Mag-log inหลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่โกดังวิศวะจบลง ชีวิตของฉันก็ถูกเหวี่ยงกลับเข้าสู่ความวุ่นวายในฐานะเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งอีกครั้ง ราวกับโลกสองใบที่เพิ่งไปเหยียบมาถูกกำแพงล่องหนกั้นแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์ บรรยากาศเงียบสงบในหอพักกลายเป็นเพียงความทรงจำชั่วคราว เพราะทันทีที่แสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดส่อง ฉันต้องดีดตัวตื่นขึ้นมาเพื่อวิ่งให้ทันเข้าเรียนวิชาเช้าที่แสนทรมาน
แต่สิ่งเดียวที่สัมผัสได้ว่ามันเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ คือ... ชื่อของ “RED ENGINEERING” เริ่มโผล่เข้ามาพัวพันในชีวิตประจำวันของฉันบ่อยเกินไป มากจนเริ่มรู้สึกว่ามันน่ารำคาญและคุกคามพื้นที่ส่วนตัวอย่างบอกไม่ถูก
“มึงรู้ไหม พี่จอมขวัญตัวจริงหล่อกว่าในไอจีอีกนะขวัญ ดูสิ รูปเนี้ย ดาเมจแรงมากแม่!”
เพลงพูดขึ้นพลางทำตาเคลิ้มฝันระหว่างที่เรานั่งกินข้าวเที่ยงอยู่ใต้ตึกคณะ พร้อมกับเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มาจ่อตรงหน้าฉัน เป็นรูปผู้ชายคนหนึ่งในชุดแข่งดริฟต์สีดำแดงสลับลวดลายเท่ ๆ เขากำลังยืนพิงรถแข่งคู่ใจอยู่ใน Paddock ท่ามกลางแสงแดดจ้าที่ขับให้ใบหน้าดูโดดเด่น
“กูว่าเฉย ๆ” ฉันตอบปัดพลางก้มหน้าเคี้ยวข้าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ “เพราะมึงไม่มีหัวใจไงขวัญข้าวน้อย” เพลงจิกกัดขำ ๆ “เปล่า... เพราะกูหิวข้าวมากกว่าหิวผู้ชาย จบนะ”
เจตหลุดขำพรืดออกมาทันทีกับคำตอบของฉัน ส่วนคอปเตอร์ที่มักจะนิ่งเงียบที่สุดในกลุ่มก็ยังคงนั่งดูอะไรบางอย่างในแท็บเล็ตเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยเสียงเรียบ
“เมื่อคืนทีม RED ได้ที่หนึ่งอีกแล้วนะ ลงแข่งรายการสนามกลางคืนน่ะ” ฉันเงยหน้ามองเพื่อนชายอย่างแปลกใจ “มึงตามดูพวกนั้นจริงจังขนาดนั้นเลยเหรอคอปเตอร์?” “ก็สนุกดีออกมึง บรรยากาศมันตื่นเต้นจะตาย” “ไม่เห็นจะเข้าใจเลย แค่รถวิ่งวนไปมา”
“เอ้า! แล้วคืนก่อนใครวะที่ยืนจ้องรถในโกดังตาไม่กะพริบเลย” คอปเตอร์สวนกลับนิ่ง ๆ
ฉันชะงักไปทันทีเหมือนโดนลูกหลง เพลงรีบหันขวับมามองหน้าฉันอย่างจับพิรุธ แววตาเพื่อนรักวาววับขึ้นมาทันควัน “จริงอะ? มึงแอบไปดูมาตอนไหนขวัญ!”
“ไม่มีอะไร แค่ไม่เคยเห็นรถแข่งใกล้ ๆ เลยเผลอมองนานไปหน่อย” ฉันรีบแก้ตัวพัลวัน“กูนึกว่ามึงไม่สนใจซะอีกนะเนี่ย” “ก็ไม่ได้สนใจไง แค่สงสัยตามประสาเด็กนิเทศเห็นพร็อพแปลกตา”
เพลงหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อสักนิด แต่ยังไม่ทันได้ซักไซ้ต่อ เสียงซุบซิบจากกลุ่มผู้หญิงโต๊ะข้าง ๆ ก็ดังแทรกขึ้นมาดึงความสนใจไปเสียก่อน
“ได้ข่าวว่าพี่รามจะลงแข่งที่พีระเซอร์กิตเดือนหน้าด้วยนะแก” “จริงดิ! รายการใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ?” “จริงสิ ทีม RED จะไปกันครบเซตเลยนะ ทั้งพี่ขุนทัพ พี่วินทร์ พี่จอมขวัญ โอ๊ย แค่คิดก็อยากไปซับเหงื่อให้แล้ว” “กรี๊ดดด อยากไปดูมาก ต้องรีบจองโรงแรมแถวนั้นแล้วนะ!”
ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วก้มหน้ากินข้าวคำสุดท้าย พยายามปิดประสาทการรับรู้ พักหลังมานี้ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของมหาวิทยาลัย ชื่อทีม RED มักจะลอยมาเข้าหูเสมอ ในโรงอาหาร ในห้องเรียน หรือแม้แต่ในห้องน้ำผู้หญิงยังมีคนเอาเรื่องนักแข่งวิศวะไปคุยกันอย่างออกรส โดยเฉพาะชื่อของ ราม เหมือนชื่อเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์หรือส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปแล้วอย่างสมบูรณ์
“ขวัญ” เสียงเพลงเรียกขึ้นด้วยโทนเสียงแปลก ๆ ฉันเงยหน้าขึ้นมอง “อะไรของมึงอีก”
“เสาร์นี้ว่างไหมมึง” “ไม่น่าจะว่างนะ มีงานต้องปั่น” “ตอบแบบนี้แปลว่าว่างกูรู้ใจมึงดี” “จะทำอะไรอีกเพลง กูเหนื่อยนะช่วงนี้”
เพลงยิ้มกว้างออกมาทันที เป็นรอยยิ้มที่มองจากดาวอังคารก็รู้ว่ามีแผน “ไปสนามแข่งกัน!”
“ไม่ไป” ฉันปฏิเสธทันควัน “โห... มึงปฏิเสธเร็วไปไหม ไม่คิดจะรักษาน้ำใจเพื่อนบ้างเหรอ” “กูมีชีวิตของกูนะเพลง กูไม่อยากเอาเวลาไปทิ้งกับเสียงท่อรถทั้งวัน” “แต่นี่สนามจริงนะมึง สนามซ้อมแบบเปิดระดับอาชีพเลยนะ ไม่ใช่แค่โกดังเก็บของแคบ ๆ แบบวันนั้น!”
ฉันชะงักไปเล็กน้อยด้วยความสงสัย “สนามอะไร?”
คอปเตอร์เป็นคนตอบแทนเพื่อนสาว “สนามซ้อมประจำของทีม RED แถวปทุมฯ น่ะ เห็นว่าเสาร์นี้จะมี Test Session ครั้งสุดท้ายก่อนจะแข่งจริงเดือนหน้า”
“แล้วพวกมึงจะเข้าไปได้ยังไงล่ะ สนามแข่งนะไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า” ฉันถามต่อ
“ก็พี่จอมขวัญชวนพวกกูไปไง” เจตยักไหล่พลางอมยิ้ม
ฉันเงียบไปทันที ความรู้สึกบางอย่างในใจเริ่มเตือนว่าลางไม่ดีกำลังจะมาเยือน
“พี่แกบอกว่าอยากให้เพลงไปถ่ายคอนเทนต์บรรยากาศสนามซ้อมลงเพจคณะหรือเพจส่วนตัวก็ได้ ถือเป็นการโปรโมตทีมไปในตัว” เจตอธิบายเสริม
“แล้วมันเกี่ยวกับกูตรงไหน?” ฉันยังคงพยายามหาทางรอด เพลงรีบคว้าแขนฉันมาเขย่าทันที “เกี่ยวสิ! เพราะกูไม่กล้าไปคนเดียวไงมึง สนามแข่งนะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่น!” “มีไอ้เจตกับคอปเตอร์อยู่ทั้งคน มึงจะกลัวอะไร” “แต่ถ้ามีมึงอยู่ด้วยกูจะอุ่นใจกว่าเยอะเลยขวัญ นะนะขวัญข้าวน้อย ไปเป็นเพื่อนกูหน่อยนะ”
เพลงเริ่มส่งสายตาปิ๊ง ๆ ทำเสียงอ้อนวอนระดับสิบจนฉันเริ่มปวดขมับ สุดท้ายฉันก็พ่ายแพ้ให้กับความตื้อของยัยเพื่อนตัวดีตามเคย
บ่ายวันเสาร์ พวกเราสี่คนจึงมานั่งเบียดกันอยู่ในรถของคอปเตอร์เพื่อมุ่งหน้าออกนอกเมือง ระหว่างทางเพลงเปิดคลิปวิดีโอการแข่งรถสไตล์ Gymkhana และ Drifting ให้พวกเราดูไม่หยุดหย่อน เสียงเครื่องยนต์ระเบิดปัง ๆ ในคลิปทำเอาเจตเริ่มคิ้วขมวด
“มึงจะเปิดสร้างบรรยากาศไปตลอดทางเลยเหรอเพลง” “ก็ให้มึงชินเสียงไง เดี๋ยวไปถึงสนามจริงหูจะดับเอา” “กูจะอ้วกเพราะเสียงเครื่องยนต์นี่แหละมึง เบาหน่อย” เจตบ่นอุบ
ฉันนั่งฟังพวกมันเถียงกันเงียบ ๆ พลางทอดสายตามองวิวด้านนอกกระจกรถที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงตระหง่านเป็นพื้นที่โล่งกว้างขวาง จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่สนามแข่ง ความเงียบในรถก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงคำรามของจริง
บรื้นนนนน! ปัง!
รถแข่งหลายคันกำลังวิ่งวนอยู่บนแทร็กขนาดใหญ่ท่ามกลางแดดบ่ายที่แผดเผาจนถนนขึ้นไอร้อน กลิ่นยางที่เสียดสีกับพื้นจนไหม้ผสมกับกลิ่นน้ำมันเบนซินลอยล่องมาปะทะจมูกตั้งแต่พวกเรายังไม่ทันก้าวลงจากรถ ฉันมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกกึ่งอัศจรรย์กึ่งกังวล
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้เห็นสนามแข่งของจริงแบบเต็มตา มันต่างจากภาพในหัวหรือในคลิปวิดีโอที่เพลงเปิดให้ดูเยอะมาก ทุกอย่างดูจริงจังและตึงเครียด ทั้งทีมช่างเครื่องที่วิ่งวุ่น คนถือวิทยุสื่อสารที่คอยรายงานสถานการณ์ ทีมงานใน Pit ที่หน้าตาเคร่งเครียด และนักแข่งในชุด Race Suit เต็มยศที่เดินผ่านไปมาด้วยออร่าของความแข็งแกร่ง
“โห...” เพลงแทบจะยืนหมุนรอบตัวเองเพื่อซึมซับบรรยากาศ “ของจริงว่ะมึง เท่กว่าที่คิดไว้อีก!”
เจตเองก็ยืนตาโตไม่ต่างกัน มีเพียงคอปเตอร์ที่แสดงออกถึงความตื่นเต้นแบบนิ่ง ๆ พลางมองสำรวจรถแต่ละคันที่วิ่งผ่านไปด้วยความสนใจเชิงเทคนิค
“ไปทาง Paddock ก่อนเถอะ พี่จอมขวัญน่าจะรออยู่แถวนั้น” คอปเตอร์นำทาง
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง
“พวกไอ้ขุนทัพบอกว่า วันนี้เขาฮิตให้ดอกไม้กัน” พี่รามเงยหน้าขึ้นสบตาฉันตรงๆ “แต่พี่คิดว่า ดอกไม้มันอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว พี่เลยเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของพี่มาให้เราแทน” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น มองเกียร์ตรงข้อมือตัวเองนิ่งๆ มันไม่ใช่เกียร์ใหม่เอี่ยม ตรงขอบมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากการใช้งานจริง สีเงินบางจุดเริ่มด้านลงตามเวลา แต่กลับยิ่งทำให้รู้ทันทีว่ามันสำคัญกับเขามากแค่ไหน สำหรับเด็กวิศวะ เกียร์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย เป็นทั้งความทรงจำ ความผูกพัน และความภูมิใจของคนคนนั้น ยิ่งเป็นเกียร์ที่ผ่านการใช้งานจริงมาตลอดหลายปีแบบนี้ มันยิ่งมีค่ามากกว่าเดิมหลายเท่า “ฝากดูแลด้วยนะขวัญข้าว” น้ำตาฉันแทบไหลออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูไม่โรแมนติกที่สุดในโลกคนนี้ จะเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับฉัน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำหวาน แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ากับเขาที่สุดจริงๆ ฉันขยับเข้าไปกอดรอบคอเขาแน่นทันที พี่รามชะงักไปนิด ก่อนยกแขนขึ้นกอดตอบช้าๆ อ้อมแขนของเขายังคงอบอุ่นและมั่นคงเสมอ อุ่นจนความเหนื่อย
หลังจากเรื่องราวฟ้องร้องฝั่ง Falcon จบลง ชีวิตนักศึกษาปีสองของฉันก็หมุนวนอยู่กับตารางเรียน คณะนิเทศศาสตร์เริ่มปล่อยบทเรียนหินๆ ออกมาทักทาย ไหนจะงานกลุ่ม โปรเจกต์ ถ่ายคลิป ตัดต่อ ไปจนถึงกิจกรรมคณะสารพัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ส่วนพี่รามก็อยู่ในช่วงพักการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาแวะเวียนเข้าอู่ RED ENGINEERING ทุกวัน แต่ขยับบทบาทจากคนหลังพวงมาลัยมาเป็นคนคุมทีม คุมงานเซ็ตรถ และดูแลช่างฝึกงานรุ่นใหม่แทน ถึงไม่ได้ลงสนามแข่งเองแล้ว แต่ชื่อ “ราม RED ENGINEERING” ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการ ยิ่งหลังจบแมตช์ FINAL RACE วันนั้น คนทั้งวงการแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา แต่สำหรับฉัน รามในตอนนี้ต่างจากภาพจำของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เวลาอยู่อู่เขาอาจจะดูนิ่ง ดุ และจริงจัง แต่เวลาอยู่กับฉันสองคน ผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นคนอบอุ่นอย่างน่าตกใจ เขาชอบมารับฉันหลังเลิกเรียนแทบทุกวัน วันไหนอู่ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ก็ยังโทรมาถามเสมอว่ากินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม หรือบางครั้งก็แอบซื้อโกโก้เย็นแก้วโปรดมาวางไว้ให้หน้าตาย ยัยเพลงชอบบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “มึงรู้ตัวมั้ย ว่าพี่รามแม่







