Masukพวกเราเดินผ่านเต็นท์ของทีมต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเสียงรัวชัตเตอร์ของช่างภาพและเสียงคุยกันจอแจ จนมาหยุดตรง Garage ขนาดใหญ่ที่มีโลโก้หัวกะโหลกไขว้สไตล์ RED ENGINEERING สีแดงฉานติดอยู่เด่นชัดด้านหน้า และทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไป...
ฉันก็เห็น พี่ราม ทันที
เขายืนอยู่ข้างรถแข่งสีดำดุดันคาดลายแดงหมายเลข 27 ในชุดเสื้อทีมสีดำเข้ารูปที่ขับให้ไหล่เขากว้างขึ้น มือข้างหนึ่งถือวิทยุสื่อสารสีดำสนิท อีกข้างกำลังชี้หน้าจอแท็บเล็ตเพื่อดูข้อมูลบางอย่างคู่กับวินทร์ที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้าง ๆ ขุนทัพกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กระบบช่วงล่างรถอย่างขะมักเขม้น ส่วนภูผายืนคุยกับทีมช่างด้านหลังด้วยท่าทางสุขุม
ทุกคนดูยุ่งกันจนแทบไม่ละสายตาจากงานตรงหน้า ภาพเหล่านี้มันต่างจากภาพลักษณ์เด็กมหาวิทยาลัยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาดูเหมือนมืออาชีพที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่สงครามมากกว่าการมาซ้อมเล่น ๆ
“พี่จอม!” เพลงรีบโบกมือทักทายทันทีเมื่อเห็นจอมขวัญเดินออกมาจากหลังรถอีกฝั่ง
ชายหนุ่มจอมกะล่อนฉีกยิ้มกว้างตามสไตล์เดิมทันทีที่เห็นพวกเรา “มากันแล้วเหรอพวกเรา” “โห ที่นี่โคตรเท่เลยพี่จอม ผมตื่นตาตื่นใจมาก” เพลงเอ่ยชมเปาะ “นี่แค่ซ้อมนะ ถ้าวันแข่งจริงจะอลังการกว่านี้อีก เดี๋ยวพี่พาเดินดูรอบ ๆ”
เขาพูดพลางเหลือบสายตามามองฉันเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “น้องขวัญก็มาด้วยเหรอเนี่ย พี่นึกว่าเราจะใจแข็งไม่ยอมมาซะแล้ว” ฉันพยักหน้าตอบรับเบา ๆ “มาเป็นเพื่อนเพลงค่ะ” “ดีเลย พี่นึกว่าไอ้รามมันจะทักทายคนเดียวซะอีก”
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามว่าหมายความว่ายังไง เสียงทุ้มเรียบนิ่งที่คุ้นหูจากด้านหลังก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“รถพร้อมลงแทร็กหรือยัง”
ฉันหันไปมองตามเสียงนั้น รามเดินเข้ามาหยุดยืนข้างจอมขวัญพอดี ในระยะที่ใกล้กันขนาดนี้ทำให้ฉันเห็นชัดว่าใบหน้าเขาดูเหนื่อยล้ากว่าทุกครั้งเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการสวมและถอดหมวกกันน็อกมาทั้งวัน แต่ถึงอย่างนั้น บรรยากาศรอบตัวเขาก็ยังคงแผ่รังสีความกดดันออกมาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
จอมขวัญหันไปตอบเพื่อนรัก “ใกล้แล้วขุนทัพกำลังไล่ลมเบรกอยู่” รามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกริบมาหยุดนิ่งที่ฉัน
“มาแล้วเหรอ?”
ฉันชะงักกับคำถามสั้น ๆ ที่ฟังดูเหมือนเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าฉันต้องมาแน่ ๆ “ค่ะ... มาธุระกับเพื่อน” “อืม” เขารับคำแค่นั้น ก่อนจะหันกลับไปสนใจวิทยุสื่อสารในมือและคุยงานต่อราวกับฉันเป็นเพียงธาตุอากาศที่ผ่านเข้ามา
แต่ยัยเพลงที่ยืนข้างฉันนี่สิ... นางกำลังออกอาการเหมือนคนขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
“มึง... มึงเห็นไหม!” เพลงกระซิบเสียงสั่นจนตัวสั่นตาม “เห็นอะไรของมึงอีก” “พี่รามทักมึงก่อน! ทักแบบไม่ได้มีใครนำเลยนะมึง!” “เขาก็แค่ทักตามมารยาทคนรู้จักปะเพลง มึงอย่ามโน” “คนอย่างพี่รามไม่ทักใครตามมารยาทหรอกมึง! พี่แกจะเมินมึงไปเลยก็ได้ถ้าไม่อยากคุย!” เพลงยังคงยืนยันเสียงหนักแน่นจนฉันเริ่มปวดหัวตุบ ๆ
พี่จอมขวัญพาพวกเราเดินชมรอบ ๆ Garage อยู่พักใหญ่ เพลงตื่นเต้นกับทุกอย่างจนแทบจะกระโดดเข้าไปสิงทุกมุมเพื่อถ่ายรูปคอนเทนต์ ส่วนเจตกับคอปเตอร์ก็เริ่มถลำลึกเข้าไปคุยเรื่องเครื่องยนต์และการเซ็ตอัพรถกับขุนทัพอย่างจริงจัง จนดูเหมือนพวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมช่างไปแล้ว
เหลือเพียงฉันที่ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงปืนลมดัง แวร้ด ๆ เป็นระยะ ทีมช่างเดินสวนกันไปมาพร้อมอุปกรณ์หนัก ๆ ข้อมูลเวลาต่อรอบ ถูกเปิดค้างไว้บนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ตัวเลขขยับวิ่งอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนไหวเร็วมากจนฉันรู้สึกตามไม่ทัน
“หลบหน่อย”
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นกะทันหันข้างหูทำเอาฉันสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะเสียหลัก พอหันกลับไปก็พบว่าพี่รามยืนอยู่ด้านหลังในระยะที่ห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นเหงื่อจาง ๆ ผสมกลิ่นน้ำมันจากตัวเขาปะทะเข้าจมูกทันที
เขาเอื้อมมือมาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนฉันเบา ๆ ก่อนจะออกแรงดึงให้ฉันถอยออกจากตำแหน่งเดิม ในจังหวะเดียวกับที่รถเข็นล้ออะไหล่ขนาดมหึมาถูกทีมช่างเข็นผ่านจุดที่ฉันเคยยืนอยู่ไปพอดี
หัวใจฉันกระตุกวูบและเต้นแรงขึ้นมาทันควัน ไม่ใช่เพราะความตกใจจากรถเข็น แต่เป็นเพราะสัมผัสจากฝ่ามืออุ่นหนาที่ยังคงกุมแขนฉันไว้
“ยืนกลางทางเดิน เดี๋ยวก็โดนทับหรอก” เขาพูดเสียงเรียบเย็น ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือออก
ฉันรีบถอยห่างออกมาทันทีพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ “ขอโทษค่ะ หนูไม่ทันมอง” พี่รามจ้องหน้าฉันนิ่งอยู่เกือบวินาที แววตาคมกริบคู่นั้นเหมือนกำลังสำรวจความผิดปกติบางอย่าง ก่อนที่เขาจะหันไปหยิบขวดน้ำบนโต๊ะแล้วเดินตรงไปที่รถแข่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนโดนสาปให้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สัมผัสจากมือเขายังคงทิ้งรอยความรู้สึกอุ่น ๆ ไว้ที่แขนอย่างน่ารำคาญใจ
“โอ้โห... เต็ม ๆ ตาเลยจ้า” เสียงยัยเพลงดังขึ้นข้างหูเหมือนรู้ใจ “เห็นอะไรของมึง” ฉันพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด “เมื่อกี้ไง ฉากพระเอกช่วยนางเอกไม่ให้โดนรถเข็นทับ คลาสสิกสุด!” “เขาแค่ช่วยตามมารยาท มึงอย่าเยอะเพลง” “แต่มึงหน้าแดงมากเลยนะขวัญ แดงจนจะถึงหูแล้วเนี่ย” “อากาศสนามแข่งมันกี่องศา มึงดูแดดด้วย!” ฉันเถียงคอเป็นเอ็น แต่เพลงกลับยิ้มกริ่มแบบไม่เชื่อสักนิด
ช่วงเย็น การ Test รถเริ่มเข้าสู่โหมดจริงจังมากขึ้น รถหลายคันทยอยลงไปวิ่งในสนามเพื่อเก็บดาต้า เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณทำเอาแผ่นดินสะเทือน รามหายเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดแข่ง Race Suit สีดำแดงเต็มยศก่อนจะเดินกลับออกมาที่รถหมายเลข 27
บรรยากาศใน Garage เงียบลงอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่เขาเริ่มสวมหมวกกันน็อก ออร่ารอบตัวเขาเปลี่ยนไปทันที จากผู้ชายเงียบขรึมกลายเป็นนักแข่งที่ดูน่าเกรงขามและดุดันจนไม่มีใครกล้าเข้าไปเล่นด้วย วินทร์กำลังส่งสัญญาณผ่านวิทยุสื่อสาร ขุนทัพเดินเช็กลมยางรอบสุดท้ายด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ส่วนภูผายืนกอดอกดูเวลาบนหน้าจอด้วยสายตานิ่งสงบ
ทุกคนทำงานประสานงานกันได้อย่างแม่นยำราวกับเครื่องจักร และศูนย์กลางของแรงกดดันทั้งหมดก็คือผู้ชายที่ชื่อราม
เครื่องยนต์ถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้ง บรื้นนนนนน! แรงสั่นสะเทือนมหาศาลส่งผ่านพื้นดินขึ้นมาจนถึงเท้าของฉัน รถหมายเลข 27 ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจาก Pit Lane มุ่งหน้าสู่สนามจริง
ฉันมองตามรถคันนั้นไปจนสุดสายตา ก่อนจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาช้า ๆ เหตุผลที่คนทั้งมหาวิทยาลัยต่างคลั่งไคล้และพูดถึง RED ENGINEERING ไม่ใช่เพียงเพราะภาพลักษณ์ภายนอกหรือชื่อเสียงที่สั่งสมมา แต่เป็นเพราะเวลาที่คนกลุ่มนี้อยู่ในสนามแข่ง พวกเขาเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองโดยสมบูรณ์
โลกที่เต็มไปด้วยความเร็ว ความกดดันมหาศาล และอันตรายที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกวินาที โลกที่ขีดเส้นใต้คำว่า 'ผู้ชนะ' ไว้อย่างชัดเจน
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง
“พวกไอ้ขุนทัพบอกว่า วันนี้เขาฮิตให้ดอกไม้กัน” พี่รามเงยหน้าขึ้นสบตาฉันตรงๆ “แต่พี่คิดว่า ดอกไม้มันอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว พี่เลยเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของพี่มาให้เราแทน” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น มองเกียร์ตรงข้อมือตัวเองนิ่งๆ มันไม่ใช่เกียร์ใหม่เอี่ยม ตรงขอบมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากการใช้งานจริง สีเงินบางจุดเริ่มด้านลงตามเวลา แต่กลับยิ่งทำให้รู้ทันทีว่ามันสำคัญกับเขามากแค่ไหน สำหรับเด็กวิศวะ เกียร์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย เป็นทั้งความทรงจำ ความผูกพัน และความภูมิใจของคนคนนั้น ยิ่งเป็นเกียร์ที่ผ่านการใช้งานจริงมาตลอดหลายปีแบบนี้ มันยิ่งมีค่ามากกว่าเดิมหลายเท่า “ฝากดูแลด้วยนะขวัญข้าว” น้ำตาฉันแทบไหลออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูไม่โรแมนติกที่สุดในโลกคนนี้ จะเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับฉัน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำหวาน แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ากับเขาที่สุดจริงๆ ฉันขยับเข้าไปกอดรอบคอเขาแน่นทันที พี่รามชะงักไปนิด ก่อนยกแขนขึ้นกอดตอบช้าๆ อ้อมแขนของเขายังคงอบอุ่นและมั่นคงเสมอ อุ่นจนความเหนื่อย
หลังจากเรื่องราวฟ้องร้องฝั่ง Falcon จบลง ชีวิตนักศึกษาปีสองของฉันก็หมุนวนอยู่กับตารางเรียน คณะนิเทศศาสตร์เริ่มปล่อยบทเรียนหินๆ ออกมาทักทาย ไหนจะงานกลุ่ม โปรเจกต์ ถ่ายคลิป ตัดต่อ ไปจนถึงกิจกรรมคณะสารพัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ส่วนพี่รามก็อยู่ในช่วงพักการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาแวะเวียนเข้าอู่ RED ENGINEERING ทุกวัน แต่ขยับบทบาทจากคนหลังพวงมาลัยมาเป็นคนคุมทีม คุมงานเซ็ตรถ และดูแลช่างฝึกงานรุ่นใหม่แทน ถึงไม่ได้ลงสนามแข่งเองแล้ว แต่ชื่อ “ราม RED ENGINEERING” ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการ ยิ่งหลังจบแมตช์ FINAL RACE วันนั้น คนทั้งวงการแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา แต่สำหรับฉัน รามในตอนนี้ต่างจากภาพจำของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เวลาอยู่อู่เขาอาจจะดูนิ่ง ดุ และจริงจัง แต่เวลาอยู่กับฉันสองคน ผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นคนอบอุ่นอย่างน่าตกใจ เขาชอบมารับฉันหลังเลิกเรียนแทบทุกวัน วันไหนอู่ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ก็ยังโทรมาถามเสมอว่ากินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม หรือบางครั้งก็แอบซื้อโกโก้เย็นแก้วโปรดมาวางไว้ให้หน้าตาย ยัยเพลงชอบบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “มึงรู้ตัวมั้ย ว่าพี่รามแม่







