로그인เพราะในอดีตผิดหวังจากเรื่องอวิ๋นซือ ฉิงเหวินฟู่จึงใช้การเดินทางเยียวยาความรู้สึก และสถานที่ที่เขามาเยือนบ่อยที่สุดก็คือเจียงหนานนั่นเอง และนั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์กับสหายในวงการอย่างหร่วนอี้เรียกได้ว่าสนิทสนมกันเลยทีเดียว เดิมทีคุณชายใหญ่สกุลหร่วนก็นึกสงสัยไม่น้อย ฉิงเหวินฟู่ที่เขารู้จักไม่เคยแสดงคว
“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกอยากได้ขนมนั่นเจ้าค่ะ” ก้อนแป้งน้อยที่ยามนี้เป็นกลายเป็นเด็กหญิงหน้าตางดงามพยายามช่วยกันฉุดรั้งบิดามารดาเข้าไปหาขนมตรงหน้าด้วยท่าทางน่าเอ็นดูอวิ๋นซือมองแล้วอมยิ้ม นางก้าวเดินตามแรงดึงเช่นเดียวกับสามี พอได้ขนมสมใจ เด็กหญิงทั้งสองก็มีรอยยิ้มเบิกบานใจเพราะภรรยาจากเมืองหลวงไปเสียนาน
ภายหลังจากอวิ๋นซือแต่งเข้าสกุลฉิงได้เกือบปี เถ้าแก่ฉิงก็สละตำแหน่งเจ้าบ้านให้แก่หลานชายคนโต ส่วนมารดาสามีก็เลิกยุ่งเกี่ยวเรื่องงานของตระกูล หันมาเร่งให้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้เล็กมีก้อนแป้งน้อยๆ ให้ตนอุ้มเสียทีไม่นานนักหยางซินหนี่ว์ก็เริ่มแสดงอาการแพ้ท้อง ทุกคนในสกุลฉิงล้วนยินดีปรีดา ทว่าอวิ๋นซือกลับมีท่
โจวฮ่องเต้ทอดพระเนตรร่างบนพื้นแล้วถอนพระปัสสาสะ แม้อีกฝ่ายจะไร้รอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ากลิ่นอายรอบตัวก็ยังมีความสดใสให้เห็นมากกว่าครั้งอยู่ในวังหลังแม้วันนี้จะมีอำนาจในมือเพียงใด ทว่าแค่รอยยิ้มของภรรยาก็ยังไม่อาจรักษาไว้ได้ โอรสที่สิ้นชีพไปคือความผิดพลาดของพระองค์ อี้อินไม่เคยเอ่ยคำตัดพ้อแต่แสดงออกอย่า
ดึกสงัดท่ามกลางความเงียบที่มืดสลัว อี้ฮองเฮาทรงกระเสือกกระสนบนเตียงภายในตำหนักคุนหนิง พระพักตร์ที่ส่ายไปมาเปียกด้วยเหงื่อที่หลั่งรินราวกับน้ำหลาก สองหัตถ์กุมท้องพลางกรีดร้องอย่างอ่อนแรง พร้อมกับโลหิตสีแดงฉานที่ไหลซึมออกมาจนเห็นได้ชัดปี้หยวนถลันเข้ามาเห็นสภาพผู้เป็นนายก็ให้ตกตะลึงจนหัวใจแทบจะหยุดเต้
ฮ่องเต้ทรงทราบถึงความสามารถของหมิงหยวนดี จึงมีพระประสงค์จะซื้อใจนั้นด้วยการให้บุตรสาวของเขาโดดเด่นขึ้นจนเป็นถึงกุ้ยเฟย ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีก็ก้าวมาเป็นรองเพียงอี้อินที่เป็นฮองเฮาเท่านั้นในขณะที่ทุกคนพยายามคาดเดาว่า หมิงกุ้ยเฟยจะมีความสามารถเทียบบารมีของฮองเฮาได้หรือไม่ เรื่องสั่นสะเทือนวังหลังก็
สองร่างโอบกอดกันท่ามกลางลมหิมะเนิ่นนาน ฉิงเหวินฟู่หยัดกายนิ่งเป็นหลักให้อีกคนซบอกของตนเพื่อร่ำไห้ จวบจนหิมะที่โปรยปรายหยุดลง จึงสังเกตเห็นว่าผู้ที่อยู่ในวงแขนผล็อยหลับไปเสียแล้ว มุมปากหยักได้รูปยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ชายหนุ่มโอบรั้งเอวบางที่ผ่ายผอมจนน่าตกใจของอีกฝ่ายไว้ ดวงตาสีดำทอดอ่อนลงจากยามปกติอย่
เช้าวันใหม่อากาศสดใสกว่าช่วงที่ผ่านมาไม่น้อย แสงเเดดอ่อนๆ ส่องทะลุเมฆหมอกลงมาทอทาบกับพื้นดิน เสียงนกร้องขับขานพลางกระพือปีกบินดังให้ได้ยินเป็นระยะ ภายในร้านไห่ถังที่เคยกว้างขวางคับแคบลงถนัดตา เมื่อมีผู้คนมายืนเรียงราย ขณะที่บนโต๊ะไม้ริมห้องมีเพียงสองคนเท่านั้นที่นั่งอยู่อวิ๋นซือเม้มริมฝีปากแน่นยามบ
ใบหน้าคมคายไม่แสดงอารมณ์ให้เห็น เขาเพียงเอ่ยคำพูดเบาสบายคล้ายสายลม “เจ้าไม่จำเป็นต้องบ่ายเบี่ยง ข้าเพียงต้องการบอกให้เจ้ารู้ หากเจ้าไม่ปรารถนา ข้าก็ไม่ฝืนใจบังคับ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาข้าเข้าใจดี เพียงหวังว่าเจ้าจะทบทวนมันสักครั้ง”ร่างสูงขยับกายลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยคำอำลา ทว่ากลิ่นอายความผิดหวังยังค
“เจ้าจะมานั่งร่ำร้องเพื่ออะไร แทนที่จะคิดหาหนทาง” เสียงตวาดจากห้องข้างๆ ดังขึ้นอย่างหงุดหงิด ดวงตาอดีตเสนาบดีกรมคลังในยามนี้แดงเถือก พยายามขบคิดหาวิธีรอดพ้นชะตากรรมอย่างไม่ยอมจำนน ทว่าต่อให้คิดหาหนทางได้แล้วอย่างไร ในเมื่อตัวเองนั้นถูกคุมขังไร้อิสระ ญาติมิตรสหายที่เคยคบหาล้วนไม่เห็นหน้า ชั่วขณะนั้นอ







