน ข้าจึงพานางมาที่จวนก่อน” เฉินอวี้หลันมองตามด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ทั้งๆ ที่นางเพิ่งแต่งเข้าสกุลจูเพียงแค่เจ็ดวัน แต่เขากลับพาสตรีเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักเสียแล้ว จูป๋ายเจี่ยนมองดูสีหน้าของภรรยาที่เพิ่งตบแต่งเข้ามาพักหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปยืนเบื้องหน้า “ฮูหยินอย่าได้กังวล แม่นางไฉเป็นเพียงผู้มีพระคุณของข้าเท่านั้น มิได้มีอะไรเกินเลย” ด้วยคำปลอบโยนที่ชวนให้คนสบายใจของเขาทำให้นางยิ้มออกมา “ถ้าหากนางเป็นผู้มีพระคุณของท่านพี่ ท่านก็ควรช่วยเหลือนางอย่างสุดกำลัง อย่าได้กังวลเรื่องข้าเลย” จูป๋ายเจี่ยนได้ยินก็พยักหน้าและยกยิ้มให้นางบางๆ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะเข้าใจ” ในเวลานั้นเฉินอวี้หลันได้แต่เชื่อใจสามีที่นางเพิ่งแต่งอย่างสุดใจ ทว่าสองเดือนหลังจากนั้น นางกลับได้ยินบ่าวรับใช้พูดคุยกันว่าจูป๋ายเจี่ยนรับแม่นางหุยเข้ามาเป็





