LOGINหลิน หญิงสาววัย 25 ปีทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต วันหนึ่งเธอประสบอุบัติเหตุระหว่างทำงานและเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝัน แต่แทนที่จะจบชีวิต เธอกลับพบว่าตัวเองทะลุมิติไปในยุคจีนโบราณในร่าง "หลินซูเหยา"
View Moreตอนที่ 1 ร้านสะดวกซื้อ
แสงไฟสลัวจากร้านสะดวกซื้อขนาดย่อมส่องลอดกระจกใส หลิน หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี สวมเสื้อยูนิฟอร์มสีเขียวหม่น มือข้างหนึ่งจับไม้ถูพื้น ส่วนอีกข้างวางไว้บนสะโพก ผมหางม้ารวบหลวม ๆ ติดเหงื่อเล็กน้อย ใบหน้าสวยหวานมีความเรียบง่ายแบบธรรมชาติที่สะท้อนถึงต้นกำเนิดจากหมู่บ้านเล็ก ๆ บนดอย ดวงตาของเธอแม้จะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ยังคงเปล่งประกายมีชีวิตชีวา “หลิน วันนี้ถูพื้นรอบสามแล้วนะ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง หลินยิ้มตอบบาง ๆ “อยากให้ร้านสะอาดน่ะ เดี๋ยวโดนผู้จัดการบ่นอีก” เสียงของเธอมีสำเนียงที่แฝงกลิ่นอายของถิ่นฐานเดิม แม้จะพยายามปรับให้เหมือนคนกรุงเทพฯ แต่ก็ยังมีความน่าฟังในแบบของตัวเอง เมื่อเพื่อนเดินจากไป หลินหันกลับมาสนใจพื้นตรงหน้า กลิ่นน้ำยาถูพื้นลอยคลุ้งในอากาศ เธอเหม่อมองภาพสะท้อนของตัวเองบนพื้นกระเบื้องขาว ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ ‘ชีวิตมนุษย์เงินเดือนนี่มันน่าเบื่อจริง ๆ เลยเนอะ’ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งร้านใกล้ปิด หลินกลับมาเก็บกวาดอีกครั้ง แต่จังหวะที่หลินถอยหลังไปหนึ่งก้าว เท้าของเธอเผลอไปโดนถังน้ำที่วางอยู่ข้างหลัง เสียงน้ำกระฉอกดัง “ฉ่า!” พื้นกระเบื้องที่เพิ่งถูยังเปียกลื่น ร่างของหลินก็เสียหลักทันที “ว้ายย!!...” เธอร้องเสียงหลง ร่างบางล้มกระแทกพื้นอย่างแรง หัวของเธอฟาดเข้ากับกระเบื้องขาวเสียงดัง โป๊ก! ความเจ็บแล่นแปลบเข้ามาในเสี้ยววินาที ทุกอย่างในสายตาพร่าเลือน ราวกับเวลาหยุดหมุน ลมหายใจเธอสะดุด หัวใจเต้นช้าลง ความรู้สึกหนาวเย็นค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอพยายามตั้งสติจะลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง ใจหนึ่งยังคงห่วงงานที่ค้างคา อีกใจหนึ่งก็นึกถึงแม่ที่อยู่บ้านเกิด ความคิดถึงบ้านที่เธอพยายามเก็บซ่อนเอาไว้พลันเอ่อล้นออกมาในวินาทีที่เธอรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะหมดแรง “แม่…หลินคิดถึงแม่…” เสียงกระซิบแผ่วเบาเล็ดลอดจากริมฝีปาก ก่อนที่สติของเธอจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลินรู้สึกเหมือนตัวเองจมดิ่งอยู่ในห้วงความฝัน เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก สิ่งแรกที่เห็นคือหญ้าคา ตรงมุมห้องมืดสลัวปรากฏแสงจากกองไฟเล็ก ๆ ริมเตียง เธอรู้สึกร่างกายหนักอึ้ง ‘นี่เราตายแล้วหรือ…? หรือว่ายังไม่ตาย?’ หลินค่อย ๆ ขยับนิ้วมือและแขนขา พบว่ายังขยับได้ เธอพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง สายตากวาดมองไปรอบห้อง มันเป็นกระท่อมเล็ก ๆ ผนังดินเรียบง่าย มีของใช้พื้นบ้านเก่า ๆ กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ด้านหนึ่งของห้องมีโต๊ะเตี้ย ๆ ที่วางถ้วยชามดินเผาไว้ “เอ๊ะ…?” เสียงของเธอแหบพร่าอย่างไม่คุ้นเคย หลินซูเหยาเอามือจับศีรษะ มึนงงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นมือของตัวเอง เธอก็ต้องตกใจ นิ้วมือเรียวยาว ผิวขาวนวลเนียนแตกต่างจากเดิมที่เป็นผิวขาวเหลือง จังหวะนั้นเอง ประตูไม้เก่า ๆ ที่ผุพังส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนจะหลุดจากบานพับ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาสวมเสื้อผ้าผ้าฝ้ายหยาบสีหม่น ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาดำขลับแวววาวเหมือนหยกดำ ทว่ารูปร่างของเขาผอมไปหน่อย เขาเดินเข้ามาหยุดตรงปลายเตียง ก้มหน้ามองหญิงสาวบนเตียงด้วยสายตาสงสัย หลินอ้าปากพยายามจะพูดอะไรสักอย่างแต่เสียงติดอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มยืนนิ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง สายตาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาแบบแปลกๆ มองมาที่เธอ “เหยาเหยา…เป็นอะไรหรือเปล่า?” หลินเบิกตากว้างด้วยประหลาดใจอีกครั้ง เธอเข้าใจสิ่งที่เขาพูดได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ประโยคเหล่านั้นไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษาจีน! ‘นี่เราเข้าใจภาษาจีนได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’ หลินคิดในใจอย่างตื่นตระหนก เธอไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนเลยในชีวิต แต่คำพูดของชายหนุ่มกลับชัดเจนในหัวของเธอราวกับเป็นภาษาแม่ เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ความสับสนทำให้เธออึกอักอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่คำพูดจะหลุดออกมาจากปากของเธอโดยไม่ทันได้ตั้งใจ “ข้า… ข้าไม่เป็นไร…” ทันทีที่เสียงของเธอเปล่งออกมา หลินก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะคำพูดที่ออกมาจากปากของเธอกลับเป็นภาษาจีนเช่นกัน! น้ำเสียงของเธอฟังดูแปลกหู ราวกับเป็นของใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเธอเอง หลินมึนงง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?!หกปีต่อมาในช่วงเวลาที่ผ่านไป ชีวิตของหลินซูเหยาและจินหานเต็มไปด้วยความสุขและความท้าทายใหม่ ๆ เนื่องจากหลินซูเหยาได้ให้กำเนิดลูกถึงสามคน แต่ละคนมีบุคลิกและลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป ทำให้บ้านหลังเล็ก ๆ ของพวกเขาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นลูกคนแรก ชื่อว่า จินหลิง เด็กชายมีความนิ่งสงบและฉลาด เขาชอบอ่านหนังสือและมักจะนั่งฟังเรื่องราวจากพ่อแม่ด้วยความตั้งใจ เขามักจะคิดไตร่ตรองก่อนที่จะพูดหรือทำสิ่งใดเสมอลูกคนที่สอง ชื่อว่า จินเฟิง เป็นเด็กหญิงที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางมีความกล้าหาญและไม่เคยกลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ จินเฟิงชอบเล่นกลางแจ้งและมักจะชวนพี่น้องไปผจญภัยในป่าหรือทุ่งหญ้ารอบบ้าน นางมีความสดใสร่าเริงและมักจะทำให้คนรอบข้างยิ้มได้เสมอลูกคนสุดท้าย ชื่อว่า จินหนิง เด็กหญิงที่อ่อนโยนและจิตใจดี นางเป็นคนที่มีความใจเย็นและชอบเลี้ยงกระต่าย ในยามบ่ายที่แสงแดดอ่อนลง หลินซูเหยาและเซียวจินหานก็พาลูกๆ ออกมาช่วยกันเก็บผักที่แปลงหน้าบ้านไปทำอาหารหลังจากเก็บผักเสร็จ พวกเขาก็พากันกลับเข้าบ้าน บรรยากาศในครัวเต็มไปด้วยความสดใสและอบอุ่น หลินซูเหยาเริ่มเตรียมอาหารด้วยความชำนาญ ใ
ตอนที่ 33 มาเยี่ยมสามเดือนต่อมาท้องของหลินซูเหยาเริ่มโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จินหานดูแลนางอย่างดี เขาอาสาทำงานบ้านและนำผักกับซาลาเปาไปขายที่ตลาดแทนนาง เขาไม่ยอมให้นางหยิบจับอะไรเลยวันหนึ่ง ขณะที่หลินซูเหยากำลังนั่งพรวนดินแปลงผักอยู่หน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าเป็นซ่งอ๋องที่เดินทางมาพร้อมกับผู้ติดตาม นางก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยซ่งอ๋องก้าวลงจากม้าด้วยท่าทางสง่างาม เขาเดินเข้ามาหาหลินซูเหยาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่เมื่อสายตาของเขาเห็นท้องที่โตขึ้นของนาง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นผิดหวังเล็กน้อย“ยินดีที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง เหยาเหยา” ซ่งอ๋องเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แต่แฝงไปด้วยความเศร้าใจเล็กน้อยหลินซูเหยายิ้มตอบ “ยินดีที่ได้พบเช่นกัน ท่านอ๋อง ขอบคุณที่มาเยี่ยมพวกเรา” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพในขณะนั้น จินหานที่กำลังกลับมาจากตลาดก็เดินเข้ามา เขายิ้มต้อนรับซ่งอ๋องอย่างเป็นมิตร “ท่านอ๋องมาเยี่ยมเราถึงที่นี่ เป็นเกียรติอย่างยิ่ง”ซ่งอ๋องพยักหน้า “ข้าผ่านทางมาแถวนี้พอดีเลยแวะมาเยี่ยมพวกเจ้า ข้าเห็นว่าพวกเจ้าทั้งสองมีความสุข ข้าก็ดีใ
ตอนที่ 32 เป็นพ่อคนแล้ววันเวลาผ่านไป พวกเขายังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขในทุกวัน หลินซูเหยากับจินหานกลายเป็นคู่รักที่ชาวบ้านต่างชื่นชม แม้ชีวิตจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาก็มีความสุขในแบบของตัวเอง เช้าวันต่อมา หลินซูเหยารู้สึกคลื่นไส้และไม่สบายตัว นางพยายามลุกขึ้นมาทำงานบ้านตามปกติ แต่ความรู้สึกอยากอาเจียนก็ทำให้นางต้องรีบวิ่งไปที่ลานหลังบ้านเพื่ออ้วกออกมาจินหานที่กำลังอยู่ใกล้ ๆ พอได้ยินเสียง ก็รีบวิ่งไปหานางด้วยความเป็นห่วง “เหยาเหยาเป็นอะไร!” เขาถามด้วยน้ำเสียงตกใจหลินซูเหยาสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้เขา “ข้าไม่เป็นไรหรอกจินหาน แค่รู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อย”จินหานยิ่งขมวดคิ้วเป็นปมใหญ่ “เจ้าไม่สบายหรือเปล่า? ข้าจะไปเรียกหมอมาดูเจ้า”หลินซูเหยาส่ายหน้าช้า ๆ นางยื่นมือไปจับมือของจินหาน และค่อย ๆ วางมือนั้นบนหน้าท้องของตนเอง “จินหาน ข้าคิดว่า...เจ้าตัวเล็กคงมาแล้วล่ะ”ดวงตาของจินหานเบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เขากระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ อย่างกับเด็กน้อย “ข้าจะมีลูกแล้วใช่ไหมเหยาเหยา! ข้าจะได้เป็นพ่อแล้วใช่ไหม!”หลินซูเหยาพยักหน้าให้เขาพร้อมกับยิ้มอ่อนโยน
ตอนที่ 31 ข้าไม่ใช่ลูกสาวของพวกท่านหลินซูเหยาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน “พวกท่านคิดว่าข้าจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้ตามที่พวกท่านต้องการหรือ? หลังจากที่พวกท่านทอดทิ้งข้าไปแล้วเนี่ยนะ!”หลินจื้อเฉียงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวและชี้นิ้วหน้าหลินซูเหยา “เจ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าทำให้พวกเราต้องอับอายขายหน้าในหมู่บ้าน พวกเราจะกล้าทอดทิ้งเจ้าอย่างนั้นหรือ?...เจ้าคิดว่าพวกเรามีความสุขนักหรือที่ต้องทำแบบนั้น แต่ตอนนี้พวกเรากลับมารับเจ้าแล้ว เจ้าควรจะดีใจสิ! เจ้าควรจะขอบคุณพวกเราที่มาช่วยให้เจ้าได้โอกาสใหม่ ไม่ต้องอยู่กับไอ้คนปัญญาอ่อนไปตลอดชีวิต!”คำพูดของหลินจื้อเฉียงทำให้หลินซูเหยาตัวสั่นด้วยความโกรธ นางกำหมัดแน่นและสูดหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตารังเกียจ“พวกท่านคิดว่าข้าควรจะดีใจอย่างนั้นหรือ?” นางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะสูดหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์แล้วพูดต่อ“พวกท่านทอดทิ้งข้าในวันที่ข้าต้องการพวกท่านมากที่สุด พวกท่านไม่เคยสนใจว่าข้าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ไม่เคยสนใจว่าข้าจะต้องเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแค


















reviews