เข้าสู่ระบบที่โต๊ะของพาย
“สรุปคือพายต้องปรับสมการตัวนี้ใหม่ใช่ไหม” พายกำลังชี้ปลายปากกาลงบนหน้าจอแท็บเล็ต โดยมีภูชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ
“ใช่ครับ ถ้าปรับตรงนี้ ค่าความคลาดเคลื่อนจะลดลง…”
ปัง!!
ฝ่ามือหนาของใครบางคนกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนจานข้าวและแก้วน้ำสะเทือน พายสะดุ้งสุดตัว รีบเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบกับร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปที่ยืนค้ำหัวอยู่ ใบหน้าของซันบึ้งตึง ดวงตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด
“มาทำอะไรตรงนี้” พายถามเสียงแข็ง ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงดุจน้ำแข็งทันทีเมื่อเห็นหน้าคู่อริ
“ก็มากินข้าวสิ ถามได้ โรงอาหารเป็นของคณะบัญชีหรือไง” ซันสวนกลับเสียงห้วน ก่อนจะตวัดสายตาดุดันไปมองภูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “แล้วนี่ใคร ลูกน้องสโมฯ คนใหม่เหรอ”
“เราชื่อภู อยู่เศรษฐศาสตร์ ปี 3” ภูแนะนำตัวอย่างสุภาพ แม้จะแอบตกใจกับท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย แต่ก็ยังพยายามรักษามารยาท “นายคงเป็นซัน วิศวะโยธาใช่ไหม เคยได้ยินชื่ออยู่”
“เหรอ แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนายว่ะ” ซันตอบกลับอย่างเสียมารยาท เขาจงใจเลื่อนเก้าอี้ข้างๆ พายออกแล้วทิ้งตัวลงนั่งเบียดจนแขนล่ำๆ ของเขาเสียดสีกับแขนของพาย
“นี่ ทำบ้าอะไรของนาย ที่ว่างมีตั้งเยอะแยะไปนั่งที่อื่นสิ!” พายหันไปดุ พร้อมสรรพนามการเรียกที่หมดความอดทนจากการก่อกวนของคนตรงหน้า พายพยายามขยับตัวหนี แต่ซันกลับยกแขนขึ้นพาดพนักพิงเก้าอี้ของเธออย่างถือวิสาสะ เป็นท่าทีที่แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนจนภูแอบขมวดคิ้ว
“ก็ฉันจะนั่งตรงนี้ มีปัญหาอะไรไหม” ซันยักคิ้วกวนประสาท ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภู “นี่นายเศรษฐศาสตร์ นายรู้ตัวปะว่ากำลังนั่งคุยอยู่กับผู้หญิงที่เรื่องมากที่สุดในมหา’ลัย คุยกันเรื่องอะไรล่ะ ตัวเลข? กราฟหุ้น? ระวังเถอะ คุยเพลินๆ ระวังจะโดนยัยนี่ตีกลับให้ไปแก้ใหม่สามรอบ”
“ซัน! หุบปากเดี๋ยวนี้นะ” พายตวาดเสียงเขียว โกรธที่เขามาทำตัวไร้มารยาทและหักหน้าเธอต่อหน้าเพื่อนต่างคณะ
“ทำไม ฉันพูดความจริงรับไม่ได้หรือไง” ซันหันมาเลิกคิ้วใส่พาย “ทีตอนอยู่กับฉันล่ะด่าฉอดๆ ทีกับไอ้หมอนี่ทำมาเป็นยิ้มหวาน สองมาตรฐานชัดๆ”
ประโยคหลังซันเผลอกดเสียงต่ำลง แววตาที่มองมามีความตัดพ้อและขุ่นเคืองเจืออยู่บางเบาจนพายชะงักไปเสี้ยววินาที แต่ความโกรธก็ตีตื้นขึ้นมากลบความสงสัยนั้นจนหมด
“ภู เราขอโทษแทนเขาด้วยนะ นิสัยเสียๆ ของพวกไร้การศึกษาก็แบบนี้แหละ” พายหันไปขอโทษภูด้วยความเกรงใจ
“เอ่อ… ไม่เป็นไรครับ” ภูยิ้มเจื่อนๆ เขาสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันและสายตาอาฆาตจากซันที่จ้องมองมาประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน หยิบจานข้าวของตัวเอง “พอดีเรานึกขึ้นได้ว่ามีธุระต้องไปทำต่อ ไว้เดี๋ยวเราส่งไฟล์ให้พายทางไลน์นะ… ไปก่อนนะซัน”
ภูรีบเดินปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ทิ้งให้พายกับซันนั่งจ้องหน้ากันอย่างดุเดือด
“พอใจนายหรือยัง!” พายหันมาแหวใส่ซันทันทีที่ภูเดินลับตาไป “โรคจิตหรือไงถึงมาตามระรานคนอื่นเขาแบบนี้!”
“ฉันไประรานอะไรหมอนั่นฮะ ก็แค่นั่งคุยด้วยเฉยๆ มันปอดแหกหนีไปเองต่างหาก” ซันเถียงหน้าตาย แต่อารมณ์คุกรุ่นในอกเมื่อครู่มลายหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นไอ้หน้าจืดนั่นเดินออกไปพ้นหูพ้นตา
“นี่มันโรงอาหาร ไม่ใช่ลานเกียร์ของนายที่จะมาทำตัวกร่างข่มขู่ใครก็ได้” พายกวาดของลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว เธอหมดอารมณ์จะนั่งกินข้าวต่อแล้ว “แล้วก็เอามือสกปรกของนายออกไปจากเก้าอี้ฉันด้วย!”
พายปัดแขนของเขาออกอย่างแรง ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากโต๊ะด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด
ซันมองตามร่างเล็กที่เดินลิ่วๆ ออกไป รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านเมื่อสิบนาทีก่อนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโล่งใจประหลาดๆ ที่ได้ขัดขวางไม่ให้ยัยเด็กบัญชีนั่นไปนั่งยิ้มหวานให้ผู้ชายคนอื่น
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
พอเดินไปถึง เขาก็พบกับสายตาจับผิดหกคู่จากเพื่อนสนิทที่มองมาอย่างตั้งคำถาม
“มึงไปทำเหี้ยอะไรตรงนั้นวะไอ้ซัน” มาร์สเปิดประเด็นทันทีที่ซันหย่อนตัวลงนั่ง “กูเห็นมึงเดินไปทุบโต๊ะยัยเหรัญญิก แล้วก็ไล่เด็กเศรษฐศาสตร์ตะเพิดเปิดเปิงไปเลย มึงมีปัญหาอะไรกับหมอนั่นวะ”
“ไม่ได้มี แค่หมั่นไส้” ซันตักข้าวเข้าปากอย่างหน้าตาเฉย “เห็นยัยนั่นนั่งยิ้มหน้าระรื่นแล้วกูรำคาญตา เลยเข้าไปกวนประสาทเล่นๆ”
เธิร์สดันแว่นตาให้เข้าที่ สายตาคมกริบใต้เลนส์จับจ้องเพื่อนสนิทอย่างประเมิน “กวนประสาทเล่นๆ? แต่สิ่งที่มึงทำเมื่อกี้ ภาษากายมึงมันฟ้องชัดเจนมากนะว่ามึงกำลังหงุดหงิดที่เห็นผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้ยัยนั่น”
“มึงจะบ้าเหรอไอ้เธิร์ส! กูเนี่ยนะ!” ซันสำลักข้าว รีบคว้าน้ำมากิน “กูเกลียดยัยเด็กแว่นนั่นจะตายห่า มึงก็รู้ว่ายัยนั่นเพิ่งตีงบพวกเรากลับมา กูแค่อยากตามไปป่วนให้ชีวิตยั้ยนั้นไม่สงบสุขก็แค่นั้นแหละ!”
“แต่กูว่ามึงทำตัวเหมือน ‘หมาหวงก้าง’ ว่ะ” ฟรายที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นมาลอยๆ พร้อมกับรอยยิ้มรู้ทัน “ก้างที่ตัวเองบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา แต่พอเห็นหมาตัวอื่นจะมาคาบไป กลับวิ่งไปแยกเขี้ยวขู่เขาฟ่อๆ”
“หวงพ่องมึงดิไอ้ฟราย! กูไม่ได้หวง!” ซันด่าสวนทันควัน กรามขบแน่นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกๆ ที่ตีตื้นขึ้นมาในอก “กูเกลียดยัยนั่น! เกลียดแบบที่ว่าชาตินี้ขออย่าได้ญาติดีกันเลย!”
“เขาว่ากันว่า เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้นนะซัน” มันเดย์กับอีกสองสาวที่ถึงจะติดเม้าท์มอย แต่ก็เห็นเหตุการณ์ตลอด เลยเข้าร่วมผสมโรงกับสามหนุ่ม
“ใช่ ระวังเถอะ จะตกหลุมรักเขาโดยไม่รู้ตัว” แซทเทิลพูดเสริม โดยมีเวนส์พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยอยู่ข้างๆ
“ไม่มีทางโว้ย!! พวกมึงแม่ง เลิกเห่าสักที” ซันยังคงโวยวาย ปากแข็งไม่เลิก
เพื่อนทั้งหกคนมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แต่แววตาของทุกคนสื่อสารกันอย่างชัดเจนว่า… ไอ้จ่าฝูงปากแข็งของพวกเขากำลังมีอาการผิดปกติขั้นรุนแรง
ปากบอกว่าเกลียดเขาแทบตาย แต่สายตาดันมองตามแผ่นหลังเขาไปจนลับตา
ถ้าอาการแบบนี้ไม่เรียกว่า ‘หมาหวงก้าง’ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรวะไอ้ซัน!
ณ คอนโดมิเนียมของซันปัง!ประตูห้องถูกปิดลงพร้อมกับความเงียบที่ปกคลุม พายเดินนำเข้าไปในห้องนั่งเล่น วางกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาอย่างแรง หญิงสาวยืนกอดอกหันหลังให้เขา ไหล่เล็กสั่นน้อยๆ ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ข้างในมันคือความรู้สึก ‘หึง’ อย่างรุนแรงที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน…“เมียจ๋า... เค้าอธิบายได้นะ” ซันเดินเข้าไปสวมกอดร่างบางจากด้านหลัง ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนอย่างออดอ้อน “เค้าไม่ได้เล่นด้วยเลยนะตัว เค้าพยายามปฏิเสธแล้ว ยัยนั่นเดินเข้ามาเอง เค้าไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ”“ไม่ต้องมาอ้อนเลยนะ!” พายสะบัดตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่สวยแดงระเรื่อ “ตัวรู้ตัวไหมว่าตัวเองหล่อขึ้นแค่ไหน แล้วทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมโชว์แผงอกไปนั่งให้ผู้หญิงคนอื่นมองด้วย เค้าหวงรู้ไหม! หวงจนอยากจะเดินเข้าไปหยุมหัวผู้หญิงคนนั้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”ซันชะงักงัน นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม ความกลัวตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความดีใจจนแทบเนื้อเต้น“นี่ตัว... หึงเค้าเหรอ?” ซันถามเ
บรรยากาศยามค่ำคืน ณ ร้านเหล้าหลังมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านหลังที่สองของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงคึกคักเหมือนเดิม เสียงดนตรีสดจังหวะสนุกสนานผสมผสานกับเสียงพูดคุยเฮฮา โซนวีไอพีชั้นสองมุมสุดซึ่งเป็นทำเลทอง ถูกจับจองโดยกลุ่มแก๊ง ‘7’Days’ ที่มากันครบทีม ทั้งฝั่งหนุ่มๆ อย่าง มาร์ส ฟราย เธิร์ส และฝั่งสามสาวสายลุย มันเดย์ เวนส์ แซทเทิล แน่นอนว่าตรงกลางวงมีร่างสูงใหญ่ของ ‘ซัน’ จ่าฝูงไร้พ่ายนั่งอยู่ด้วยตั้งแต่ซันเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนคุ้นเคยที่อยู่ใน ‘สมุดบัญชีรัก’ ของเหรัญญิกสาวคณะบัญชีอย่าง ‘พาย’ ออร่าความหล่อและความสะอาดสะอ้านของเขาก็พุ่งทะลุปรอท จากที่เคยใส่เสื้อยืดย้วยๆ กางเกงยีนส์ขาดๆ ตอนนี้พายจัดการจับเขาแต่งตัวใหม่ด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม พับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยสักที่ท่อนแขน บวกกับทรงผมที่เซ็ตมาอย่างดี ทำให้จ่าฝูงวิศวะที่เคยดูเถื่อนๆ กลายเป็นหนุ่มหล่อแบดบอยที่ดูแพงขึ้นมาทันตาเห็นและนั่น... คือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย“ไอ้ซัน มึงรู้ตัวป่ะว่าตั้งแต่เมียมึงจับแต่งตัวใหม่ สาวๆ โต๊ะข้างล่างมองมึงตาเป็นมันเลยว่ะ” ฟรา
พูดจบ ซันก็ฝังใบหน้าลงไปตวัดปลายลิ้นสากไล้เลียติ่งเนื้อเกสรสีสดอย่างแม่นยำ“อ๊าาา!! ซัน! อื้ออ... เค้าเสียว ไม่ไหวแล้ว!”พายกรีดร้องลั่น ร่างกายสะดุ้งโหยงเมื่อถูกจู่โจมด้วยความเสียวซ่านขั้นสุด ซันใช้ริมฝีปากและเรียวลิ้นปรนเปรอเธออย่างช่ำชองและเอาแต่ใจ เขาดูดดึงความนุ่มหยุ่นนั้นราวกับกำลังดื่มด่ำน้ำหวานที่อร่อยที่สุดในโลก สลับกับการใช้ปลายนิ้วสอดแทรกเข้าไปภายในช่องทางรักที่คับแคบ ขยับเข้าออกเป็นจังหวะเพื่อเบิกทาง“อืมม... แฉะหมดแล้วเมียจ๋า” ซันเงยหน้าขึ้นมามองผลงานของตัวเอง น้ำหวานใสเปรอะเปื้อนอยู่ที่มุมปากหยักของเขา ยิ่งทำให้เขาดูเซ็กซี่จนพายแทบจะบ้าตายพายหอบหายใจแฮ่ก ร่างกายบิดเร่าไปมา สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงไปหมด “ตัว... เข้ามาเถอะ... เค้าต้องการตัวแล้ว อ๊า!”คำเชิญชวนที่แสนยั่วยวนทำเอาเส้นความอดทนของซันแทบขาดผึง แต่จ่าฝูงจอมเจ้าเล่ห์กลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ เขาผุดลุกขึ้นนั่งแล้วจัดการขยับพลิกตัว เปลี่ยนทิศทางสลับฝั่งกับคนใต้ร่าง“ใจเย็นสิครับเมียจ๋า เค้าเพิ่งจะชิมกำไรไปนิดเดียวเอง ตัวไม่อยากชิม ‘ต้นทุน’ ของเค้าบ้างเหรอ”
สมุดบัญชีปกดำที่เต็มไปด้วยความทรงจำร่วงหล่นลงบนเบาะโซฟาหนังอย่างเงียบเชียบ ทว่าไม่มีใครในห้องนี้สนใจมันอีกต่อไป เมื่อความสนใจทั้งหมดถูกหลอมรวมอยู่ในอ้อมกอดและริมฝีปากที่กำลังแนบชิดกันอย่างดูดดื่มจูบที่เริ่มต้นด้วยความหวานละมุนเพื่อถ่ายทอดความรัก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนอุณหภูมิให้ร้อนแรงขึ้นตามสัญชาตญาณที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ซันบดเบียดกลีบปากหยักลงบนริมฝีปากนุ่มของพายอย่างโหยหา เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำในโพรงปากอย่างช่ำชอง เขาไม่ได้ตะกรุมตะกรามหรือบังคับขู่เข็ญเหมือนในอดีต แต่เป็นการชักนำที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและความเว้าวอนจนพายแทบจะหลอมละลายคาอกกว้าง“อืมม... ซัน...” พายครางเครือในลำคอ แขนเรียวตวัดโอบรอบลำคอแกร่งแน่นขึ้น สอดปลายนิ้วเข้าขยุ้มกลุ่มผมของเขาเพื่อระบายความหวามไหวซันค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองใครต่อใครด้วยความแข็งเกล้า บัดนี้ทอประกายหยาดเยิ้มและเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่ลุกโชน เขาก้มลงจุมพิตที่ปลายจมูกรั้นของคนบนตักเบาๆ“เมียจ๋า...” ซันกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มใส “เค้าสัญญาแล้วนะว
ทว่าเมื่อเปิดหน้าแรกออก ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงภายในสมุดบัญชีเล่มนั้น ไม่ได้มีตารางรายรับรายจ่าย ไม่ได้มีตัวเลขน่าปวดหัว แต่มันคือ ‘สมุด Scrapbook’ ที่ถูกตกแต่งด้วยความพยายามอย่างถึงที่สุดของลูกผู้ชายสายเถื่อนหน้าแรกถูกเขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงินลายมือขยุกขยิกของซันว่า ‘หมวดหมู่: ต้นทุนหัวใจ’ ด้านล่างของข้อความนั้น มี ‘โพสต์อิทสีเหลืองแผ่นแรก’ ที่เขาเคยเขียนฝากข้าวกล่องหมูทอดทงคัตสึมาให้เธอ แปะเอาไว้อย่างทะนุถนอมพายมือสั่นเล็กน้อยขณะเปิดหน้าถัดไป...หน้าสองเขียนว่า ‘หมวดหมู่: ค่าเสื่อมราคา (ที่ยอมจ่าย)’ สิ่งที่แปะอยู่คือ ‘ตั๋วหนังสองใบ’ จากการเดตอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกเขา ที่วันนั้นซันยอมแต่งตัวเนี้ยบใส่เสื้อเชิ้ตไปดูหนังรักโรแมนติกที่เขาเกลียดแสนเกลียดจนหลับคาโรงหนัง แต่ก็ยังเก็บตั๋วหนังเอาไว้หน้าต่อๆ ไปเต็มไปด้วยร่องรอยความทรงจำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา... มีทั้ง ‘กระดาษทิชชูร้านกาแฟ’ ที่พายเคยเผลอวาดรูปล้อเลียนหน้าซันตอนเขากำลังเผลอ ‘พลาสเตอร์ยา’ ลายกา
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ ‘จ่าฝูงวิศวะ’ อย่างซัน ก้าวเข้ามาประกาศสถานะความเป็นเจ้าของเหรัญญิกสาวสุดเนี้ยบกลางร้านเหล้า ฤดูกาลของมหาวิทยาลัยผลัดเปลี่ยนจากช่วงเวลาแห่งการสอบที่เคร่งเครียด เข้าสู่ช่วงปลายภาคเรียนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ซัน’ และ ‘พาย’ ไม่ได้เป็นความลับหรือสิ่งทึมเทาที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้คำว่า ‘วิน-วิน’ อีกต่อไป ทั้งคู่กลายเป็นคู่รักที่โด่งดังที่สุดในมหาวิทยาลัย การจับคู่กันระหว่างความดิบเถื่อนสายบวกของวิศวะโยธา และความเจ้าระเบียบเย็นชาของคณะบัญชี ดูเหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ขัดแย้ง แต่กลับลงตัวอย่างน่าประหลาดใจแน่นอนว่าการคบกันของคนที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้วไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรก พวกเขายังคงมีการปะทะคารมกันบ้าง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘วิธีการ’ ในการแก้ปัญหาซันเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น เขาพยายามควบคุมอารมณ์ร้อนดั่งไฟของตัวเอง เมื่อใดที่รู้สึกว่าความโกรธกำลังจะปะทุ เขาจะเลือกเดินหนีไปสงบสติอารมณ์ แทนที่จะสาดคำพูดทำร้ายจิตใจใส่เธอเหมือนในอดีต เขากลายเป็นผู้ชายที่มีเหตุผล มีวุฒิภาวะ และรู้จักที่จะเอ







