INICIAR SESIÓN“ต่อไปนี้มึงต้องไปอยู่กับกู ห้ามเอ่ยคำปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น เพราะกูไม่คิดจะฟัง”
Ver más“วันนี้มึงไม่ว่างจริงเหรอ นี่กูก็ไม่ได้เจอหน้ามึงมาหลายวันแล้วนะเว้ย พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนด้วยกันนานแล้วนะ” เชฟเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจขณะกำลังคุยกับอีกคนที่อยู่ปลายสาย
‘กูเข้าใจมึงนะเชฟ แต่วันนี้กูไม่ว่างจริง ๆ ว่ะ กูมีนัดกับพี่ภาณุเอาไว้ล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ถ้าวันนี้กูเท มีหวังพี่ภาณุได้ให้กูนอนนอกบ้านแน่’ คิงที่อยู่อีกด้านเอ่ยออกมาอย่างลำบากใจ นาน ๆ ทีเพื่อนเขาจะมาชวนไปเที่ยว แต่มันดันตรงกับวันที่เขานัดกับพี่ภาณุเอาไว้ ไม่สามารถยกเลิกนัดพี่ภาณุได้ด้วยสิ
“เออ กูเข้าใจแล้ว งั้นไว้วันหลังก็ได้ ครั้งหน้ามึงห้ามปฏิเสธนะ” เชฟเอ่ยอย่างเข้าใจ ในเมื่อคิงนัดกับพี่ภาณุก่อน เขาคงไม่อาจให้คิงยกเลิกนัดแฟนเพื่อไปเที่ยวกับตัวเองได้
‘ขอบใจมากเชฟ มึงไปเลือกที่มาเลย ครั้งหน้ากูไปกับมึงแน่’
‘คิงเมื่อไรจะไปสักที พี่รอนานแล้วนะ’
‘ได้ครับพี่ภาณุ แค่นี้ก่อนนะมึง ขอบคุณที่เข้าใจกู’
ตู๊ดดดด ๆ
เสียงวางสายดังขึ้นหลังจากที่อีกปลายสายนั้นมีเสียงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เชฟถอนหายใจอย่างมาอย่างเบื่อหน่าย ในวันนี้ที่เขาต้องการที่จะเที่ยวนั้น ทุกคนต่างก็มีภาระไม่อาจไปเที่ยวด้วยกันกับเขาได้
คิงก็มีนัดกับพี่ภาณุ ส่วนเฉินเองก็กำลังไปเที่ยวต่างประเทศกับป๊าและไอ้ปฐพี เหมือนวันนี้พระเจ้ากำหนดลงมาแล้วว่าให้เขาต้องเหงาอยู่คนเดียว
“เห้อ...ชีวิตมหาวิทยาลัยทำไมไม่เหมือนที่คิดเอาไว้เลยวะ” เชฟมองไปรอบห้องที่ว่างเปล่าดูเงียบเหงาแล้วก็เอ่ยขึ้น ในห้องตอนนี้ทุกที่แทบจะเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้ชีวิตของเชฟคนเดียว นี่ก็เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่เพื่อนทั้งสองคนย้ายออกไปอยู่ด้านนอกกับแฟนของพวกมัน นานๆ ทีเมื่อคิดถึงที่นี่ถึงจะกลับมานอนสักวันหนึ่ง
ช่างไม่เหมือนชีวิตวัยมหา’ ลัยที่พวกเขาเคยวาดฝันกันเอาไว้ก่อนที่จะตัดสินใจมาอยู่ด้วยกัน คำสัญญาที่ว่าจะอยู่ด้วยกัน ช่วยดูแลกัน ไปเที่ยวผับด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน ไม่ทิ้งกันไปไหน ตอนนี้คงเหลือเพียงเชฟที่ยังคงจำสิ่งที่พวกเขาพูดกันเอาไว้ได้คนเดียว
ไอ้คนริเริ่มอย่างคิงและคนตามอย่างเฉินที่เป็นคนตั้งต้น พวกมันกลับหนีหายเขาไปอยู่กับคนรักกันทั้งสองคน ทิ้งให้เชฟต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในห้องที่กว้างใหญ่นี้อย่างโดดเดี่ยว
จนตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนต่างก็ขึ้นปีสองกันแล้ว ในปัจจุบันนอกจากเวลาเรียนที่ต้องเรียนด้วยกันแล้ว เชฟก็แทบไม่เห็นหน้าเพื่อนทั้งสองคนในคณะ
“แม่งเอ๊ย...พวกมึงจำกันเอาไว้เลยนะ ถ้าเมื่อไรกูมีแฟนบ้าง กูจะไม่สนใจพวกมึงสองคนเลย” เชฟเอ่ยขึ้น แล้วก็หวังว่าวันนั้นของเขาจะมาโดยเร็ว ถ้าเขามีแฟนเมื่อไร ตอนนั้นก็จะเป็นทีของเชฟบ้างที่ไม่สนใจพวกมัน
“ว่าไงไอ้ภูผา โทร. มามีเรื่องอะไร” เสียงสายมือถือดังขึ้นเมื่อเห็นชื่อคนโทร. มาเชฟก็มีสีหน้ารำคาญขณะกดรับสาย
‘พี่เชฟครับ ตอนนี้ที่ร้านมีปัญหานิดหน่อย ผมว่าพี่ต้องรีบมาแล้วแหละครับ’ เสียงปลายมีความจนปัญญาในปัญหาที่เจอ
“เออๆ กูจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” เชฟเอ่ยตอบแล้วก็กดวางสายรีบออกจากห้องเพื่อไปที่ร้าน
หลังจากหาที่จอดรถที่หาอย่างยากลำบากได้เชฟก็รีบตรงมาที่ร้าน เขาหยุดมองป้ายหน้าร้านที่เก่าแก่ไม่รู้ผ่านกาลเวลามากี่ปีตรงหน้าที่เขียนว่า ‘ครัวต้นตำหรับ’ อย่างเหม่อลอย
เขายังจำช่วงเวลานั้นที่แม่เขียนป้ายหน้าร้านได้อยู่เลย ตอนนั้นทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความสุขในการเปิดร้านอาหารแห่งแรก ผ่านมานานจนตอนนี้ขยายสาขาไปทั่ว จนเขาเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่กี่สาขากัน
เชฟเหม่อมองป้ายหน้าร้านที่เก่าจนฝุ่นเกาะอย่างเหม่อลอยนึกถึงเรื่องราวในอดีตไม่ก้าวเข้าไปในร้านสักที ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อ ครอบครัวเราก็คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้
“ที่นี่ไม่รับ กูก็ไม่อยากทำหรอก กูมั่นใจว่ายังไงก็ต้องมีสักที่ที่รับกูเข้าทำงาน” แกงเอ่ยอย่างหัวร้อนกับเพื่อนที่โดนคนในร้านดูถูกฝีมือตัวเอง ถ้าไม่ได้ติดว่ามากับเพื่อน เขาคงได้เปิดศึกกับไอ้พวกนั้นในครัวไปแล้ว
“ระวังไอ้แกง” ข้าวจ้าวรีบเอ่ยร้องเตือนแกงด้วยความตกใจ เขามัวแต่ฟังแกงพูดจนไม่ได้สังเกตเลยว่า แกงกำลังเดินถอยหลังจะไปชนคนที่ยืนอยู่หน้าร้าน ข้าวจ้าวกำลังจะดึงตัวแกงให้หลบ แต่ก็ไม่ทันเพื่อนตัวเองล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นซะก่อน
“อ๊ะ!”
ตุบ!
“โอ๊ย...ทำไมไม่เดินหลบไปวะ มายืนขวางทางอะไร คนกำลังเดินออกเนี่ย” แกงจับก้นที่กระแทกพื้นของตัวเองเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ แค่เรื่องที่เกิดขึ้นข้างในร้านเขาก็โกรธจะแย่ แล้วตอนนี้ยังต้องมาล้มอยู่หน้าร้านบ้านี่อีก ที่นี่มันร้านเฮงซวยชัดๆ เลย
“ชู่ว! ไอ้แกง พี่เขาหลบแล้ว มึงเองสิที่ทรงตัวไม่อยู่จนล้มไปเอง รีบขอโทษพี่เขาเร็วเข้า” ข้าวจ้าวรีบก้มตัวลงไปหาเพื่อนสนิทเอ่ยบอกให้แกงรีบขอโทษคนตรงหน้า ดูจากหน้าตาที่บึ้งตึงของอีกฝ่ายยังไงก็ไม่น่าใช่คนที่พวกเขาสองคนควรไปหาเรื่อง
“มึงเงียบก่อนจ้าว กูไม่ผิด ถ้ามันไม่มายืนตรงนี้กูจะล้มเหรอ” แกงลุกขึ้นดันเพื่อนตัวเองไปอยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยด้วยความโกรธใส่คนตรงหน้าที่หน้าตาไม่มีคำว่าสำนึกผิดแต่อย่างใด แค่เห็นสีหน้าที่มองมาอย่างไม่ใส่ใจก็ทำให้แกงความโกรธพุ่งขึ้นปรี๊ดดด
“หน้าตากวนตีนแบบนี้ลองกินหมัดกูไปหน่อยละกัน” สุดท้ายแกงก็หมดความอดทนง้างหมัดจะชกคนตรงหน้า แต่หมัดเขาก็ไม่สามารถไปถึงใบหน้าอีกฝ่ายได้
“มึงจะทำอะไรจ้าว มึงเป็นเพื่อนกูไหมเนี่ย รีบปล่อยกูได้แล้ว” แกงหันไปเอ่ยกับข้าวจ้าวอย่างขัดใจที่อีกฝ่ายมาขัดขวาง ทำให้หมัดตัวเองไม่ไปโดนใบหน้าไอ้คนตรงหน้านี้ ข้าวจ้าวกอดเอวแกงแน่นดึงเขาให้ถอยหลังจนไม่สามารถต่อยคนตรงหน้าได้
“มึงกำลังถูกความโกรธเข้าครอบงำไอ้แกง” ข้าวจ้าวออกแรงสุดแรงดึงตัวเพื่อนให้ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ เขากลัวซะเหลือเกินว่าแกงจะก่อเรื่องขึ้น
“ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วยครับ พี่รีบเข้าไปด้านในเถอะครับ อย่าถือสาเพื่อนผมเลย มันกำลังบ้าช่วงนี้” ข้าวจ้าวเอ่ยขอโทษแทนแกง ก่อนจะรีบลากเพื่อนตัวเองให้หายไปจากสายตาอีกฝ่าย
“เดี๋ยวนี้ร้านปล่อยให้มีตัวตลกเข้ามาในร้านได้ด้วยเหรอวะ สงสัยต้องดุไอ้ภูผาเรื่องนี้ซะหน่อยแล้ว” เชฟยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะเข้าใจสิ่งที่พึ่งจะเกิด เรื่องปัญหาโยนไปให้ไอ้ภูผาจัดการแทนก็พอ เชฟเห็นตัวตลกหายลับไปกับตาแล้วจึงเดินเข้าร้านไป
“สรุปมีเด็กที่ไหนไม่รู้มาสมัครเป็นเชฟ ก่อกวนที่นี่ไม่ยอมไปไหน มึงเลยโทร. เรียกกูมา แต่ตอนนี้พวกนั้นออกไปแล้วใช่ไหม” เชฟสรุปเรื่องราวที่ภูผา หนุ่มผิวเข้มร่างกำยำตรงหน้าพึ่งอธิบายให้ตัวเองฟังออกมา
“ใช่ครับ” ภูผาก้มหน้าตอบเสียงเบา
ตอนนั้นเขาลนลานไปหน่อยจึงรีบโทร. ไปเรียกให้พี่เชฟมาที่นี่ ภูผาพึ่งรับหน้าที่ดูแลร้านได้ไม่นานจึงทำตัวอะไรไม่ถูก นึกถึงประโยคที่พี่เชฟเคยบอกว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้โทร. พอเจอปัญหาเขาจึงรีบโทร. หาพี่เชฟทันที ใครจะรู้ว่าพี่เชฟยังมาไม่ถึง เชฟที่อยู่ในครัวก็ช่วยแก้ปัญหาให้เขาเรียบร้อยแล้ว
“ไอ้นี่!” เชฟสบถออกมาอย่างหมดคำพูด ไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้เจ้าภูผาก็ไม่มีปัญญาจะจัดการต้องโทร. เรียกตัวเองมาช่วย ไม่รู้ว่าเขาคิดผิดหรือคิดถูกที่ตัดสินใจให้เจ้าเด็กนี่เป็นผู้จัดการร้าน
ถ้าไม่ติดว่าภูผาคือคนที่จงรักภักดีและเชฟเชื่อใจมากที่สุด เขาคงไม่คิดจะให้ตำแหน่งผู้จัดการร้านกับคนที่อายุน้อยกว่าตัวเองหนึ่งปีแบบนี้แน่ คนบื้อแบบภูผาเชื่อฟังสิ่งที่เชฟพูดทั้งหมดโดยไม่เคยขัดก็จริงแต่ก็มันบื้อไม่ทันคนนี่แหละ
“เออๆ ช่างเถอะ ถือเป็นบทเรียนไป ใครมาก่อกวนก็ไม่ต้องไว้หน้า ไล่ออกไปก็พอเข้าใจไหม” เห็นภูผาก้มหน้าเศร้า เชฟก็ใจอ่อนอารมณ์โกรธหายเป็นปลิดทิ้งทันที เอ่ยอย่างเหนื่อยใจไม่เอาความ
“พี่เชฟใจดีที่สุด” ภูผาเงยหน้าขึ้นตาเป็นประกายเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ไม่ต้องมาชม เอ้าๆ แยกย้ายไปทำงานของตัวเองกันได้แล้วทุกคน ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ไปทำซะ เรื่องสนุกจบลงแล้ว” เชฟตบมือเอ่ยไล่คนในร้านที่พากันมามุงดูความสนุกให้กลับไปทำหน้าที่ของตน พนักงานทุกคนที่ได้ยินต่างก็รีบกลับไปทำหน้าที่ของตนทันที
“เชฟอย่าพึ่งไป ลุงว่าเราต้องมาดูเรื่องนี้ก่อน” ขณะที่เชฟเตรียมออกไป เขาก็ถูกเอ่ยเรียกขึ้นมาซะก่อน คนที่เรียกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเชฟกาน หรือลุงกาน เชฟใหญ่ประจำร้าน คนที่ช่วยภูผาแก้ปัญหาได้ก็คือลุงกานนี่แหละ
“มีเรื่องอะไรเหรอครับลุง” เชฟเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เธอจะเข้าใจเองเมื่อได้กินมัน” เชฟกานดึงมือเชฟให้ตามมาที่ห้องทำงานของผู้จัดการ ซึ่งในตอนนี้แทบไม่มีใครใช้แล้ว เพราะภูผาเองก็ไม่กล้าเข้ามาใช้ที่นี่ คนที่ใช้ห้องนี้ก็คือเชฟที่นาน ๆ ทีจะมาสักครั้ง
“นี่คืออะไรครับ ลุงคิดสูตรอาหารใหม่ได้เหรอครับ” เชฟตามลุงกานไปอย่างเงียบ ๆ จนเข้ามาในห้องเห็นอาหารวางอยู่บนโต๊ะทำงานก็เอ่ยถามอย่างสงสัย
“เมื่อหลานลองกิน หลานก็จะรู้เอง” เชฟกานมองเชฟด้วยสายตาลึกล้ำ อาหารบนโต๊ะนั้นเขาแอบเอาเข้ามาในห้องทำงานนี้ตอนที่ทุกคนไม่สนใจ เขาต้องการให้เชฟช่วยยืนยันในสิ่งที่ตัวเองคิด
“อ๊ะ หื้มม...นี่มัน” เมื่อกินคำแรกเข้าไปเชฟก็ยังงงๆ แม้ว่ามันจะอร่อยก็ตาม แต่ยังคงงงอยู่ว่าสิ่งที่ลุงกานต้องการบอกคืออะไร
จนกระทั่วคำที่สองคำที่สาม ความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาตกตะลึงเงยหน้ามองลุงกานตาโตอย่างตกใจ ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่
“นี่...นี่มัน ลุงกานคิดเหมือนผมไหมครับ” เชฟหันไปจับไหล่ลุงกานเขย่าอย่างแรง ต้องการคำตอบจากอีกฝ่ายว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง
“ใช่ ลุงก็คิดแบบหลานเลย นี่มันคืออาหารรสชาติของอรุณ ลุงแน่ใจว่ามันคือรสชาติของอรุณแน่ ๆ” เชฟกานเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ แม้เขาจะคิดว่ามันใช่ แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองคิด
แต่สีหน้าท่าทางของเชฟที่เป็นลูกชายของอรุณนั้นบ่งบอกว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นมันถูกต้อง นี่คือรสมือของแม่อีกฝ่ายจริง ๆ อย่างที่เขาคิด รสมือที่หายไปจากร้านแห่งนี้เป็นสิบปี เขาไม่คิดเลยว่ารสมือที่หายไปเป็นสิบปีจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
“ลุงกานเอาอาหารมาจากที่ไหนครับ ลุงบอกผมเร็วเข้า” เชฟเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน สีหน้าเขาในตอนนี้ร้อนใจจนเก็บไม่อยู่ นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขาได้กินอาหารรสมือของแม่อีกครั้งหลังจากที่แม่เขาหายตัวไป
“ก็คนที่มาสมัครเป็นเชฟที่ร้านไง ตอนแรกลุงคิดว่าจะดัดนิสัยอีกฝ่าย ไล่ให้อีกฝ่ายกลับไป จนกระทั่งได้ชิมอาหารของเด็กนั่น ลุงตกใจมากที่รสชาติมันคล้ายรสชาติแม่หลานเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ลุงเองก็ไม่อยากจะเชื่อลิ้นตัวเอง” เชฟกานนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า เขาแทบเก็บสีหน้าไม่ออกเมื่อได้ชิมสิ่งที่เด็กคนนั้นทำ
“แต่หลานก็รู้ว่าที่นี่ยังมีคนของพ่อหลานอยู่ ลุงในตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกจึงโกหกว่าธรรมดา เพื่อไม่ให้สายพ่อหลานรู้ ไล่ให้อีกฝ่ายออกไปจากร้านก่อน แล้วค่อยมาบอกหลาน” เชฟกานเอ่ยสิ่งที่เกิดขึ้นให้เชฟฟัง
ทันทีที่ลุงกานพูดจบ เชฟก็รีบไปกินอาหารที่เหลือบนโต๊ะ ปรากฏว่าอาหารทุกอย่างต่างก็มีรสชาติคล้ายอาหารที่แม่เขาทำให้กินตอนเด็ก
“เด็กนั่น...” เชฟนึกถึงเด็กสองคนที่เจอที่หน้าร้าน เขาไม่อยากเชื่อเลยว่า อีกฝ่ายทำอาหารฝีมือแม่ตัวเองได้
เมื่อนึกถึงบทสนทนาของทั้งสองคนที่เจอหน้าร้านได้ สีหน้าเชฟก็เปลี่ยนไป รีบวิ่งออกจากห้องทำงาน เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายไปทำงานที่ร้านอื่นเด็ดขาด
“เดี๋ยว...หลานจะไปไหนน่ะ” เชฟกานเอ่ยเสียงดัง เมื่อเห็นเชฟรีบวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
“เบาะแสที่หายไปสิบปีกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้เลย” เชฟกานเอ่ยเสียงเบา ชีวิตที่สงบสุขคงจะอยู่อีกไม่นานแล้ว ต่อจากนี้คงมีเรื่องวุ่นเข้ามาไม่หยุด
ในห้องพักฟื้นภายในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงแดดยามบ่ายลอดม่านบาง ๆ เข้ามาภายในห้อง เชฟและแกงนั่งเฝ้าภูผาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายเขาพันผ้าพันแผลแน่นหลายจุด เพราะมีรอยแผลโดยมีดบาด โดยเฉพาะบริเวณท้องที่โดนแทงเข้าเต็มแรงเพราะรับมีดแทนเชฟแกงหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ภูผาเบา ๆ ตั้งแต่ที่โดนส่งเข้ามาที่โรงพยาบาลอีกฝ่ายก็นอนสลบไม่ตื่นมาหนึ่งวันแล้ว เขาไม่คิดเลยว่าภูผาจะรับมีดแทนเชฟ ส่วนเชฟยืนนิ่งมองคนที่เป็นเสมือนน้องชายและเพื่อนสนิทอีกคนด้วยสายตาเป็นกังวล ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เพราะถ้าตอนนั้นเขาไม่ประมาทภูผาคงไม่ต้องมารับมีแทนตัวเองแบบนี้“ขอโทษนะ... ภูผา” เชฟพึมพำแผ่วเบา“ภูผาจะต้องไม่เป็นอะไร” แกงเงยหน้าขึ้นมาปลอบเชฟเสียงอ่อนทันใดนั้นเสียงจากโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ก็ดึงความสนใจของทั้งคู่ไปด้วยข่าวด่วนประจำวัน[ข่าวด่วน! ภายในวันนี้ตำรวจได้แถลงการณ์ยืนยันว่าเมื่อวานนี้ ได้มีการบุกทลายองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังธุรกิจร้านอาหารหรู ตำรวจสามารถจับกุม
หลังจากที่ภูผาตะโกนเข้าไปเขาก็รีบเข้ามาภายในห้อง ก่อนกดล็อกประตูห้องจากด้านในพร้อมยันประตูห้องเอาไว้สุดชีวิต“แกงรีบตื่นเร็ว!” เชฟได้ยินที่ภูผาพูดก็มีใบหน้าเคร่งเครียดรีบปลุกแกงให้ตื่นในทันที เขาไม่คิดเลยว่า พนักงานในร้านของตัวเองจะเป็นสายสืบเยอะมากขนาดนี้ คิดว่าจัดการไล่พวกคนน่าสงสัยออกไปเยอะแล้ว แต่ความจริงจำนวนพวกมันกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย“เกิดอะไรขึ้นเชฟ” แกงที่ถูกปลุกเอ่ยถามขึ้นอย่างงุนงงเพล้ง!เสียงเก้าอี้ตัวหนึ่งกระแทกกับกระจกอย่างแรง จนกระจกแตกลอยเข้ามาภายในห้องอย่างไม่มีใครคาดคิด ดีที่เชฟและแกงไม่ได้เป็นอะไรเพราะไม่ได้อยู่ในทิศทางของเก้าอี้“พนักงานในร้านที่เป็นคนในองค์กรกำลังจะฆ่าพวกเรา ต่อไปนี้มึงต้องฟังกู อยู่ใกล้ ๆ กู ห้ามอยู่ห่างจากกูเด็ดขาด กูจะพามึงฝ่าออกไปเอง” เชฟเอ่ยออกมาอย่างรวบรัดแล้วดึงแกงให้ลุกขึ้นยืนแกงมีสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่ได้ฟังจบ เขาไม่คิดเลยว่า หนีออกมาจากคฤหาสน์กลับมาอยู่ที่ร้านแล้วแต่ก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะพนักงานในร้านหลายคนกลับเป็นคนในองค์กร และในตอนนี้พวกนั้นก็กำลังคิดจะ
เชฟพยุงร่างแกงที่มีน้ำตาบนใบหน้ากับภูผาพากันเข้ามาทางหลังร้านอาหาร แม้พนักงานในร้านจะมองพวกเขาด้วยสายตาแปลก ๆ เนื่องจากสภาพที่สะบักสะบอมไปทั้งตัว แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจพากันเข้าไปในห้องผู้จัดการแล้วจัดการล็อกประตู“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับพี่เชฟ ทำไมที่คฤหาสน์ถึงมีระเบิดตั้งหลายลูก แถมทั้งสองคนยังออกมาในสภาพนี้อีก ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ” ทันทีที่เข้ามาภายในห้อง ภูผาก็เอ่ยถามเรื่องที่ตัวเองสงสัยออกไปด้วยสีหน้าสับสน ตลอดทางที่ขับรถพาทั้งสองคนมาที่นี่เขาก็อยากถามแต่ไม่กล้า แต่พอคิดว่าเรื่องมันใหญ่มากก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น“มีการทรยศกันภายในน่ะ แต่เรื่องนี้นายไม่ต้องสนใจ รู้แค่ว่าพวกเรานั้นแตกหักกันแล้วจริง ๆ แต่อีกไม่นานหรอก พวกนั้นก็คงถูกกำจัดออกไป ในช่วงนี้พวกเราจะอยู่ที่ร้าน ป้องกันการโดนลอบทำร้าย และภูผา นายก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน เข้าใจไหม” เชฟเอ่ยอธิบายขึ้นมองภูผาอย่างจริงจัง“ได้ครับ” แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่ภูผาก็เข้าใจว่าช่วงนี้พวกเราต้องนอนกันที่ร้าน“อื้ม นายออกไปก่อนเถอะ...ไปหาซื้อของที่จำเป
ณ คฤหาสน์ของตระกูลเชฟ คฤหาสน์หรูตั้งตระหง่านกลางป่าไม้บนที่ดินซึ่งล้อมรอบไปด้วยกำแพง คฤหาสน์ครอบครัวเขานั้นไม่ได้อยู่ในเมือง แต่ตั้งเลยออกมาในเขตปริมณฑล สาเหตุที่ตั้งอยู่ในที่ห่างไกลแบบนี้ก็เพื่อความสะดวกในการฝึกสายลับ และการหลีกหนีสายตาจากคนนอกเชฟก้าวเท้าลงจากรถมองคฤหาสน์ตรงหน้านี่อย่างไม่คุ้นเคย แม้ที่นี่จะถูกเรียกว่าเป็นบ้านของครอบครัวเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วเชฟแทบจะไม่อยู่ที่นี่เลย เขาเต็มใจออกไปเช่าโรงแรมพักอยู่ข้างนอกมากกว่าจะต้องพักที่นี่ เมื่อมองเห็นผลงานที่พ่อแย่งไปจากแม่ทีไรเขาก็ยิ่งไม่สบอารมณ์“พี่เชฟจะเข้าไปด้านในคนเดียวจริง ๆ เหรอครับ” ภูผาจับแขนพี่เชฟเอาไว้ และเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“อื้ม...พวกนั้นคงไม่ยอมให้นายเข้าไปด้านในหรอก นายอยู่ข้างนอกก็ดี จะได้คอยประสานงานอยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจะได้ช่วยกันทั้งสองทาง” เชฟแกะมือภูผาออกด้วยรอยยิ้ม“พี่เชฟอย่าพูดให้เป็นลางสิครับ ที่ร้านยังต้องการพี่อยู่นะครับ” ภูผาเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย“ตอนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ แต่นายจำไว้นะ ถ้าฉันไม่