3 วันผ่านไป
ในที่สุดการสอนงานสุดหฤโหดก็จบลง เอวาลินยอมรับว่าตัวเองแทบจะสมองระเบิด เพราะทุกอย่างมันเยอะไปหมด เยอะจนคิดว่าเลขาของเขาจะได้เงินเดือนเท่าไหร่เนี่ย ต้องรับผิดชอบเยอะไม่แพ้เจ้านายเลย แต่รับผิดชอบที่แรงที่สุดก็คือรับผิดชอบทุกอย่างของเจ้านายนี่แหละ!
แม้แต่ตารางการไปสังสรรค์กับเพื่อนก็ยังต้องจดและจำ ตอนนี้เธอเหมือนเป็นเมมโมรี่การ์ดเคลื่อนที่ในการจดจำรายละเอียดตารางนัดทุกอย่างของไท่หมิงไปเสียแล้ว
แต่หลังจากที่ได้ยินการประกาศเจตจำนงที่จะไม่ให้เธอผ่านงานง่าย ๆ นั่นก็ยิ่งทำให้หญิงสาวมีแรงกระตุ้น หากทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ต้องงัดทุกอย่างที่มีมาสู้
ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็จะเอาด้วยกล หรือถ้าจำเป็นต้องร่ายมนต์เอวาลินคนนี้ก็พร้อมทำ!
"มาเช้าจัง กลัวไม่ผ่านฝึกงานเหรอครับ" เอวาลินหันไปมองตามเสียงของผู้มาใหม่ เขาเองก็มาทำงานตั้งแต่เช้าเหมือนกันนี่นา
"แหม ก็ใช่ว่าคุณไท่หมิงจะให้ผ่านง่าย ๆ อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ"
"รู้แล้วก็ดีครับ" มือใหญ่ของไท่หมิงวางค้ำมายังโต๊ะโดยที่ใบหน้าอยู่ใกล้ ๆ กับเอวาลินจนสัมผัสกับความหล่อกระแทกตาของเขาราวกับกล้อง 8K
"ข้อเสนอที่จะทำให้เฮียพึงพอใจไปถึงไหนแล้วครับ ไม่เห็นทำอะไรเลย" เขาเอ่ยยิ้ม ๆ พลางใช้สายตาเจ้าเล่ห์ชโลมร่างกายของเธออย่างไม่ปิดบัง
"อย่าใจร้อนสิคะ ถ้ายังไงเอวาขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ" เธอตั้งใจโน้มตัวไปกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มให้ไท่หมิงที่ยืนหูแดงอยู่กับที่เพราะถูกจี้จุดอ่อนเข้าอย่างจัง
ใช่แล้ว การกระซิบข้างหูเป็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกหวิว ๆ ได้ตลอด และเอวาลินก็รู้จุดอ่อนของเขาดี แต่อย่าลืมว่าการเป็นคู่นอนกันมาหลายเดือนทำให้เขาก็รู้จุดอ่อนของเธอเช่นกัน เรียกได้ว่าไก่เห็นตีนงูงูเห็นนมไก่ของแท้...
"...หึ"
ไท่หมิงแค่นหัวเราะให้กับความร้อนแรงที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเธอ เอาจริง ๆ ก็แอบคิดว่าในสัญญาสี่เดือนที่ต้องทำงานร่วมกับเอวาลินนั้นจะเป็นยังไง เพราะเขารู้ดีว่าการควบคุมคนแบบที่เขาชอบทำนั้นใช้ไม่ได้กับเอวาลิน...สาวน้อยแสนดื้อรั้นคนนี้
ไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะไม่ออกจากการเป็น 'คู่นอน' ของเขาไปได้หน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงไม่มีใครกล้าเป็นฝ่ายเดินออกไปนอกจากจะถูกเขาเขี่ยทิ้งเท่านั้น
แต่ถ้าจะให้พูดจริง ๆ จนถึงตอนนี้ที่อายุย่างเข้าสามสิบเจ็ดปีเข้าไปแล้ว มีคู่นอนมาก็มากมายแต่ยังไม่เคยเจอใครที่ทำให้เขา 'ติดใจ' ได้เท่าเอวาลินเลย เธอทั้งสวย เซ็กซี่ เอาใจเก่ง อยู่กับเธอไม่เคยเบื่อ แถมเก็บความลับได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเธอก็เป็นลูกหลานของผู้ทรงอิทธิพลเช่นกัน...
คือเรื่องมันเกิดจากที่ตอนนั้นพวกเขาและเธอได้เจอกันที่งานเลี้ยงวันเกิดของพิมดาวในตอนแรกก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ เพราะเห็นว่าเธอเป็นน้องที่อยู่ต่างประเทศเป็นหลักและไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว ด้วยความที่อายุห่างกันถึงสิบสองปี ตอนนั้นเอวาลินอายุยี่สิบสามและไท่หมิงอายุสามสิบห้าทำให้ในสายตาของเขาเอวาลินนั้นดูเด็กเกินไปที่จะสนใจ
แต่พอเหล้าเข้าปากเท่านั้นแหละ...จากตุ๊กตาน้อยน่ารักก็กลายเป็นแม่เสือสาวสุดเซ็กซี่ที่ยั่วยวนกันไปกันมาท่าไหนไม่รู้ จนสุดท้ายไปจบที่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเขา ถึงแม้จะเมามากแต่เมื่อได้ถลำลึกไปถึงจุดหนึ่งเขาก็รู้ทันทีว่า 'เขาเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ'
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมีความสัมพันธ์ลับ ๆ กันมาตลอดหลายเดือน เขาและเธอตกลงว่าจะเป็น FWB (Friends With Benefits) กัน...ไม่มีพันธะ ไม่ผูกมัด จบคือจบ ต่างคนต่างอยากจะนอนกับใครก็ได้ไร้เงื่อนไข
แต่ไม่รู้ทำไมว่าเธอกับเขาถึงวนเวียนอยู่ที่เพนต์เฮาส์ของกันและกัน ไม่มีใครไปนอนกับใครทั้งนั้น มีแค่เขากับเธอที่นอนด้วยกันอย่างไร้พันธะ
ถ้านี่ไม่ใช่ความรักก็คงจะเป็นความถูกอกถูกใจขั้นสุดที่มนุษย์พึงจะมีต่อกัน...แต่ถึงอย่างนั้นพออยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ไปสักพักอยู่มาวันหนึ่งเอวาลินก็เลิกติดต่อ บล็อกเขาทุกช่องทาง แถมยังเปลี่ยนคีย์การ์ดไม่ให้เขาขึ้นไปหาเธอที่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวได้อีก
ซึ่งการกระทำเหล่านั้นมันคล้าย ๆ กับการตบหน้ามาเฟียผู้ยิ่งใหญ่แบบเขามาก แน่นอนว่าถ้าเธอไม่อยากสานต่อเขาก็จะไม่ตื๊อ เพราะคนอย่างเขาไม่เคยตื๊อใครอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีคำถามมากมายนับไม่ถ้วนที่หลั่งไหลเข้ามา แต่เขาก็เลือกที่จะเงียบหายไปเช่นกัน
ความสัมพันธ์ชั่วคราวมันก็แบบนี้แหละ เจอกันไว ได้กันไว จากกันไว เป็นธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมว่าพอได้รู้ว่าเขากับเธอจะกลับมาอยู่ในวงโคจรของกันและกันในฐานะเจ้านายกับเลขามันทำให้เขารู้สึกสนุกแปลก ๆ นึกอยากแกล้งให้เธอทนไม่ไหวแล้วลาออก ไม่ก็ปั่นให้ร้องไห้เสียให้เข็ด...
"นี่เอกสารที่ต้องเคลียร์ ขอไม่เกินเที่ยงนี้นะครับคุณหนูเอวา" ไท่หมิงเดินไปโยนกองเอกสารที่หนาจนคิดว่าทำทั้งวันก็ยังไม่เสร็จส่งให้เอวาลิน
ใช่ เขาต้องการจะกลั่นแกล้งเธอให้รู้ว่าที่นี่ใครใหญ่ที่สุด...โดยเฉพาะประโยคแดกดันถึงสถานะคุณหนูของเอวาลินนั้นก็ตั้งใจให้จี้ใจดำแบบสุด ๆ
"ได้ค่ะคุณไท่หมิง" เอวาลินยิ้มรับกับกองเอกสารขนาดมหึมาพลางบอกตัวเองว่าใจเย็น ๆ เธอทำได้ แค่กองเอกสารเท่าภูเขาในเวลาไม่กี่ชั่วโมงคงไม่ยากสักเท่าไหร่หรอก อย่าปล่อยให้เขาแกล้งได้ เรามันก็ลูกมาเฟียเหมือนกัน อย่าได้แคร์!
หลังจากที่ไท่หมิงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง เอวาลินก็มองเอกสารกองเท่าภูเขาตรงหน้าและกัดฟันกรอด เพราะรู้ว่านี่คือการจงใจกลั่นแกล้งจากไท่หมิงอย่างตรงไปตรงมา แต่เธอจะไม่ยอมให้เขามาดูถูกว่าเธอเป็นแค่คุณหนูที่แต่งตัวสวยไปวัน ๆ แต่ข้างในไร้ประสิทธิภาพง่าย ๆ เธอจะทำให้เขาเห็นว่าของจริงมันเป็นยังไง!
ว่าแล้วมือเรียวบางก็หยิบเอกสารขึ้นมาตรวจเช็กทีละหน้าด้วยความว่องไว ด้วยทักษะการกดแป้นพิมพ์ได้รวดเร็วเพราะตอนเด็กแอบเล่นเกมเยอะ ทำให้การคีย์ข้อมูลนั้นไม่ได้ช้าเป็นเต่าอย่างที่ไท่หมิงคิด ถ้าตาแก่นี่จะแกล้งเธอด้วยการโยนงานเท่าภูเขามาให้ บอกได้เลยว่าคิดผิด!
ถึงจะไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในที่อื่นและออกจะเป็นคนที่ดูไม่มีระเบียบไปนิดหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่เป็น...การเรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อังกฤษนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังเคยฝึกงานระยะสั้น ๆ มาแล้วบ้าง และเธอก็มีสกิลติดตัวมาเยอะระดับหนึ่งเหมือนกัน
ภาพลักษณ์อาจจะดูขี้เกียจ ไร้ระเบียบ สวยไปวัน ๆ แต่มันสมองนั้นระดับเพชรนะคะ
1.30 ชั่วโมงต่อมา
"..."
ไท่หมิงนั่งมองคนน้องที่ดูขะมักเขม้นจนน่าหมั่นไส้มานานกว่าชั่วโมงครึ่ง พอมองไปนาน ๆ ก็นึกอยากจะกวนประสาทคนที่ดูท่าทีจริงจังนั้นสักที
เพราะดูแล้วครั้งนี้เธอน่าจะเอาจริงและงานหนึ่งภูเขาไม่น่าจะทำอะไรเธอได้ แต่ถ้าโดนแกล้งหนัก ๆ อาจจะยอมแพ้เป็นฝ่ายคลานกลับมาหาเขาเพื่อขอให้เซ็นผ่านงานให้ง่าย ๆ ก็ได้...
"ขอกาแฟร้อนจัด ๆ หนึ่งแก้วทีสิครับ" ไท่หมิงเริ่มปฏิบัติการกลั่นแกล้งพนักงานจำเป็นคนสวยทันที จริง ๆ เขาไม่ได้ต้องการกาแฟหรอก เพราะเพิ่งจะดื่มไปเมื่อเช้า แต่เพื่อความสะใจแล้วจะดื่มต่ออีกสักแก้วก็ไม่เป็นไร ยอมตาค้างแลกกับการได้ปั่นประสาทเอวาลินก็น่าจะคุ้ม
"ได้ค่ะคุณไท่หมิง" เลขาสาวพยักหน้ารับพร้อมทั้งลุกขึ้นจากโต๊ะไปทันทีโดยไม่ลืมเช็กเวลาในนาฬิกาข้อมือเพื่อความมั่นใจ
'ชงกาแฟแค่แก้วเดียวคงจะไม่กินเวลาเท่าไหร่หรอกมั้ง...เอกสารน่าจะเสร็จทันแหละ' เอวาลินคิดในใจ มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว แค่กาแฟร้อนแก้วเดียวเนี่ย
"เอ่อ ขอโทษนะคะ พอดีจะชงกาแฟให้คุณไท่หมิงน่ะค่ะ" เจ้าของผิวพรรณขาวผุดผ่องเอ่ยถามกับพนักงานหญิงแถวหน้าห้อง เพราะพอเธอปรากฏตัวออกมาจากห้องทำงานของท่านประธาน เหล่าพนักงานก็พากันก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
แหม ดูไม่ออกเลยนะว่าเมื่อกี้น่าจะแอบเม้าธ์มอยกันอยู่น่ะ!
"อะ-อ๋อ มุมชงกาแฟอยู่ทางนั้นค่ะ เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวาค่ะ" พนักงานผู้หญิงตอบอย่างตะกุกตะกักเมื่อเอวาลินเดินมาใกล้ เพราะถูกความสวยและออร่ามหาเศรษฐีอย่างรุนแรงกระแทกตาเข้าอย่างจังจนทำอะไรไม่ถูก
"ขอบคุณค่ะ" เอวาลินยิ้มให้อย่างสุภาพก่อนเดินตามทางที่เธอบอกมา เดินมาสักพักก็ถึงมุมพักผ่อน ที่มีเครื่องชงกาแฟ ตู้เย็น และขนมขบเคี้ยววางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แม้แต่ขนมยังต้องเรียงไล่สี ไล่ขนาดเลย เชื่อแล้วว่าจาง ไท่หมิงน่ะเนี้ยบจริง ๆ แต่ถึงจะเนี้ยบแค่ไหนสักวันก็ต้องลากหัวแข็ง ๆ นั้นมาอยู่ในอ้อมอกให้ได้
เธอไม่กลัวหรอกกะอีแค่สั่งให้ชงกาแฟ มันจะไปยากอะไร...
ติ๊ด ติ๊ด
"หืม?"
เอวาลินขมวดคิ้ว พลางกดไปที่เครื่องชงกาแฟย้ำ ๆ แม้จะมีเสียงดังแต่ก็ไม่มีหยดกาแฟไหลออกมา น้ำก็เติมไปแล้วนี่นา
"อย่ามาพังเอาตอนนี้สิ" หญิงสาวภาวนาให้เครื่องชงกาแฟเจ้ากรรมทำงานอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็พบกับความเงียบกริบซึ่งเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า 'พัง!'
โอเค อย่าเพิ่งสติแตก เครื่องชงกาแฟพังก็ยังมีกาน้ำร้อนที่...ยังไม่ได้เสียบปลั๊ก!
"โอ๊ยยยย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย" เอวาลินบ่นกับตัวเองอย่างหัวเสียพลางรีบเสียบปลั๊กเพื่อให้กาน้ำร้อนทำงานด้วยความรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องรออย่างต่ำสามนาที คงไม่มีกาน้ำร้อนที่ไหนร้อนไวทันใจในสามสิบวินาทีไปได้ เพราะฉะนั้นเธอทำได้แค่ รอ และรออย่างเดียว
"..."
ร่างสะโอดสะองเดินกอดอกวนไปวนมาหน้ากาน้ำร้อนที่กำลังทำงานพลางคิดในใจว่าถ้าเอาเวลาเกือบห้านาทีนี้ไปเคลียร์เอกสารคงได้หลายหน้าแล้ว อีตาแก่บ้านั่นก็จะมาอยากดื่มกาแฟอะไรตอนเกือบสิบเอ็ดโมงเนี่ย ถ้ารู้ว่าจงใจจะแกล้งเธอนะ ขอให้ตาค้างไปสามวันเจ็ดวัน!
"เอ่อ...คุณเลขาคะ" ระหว่างที่คนตัวเล็กกำลังยืนสาปแช่งท่านประธานหนุ่มอยู่นั้น ก็มีเสียงแผ่วเบาของคุณพนักงานดังขึ้นมาด้านหลัง
"คะ"
"ท่านประธานบอกว่าให้อุ่นขนมปังในตู้เย็นให้ด้วยค่ะ...แล้วก็ท่านประธานฝากบอกว่า...เอ่อ" พนักงานสาวก้มหน้าพูดตะกุกตะกัก ซึ่งเอวาลินรับรู้ได้เลยว่าถ้าออกมาจากปากไท่หมิงนั้นมันต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ๆ
"พูดมาเลยค่ะ" หลังจากฟังน้ำเสียงติดอ่างของพนักงานเอวาลินก็เกิดอาการร้อนใจขึ้นทันควัน เพราะอยากรู้ว่าไท่หมิงจะมาไม้ไหนอีก
"ท่านประธานบอกว่า ถ้ายังไม่ได้กาแฟและขนมปังภายในสองนาที...ท่านจะไล่คุณออกค่ะ"