تسجيل الدخول“พี่เยี่ยน!! ข้าเจ็บ!!”
เสียงหวานกล่าวออกมาอย่างตกใจ เหตุใดถึงได้รู้สึกหัวใจของนางกำลังถูกปิ่นเล่มนั้นจ้วงแทงจนสุดกำลัง
“ฮูหยิน! ฮูหยินเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” เสียงเรียกพร้อมๆ กับร่างบอบบางที่สั่นด้วยแรงเขย่าของเหมยกั๋ว สาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังอยู่จวนแม่ทัพทิศประจิม ถึงแม้จะมีศักดิ์เป็นสาวใช้ อาจจะเพราะอีกฝ่ายมีอายุน้อยกว่านางถึงสามปี นางจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายน้องสาวเสียมากกว่า
อวิ๋นถิงสะดุ้งตื่นพร้อมๆ กับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างร้อนรน อีกทั้งลมหายใจของนางยังถี่ชันด้วยความตกใจ มือเล็กข้างหนึ่งยกขึ้นกอบกุมหน้าอกข้างซ้ายอย่างเผลอไผล ดวงตาแฝงความทุกข์ระทมยิ่ง
“ข้าเพียงฝันร้ายเท่านั้น”
เหมยกั๋วพ่นลมออกจากปากด้วยความไม่พอใจนัก
“ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าฮูหยินสุขภาพร่างกายมิแข็งแรง ฮูหยินผู้เฒ่ายังรังแกท่านจนเจ็บไข้เช่นนี้ เหตุใดจึงมิบอกท่านแม่ทัพเล่าเจ้าคะ”
อวิ๋นถิงฟังวาจานั่นแล้วก็คลี่ยิ้มเยาะหยัน
“กล่าวไปก็มิต่างชักชวนให้เขาหัวเราะซ้ำเติมข้า เจ้าก็เห็นมิใช่หรือว่าสามปีที่ผ่านมา นอกจากเจ้าแล้วมีใครที่นี่ดีต่อข้าบ้าง”
เหมยกั๋วทำท่าจะอ้าปาก แต่เมื่อฟังคำผู้เป็นนายแล้วก็ได้แต่สะกดกลั้นวาจา ในที่สุดก็เอ่ยออกมาคล้ายเคียดแค้นอยู่บ้าง
“ท่านส่งข้าน้อยไปรายงานต่อนายท่านก็ยังดี”
ในที่สุดก็อดคิดไปถึงอดีตแม่ทัพทิศประจิมไม่ได้ หากนายท่านรู้ว่าแท้จริงแล้วบุตรสาวของเขามิได้รับความสุขสบายอย่างที่ปรารถนา นายท่านจะต้องหาทางช่วยเหลือมิให้คนพวกนี้รังแกได้แน่
ทว่าหญิงสาวกลับโคลงศีรษะช้าๆ
“เจ้าทราบสถานะของสกุลอวิ๋นและสกุลจ้าวตอนนี้ดี หากทำอะไรลงไปแล้วแม้แต่ชีวิตก็มิอาจรักษา”
หรืออีกเหตุผลหนึ่งนางมิอยากให้เรื่องนี้ไปถึงหูของท่านพ่อ การใช้ชีวิตที่พลิกผันเช่นนี้ย่อมมิใช่เรื่องง่าย เกรงว่าหากนำเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปบอกอีก จะเป็นการสร้างความลำบากเสียเปล่าๆ
อย่างเช่น...เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
อวิ๋นถิงหลุบตาต่ำลงแววเศร้าสร้อย
“งานมงคลเริ่มแล้วหรือไม่”
เหมยกั๋วอึกอัก ส่งเสียงตอบออกไปแผ่วเบา
“เริ่มแล้วเจ้าค่ะ”
งานมงคล ที่ว่าทำให้อวิ๋นถิงใช้มือลูบผิวกายอย่างเลื่อนลอย รู้สึกหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ
วันนี้คือวันมงคลอีกหนึ่งวันของสามีนาง...เป็นงานแต่งงานครั้งที่สามของจ้าวเฟิงเยี่ยนกับองค์หญิงแคว้นเหลียง ผู้ซึ่งเป็นเชลยศึกจากการรบครั้งล่าสุดของแม่ทัพบูรพา
หรือจะกล่าวให้ถูกต้องนั่นก็คือฮ่องเต้ทรงเกรงกลัวว่าแคว้นเหลียงจะคิดไม่ซื่อก่อตั้งกองทัพกระด้างกระเดื่อง จึงใช้องค์หญิงแห่งแคว้นเหลียงตบแต่งกับจ้าวเฟิงเยี่ยนเพื่อคิดกักกันเป็นตัวประกัน
ส่วนงานมงคลครั้งที่สองน่ะหรือ...
อวิ๋นถิงใช้มือทั้งคู่กอบกุมกันแน่น
อนุคนแรกของจ้าวเฟิงเยี่ยนถูกแต่งเข้ามาหลังจากที่นางออกเรือนมาได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
มู่ลี่เจิน...บุตรสาวบุญธรรมของญาติผู้น้องคนหนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่า ตามศักดิ์แล้วนางสมควรเป็นญาติผู้น้องของจ้าวเฟิงเยี่ยนจึงจะถูก แต่ถึงกระนั้นด้วยการสนับสนุนของฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำให้นางแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของจ้าวเฟิงเยี่ยนอีกคน
จำได้ดีว่าเมื่อข่าวแพร่สะพัดไป บิดาของนางเข้ามาถึงจวนแม่ทัพบูรพาด้วยใบหน้าเครียดขึ้งและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ นางจึงเพียงบอกกล่าวกับบิดาไปว่า
บุรุษผู้มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง มีสามภรรยาสี่อนุย่อมมิใช่เรื่องแปลกประหลาด หากนางมีจิตใจคับแคบแล้วไซร้ก็มิต่างจากทำผิดจารีต ทำให้ผู้คนก่นด่าเอาได้
อวิ๋นถิงยิ้มขมขื่น ถึงแม้ปากจะบอกออกไปเช่นนั้นแต่ในใจของนางกลับปวดหนึบยิ่งกว่าถูกฮูหยินผู้เฒ่ารังแกเอาเสียอีก
“เหมยกั๋ว...เจ้าออกไปก่อนเถอะ”
สาวใช้เพียงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตรอมตรมของเจ้านาย มีท่าทีอึกอัก แต่ในที่สุดก็ผงกศีรษะลง เหลือบมองถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะ
“อย่าลืมดื่มยาด้วยนะเจ้าคะ”
“เข้าใจแล้ว”
อวิ๋นถิงมองดูแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งประตูถูกปิดลง ร่างเล็กถึงได้ขยับกายเอื้อมไปหยิบหีบใบเล็กใบหนึ่งที่วางอยู่ใต้เตียง หยิบเอาปิ่นเงินเล่มหนึ่งขึ้นมาโอบกอดอย่างทะนุถนอม
น้ำตาเม็ดหนึ่งกลิ้งกลอกลงบนพวงแก้มราวกับเพชรเม็ดหนึ่ง
ในที่สุดดวงตาเศร้าสร้อยจึงปิดลง...
-----------------------------------------------------------------------
ร่างสูงใหญ่ในชุดมงคลสีแดงสดก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทีเย็นชา มองดูร่างองค์หญิงผิงหยางที่นั่งยืดตัวตรงอยู่บนเตียง
ร่างสูงตระหง่านสาวเท้าเข้าไปใกล้พร้อมๆ กับโบกมือไล่บรรดาสาวใช้ออกไป ในที่สุดภายในห้องก็เหลือเพียงพวกเขาสองคน บรรยากาศภายในจึงเต็มไปด้วยความอึมครึมอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือเปิดผ้าคลุมแดงอย่างรวดเร็ว มิสนใจแม้แต่จะใช้คันชั่งที่วางอยู่ให้เสียเวลา หลังจากนั้นจึงทรุดตัวนั่งลง หยิบเอาจอกสุรามาไว้ในมือแล้วกระดกเข้าปากอย่างรวดเร็ว
องค์หญิงผิงหยางกลืนน้ำลายหนึ่งอึก มองอีกฝ่ายอย่างใช้ความคิด
“โหวเหย่...”
“หิวหรือไม่” จ้าวเฟิงเยี่ยนเลื่อนถาดอาหารมงคลไปตรงหน้านางในขณะที่มือหนึ่งยังถือจอกสุราอยู่
“ขอบคุณท่าน”
แม้วาจาจะเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทว่ามือทั้งสองกับบีบกันแน่น ไม่ยอมเอื้อมออกมารับอาหารเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยคล้ายประหม่าอยู่ในที
ดวงตาหวานซึ้งมองดูการกระทำของเขาอย่างครุ่นคิด
บุรุษเรือนร่างกำยำแข็งแรงที่เต็มไปด้วยความสามารถเช่นเขา...ได้รับพระราชทานรางวัลจากฮ่องเต้มากมายถึงเพียงนั้น เหตุใดนางถึงได้รู้สึกคล้ายอีกฝ่ายมีเรื่องให้ทุกข์ใจเช่นนั้นกัน
“โหวเหย่...”
จ้าวเฟิงเยี่ยนปรายสายตามองนางอย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก สายตาเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
“ข้าทำให้เจ้าอึดอัด?”
องค์หญิงผิงหยางเม้มปากแน่น
“ท่านจะ...ร่วมหอกับข้าหรือไม่”
ว่าไปแล้วน้ำเสียงก็สั่นสะท้านอย่างไม่รู้ตัว เห็นเขาจ้องมองมาด้วยดวงตาว่างเปล่านั่นแล้วยิ่งทำให้นางมีท่าทีแปลกประหลาด พวงแก้มขาวแดงก่ำด้วยความเขินอาย
ทว่ายังมิทันจะเอ่ยตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบุรุษก็เดินตรงมายังหน้าห้องหอ ประสาทสัมผัสที่ว่องไวเกินคนปกติของจ้าวเฟิงเยี่ยนทำให้ร่างสูงใหญ่ก้าวออกไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของทหารคนสนิทสะดุ้งเล็กน้อย เขาจำได้ว่ายังมิได้เอ่ยวาจาเรียกท่านแม่ทัพเลยสักคำ คืนเข้าหอเช่นนี้เขาควรจะจดจ่ออยู่กับเจ้าสาวมิใช่หรือ!
จ้าวเฟิงเยี่ยนมองดูกลุ่มคนร่วมสิบที่ยืนเรียงกันเป็นระเบียบ เบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอยู่หลายส่วน
“เกิดอะไรขึ้น”
ฉีเหอ ส่งยิ้มแห้งๆ
“ฝ่าบาททรงเรียกตัวโหวเหย่เข้าเฝ้าโดยด่วนขอรับ”
“ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ”น้ำเสียงละล่ำละลักถามอย่างตระหนกของเหมยกั๋วทำให้อวิ๋นถิงพยายามลืมตาขึ้นมองทันทีที่เห็นเพดานด้านบน กลิ่นบุปผาจากน้ำมันหอมดอกไป่เหออันเป็นกลิ่นประจำตัวของนางแล้ว นางก็พอจะเดาออกว่าที่นี่คือเรือนหอมหมื่นลี้แล้ว“ฮูหยินน้อย”หมอตู้ก้มหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนอย่างไม่รู้ว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่หากแต่อวิ๋นถิงกลับกระตุกยิ้ม แฝงไปด้วยความเศร้า“ตั้งแต่เกิดมาสุขภาพข้าก็มิแข็งแรง กล่าวมาเถิดว่าร่างกายข้าเป็นอะไรไปอีก”“เรียนฮูหยินน้อย ท่านตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้วขอรับ” หมอตู้กล่าวออกมาแผ่วเบาในขณะที่คนฟังกลั้นหายใจด้วยแววตาสั่นระริก “เนื่องจากร่างกายท่านไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ยามตั้งครรภ์จึงต้องดูแลให้ดีเป็นพิเศษ ข้าน้อยจะสั่งเทียบยาไว้ให้...”ทั้งอวิ๋นถิงและเหมยกั๋วหันสบตากันอย่างหนักใจ มือบอบบางยกขึ้นนวดระหว่างคิ้วอย่างใช้ความคิด เรื่องมงคลที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ดีนัก นางไม่คิดว่าร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไปเช่นนี้จะสามารถตั้งครรภ์ได้ถึงจะตั้งครรภ์แล้วอย่างไร...ผู้อื่นนางล้วนไม่ใส่ใจนัก สิ่งที่นางกลัวคือจ้าวเฟิงเยี่ยนจะรู้สึกอย่างไร เขาจะยินดีที่นางมีบ
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดร่างบอบบางคล้ายกิ่งเหมยร่างหนึ่งก็ยืนหยัดอยู่หน้าเรือนเซียงอี้ตามจารีตประเพณีแล้ว นางต้องพาสะใภ้ทุกคนในบ้านมาเคารพแม่สามีพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทว่าวันนี้นางกลับตื่นสายไปถึงหนึ่งชั่วยาม เดาได้ว่ามู่ลี่เจินและองค์หญิงแคว้นเหลียงคงจะเข้าไปภายในแล้วนี่คือสิ่งที่นางอึดอัด...ปกติมาเคารพตามเวลาก็ถูกเพ่งเล็งอยู่แล้ว วันนี้นางมาสายเช่นนี้ นางมั่นใจว่าแม่สามีจะต้องหาเรื่องลงโทษอีกแน่นอนเมื่อสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือเย็นเฉียบถูกันไปมา ในที่สุดก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไปดวงตากลมโตเหลือบมองภายในห้องอย่างรวดเร็ว บนเตียงฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนอนให้หมอตู้ตรวจชีพจร ส่วนมู่ลี่เจินและองค์หญิงผิงหยางยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ปลายเตียง รวมไปถึงสาวใช้อีกสองคนกำลังจับจ้องนางเป็นตาเดียวอวิ๋นถิงก้าวเข้าไปพอประมาณ คุกเข่าลงมิได้เอ่ยวาจา รอจนหมอตู้ผละออกจากร่างฮูหยินผู้เฒ่า หลังจากนั้นคนบนเตียงถึงได้หยัดแขนลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปที่สะใภ้เอกอย่างชิงชังโดยไม่คิดปิดบัง“ข้าคิดว่าเจ้าจะมิมาแล้วเสียอีก”“ถิงถิงจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ถิงถิงขออภัยท่านแม่ เป็นเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี ถึ
“ฮูหยินหลับไปแล้วเจ้าค่ะ”ได้ยินเสียงเหมยกั๋วเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจดวงตาหงส์อันแสนหนักอึ้งก็ค่อยๆ เผยอขึ้นพร้อมกับความเมื่อยขบที่เต็มไปทั่วสรรพางค์กาย แขนข้างหนึ่งที่ถูกใช้หนุนนอนเป็นหมอนรู้สึกชาไปหมดทำได้เพียงขยับกายเล็กน้อยเท่านั้น ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวตรงเข้ามาหานางแสงไฟจากตะเกียงสะท้อนให้เห็นเสี้ยวใบหน้าคมที่ขมวดคิ้วเครียดขมึง เส้นผมยาวดำขลับพลิ้วไหวตามแรงลมและความเร็วยามก้าวเดิน ดวงตาดุจมังกรคู่นั้นกำลังจ้องมองนางคล้ายมองคนแปลกหน้าคนหนึ่งแม้ภายในใจจะร่ำไห้ ทว่าดวงหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มจางๆ“ท่านพี่ มีอะไรหรือเจ้าคะ” อวิ๋นถิงยืดตัวขึ้นยืน รีบซุกซ่อนปิ่นเงินอันนั้นลงก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปกปิดไว้อย่างแนบเนียนจ้าวเฟิงเยี่ยนหยุดลงตรงหน้านางเพียงหนึ่งก้าวนางยังแสร้งกระตุกยิ้ม เอ่ยวาจาอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายได้แต่จ้องมองอย่างเงียบๆ“ท่านพี่ คืนนี้เป็นคืนมงคลของท่าน...ท่านมิควรจะออกจากห้องหอเช่นนี้”เสียงแว่วหวานนั้นแผ่วลงในช่วงท้าย จมูกร้อนแดงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ดวงตากลมโตคู่นั้นหลุบต่ำลงชายหนุ่มเม้มปากแน่น มองดูกิริยาท่าทางของนางแล้วมือทั้
“พี่เยี่ยน!! ข้าเจ็บ!!”เสียงหวานกล่าวออกมาอย่างตกใจ เหตุใดถึงได้รู้สึกหัวใจของนางกำลังถูกปิ่นเล่มนั้นจ้วงแทงจนสุดกำลัง“ฮูหยิน! ฮูหยินเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” เสียงเรียกพร้อมๆ กับร่างบอบบางที่สั่นด้วยแรงเขย่าของเหมยกั๋ว สาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังอยู่จวนแม่ทัพทิศประจิม ถึงแม้จะมีศักดิ์เป็นสาวใช้ อาจจะเพราะอีกฝ่ายมีอายุน้อยกว่านางถึงสามปี นางจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายน้องสาวเสียมากกว่าอวิ๋นถิงสะดุ้งตื่นพร้อมๆ กับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างร้อนรน อีกทั้งลมหายใจของนางยังถี่ชันด้วยความตกใจ มือเล็กข้างหนึ่งยกขึ้นกอบกุมหน้าอกข้างซ้ายอย่างเผลอไผล ดวงตาแฝงความทุกข์ระทมยิ่ง“ข้าเพียงฝันร้ายเท่านั้น”เหมยกั๋วพ่นลมออกจากปากด้วยความไม่พอใจนัก“ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าฮูหยินสุขภาพร่างกายมิแข็งแรง ฮูหยินผู้เฒ่ายังรังแกท่านจนเจ็บไข้เช่นนี้ เหตุใดจึงมิบอกท่านแม่ทัพเล่าเจ้าคะ”อวิ๋นถิงฟังวาจานั่นแล้วก็คลี่ยิ้มเยาะหยัน“กล่าวไปก็มิต่างชักชวนให้เขาหัวเราะซ้ำเติมข้า เจ้าก็เห็นมิใช่หรือว่าสามปีที่ผ่านมา นอกจากเจ้าแล้วมีใครที่นี่ดีต่อข้าบ้าง”เหมยกั๋วทำท่าจะอ้าปาก แต่เมื่อฟังคำผู้เป็นนายแล้วก็ได้แต่สะกดกลั้นวาจา
ก่อนหน้าจะเกิดสงครามนั่น สองสกุลต่างมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน คนทั้งสองบ้านต่างแวะเวียนไปมาหาสู่จนบิดาของเขาและอวิ๋นหยางเกิดคำมั่นสัญญาว่าจะให้เขาและบุตรสาวคนโตแต่งงานกันแต่ในสงครามครั้งนั้น บุรุษชั่วร้ายผู้นี้กลับทอดทิ้งให้บิดาของเขาตายในสนามรบต่อหน้าต่อตาเพราะกลัวว่าเมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงจะต้องถูกแบ่งความดีความชอบ!เมื่อนั้นสกุลอวิ๋นรุ่งเรืองจนถึงที่สุด ในขณะที่บ้านเขาต่างตกอยู่ในห้วงโศกเศร้าสูญเสีย เขาซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวต้องผันตัวเองไปสมัครเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบสองเพื่อส่งเงินมาให้ครอบครัวอย่างยากลำบาก กว่าจะถึงวันนี้เขาต้องมีบาดแผลมากมายเพียงใด!จ้าวเฟิงเยี่ยนเค้นเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย“เรื่องเก่าๆ พวกนั้นข้ามิคิดจะใส่ใจอีกต่อไป”ว่าไปแล้วดวงตาก็หลุบต่ำลง ในใจคิดไปถึงดวงหน้าเกลี้ยงเกลาแก้มแดงปลั่งราวกับลูกท้อนั่นและดวงตาหวานซึ้งดุจผลซิ่งที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำนางคือรักแรกของเขา...แต่บัดนี้เขามิสามารถรักนางได้อีก!อวิ๋นหยางเม้มริมฝีปาก มองดูท่าทีที่แสดงออกถึงความเฉยชานั่นแต่เหตุใดเขาจะมองไม่ออกเล่าว่าอีกฝ่ายเองก็เคยมีใจให้บุตรสาวเช่นกัน!ลองเอ่ยอีกสักประโยค...คงไม่เป
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึมครึมเวลานี้ทำให้อวิ๋นถิงใช้มือทั้งสองกอบกุมกัน ความมืดครึ้มปกคลุมไปทั่วบริเวณกับวาจาของบิดาทำให้นางขบริมฝีปากเม้มติดกันแน่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางควรจะเอ่ยปากรับคำหรือไม่หากเป็นเมื่อก่อนนางคงตอบรับด้วยความเบิกบาน...ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว บัดนี้บุรุษที่นางรักผู้นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป“ถิงถิง...พ่อกับแม่เก็บเรื่องนี้มาสักพักแล้ว แต่ยามนี้ตระกูลของเราคับขันขึ้นมาแล้วจริงๆ”อวิ๋นถิงเพียงเงยใบหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสั่นระริก“หากถิงถิงมิแต่งให้พี่เยี่ยน จะเกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ” วาจาแว่วหวานยังคงเรียกชื่อ ‘คนผู้นั้น’ อย่างสนิทสนมด้วยความเคยชินอวิ๋นหยางก้าวขาเข้ามาหาบุตรสาวอย่างแช่มช้าด้วยใบหน้าหนักใจ ยามนี้นอกจากทวงสัญญาหมั้นหมายกับคนสกุลจ้าวแล้ว พวกเขาก็มิมีหนทางกอบกู้วงศ์ตระกูลอีกแล้วจะกล่าวว่า ไม่ผ่านพายุฝน จะเห็นสายรุ้งที่สวยสดได้อย่างไร ก็ไม่ผิดนัก หลังจากสงครามเมื่อห้าปีก่อนเขาผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพแห่งทิศประจิมก็ได้รับพระราชทานยศศักดิ์จนมั่งคั่ง ในขณะที่สกุลจ้าวต้องสูญเสียแม่ทัพแห่งทิศบูรพา อีกทั้งยังเกือบล่มสลายไปแล้วด้วยคิดไม่ถึงว่าภายในระยะเวลาไม







