Se connecter“มึง... ขวัญข้าว ดูนั่นดิ” มันพยักหน้าไปทางทางเข้าโรงอาหาร กลุ่มนักศึกษาวิศวะหลายคนเดินเข้ามาพร้อมกัน เสื้อช็อปสีแดงเข้มของพวกเขาเด่นชัดมาแต่ไกลจนไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามาจากคณะไหน รังสีความนิ่งและขรึมแผ่ออกมาจนน่าประหลาด เสียงคุยรอบ ๆ โรงอาหารที่เคยดังกลับเบาลงไปนิดหนึ่งทันที เหมือนทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง
“นั่นทีมREDป่ะวะนั่น ครบกลุ่มเลยนะนั่น” “เออ น่าจะใช่ พี่วินทร์เดินนำมาอย่างหล่อเลยมึง”เสียงซุบซิบจากโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้น
เพลงรีบชะเง้อมองทันทีที่ได้ยินชื่อคนหล่อ “ไหนมึง ไหน ๆ พี่วินทร์ของกู” ฉันหลุดขำกับสภาพมัน
“มึงนี่เหมือนติ่งดาราที่รอตามกรี๊ดหน้าเวทีเลยนะเพลง”
“เอ้า ก็มนุษย์ป่ะวะมึง หล่อระดับเทพบุตรขนาดนั้นกูจะพลาดได้ไง” คอปเตอร์หัวเราะชอบใจในความชัดเจนและเปิดเผยของเพื่อนสาว
ฉันหันไปมองตามแบบผ่าน ๆ เพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาทเกินไป กลุ่มรุ่นพี่วิศวะเดินไปนั่งโต๊ะยาวด้านในสุดของโรงอาหาร ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ประจำของพวกเขาที่ไม่มีใครกล้าไปนั่งทับที่ เสียงเด็กหลายโต๊ะเริ่มกลับมาดังขึ้นอีกครั้งแต่หัวข้อบทสนทนาก็ยังวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนเหล่านั้น แต่ในความวุ่นวายและการกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ฉันกลับไม่เห็นคนที่ชื่อรามอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันแทบไม่สนใจเลยว่าเขาจะปรากฏตัวที่ไหนหรือทำอะไร แต่ตอนนี้ในหัวกลับผุดคำถามขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจว่าเขาหายไปไหน เพลงนั่งลงตรงข้ามฉันพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากที่ได้อาหารมาวางตรงหน้า
“กูว่าโลกมหาลัยนี่มันมีชนชั้นที่มองไม่เห็นจริง ๆ ว่ะขวัญข้าว”
“ยังไงของมึง เพ้อเจ้ออะไรอีก”
“ก็คนพวกนี้ไง ดังเหมือนมีออร่าพุ่งออกมาตลอดเวลา ทั้งที่เขาก็แค่นักศึกษาใส่เสื้อช็อปเหมือนคนอื่น” เจตพยักหน้าเห็นด้วยทันควัน “เออว่ะ มึงเห็นป่ะ เมื่อกี้พี่เขาเดินผ่านโต๊ะพวกปีหนึ่งตรงนั้น พวกนั้นเงียบกริบเลยนะเว้ย กูยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนต้องเกร็งขนาดนั้น”
“เพราะหล่อ รวย และดูมีอิทธิพลมั้งมึง จบข่าว” คอปเตอร์ตอบหน้าตาเฉยขณะตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ “เหตุผลง่ายดี แต่น่าจะเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ะ”
บทสนทนาเรื่อง RED ENGINEERING ถูกกลบไปชั่วคราวตอนที่พี่ปีสองฝ่ายกิจกรรมเดินหน้าตั้งเข้ามาหาพวกเราที่โต๊ะเพื่อตามไปประชุมเฟรชชี่อีกครั้ง เสียงโอดครวญดังขึ้นพร้อมกันทั้งโต๊ะทันทีแบบไม่ต้องนัดหมาย “อีกแล้วเหรอวะพี่... ข้าวเพิ่งเข้าปากไปสามคำเองนะ” เพลงแทบจะฟุบหน้าลงกับจานข้าวด้วยความเพลียปนหงุดหงิด
ชีวิตมหาลัยของฉันในช่วงสัปดาห์นั้นวนลูปอยู่แบบเดิมจริง ๆ ตื่นเช้าไปเรียน กินข้าวเที่ยงแบบรีบ ๆ ตกเย็นต้องไปซ้อมสแตนด์เชียร์ กลับถึงหอพักก็ดึกดื่นค่ำคืน แล้วก็ต้องตื่นมาทำซ้ำอีกวันเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในทุก ๆ วันที่ผ่านไป ชื่อของ “RED ENGINEERING” ก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเหมือนเงาที่สลัดไม่หลุด
เจตเริ่มกลายเป็นแฟนคลับตัวยงที่ตามดูคลิปในสนามแข่งรถบ่อยขึ้นจนแทบไม่ดูอย่างอื่น คอปเตอร์เริ่มรู้จักชื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มวิศวะเครื่องกลพร้อมประวัติการแข่งรถแบบย่อ ๆ ส่วนเพลง... รายนี้อาการหนักสุด เริ่มเพ้อเรื่องพี่รามแบบไม่ปิดบังเพื่อนฝูงอีกต่อไป ทั้งที่ยังไม่เคยได้คุยด้วยซักคำ
“พวกมึงว่าคนนิ่ง ๆ แบบพี่รามเขามีแฟนยังวะ หรือเขาชอบผู้หญิงแนวไหน” เพลงถามขึ้นมากลางปล้องระหว่างที่เรากำลังนั่งปั่นงานกลุ่มอยู่ในห้องสมุดที่เงียบสงัด ฉันเงยหน้าจากกองชีททันทีด้วยความระอา
“มึงถามกูทำไมเพลง? กูดูเหมือนคนที่รู้เรื่องส่วนตัวเขาเหรอ”
“เออดิ มึงดูจะสังเกตพี่เขาอยู่เหมือนกันนะวันก่อนที่ผับน่ะ แววตามึงมันฟ้อง”
“กูแค่สงสัยเฉย ๆ ว่าทำไมคนถึงกลัวเขากันทั้งร้าน ไม่ได้พิศวาสอะไรซักหน่อย” เจตหัวเราะลั่นจนบรรณารักษ์หันมามองค้อนแบบคาดโทษ
“อีเพลงแม่งอาการหนักละ เริ่มลามไปเรื่องรสนิยมผู้หญิงของเขาละ”
“ก็กูอยากรู้นี่หว่า พี่เขาดูเข้าถึงยากชิบหาย เหมือนมีกำแพงน้ำแข็งล้อมรอบตัวตลอดเวลา”
“มึงเห็นหน้าเขาชัด ๆ หรือยังล่ะถึงไปเพ้อขนาดนั้น” ฉันถามลองเชิง เพลงนิ่งไปสองวิ ก่อนจะตอบเสียงอ่อยออกมาอย่างขัดใจ “...ยังว่ะ เห็นแต่ข้างหลังกับมุมข้างไกล ๆ ตอนที่เขาเดินเข้าโซนวีไอพี” คอปเตอร์ถึงกับก้มหน้าขำตัวสั่น “โอ๊ยยย เพื่อนกู รักข้างเดียวกับเงาแผ่นหลังพี่วิศวะผู้ลึกลับ”
ฉันเองก็หลุดหัวเราะตามไปด้วยกับความตลกของกลุ่มเพื่อน แต่ถึงจะพูดเล่นกันสนุกปากแบบนั้น ฉันก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความจริงบางอย่าง ว่าคนพวกนั้นไม่ใช่เด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ จริง ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องรถแข่งราคาแพงหรือชื่อเสียงด้านความหล่อที่เล่าขานกันปากต่อปาก แต่มันคือบรรยากาศบางอย่างที่หนักอึ้งและอธิบายได้ยาก
เวลาคนในโรงอาหารหรือตามซอกตึกพูดถึงกลุ่ม RED ENGINEERING ทุกคนมักจะลดเสียงลงโดยอัตโนมัติเหมือนกลัวว่าเจ้าตัวจะมาได้ยิน เวลาพวกเขาเดินผ่านฝูงชน คนจะหลบทางให้เองโดยธรรมชาติเหมือนมีแรงผลักดันล่องหน และเวลาชื่อของ “ราม” ถูกยกขึ้นมาพูดในหัวข้อสนทนา มักจะมีความเงียบกริบเกิดขึ้นแวบหนึ่งเสมอ เหมือนทุกคนรู้กันเป็นนัยว่าไม่ควรพูดถึงคนคนนี้ดังเกินไปถ้ายังอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในรั้วมหาวิทยาลัย
จนกระทั่งเย็นวันพฤหัสบดี หลังจากจบการประชุมเฟรชชี่ที่แสนจะยาวนานและสูบพลังชีวิตไปจนเกือบหมดเกลี้ยง รุ่นพี่ปีสองเดินหน้าตาตื่นเข้ามาหาพวกเราสี่คนที่กำลังหอบกระเป๋าเตรียมจะแยกย้ายกลับหอพักเพื่อพักผ่อน
“น้อง ๆ ว่างกันไหม ช่วยพี่ขนของหน่อยพอดีรถขนพร็อพมันจอดไกลแล้วพี่คนอื่นติดงานกันหมดเลย” เจตรีบตอบรับก่อนใครเพื่อนตามนิสัยคนใจดีและเกรงใจคนอื่น “ได้ครับพี่ มีอะไรให้ช่วยบอกมาเลยครับ พวกผมว่าง” ฉันแทบอยากเอากระเป๋าฟาดหน้ามันที่ไปตอบรับงานเพิ่มในเวลาห้าโมงเย็นที่ร่างกายต้องการเตียงนอนขนาดนี้
สุดท้ายพวกเราทั้งสี่คนก็โดนลากมาช่วยขนพร็อพงานเฟรชชี่มหาลัยจนได้ ลังอุปกรณ์ไม้และป้ายไวนิลกองพะเนินอยู่หลังตึกนิเทศศาสตร์ ทั้งป้ายผ้าเขียนมือ เหล็กสำหรับทำโครงสแตนด์ ฉากไม้ขนาดใหญ่ และของจิปาถะสารพัดอย่าง เหงื่อซึมตามไรผมขณะที่ต้องเค้นแรงที่เหลือน้อยนิดออกมาช่วยกันยก
สุดท้ายพวกเราทั้งสี่คนก็โดนลากมาช่วยขนพร็อพงานเฟรชชี่มหาลัยจนได้ ลังอุปกรณ์ไม้และป้ายไวนิลกองพะเนินอยู่หลังตึกนิเทศศาสตร์ ทั้งป้ายผ้าเขียนมือ เหล็กสำหรับทำโครงสแตนด์ ฉากไม้ขนาดใหญ่ และของจิปาถะสารพัดอย่าง เหงื่อซึมตามไรผมขณะที่ต้องเค้นแรงที่เหลือน้อยนิดออกมาช่วยกันยก
“น้อง ๆ ขนลังพวกนี้ไปเก็บที่โกดังวิศวะนะ พี่ขออนุญาตอาจารย์ทางนู้นไว้แล้ว พื้นที่เขาว่างและปลอดภัยกว่าตึกเรา” รุ่นพี่พูดพลางชี้มือไปทางตึกรูปทรงเหลี่ยมสีเข้มขนาดใหญ่ที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก
เพลงหันมามองหน้าฉันทันทีด้วยแววตาแฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “มึง... ขวัญข้าว กูว่าเริ่มไม่ดีละ ลางสังหรณ์กูบอกว่าที่ตึกวิศวะมันมีรังสีอำมหิต”
“มึงเว่อร์ไปมั้งเพลง ก็แค่เอาของไปวางไว้ในโกดังเก็บของเฉย ๆ ป่ะวะ ไม่ได้ไปท้าใครต่อยซักหน่อย” ฉันบอกมันไปงั้นแหละ ทั้งที่ในใจก็แอบรู้สึกหวั่น ๆ กับคำว่า 'ตึกวิศวะ' อยู่เหมือนกัน เพราะข่าวลือเรื่องความดุของเจ้าที่คณะนี้มันหนาหูเหลือเกิน
แต่พอเท้าเริ่มก้าวเข้าเขตตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์จริง ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจที่เพลงพยายามจะบอก บรรยากาศมันต่างจากฝั่งคณะนิเทศที่สดใสและมีเสียงเพลงตลอดเวลาอย่างสิ้นเชิง ตึกคอนกรีตสีเทาเข้มที่ดูแข็งกระด้างและเก่าแก่ กลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศผสมกับกลิ่นเหล็กและควันเชื่อม
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง
“พวกไอ้ขุนทัพบอกว่า วันนี้เขาฮิตให้ดอกไม้กัน” พี่รามเงยหน้าขึ้นสบตาฉันตรงๆ “แต่พี่คิดว่า ดอกไม้มันอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว พี่เลยเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของพี่มาให้เราแทน” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น มองเกียร์ตรงข้อมือตัวเองนิ่งๆ มันไม่ใช่เกียร์ใหม่เอี่ยม ตรงขอบมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากการใช้งานจริง สีเงินบางจุดเริ่มด้านลงตามเวลา แต่กลับยิ่งทำให้รู้ทันทีว่ามันสำคัญกับเขามากแค่ไหน สำหรับเด็กวิศวะ เกียร์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย เป็นทั้งความทรงจำ ความผูกพัน และความภูมิใจของคนคนนั้น ยิ่งเป็นเกียร์ที่ผ่านการใช้งานจริงมาตลอดหลายปีแบบนี้ มันยิ่งมีค่ามากกว่าเดิมหลายเท่า “ฝากดูแลด้วยนะขวัญข้าว” น้ำตาฉันแทบไหลออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูไม่โรแมนติกที่สุดในโลกคนนี้ จะเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับฉัน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำหวาน แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ากับเขาที่สุดจริงๆ ฉันขยับเข้าไปกอดรอบคอเขาแน่นทันที พี่รามชะงักไปนิด ก่อนยกแขนขึ้นกอดตอบช้าๆ อ้อมแขนของเขายังคงอบอุ่นและมั่นคงเสมอ อุ่นจนความเหนื่อย
หลังจากเรื่องราวฟ้องร้องฝั่ง Falcon จบลง ชีวิตนักศึกษาปีสองของฉันก็หมุนวนอยู่กับตารางเรียน คณะนิเทศศาสตร์เริ่มปล่อยบทเรียนหินๆ ออกมาทักทาย ไหนจะงานกลุ่ม โปรเจกต์ ถ่ายคลิป ตัดต่อ ไปจนถึงกิจกรรมคณะสารพัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ส่วนพี่รามก็อยู่ในช่วงพักการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาแวะเวียนเข้าอู่ RED ENGINEERING ทุกวัน แต่ขยับบทบาทจากคนหลังพวงมาลัยมาเป็นคนคุมทีม คุมงานเซ็ตรถ และดูแลช่างฝึกงานรุ่นใหม่แทน ถึงไม่ได้ลงสนามแข่งเองแล้ว แต่ชื่อ “ราม RED ENGINEERING” ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการ ยิ่งหลังจบแมตช์ FINAL RACE วันนั้น คนทั้งวงการแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา แต่สำหรับฉัน รามในตอนนี้ต่างจากภาพจำของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เวลาอยู่อู่เขาอาจจะดูนิ่ง ดุ และจริงจัง แต่เวลาอยู่กับฉันสองคน ผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นคนอบอุ่นอย่างน่าตกใจ เขาชอบมารับฉันหลังเลิกเรียนแทบทุกวัน วันไหนอู่ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ก็ยังโทรมาถามเสมอว่ากินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม หรือบางครั้งก็แอบซื้อโกโก้เย็นแก้วโปรดมาวางไว้ให้หน้าตาย ยัยเพลงชอบบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “มึงรู้ตัวมั้ย ว่าพี่รามแม่


![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




