LOGINบทที่ 7
เจ้าหญิงน้อย
แสงสีขาวสาดส่งมายังลานสนามเด็กเล่น เด็กหญิงกำลังนั่งกินไอติมอยู่บนม้าหมุน ในขณะที่เด็กชายอีกคนกำลังวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ ร่างเล็กของเด็กหญิงใส่ชุดกระโปรงบานสีขาวฟูฟ่อง บนผมของเธอสวมมงกุฏราวกับเจ้าหญิงน้อยๆ ในเทพนิยาย เธอหยิบไม้คฑาขึ้นมาแกว่งไปมา สักพักเด็กชายอีกคนที่สวมผ้าคลุมสีดำราวกับอัศวินก็รีบวิ่งเข้ามาหาเธอทันที
“เจ้าหญิงน้อยมีอะไรจะให้ข้ารับใช้หรือขอรับ” เด็กชายคุกเข่าลงข้างหนึ่งและก้มหน้ารับคำสั่ง เจ้าหญิงน้อยรีบเดินลงมาจากม้าหมุนพลางทำทีคล้ายจะสั่งการ
“ดีขึ้นนะตั้งแต่โดนข้าทำโทษวันนั้น”
“ข้ายอมเชื่อเจ้าหญิงอลิเซียแล้ว”
“ดี...เจ้าลองไปดูที่ตรงนั้นสิ ข้าเห็นพวกโจรกำลังเดินมากัน” เด็กหญิงชี้ไม้คฑาไปยังทางเข้าของสนามเด็กเล่น เพียงครู่ก็มีเด็กผู้หญิงอีก 2-3 คนเดินเข้ามาในลานสนามแห่งนี้ อัศวินรับคำสั่งรีบวิ่งเข้าไปจัดการเด็กหญิงพวกนั้นทันทีจนเด็กหญิงทั้งสาม ล้มลงไปกองกับพื้นเพราะแรงผลัก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกฉันเจ็บ...”
“เข้ามาในเขตแดนของพวกข้าทำไม” เด็กหญิงตวาดเสียงดังลั่น จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเริ่มหันมามองกัน
“เล่นบ้าอะไรของเธอเนี่ย ปัญญาอ่อน เจ้าหญิงอะไรโตขนาดนี้แล้ว” เด็กหญิงอีกคนหนึ่งลุกขึ้นและผลักร่างเจ้าหญิงน้อยล้มลงกับพื้น เด็กชายรีบวิ่งเข้าไปขวางไว้แต่ก็โดนเด็กหญิงทั้งสามทุบหลังเขาไปหลายที
“เจ้าหญิงน้อย...ข้าจะปกป้องเจ้าหญิงเอง ท่านเป็นสมบัติล้ำค่าของข้า”
แสงสีขาวสาดส่งเข้ามายังห้องนอนกว้าง เสียงนกร้องดังแว่วเข้ามายังห้องนอน อลิเซียสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกหนักๆ ที่บริเวณช่วงเอว เธอค่อยๆ มองหาที่มาของอะไรบางอย่างที่กำลังทับเอวเธออยู่จนสัมผัสได้ถึงแขนของใครบางคน อลิเซียขมวดคิ้วทันทีเธอค่อยๆ พลิกตัวเบาๆ จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจเบาๆ ที่ข้างหูของเธอ ทันทีที่พลิกตัวมาได้สายตาก็จับภาพใบหน้าหล่อเหลาคมคายของใครบางคนได้ อลิเซียรีบเอามืออุดปากตัวเองไว้ด้วยกลัวเสียงของเธอจะทำให้เขาตื่น
“ดานเต้...” เสียงเบาแผ่วราวกับกระซิบ ใบหน้าหล่อเหลานั้นกระทบกับแสงในห้อง ดวงตาที่เคยเย็นชาเรียบเฉยหลับพริ้ม แขนข้างหนึ่งของเขาโอบรัดเอวบางของหญิงสาวไว้แน่น แขนอีกข้างช้อนไว้ใต้ท้ายทอยของหญิงสาวซึ่งเธอกำลังหนุนอยู่ เป็นครั้งแรกที่เธอได้จ้องมองดวงหน้าของเขาอย่างใกล้ชิดจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่กระทบผิวเธออย่างต่อเนื่อง
เพียงชั่วขณะที่หญิงสาวจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่หลับนิ่งอยู่นั้น เขาก็รั้งร่างบางเข้ามากอดไว้แน่นกว่าเดิม ใบหน้าของดานเต้เข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของคนทั้งคู่ ดวงตาของผู้ที่หลับใหลค่อยๆ ลืมขึ้นสบตากับหญิงสาวนิ่ง
“ดานเต้...ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่” เธอถามเสียงเบาราวกับกระซิบ
“ฉันก็มานอนกับเมียฉันไง แปลกตรงไหน?”
“นี่ก็สายแล้ว...ฉันว่าเราไปเตรียมตัวเดินทางเถอะ” อลิเซียพยายามจะผละออกจากอ้อมแขนแข็งแรงแต่ก็ไร้ผล เขากระชับวงแขนแน่นขึ้น จ้องลึกเข้าไปในแววตาของหญิงสาวราวกับสะกดจิตร่างบางให้อยู่ในปกครองของตัวเอง
“ฉัน...ยังไม่อยากไปไหนทั้งนั้น” ริมฝีปากอุ่นค่อยๆ ดูดรั้งริมฝีปากอวบอิ่มของหญิงสาว ภายใต้ผ้าห่มมือหนาเลื้อยเลาะไปตามร่างบางอย่างอ่อนโยน มืออีกข้างที่รั้งใบหน้าของหญิงสาวก่อนจะประโคมจูบรสหวานไปตามซอกคอขาวจนหญิงสาวเผลอครางออกมาเบาๆ มือหนารั้งเอาชุดนอนบางของหญิงสาวออกเหลือเพียงร่างเนียนขาวเปลือยเปล่า ในขณะที่กางเกงของเขาก็หลุดลงไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้วก่อนที่ทั้งคู่จะรู้ตัว ร่างใหญ่พลิกตัวขึ้นพลางประโคมจูบร้อนผ่าวลงบนเนื้อผิวเนียนขาว จากซอกคอลงมาหยุดที่ยอดเต้าขาวเนียนอวบอิ่ม มือข้างหนึ่งขยี้ขยำอย่างเบามือในขณะที่มืออีกข้างประคองเต้าลงลิ้นอุ่นๆ เลียดูดที่ยอดเต้านั้นระรัวจนร่างบางสั่นไหวและร้องครางด้วยความเสียวซ่าน มือหนาแหวกขาของหญิงสาวออกนิ้วเรียวแข็งแตะลูบอยู่ตรงช่องทางรักที่ชุ่มชื้นในขณะที่ริมฝีปากยังแตะดูดทรวงอกอวบอิ่มนั้นอย่างหิวโหย นิ้วเรียวทะลวงแทรกเข้าไปในช่องทางรักที่เปียกชุ่มดานเต้รัวนิ้วเข้าออกจนร่างบางเกร็งกระตุก ช่องรักรักตอดนิ้วระรัวด้วยความเสียงซ่าน
“ดานเต้...ฉัน...อ๊า...” อลิเซียพูดไม่เป็นคำ ร่างเธอเกร็งกระตุกด้วยความเสียวซ่าน ดานเต้จับแก่นกายใหญ่ที่ตอนนี้ตื่นตัวเต็มที่ เอ็นอุ่นร้อนระอุ แข็งตั้ง เขาจับแก่นกายใหญ่ใช้ส่วนหัวบวมแดงวนสัมผัสรอบรูช่องรักเบาๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้อีกฝ่าย พลางยกขาข้างหนึ่งของอลิเซียพาดบนบ่ากว้างและกดแก่นกายใหญ่แทรกช่องรักด้านในทีละนิด ทีละนิด เขาค่อยๆ ซอยสะโพกช้าๆแต่หนักหน่วงจนได้ยินเสียงกระแทกเป็นจังหวะ แต่นั่นก็มากพอให้ความเสียวซ่านแผ่ไปทั่วร่างของทั้งคู่ช้าๆ
“อ๊า...ที่รัก...แน่นมาก” เขากระแทกแก่นกายใหญ่หมุนควงแท่งร้อนระอุนั้นให้แตะรูดไปทั่วผนังเนื้อนุ่มอย่างชำนาญ อลิเซียครางออกมาไม่เป็นภาษา ช่องรักโอบรัดแก่นกายใหญ่ไว้แน่นจนดานเต้เองก็สั่นไหวด้วยความเสียว ลิ้นอุ่นดูดเลียยอดอกอวบอิ่มยาวนาน สะโพกขาวเนียนเคลื่อนที่ไปตามแรงสวนกระแทกจากแก่นกายใหญ่ อลิเซียโอบคอดานเต้ไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างก่อนจะประโคมจูบร้อนผ่าวไปตามซอกคอของชายหนุ่ม เพียงอึดใจเดียวดานเต้ก็รีบดึงแก่นกายใหญ่ออกมารูดรั้งแท่งกายขึ้นลงระรัวด้วยฝ่ามือ ชายหนุ่มเกร็งกระตุกของเหลวสีขาวขุ่นก็กระเซ็นเปื้อนเปรอะร่างบางที่นอนเปล่าเปลือยอยู่
อลิเซียหอบตัวโยนเม็ดเหงื่อหยาดเล็กๆ ฝุดขึ้นบนหน้าผากขาวเนียนนั้น เธอหลับตานอนนิ่งอยู่บนที่นอน จนร่างใหญ่ล้มตัวลงนอนและใช้แขนรั้งร่างบางเข้ามากอดรัดแน่นและบรรจงจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากนั้น ดานเต้จ้องมองร่างเล็กอยู่นานสองนานด้วยความรู้สึกที่ผูกพันเอ่อล้นในแววตา อลิเซียค่อยๆ ลืมตาขึ้นใบหน้าของเธอเรียบเฉยจ้องมองหน้าอันหล่อเหลานั้นกลับ
“มีความสุขมั้ย?” อลิเซียยกคิ้วอย่างแปลกใจในคำถาม
“คุณอยากให้ฉันมีความสุข?”
“ใช่สิ...ที่ฉันบังคับให้เธอแต่งงานเพราะอยากให้เธอมีความสุข...กับฉัน”
“ความสุข...เกิดจากการถูกบังคับได้ด้วยเหรอ ฉันว่าคุณขอมากไปดานเต้” อลิเซียพยายามจะพลิกตัวเพื่อหลุดจากอ้อมแขน แต่เขาก็ยิ่งรัดร่างบางไว้แน่นด้วยวงแขน
“แล้วถ้าฉันไม่บังคับเธอล่ะ...ถ้าฉันยอมให้เธอชนะในเกมนี้ เธอจะมีความสุขขึ้นบ้างมั้ย” อลิเซียมองลึกเข้าไปในแววตาที่คมเข้มราวกับพยายามหาคำตอบจากคนตรงหน้า คนที่บอกเสมอว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เกม คนที่เอาชีวิตและครอบครัวของเธอเป็นเดิมพัน กลับพูดว่า “จะยอมให้เธอชนะเกมเพื่อที่เธอจะมีความสุข” คำพูดที่สวยหรูนี้กลับทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเข้าไปอีก
“ฉัน...ตอบอะไรไม่ได้หรอก...เพราะฉันในตอนนี้ไม่มีความรู้สึกถึงความสุขที่คุณว่า” เธอหลบสายตาด้วยความประหม่า ดานเต้พงักหน้าตอบรับ มือหนาลูบไล้เรือนผมยาวสลวยนั้นอย่างถนอม มีเพียงความเงียบที่ครอบคลุมในห้องนั้นกับอ้อมกอดที่ตอบไม่ได้ว่าคือ “เรื่องจริงหรือเกมที่ถูกจัดฉากไว้”
แสงแดดอุ่นๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านของห้องโถง อลิเซียนั่งอยู่บนโซฟาหรูในห้องโถ่งใหญ่ แก้วกาแฟสีชมพูหวานถูกยกขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา กระเป๋าเดินทางถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อลิเซียในชุดเดรสเรียบหรูโอบรัดสัดส่วนงามระหงของเธอไว้ราวกับราชินีตัวจริง แต่ในแววตาแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยแดงจางๆ ที่ผิวกาย หลักฐานของความเร่าร้อนของดานเต้เมื่อตอนรุ่งสาง
เสียงรองเท้าหนังดังขึ้นเป็นจังหวะมั่นคง ดานเต้ก้าวลงบันไดในชุดสูทสีดำเข้ม ดวงตาคมกริบทอดสายตามองแผ่นหลังเนียนขาวของเธอราวกับอยากครอบครองและอยากทำลายไปในคราเดียวกัน เธอทั้งยั่วยวนและท้าทายสำหรับเขามากเหลือเกิน
“ไปกันได้รึยัง?” ดานเต้ยกยิ้ม แววตาถูกใจกับการได้หยอกเย้า
“ฉันรออยู่...คุณแต่งตัวนานเหลือเกิน”
“เรื่องเมื่อเช้าคงทำเธอเสียสมาธิน่าดู...” อลิเซียเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม สายตาคู่เดิมแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจอมปลอมจนเขารู้สึกได้
“ขอโทษด้วย...เรื่องการเจรจาธุรกิจวันนี้สำคัญเกินกว่าที่ฉันจะเสียสมาธิ อย่าลืมสิว่าถ้าเป็นเรื่องของผลประโยชน์....อลิเซีย วาเรนไทน์ หน้าเลือดกว่าใครทั้งหมด” ดานเต้หัวเราะเบาๆ เขาปรบมือให้เธอกับวาทะเด็ดพลางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ จนเธอต้องหันหน้าหนีเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยของเขา
“พูดได้ดี...หวังว่า การเจรจาครั้งนี้คราสโตจะได้ผลประโยชน์สูงสุดและเป็นผลงานจริงๆ ของอลิเซีย วาเรนไทน์” คำพูดนั้นทำให้เลือดในกายของเธอสูบฉีดแรง เธอกำหมัดแน่น ดวงตาวาววับ
“แล้วถ้าฉันทำได้ล่ะ...”
“ถ้าเธอทำให้ดีลนี้ปิดลงได้ ฉันจะให้ในสิ่งที่เธอขอ 1 ข้อ”
“คุณพูดแล้วนะ!” ดานเต้ยิ้มพร้อมพงักหน้า เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าคมเข้มแฝงความอ่อนโยนเอาไว้อย่างซ่อนไม่มิด อลิเซียใจเต้นระรัวเธอรีบหลบสายตาทันทีที่รู้สึกว่า หัวใจกำลังเต้นแรงเพราะรอยยิ้มของชายหนุ่ม
“คุณท่านคะ ฮอลพร้อมแล้วค่ะ” เสียงของหัวหน้าแม่บ้านดังขึ้นขัดจังหวะทั้งคู่ ดานเต้หันไปพงักหน้าตอบรับก่อนจะเดินนำที่ไปที่ลานจอดฮอลของปราสาท
เสียงใบพัดดัง “วิ้งงงงงงงง” สั่งสะเทือนทั่วบริเวณ อลิเซียก้าวเท้าออกจากปราสาทพร้อมกับดานเต้ ลมแรงจากเฮลิคอปเตอร์สีดำเงาสะท้อนแสงอาทิตย์พัดจนชายกระโปรงเดรสของเธอโบกสะบัด จนเธอต้องเอื้อมมือกุมชายกระโปรงไว้แน่น อ้อมแขนแข็งแรงโอบไหล่ของเธอจากด้านหลังอย่างถนอม ดานเต้โอบเธอพลางพาเดินไปยังลานจอด
เฮลิคอปเตอร์หรูสัญลักษณ์ตระกูลคราสโตจอดรออยู่ที่ลานจอด ด้านในประดับด้วยตราสัญลักษณ์รูปสิงโตทองคำ เครื่องหมายของอำนาจและความร่ำรวย บอดี้การ์ดยืนเรียงแถวเป็นสองฝั่ง เปิดทางตรงไปยังบันไดขึ้นเครื่อง อลิเซียเงยหน้ามองเครื่องบินเหล็กสีดำตระหง่านด้วยความรู้สึกทั้งหวาดหวั่นและตื่นเต้นไหลวนอยู่ในอก ดานเต้โอบไหล่ของเธอแน่นก่อนจะกระซิบชิดหู
“นี่คือสิ่งที่เธอจะได้รับเมื่อเธอเลือกเดินในฐานะภรรยาของดานเต้...จำไว้ว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ไม่รับใครง่ายๆ” อลิเซียหันมามองตาเขา ยิ้มเย็นแฝงความท้าทาย
“งั้นก็จงจำไว้ว่า ฉันอยู่ในสถานะภรรยาของคุณ...อย่าคิดพาใครมายืนแทนที่ราชินีคนนี้” เธอยิ้มอย่างผู้ชนะพลางก้าวขึ้นบันไดเครื่องบินอย่างมั่นคงราวกับราชินีที่กำลังขึ้นบัลลังก์กลางอากาศ สายตาบอดี้การ์ดทุกคู่ตวัดตาม บางคนแฝงความสงสัย บางคนแฝงความยำเกรง
เมื่อทั้งคู่ขึ้นไปนั่งในห้องโดยสารหรู เสียงประตูโลหะปิดลง เครื่องบินค่อยๆ ยกตัวขึ้นจากพื้นลอยสูงขึ้นเหนือปราสาท ในจังหวะที่เอาเครื่องขึ้นก็เกิดแรงกระแทกบางอย่างเครื่องโยกไปทางด้านข้างจนอลิเซียเซเสียหลักเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงของชายหนุ่ม ใบหน้าสวยคมเงยขึ้นสบตาคนตรงหน้าราวกับถูกสะกด ดานเต้โน้มหน้าลงมาใกล้ยิ่งขึ้นจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นและแรงปรารถนาที่ส่งผ่านมาทางสายตา ดานเต้เอื้อมมือแตะไรผมที่หล่นลงมาคลอเคลียใบหน้าของหญิงสาวพลางใช้นิ้วลูบไล้สัมผัสใบหน้าเนียนขาวที่สวยงามราวกับเทพธิดาอย่างหลงใหล
“ฉัน...ฉันไม่เป็นไรแล้ว” อลิเซียตะกุกตะกักพลางพยายามจะลุกขึ้นกลับไปนั่งที่
“นั่งตรงนี้ล่ะ...” ดานเต้รั้งร่างบางไว้จนเธอต้องนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ เขา ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบเข็มขัดนิรภัยในระยะที่รู้สึกได้ถึงไออุ่นของลมหายใจหญิงสาว ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นห่างจากเขาไม่ถึงฝ่ามือ อลิเซียจ้องมองลึกในแววตาที่เคยเย็นชานั้นเธอไม่สามารถวางใจได้เลยว่าชายตรงหน้าจะเล่นเกมกับเธอแบบไหน
“เกมเริ่มขึ้นแล้วอลิเซีย...อย่าพลาดหลงรักฉัน” เสียงเขาเบาเหมือนกระซิบแต่กลับดังกังวานในโสตประสาทของหญิงสาว หัวใจของเธอสั่นระรัวไม่รู้ว่าด้วยความโกรธหรือเพราะความรักกันแน่
ตอนพิเศษ 3แสงแดดยามเช้าสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ สายลมพัดเอากลิ่นหญ้าและน้ำเข้ามาเบาๆ เข้าช่วงหน้าหนาวของปีแล้วอากาศเย็นขึ้นเป็นพิเศษ คฤหาสห์ริมทะเลสาบที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีเสียงข่าว มีแค่เสียงหัวเราะเบาๆ ของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ที่สวน อลิเซียนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกที่ระเบียงไม้ ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหลวม ใบหน้าฉาบรอยยิ้มหวานอ่อนโยน ผมปล่อยยาวตามธรรมชาติในอ้อมแขนของเธอ ‘แคทเธอรีน’ หลับตาพริ้ม อีกฝั่งหนึ่ง ‘คัลแลน’ กำลังกำลังตั้งไข่ ล้มบ้าง ลุกบ้าง โดยมีเอมม่าช่วยประคองดูแลอย่างใกล้ชิด“ช้าๆ สิคะ” เธอพูดเบาๆ เสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนประตูบ้านเปิดออก ดานเต้เดินออกมาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสบายๆ เขาอุ้มลูกชายขึ้นมาแบบยังเก้ ๆ กัง ๆ“เขาไม่ยอมฟังฉันเลย” อลิเซียหัวเราะเบา ๆ“ลูกชายคนนี้เหมือนเธอเกินไป” เขามองลูกแล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครเคยเห็นในห้องประชุม“ช่วงบ่ายพ่อกับแม่จะมา แม่เธอด้วย” ดานเต้หยิบ “กำไลหิน” ออกมา เส้นเดิมที่เคยขาดและเคยถูกซ่อม เขาคุกเข่าลงเบาๆ ต่อหน้าลูกสาวที่หลับพริ้ม แล้วใส่มันที่ข้อมือเล็กๆ นั้นอย่างเบามือ“ครั้ง
ตอนพิเศษ 2ประตูกระจกบานสูงถูกเปิดออกจนมองเห็นแสงดาวกราดเกลื่อนบนฟากฟ้า สายลมกลางคืนพัดเอากลิ่นดอกไม้ขาวลอยมาเบาๆ เสียงดนตรีในฮอลล์ยังดังคลอชวนให้หวั่นไหว แต่ห่างออกไปพอให้เหลือเพียงความเงียบระหว่างสองคน อลิเซียยืนพิงราวระเบียงหินอ่อน ชุดราตรีสีทองแชมเปญสะท้อนแสงไฟสวนยิ่งขับผิวของร่างบางให้สว่าง ผมของเธอปลิวพริ้วเบาๆ ตามแรงลม ดานเต้เดินออกมาด้านหลังเธอพลางโอบกอดร่างบางจากทางด้านหลัง ลมหายใจของเขารดรินอยู่ข้างๆ หูของเธอพอให้ใจสั่นด้านหน้า เมืองสว่างไสวราวกับดาวอีกผืนหนึ่งบนพื้นดิน เสียงนับถอยหลังจากในฮอลล์เริ่มดังขึ้นสิบ… เก้า… แปด…อลิเซียหันไปมองเขาเล็กน้อย“คุณคิดว่าเราบ้าไหม” เขาเลิกคิ้วบาง ๆ“ที่เปลี่ยนเจ้าบ่าวกลางงาน?” เธอพยักหน้าเบาๆ เขายิ้ม“ฉันคิดว่าเรากล้าพอมากกว่า...ที่จะทำตามเสียงหัวใจ” เสียงนับถึงศูนย์พลุลูกแรกพุ่งขึ้นฟ้า แสงสีทองแตกกระจายเหนือศีรษะเป็นวงกว้างเกือบครึ่งท้องฟ้าสะท้อนในดวงตาของเธอ อลิเซียเบิกตากว้างกับพลุที่แตกกระจายสว่างไสวนั้น สวยงามมากกว่าพลุทุกลูกในชีวิตของเธอ เธอเงยหน้ามองให้ชัด ใบหน้าอาบด้วยประกายไฟและรอยยิ้มกว้าง ดานเต้ไม่ได้มองพลุเลยดวงตาของเขามองเ
ตอนพิเศษ 1 ฮอลล์จัดเลี้ยงถูกตกแต่งด้วยโทนดำทอง โต๊ะยาวปูผ้ากำมะหยี่สีเข้ม เทียนสีทองอร่ามถูกวางเรียงทุกสองที่นั่งจนทำให้งานทั้งงานดูมีมนต์วิเศษ จอ LED ขนาดยักษ์ฉายภาพพรีเวดดิ้งริมทะเลสลับกับภาพมหาวิหารเมื่อครู่ เมนูอาหารระดับมิชลินเริ่มทยอยเสิร์ฟ ไวน์ปีเก่าหายากถูกวางเตรียมไว้สำหรับแขก รวมถึงของหวานที่ประดับประดาด้วยทองคำเปลวเวทีกลางถูกยกสูงมีวงออร์เคสตราเต็มรูปแบบ อลิเซียเปลี่ยนเป็นชุดราตรีสีทองแชมเปญ ไหล่เปิด โชว์ความสง่าเต็มที่ ร่างบางเรียวระหงเดินฉิดฉายไปทั่วงานเลี้ยง ดานเต้ในชุดสูทสีดำสนิทจับมือเธอขึ้นเต้นบนฟลอร์เต้นรำเพื่อเปิดงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้แสงไฟสาดลงตรงกลางฟลอร์กับเสียงดนตรีที่ลอยนุ่มลึก ทั้งสองหมุนตัวอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนภาพในเทพนิยาย อลิเซียมองหน้าดานเต้อย่างสงสัย จนเขาเผลอขำออกมา“ฉันว่า ฉันคุ้นจังหวะการเต้นนี่”“ดีใจที่เธอจำได้...” ดานเต้ยิ้มละมุนกับความน่ารักของภรรยาคนสวย“อย่าบอกว่า งานเลี้ยงที่ปราสาทไวท์แฮริสวันนั้น...”“ก็ฉันคิดถึงเธอน่ะ มากจน...”“นี่ปลอมตัวเข้ามาในงานเลี้ยงวันนั้นเหรอเนี่ย?” อลิเซียทำหน้าแบบเหลือในเชื่อก่อนจะหมุนตัวตามจังหวะเพลง“ฉ
บทที่ 69คำตัดสินสุดท้ายของความรักเสียงฮือฮาดังแผ่วๆ ไปทั่วงาน ก่อนจะเงียบลงอีกครั้ง ดานเต้เงยหน้ามองเธอจากระดับต่ำกว่า จ้องมองใบหน้าของอลิเซียที่ดูตกใจกับท่าทีของมาเฟียหนุ่ม เธอไม่คิดว่าคนที่เคยใช้อำนาจบังคับเธอเข้าสู่เกมลวงรักและเงื่อนไขต่างๆ จะยอมแพ้ลงต่อหน้าเธอในวันนี้“ฉันขอโทษ....” ไม่มีคำอธิบายยืดยาวก่อนหน้านั้น“ฉันขอโทษที่คิดว่าฉันมีสิทธิ์ ทั้งที่ฉันทำร้ายเธอและทำให้เธอต้องเจ็บมาตลอด” สายตาเขาไม่หลบ“ดานเต้ ลูกขึ้น”“ฉันแต่งงานกับเธอเพื่อเกมแก้แค้น ฉันข่มขู่เธอทำให้เธอรู้สึกไร้อำนาจ ทั้งที่เธอในความจริงคือ ราชินีที่ทรงอำนาจจริงๆ” อลิเซียหายใจแรง มือกำช่อดอกไม้แน่น เขาพูดต่อ“ฉันทำให้เธอรักฉัน ยอมเจ็บตัวแทนฉันแต่ฉันไม่เคยพูดเลยว่า ฉันรักเธอ” เสียงเริ่มแตก“แม้แต่วันที่เธอต้องการฉันมากที่สุด ฉันกลับลืมเธอและขอคนอื่นแต่งงาน” คำพูดนั้นหนักพอจะทำให้หลายคนในลานเบือนหน้าหนี มาเฟียหนุ่มผู้แข็งกร้าว เย็นชาบัดนี้กำลังลดทุกศักดิ์ศรีเพื่อผู้หญิงที่เขารักจริงๆ“ฉันไม่ได้คุกเข่าเพื่อขอเธอยกโทษให้” เขากลืนน้ำลาย หยดน้ำตาใสๆ ไหลลงมาจากดวงตาข้างหนึ่ง ความเจ็บปวดที่พยายามจะรับผิดชอบความผิดของต
บทที่ 68คำคัดค้านที่มาช้ามหาวิหารถูกเนรมิตให้สวยงามราวกับพระราชวังยุโรปยุคเรอเนสซองส์ ประตูไม้โอ๊กสูงสิบเมตรถูกเปิดออกช้าๆ พรมสีแดงเข้มฉลุทองที่ขอบผ้าทอดยาวจากบันไดหินอ่อนลงมาถึงถนน ดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์เรียงรายเต็มสองฝั่งทางเดิน สลับกับเทียนแก้วคริสตัลที่สูงระดับเอวเพดานมหาวิหารถูกประดับด้วยช่อดอกไม้แขวนลอย กุหลาบขาว ไลเซนทัส และกล้วยไม้สีเงิน ไล่ระดับเหมือนเมฆลอย โคมไฟคริสตัลห้อยลงมาตรงกลางสะท้อนแสงเทียนหลายร้อยเล่ม กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ผสมกลิ่นไม้หอมซีดาร์ที่อบอวลไปทั่วทั้งโถงด้านบน กระจกสีสะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนเกิดประกายทอง แดง น้ำเงิน ลงบนพื้นหินอ่อนลายโมเสก เสียงวงออร์เคสตราบรรเลงสด เครื่องสายไวโอลิน ไวโอลา เชลโล ไล่ระดับกันอย่างนุ่มลึก จังหวะช้า สง่า และทรงพลัง นี่ไม่ใช่งานแต่งธรรมดาแต่นี่คือ งานของราชินีบรรยากาศงานรายล้อมไปด้วยนักธุรกิจระดับประเทศ ตระกูลเก่าแก่ สื่อมวลชนชั้นสูงล้วนอยู่ในงานนี้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพรวมในงาน เหมือนงานเฉลิมฉลองของตระกูลไวท์แฮริสที่เก่าแก่ที่ได้กลับมาทรงอำนาจอีกครั้ง งานนี้จึงไม่ใช่แค่งานแต่งธรรมดาแต่นี่คืองานที่ถูกคาดหวังและถูกพูดถึงล่วงหน
บทที่ 67นาทีสุดท้าย แสงแดดยามเช้าสีทองส่องผ่านหน้าต่างห้องพักฟื้นคนไข้ วันนี้เงียบสงัดจนผิดปกติ ดานเต้นั่งอยู่คนเดียวสายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง กำหนดการงานแต่งถูกเปิดทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะมหาวิหารเวลา 16:00 น.มือของเขายังถือหินกำไลแน่น เขาปิดตาลงแล้วบางอย่างก็เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงลม แต่กลับเป็นภาพที่ชัดเจน ที่ระเบียงคฤหาสน์แห่งหนึ่ง เงาของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังยืนหันหลังให้เขาก่อนที่เขาจะโผลกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวคนตรงหน้าจะหายไป เขากระซิบเสียงแผ่ว“ฉัน…คิดถึงเธอ…” แสงสีขาวสว่างวาบในจิต ภาพเปลี่ยนอีกครั้งเป็นห้องประชุม เธอยืนอยู่ตรงกลางโต๊ะและประกาศก้องว่า ไม่รับการพิทักษ์จากเขา ดานเต้กระพริบตาไล่ความทรงจำเพียงครู่ภาพก็เปลี่ยนอีกครั้ง เธอยืนอยู่ด้วยแววตาที่เศร้าก่อนจะพูดว่า“แต่วันนี้ทั้งที่ฉันยืนอยู่ตรงหน้าคุณ คุณกลับไม่คิดถึงฉันแล้ว”หัวใจเขากระตุกแรงและเต้นแรงถี่ สมองฉายภาพสุดท้ายของความทรงจำ เขาเห็นเธอกำลังถูกปืนของมาร์โกจ่ออยู่เร็วกว่าความคิดเขาพุ่งตัวเข้าไปรับกระสุนแทนเธอ ความรู้สึกเจ็บที่แขนขวาจากการถูกยิง ศีรษะของเขากระแทกกับพื้นอย่างจังเสียงเธอกรีดร้องเรียก
บทที่ 6ข่าวดังสะท้านวงการ เช้าวันถัดมา หลังค่ำคืนอันสะเทือนสังคมแฟชั่นและวงการมาเฟีย แผงหนังสือเต็มไปด้วยนิตยสาร ช่องข่าวซุบซิบในโซเชียลและหนังสือพิมพ์พาดหัวตัวโตๆ ถึงเหตุการณ์สุดร้อนแรงในงานเดินแฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่ของลอเรน คราสโต “อลิเซีย – ภรรยาสุดร้อนแรงของมาฟียหนุ่ม
บทที่ 14ทำตามเสียงหัวใจ อลิเซียเดินลงจากรถเข้าสู่ปราสาทลาเซลเวอร่าอย่างรีบร้อน เมื่อเดินทางห้องจัดเลี้ยงก็กุลีกุจอเดินหยิบโน่นจัดนี่ตามแบบใน แพลนงานเลี้ยงที่ดานเต้ให้ข้อมูลไว้ ทุกโต๊ะถูกจัดวางด้วยก
บทที่ 5พลิกเกมนางร้ายกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นผ้าไหมใหม่เอี่ยมและเครื่องสำอางค์ราคาแพงหรูหราส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งห้อง แสงไฟเจิดจรัสสะท้อนเงาหญิงสาวที่ยืนมองภาพสามีตัวเองกำลังโอบกอดร่างบางในอ้อมแขน ดานเต้เงยหน้ามองอลิเซียอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ไม่ต่างจากสายตาของทีมงานอีก 4-5 คน และลอเรนที่
บทที่ 4เกมเปิดฉาก เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงบทเพลงเคล้าคลอเบาๆ ในห้องโถงหรูหราของงานเลี้ยง อลิเซียเดินผ่านพรมแดงเข้ามายังงานเปิดตัวคอลเลคชั่นของลอเรนอย่างสง่างาม ทุกสายตาจับจ้องที่หญิงสาวทันทีที่เธอย่างกรายมาบนพรมแดงหรูหรา แสงแฟลชสาดใส่ร่างบางนับไม่ถ้วนอลิเซียไม่ลืมที่จะหันไปโพสท่าอย่างคุ

![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





