LOGINเพียงแค่อยากศึกษาเรื่องใต้สะดือ แต่กลับเป็นสื่อชักนำให้สาวน้อยพบกับหมอหนุ่มคาสโนว่าแสนอันตราย สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างเธอจะรอดพ้นจากเข็มหมอไปได้หรือไม่ ไปติดตามอ่านได้ใน Set Hot คุณหมอสุดฮอตกับยัยเนิร์ดแสนร้าย (เป็นรวมเรื่องสั้นสนุกๆ ของนักศึกษาสาวกับบรรดาหนุ่มๆ สุดฮอต)
View Moreเรื่องราวทั้งหมด มันเริ่มต้นที่....
เมื่อผู้เป็นแม่บังเอิญเข้ามาเจอลูกสาวกำลังเล่นเปลื้องผ้ากับผู้ชายในเย็นวันหนึ่ง
“โอ๊ยแม่ แค่หนูกับเพื่อนนั่งคุยกันในห้องเฉย ๆ แม่ถึงกับลากหนูมาที่คลินิกบ้า ๆ แบบนี้เหรอ”
เด็กสาวในเสื้อสายเดี่ยวกางเกงยีนสั้นเสมอหู แหงนมองป้ายชื่อคลินิก คมสัน-สูตินรีเวช เห็นแค่ป้ายชื่อก็อยากจะวิ่งหนี ทำไมแม่ต้องลากฉันมาโชว์ของให้ผู้ชายแปลกหน้าดูด้วย !
“ใครที่ไหนเขาจะแก้ผ้าคุยกัน ฉันบอกแกแล้วใช่ไหม ถ้ายังแบมือขอเงินฉันอยู่ก็อย่าริจะมีผัว !”
หญิงวัยสามสิบหกปี รวบผมตึงเกล้าผมไว้ที่ด้านหลัง สวมเสื้อตัวโคร่งกับแว่นตาหนาเตอะ ทำให้ดูแก่กว่าวัยมากถึงสิบปี
“หนูบอกแม่แล้วว่า ยังไม่มีอะไรกัน”
เด็กสาวกระทืบเท้าเร้า ๆ
“หน็อย ถ้าฉันกลับมาจากตลาดไม่ทัน แกก็มีอะไรกับมันงั้นสิ ! นี่แน่ะ เจ้าลูกไม่รักดี”
ฝ่ามือผู้เป็นแม่ฟาดลงที่ก้นเด็กสาวเต็มแรงโกรธ
เพี๊ยะ !
“โอ๊ยแม่ ! อายเขา หนูโตแล้วนะ”
เด็กสาวเหวี่ยงตัวหลบ ทำให้ไม่เจ็บมากนัก ในซอยหน้าโรงพยาบาลเต็มไปด้วยคลินิกสารพัดโรค คนไข้ที่นั่งรอตรวจนอกเวลาราชการต่างจ้องมองคู่สองแม่ลูกเป็นตาเดียว
“เอ่อ เพราะว่าแกโตจนมีผัวได้ไง ฉันถึงได้ลากคอมาตรวจที่นี่เพื่อให้แน่ใจว่าแกกับไอ้ลูกชายร้านทองนั่นไม่ได้มีอะไรกันจริง ๆ ไปเข้าไปตรวจ !”
ผู้เป็นแม่จับแขนเด็กสาวที่สูงพอ ๆ กันลากเข้าไปภายในคลินิก
...............................................................................
“หมอ ! หมอ ! ฉันพาลูกสาวมาตรวจ”
ผู้เป็นแม่ตะโกนลั่นคลินิก เมื่อไม่เห็นใครในคลินิกเลย
“โอ้ยแม่ คลินิกเขาปิดแล้วมั้ง กลับเถอะ”
เด็กสาวตั้งท่าจะก้าวออกจากคลินิก แต่ถูกแม่ดึงแขนเอาไว้
“หยุด ! ห้ามคิดหนีไปไหน วันนี้ฉันต้องตรวจให้รู้เรื่องว่าแกเสียสาวไปหรือยัง ?”
“ทำไม กลัวหนูจะท้องโย้ในวัยเรียนเหมือนแม่รึไง”
ด้วยความโมโหที่แม่ไม่ยอมฟังหล่อนอธิบายจึงทำให้หลุดปากในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริงก็ตาม
“ดี ! เก่งนักก็ไสหัวไปจากบ้านฉัน ! แล้วฉันจะไม่ยุ่งกับแกอีก”
คนเป็นแม่สะบัดมือปล่อยแขนน้อย ๆ ของลูกสาวอย่างเจ็บปวดใจ ความผิดพลาดในอดีตทำให้หล่อนต้องอุ้มท้องลูกสาวคนนี้ตอนเรียนมัธยมปลาย ทำให้ต้องลาออกจากโรงเรียน
ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้หล่อนรู้ว่าจะหาความรักในวัยเรียนยากยิ่งนัก พ่อแม่ของฝ่ายชายแค่ชดเชยค่าเสียหายให้ แต่ไม่ยอมรับหล่อนและลูกเป็นคนในครอบครัว เพื่อหนีความอับอายครอบครัวของเธอจึงย้ายจากเมืองกรุง มาตั้งรกรากที่ภาคใต้ของไทย แล้วเมื่อคลอดลูกแล้วเธอจึงกลับเข้าไปเรียนใหม่ จนกระทั่งสอบบรรจุเป็นข้าราชครูได้
“แม่ หนูขอโทษ”
ลูกสาวที่แสนพยศเมื่อครู่ โอบกอดผู้เป็นแม่อย่างสำนึกผิด หล่อนรู้ที่แม่ดุด่าเพราะรัก หากไม่รักแม่คงทำแท้งลูกที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมานี้ไปแล้ว
“ใครมาเสียงดังที่นี่”
เสียงทุ้มดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงในชุดเสื้อกาวน์สีขาวตัวยาวเดินออกมาจากด้านหลังห้องตรวจ
“ดิฉันพาลูกสาวมาตรวจนะคะ อยากรู้ว่าลูกของดิฉันเสียตัวไปหรือยัง”
ชายหนุ่มมองเด็กสาวที่ถูกพามาตรวจความสาว หล่อนเหลือบตาขึ้นมองบนอย่างเซ็งสุดฤทธิ์ เด็กสาวคนนี้คงจะดื้อรั้นน่าดู
“ครับ เชิญที่ห้องตรวจ”
เด็กสาวจำใจเดินลากเท้าเข้าไปภายในห้องตรวจพร้อมกับผู้เป็นแม่
..................................................................
“ชื่ออะไรครับ”
เมื่อทั้งคู่นั่งลงแล้ว เขาจึงเริ่มซักประวัติคนไข้
"ชื่อ สร้อยดาว แม้นคำดี ค่ะ"
เด็กสาวตอบอย่างว่องไว ผู้เป็นแม่ถลึงตาให้ลูกสาวตัวดี ก่อนรีบเอ่ยว่า
"คนที่จะตรวจ คือ ลูกสาวของอิฉัน ชื่อเอื้องฟ้า แม้นคำดีค่ะ"
"อายุ"
เสียงคำถามสั้น ชัดเจน ตามแบบฉบับคุณหมอที่ไม่ค่อยจะมีเวลาสนทนากับคนไข้นานนัก
"17 ปี"
"จะ 18 แล้วแม่"
คนอยากรีบเป็นสาวสวนขึ้นทันที
"17 นะครับ"
คนเป็นหมอรีบตัดบท
"มีโรคประจำตัวไหมครับ แล้วแพ้ยาอะไรบ้าง"
"ไม่มี และไม่แพ้ค่ะ"
"เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วกี่ครั้งครับ"
"ไม่เคยค่ะ"
"เพิ่งจะมีเมื่อกี้"
ทั้งสองแม่ลูกแย่งกันตอบ แต่คำตอบไม่ตรงกัน
หมอหนุ่มวางปากกาลงจ้องหน้าคนทั้งคู่
"ผมไม่มีเวลามากนะครับ โปรดให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นความจริงด้วยครับ"
"หนูเป็นเจ้าของร่างกาย คุณหมอต้องเชื่อหนูสิคะ ความจริงไม่ต้องตรวจก็ได้ ในเมื่อมัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
"จะไม่มีได้ยังไงก็ฉันเห็นกับตา แกแก้ผ้าอยู่ในห้องนอนกับผู้ชาย"
"แค่แก้ผ้าเฉย ๆ ยังไม่ทำอะไรเลย แม่ก็มาเห็นซะก่อน"
"หยุดครับ หยุด"
หมอหนุ่มยกมือห้ามสองแม่ลูก
"เดี๋ยวผมตรวจก็จะรู้เอง ว่าใครพูดจริง ใครพูดโกหก เชิญคุณแม่ด้านนอก ผมจะขออนุญาตตรวจร่างกายน้องครับ"
“ลูกไม่อยู่ในท้องพริมแล้ว ใช่ไหม” ภาคภูมิสบตาพริมาด้วยความลำบากใจ ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับช้าๆ เท่านั้น.. พริมาก็นิ่งงัน ไม่มีท่าทีจะร้องไห้ฟูมฟาย หรือโวยวายตามนิสัยที่เจ้าตัวเคยมี เธอน้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ ยอมรับโดยดีถึงชะตากรรมที่เกิดขึ้น“พี่เสียใจ ที่พี่ช่วยพริมกับลูกเอาไว้ไม่ทัน พี่ไม่คิดว่าแพรวาจะอาละวาดรุนแรงแบบนั้น” ภาคภูมิพูดด้วยความปวดร้าว “อโหสิให้เขาไปเถอะ ไม่อยากให้มีเวรกรรมต่อกันเลย”นางพิไลเอ่ยอย่างปลง ๆ แม้ว่า นางเองก็รู้สึกสูญเสียไม่แพ้พริมา “เราควรจะเอาเรื่องเขาให้ถึงที่สุดต่างหากครับ” หมอภาคภูมิไม่เห็นด้วย เพราะผู้หญิงคนนั้นทำให้เขาสูญเสียลูกคนแรกไป ลูกที่เขาตั้งใจให้เกิด ไม่ใช่เพราะความใจง่ายของพริมา ยังไม่ทันที่นางพิไลจะเอ่ยอะไรอีก เสียงเคาะประตูห้องคนเจ็บก็ดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออก เจ้าสัวมนตรีเดินเข้ามาพร้อมกับกระเช้าผลไม้ในมือ “คุณพิไล ลูกของเราเป็นยังไงบ้าง” เจ้าสัวมนตรีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง พริมาและหมอภาคภูมิที่ต่างยกมือไหว้เจ้าสัวมนตรีเกือบพร้อมกัน หมอหนุ่มมองแขกที่มาเยือนด้วยสีหน้างุนงง- เหตุใด พ่
“คุณพี่พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”ไพลินกลั้นใจถาม“เราหย่ากันเถอะ”เจ้าสัวมนตรีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง มันถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะดูแลภรรยา และลูกสาวอีกคน“ไม่ ! ฉันไม่หย่า”คุณนายไพลินกรีดร้องออกมาแพรวาหน้าซีดเผือด ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เธอคิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่าเธอเป็นลูกสาวที่คุณพ่อรักที่สุด เธอเป็นคุณหนูเพียงคนเดียวแห่งคฤหาสน์หลังใหญ่ เพราะทุกคนในคฤหาสน์ต่างถูกสั่งให้รับรู้ว่าพิไลเป็นเพียงคนอาศัยใบบุญ ส่วนนังเด็กพริมาก็เป็นเพียงเด็กที่เกิดมาโดยไม่มีพ่อ !“ถ้าคุณไม่ยอมหย่า ผมจะแจ้งความกับตำรวจให้มาดำเนินคดีกับแพรวาตามกฎหมาย”เจ้าสัวมนตรีข่มขู่ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้หนักหนาเกินกว่าที่เขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้แพรวาได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญขึ้นว่า “ไม่นะคะ หนูไม่อยากถูกจับเข้าคุก คุณแม่ต้องช่วยแพรนะคะ”คุณนายไพลินรีบกอดปลอบลูกสาว “โอ๋ หนูแพร ไม่ต้องกลัว แม่ไม่ยอมให้หนูติดคุกหรอกลูก”สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความหนักใจ“ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงตำรวจ คุณก็หย่ากับผมซะ”เจ้าสัวมนตรีย้ำกับภรรยาอีกครั้ง.............................................................ณ โรงพยาบาล หลังอ
“แกท้องได้ก็แท้งได้ ฉันจะตบแกให้แท้งเลยคอยดู”สิ้นคำ แพรวาก็ปรี่เข้าไปตบพริมมาด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เมื่อฟาดมือลงไปกลับถูกอีกฝ่ายจับข้อมือเอาไว้ได้ทัน“เอาสิ ฉันก็มีมือมีตีนเหมือนกัน ใครจะยอมให้ตบอยู่ฝ่ายเดียว”พริมาถลันลุกขึ้นสู้ แต่เพราะอาการวิงเวียนศีรษะยังไม่หายดี จึงทำให้เป็นรองแพรวาอยู่มาก“อย่าคะคุณหนู อย่าทำลูกสาวอิฉันเลย พริมกำลังท้องกำลังไส้”นางพิไลรีบเข้าไปดึงแพรวาออกมาจากลูกสาวของตน แต่เรี่ยวแรงของคนสูงวัยอย่างเธอสู้กำลังของสาววัยรุ่นที่กำลังโมโหสุดขีดไม่ได้ เธอจึงตะโกนบอกให้ลูกสาวรีบหนีขึ้นห้องไป“พริมหนีไปหลบในห้องบนบ้านเร็วลูก”พริมาจึงลุกขึ้นเดินโงนเงนขึ้นบันไดตามคำสั่งของแม่แพรวาดิ้นจนหลุดจากมือของนางพิไล แล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดตามพริมาไป“นังพริม !”หญิงสาวกระชากข้อมือพริมาเต็มแรง ทำให้อีกฝ่ายก้าวพลาดล้มตกจากบันไดโครม !ตุบ ตุบ ตุบแพรวายืนมองพริมาตกบันไดแต่ละขั้นด้วยรอยยิ้มสาแก่ใจ ในขณะที่พิไลเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด“พริม ลูกแม่ !”กว่าพิไลจะวิ่งถึงตัวลูกสาว ร่างของพริมาก็นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นแล้ว ที่หว่างขามีเลือดสีแดงสด ๆ ไหลทะลักออกมา พลัน!หมอภาคภูม
เธอเป็นอะไรกันแน่ ! อาการพวกนี้เกิดขึ้นมากว่าอาทิตย์แล้ว ตื่นเช้ารู้สึกเวียนหัว หน้ามืด ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นหืนไปหมด โดยเฉพาะเวลาแม่ทำกับข้าวในครัว กับข้าวที่แม่ทำก็ดูเหมือนจะหมดรสชาติความอร่อย กินอะไรก็รู้สึกพะอืดพะอมอยากคายทิ้งให้หมด แต่แปลก ! เธอกลับดูอวบอิ่มขึ้น ผิดตา “ไปหาหมอดีกว่าไหม” พิไลเข้าช่วยลูบหลังลูกสาวด้วยความห่วง “หรือจะเพลียเพราะอดนอน พริมชอบอ่านหนังสือจนดึกอยู่เรื่อย อาจจะนอนไม่พอ” “ดึกที่ไหนกันแม่ เดี๋ยวนี้ ฉันนอนกลางวัน ด้วยซ้ำ” จริงสินะ...นางพิไลนึกขึ้นได้ ช่วงหลัง ลูกสาวท่าทีเหมือนคนอิดโรย ไม่มีเรี่ยวแรง เอาแต่นอนไม่ค่อยยอมลุกไปไหน ๆ ทั้งที่เมื่อก่อน พริมาเป็นคนกระฉับกระเฉง และไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน นางมองหญิงสาวที่กำลังตักน้ำบ้วนปาก ล้างหน้าล้างตาคงหวังให้สดชื่น แม้ท่าทางจะไม่ดีขึ้นเลยสักนิด “ฉันเวียนหัว จะไปนอนแล้ว” เธอบอกมารดาด้วยเสียงเหนื่อย ๆ ก่อนจะเดินผ่าน “เดี๋ยว พริม” นางพิไลเรียกลูกสาว พลางฉุดมือพริมาไว้นางสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นกับลูกสาว ความผิดปกติที่นางแน่ใจว่าในชีวิตที่อาการเฉกเช่นพริมาเกิดขึ้นกับนาง “พริม