การเดินทางฝ่าป่าโปร่งในยามเช้าตรู่ ควรจะเป็นกิจกรรมที่สดชื่นและเรียกพลังชีวิตได้ดีเยี่ยม หากแต่ไม่ใช่ในสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านการถูกไล่ล่าเอาชีวิตมาหมาดๆ
แสงแดดสีทองรำไรสาดส่องลงมากระทบหยาดน้ำฝนบนใบไม้ ร่องรอยของพายุฝนที่บ้าคลั่งเมื่อคืนเหลือไว้เพียงความชื้นแฉะบนพื้นดินและกลิ่นเหม็นเขียวของพืชพรรณ ปาณปวีร์ก้าวเท้าเดินอย่างทุลักทุเล รองเท้าหนังอิตาลีคู่โปรดที่เคยเงาวับบัดนี้ชุ่มไปด้วยโคลนเละๆ จนน้ำหนักของมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สภาพเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาวที่เคยรีดเรียบกริบ ตอนนี้หลุดลุ่ยและเต็มไปด้วยคราบสกปรกไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นระริกและหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความปวดร้าวสะสม
ในทางตรงกันข้าม... ‘บอดี้การ์ดความจำเสื่อม’ ที่เดินอยู่เคียงข้างเขากลับมีสภาพที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ร่างสูงใหญ่กำยำที่กะด้วยสายตาน่าจะสูงเกือบสองร้อยเซนติเมตร ก้าวเดินฝ่าดงไม้และรากไม้รกชัฏด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเบาสบายราวกับกำลังเดินเล่นบนพรมแดง พละกำลังที่เคยเหือดหายไปจนปางตายเมื่อคืน บัดนี้ดูเหมือนจะฟื้นกลับคืนมาเต็มเปี่ยมร้อยเปอร์เซ็นต์ แขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและร่องรอยเส้นสายสีเงินจางๆ คอยโอบพยุงรอบเอวของป่านเอาไว้เพื่อช่วยแบ่งเบาน้ำหนัก อุณหภูมิร่างกายของชายหนุ่มปริศนาไม่ได้เย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งเหมือนเมื่อคืนแล้ว แต่มันก็ยังคงเย็นสบายคล้ายกับอุณหภูมิของสระน้ำในร่ม
“โครงสร้างพฤกษาเหล่านี้ช่างเปราะบางและไร้แกนพลังงานอย่างยิ่ง... มวลสารของพวกมันดำรงอยู่ได้อย่างไรโดยไม่สลายไปตามกระแสคลื่นเวลา?”
เสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นทำลายความเงียบ นัยน์ตาสีอำพันสุกใสจ้องมองไปยังต้นไทรยักษ์ที่มีรากห้อยระย้าด้วยแววตาฉงนสงสัย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันราวกับกำลังพิจารณาสมการฟิสิกส์ขั้นสูง
ป่านถอนหายใจยาวจนไหล่ลู่ รู้สึกปวดหนึบที่ขมับขึ้นมาตงิดๆ “มันเรียกว่า ‘ต้นไม้’ ครับคุณ... และมันก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการสังเคราะห์แสง ดื่มน้ำ ดูดแร่ธาตุจากดิน ไม่ได้ใช้แกนพลังงานควอนตัมหรือกระแสคลื่นเวลาอะไรของคุณหรอกนะ”
“ต้น... ไม้?” ชายร่างยักษ์ทวนคำด้วยสำเนียงแปร่งหู “ช่างเป็นระบบนิเวศที่เรียบง่ายจนน่าประหลาด แล้วตัวข้าเล่า? ในเมื่อข้าสูญเสียข้อมูลระบุตัวตน เจ้าที่เป็นผู้ดูแลโครงสร้างร่างนี้ จะเรียกขานข้าด้วยนามใด?”
ป่านหันไปมองหน้าคนที่เรียกเขาว่า ‘ผู้ดูแลโครงสร้าง’ ด้วยสายตาว่างเปล่า เอาเถอะ... ในเมื่อหมอนี่จำชื่อตัวเองไม่ได้ การเรียกสรรพนามว่า ‘คุณ’ หรือ ‘นาย’ ไปตลอดทางก็คงจะแปลกพิลึก นัยน์ตาสีอำพันคู่คมที่จดจ้องมองมาทำให้ป่านนึกถึงสีของดวงตาสุนัขป่าหรือสัตว์นักล่าบางชนิด
“งั้น... เรียกว่า ‘บราวน์’ ไปก่อนก็แล้วกัน ตามสีตาของคุณนั่นแหละ” ป่านตั้งชื่อให้อย่างส่งเดชตามแบบฉบับคนที่ไม่อยากคิดอะไรซับซ้อนในเวลาที่ร่างกายเหนื่อยล้าขีดสุด
“บราวน์? บรา-วน์...” ชายหนุ่มพึมพำทดสอบการออกเสียงชื่อใหม่ของตัวเองซ้ำๆ แม้จะเป็นคำสั้นๆ แต่ท่วงท่าการเอียงคอรับฟังและการออกเสียงที่หนักแน่นของเขากลับทำให้ชื่อโหลๆ นี้ดูมีความขลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด “เป็นคลื่นเสียงที่แปลกประหลาด แต่หากเจ้าพึงใจจะใช้นามนี้ ข้าก็จะยอมรับมัน”
“โอเค คุณบราวน์ งั้นช่วยเดินให้มันเงียบๆ แล้วก็คอยระวังหลังให้ผมด้วย เรายังไม่พ้นเขตอันตรายนะ” ป่านสั่งการเสียงเข้ม พยายามสวมวิญญาณเลขาฯ เจ้าระเบียบเพื่อคุมสถานการณ์
ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าว นัยน์ตาสีอำพันของบราวน์ก็หลุบมองลงมาที่ตำแหน่งหน้าอกด้านซ้ายของป่าน
“คลื่นชีพจรของเจ้าเต้นผิดจังหวะ... อัตราการสูบฉีดของเหลวในร่างกายพุ่งสูงเกินมาตรฐาน เจ้ากำลังหวาดกลัวสิ่งใดอยู่หรือ? ภัยคุกคามยังอยู่ห่างไกลจากรัศมีการรับรู้ของข้ายิ่งนัก”
ป่านชะงักกึก หันขวับไปมองหน้าบอดี้การ์ดจำเป็นด้วยความหงุดหงิด “ผมไม่ได้หวาดกลัว! ผมแค่เหนื่อย! แล้วก็หิว! แถมยังต้องมาเดินป่าในชุดสูทพังๆ แบบนี้อีก! เป็นคุณจะไม่หัวใจเต้นแรงหรือไง!”
ชายหนุ่มร่างโปร่งรู้สึกเครียดจัดจนเผลอยกฟันบนขึ้นเตรียมจะกัดริมฝีปากล่างตามความเคยชิน ทว่าทันทีที่ฟันกระทบลงบนรอยแผลเก่าที่เขากัดจนเลือดซิบเมื่อคืน ความเจ็บแปลบก็แล่นจี๊ดขึ้นมาจนต้องเบ้หน้า ป่านหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เปลี่ยนเป็นพรูลมหายใจออกทางปากแรงๆ เพื่อระบายความอึดอัดแทน ขืนกัดซ้ำลงไปตรงรอยบวมช้ำเดิม มีหวังปากเขาได้เจ่อเป็นครุฑแน่ๆ
“การทำงานของระบบร่างกายเผ่าพันธุ์เจ้านี่ช่างซับซ้อนและไร้ประสิทธิภาพยิ่งนัก” บราวน์วิจารณ์หน้าตาย ทำเอาป่านแทบอยากจะหยิบก้อนหินปาใส่หัวโตๆ นั่นให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ก่อนที่ป่านจะได้อ้าปากเถียง...
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ! กรรซ์!!
เสียงฝูงนกป่าแตกตื่นบินหนีขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบด้านหน้าอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงสวบสาบของบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่ฝ่าดงหญ้าสูงเข้ามาด้วยความเร็ว!
ปฏิกิริยาของบราวน์รวดเร็วเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะมองทัน!
เพียงแค่เสี้ยววินาที ร่างสูงใหญ่ที่เคยประคองป่านอยู่ก็พลิกตัวตวัดร่างโปร่งไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตนเองอย่างรวดเร็วและนุ่มนวล ท่อนแขนแกร่งกางออกเพื่อปกป้อง แขนอีกข้างตั้งการ์ดขึ้นในระดับอก อุณหภูมิรอบกายของบราวน์ลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนป่านสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมา นัยน์ตาสีอำพันที่เคยมองดูรอบตัวอย่างงุนงง บัดนี้หดแคบลงเป็นเส้นตรงแนวตั้ง วาวโรจน์ไปด้วยสัญชาตญาณของนักล่าที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้บุกรุกทุกรูปแบบ
“อย่าขยับ” บราวน์กดเสียงต่ำลึกในลำคอ เป็นเสียงคำรามที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างหยุดนิ่ง
ป่านกลั้นหายใจ สองมือเผลอกำชายเสื้อที่ขาดวิ่นของบราวน์ไว้แน่น หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วยิ่งกระหน่ำรัวราวกับตีกลอง เขามองข้ามไหล่กว้างของบอดี้การ์ดร่างยักษ์ไปยังพุ่มไม้ที่สั่นไหว...
สวบ!
“หมูป่า?” ป่านอุทานออกมาเสียงหลง เมื่อสิ่งที่พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ไม่ใช่กลุ่มมือปืนของเสี่ยธรรศ แต่เป็นเพียงลูกหมูป่าตัวอ้วนท้วนที่วิ่งเตลิดหนีอะไรบางอย่างมา มันชะงักกึกเมื่อเห็นร่างมนุษย์ตัวโตขวางทาง ก่อนจะส่งเสียงร้องอี๊ดอ๊าดแล้วรีบกลับหลังหันวิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่าอีกด้านทันที
ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมอีกครั้ง บราวน์ยังคงยืนจ้องมองไปในทิศทางที่หมูป่าหายไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ม่านตาแนวตั้งจะค่อยๆ ขยายกลับมาเป็นปกติ อุณหภูมิรอบกายเริ่มอุ่นขึ้น เขาลดแขนลงแล้วหันกลับมามองป่านที่ยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่ด้านหลัง
“มวลสารชีวภาพขนาดเล็กเมื่อครู่... คือสิ่งมีชีวิตที่เป็นภัยคุกคามของเจ้าหรือ?” บราวน์เอียงคอถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เปล่า มันก็แค่ลูกหมูป่าหลงทาง” ป่านตอบปัดๆ มือยังคงสั่นเล็กน้อยจากความตกใจ แต่เมื่อเงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างและท่าทางการปกป้องเมื่อครู่ ความรู้สึกบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในใจ... อย่างน้อย ไอ้ยักษ์ความจำเสื่อมคนนี้ก็ซื่อสัตย์กับหน้าที่บอดี้การ์ดที่รับปากไว้จริงๆ ปฏิกิริยาการปกป้องของเขามันเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ โดยไม่มีความลังเลเจือปนเลยแม้แต่น้อย
“ไปกันต่อเถอะ ใกล้จะถึงเขตอาคารออฟฟิศแล้ว” ป่านบอก ก่อนจะเดินนำหน้าไป โดยมีบราวน์เดินตามประกบติดไม่ห่าง
หลังจากลัดเลาะฝ่าดงไม้มาได้อีกราวๆ สิบห้านาที แนวป่าก็เริ่มเปิดโล่งขึ้น อาคารไม้กึ่งปูนสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลที่เป็นทั้งบ้านพักและออฟฟิศหลักของรีสอร์ตปรากฏขึ้นแก่สายตา ป่านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สุดในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมง โชคดีที่บริเวณลานจอดรถด้านหน้าและรอบๆ อาคารดูเงียบสงบ ไม่มีวี่แววของรถตู้หรือกลุ่มชายฉกรรจ์ของเสี่ยธรรศดักซุ่มอยู่
“ปลอดภัยแล้ว... เราเข้าไปตั้งหลักข้างในกันก่อน”
ป่านหันกลับไปหาบอดี้การ์ดร่างยักษ์เพื่อจะชวนเดินเข้าบ้าน แต่พอสายตาปะทะเข้ากับสภาพของ ‘บราวน์’ แบบเต็มๆ ตาในที่สว่าง... รอยยิ้มโล่งใจของป่านก็หุบลงฉับพลัน
ชายหนุ่มตรงหน้าเขาสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยไปมาก เสื้อผ้าสีเข้มที่สวมใส่ขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดีจากการถูกกรงเล็บ (ของตัวอะไรสักอย่าง) ตะปบเมื่อคืน เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างและหน้าท้องที่เป็นลอนกล้ามเนื้อชัดเจน แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ความล่ำบึก... มันอยู่ที่ ‘รอยเส้นสีเงิน’ ประหลาดที่พาดผ่านไปตามผิวเนื้อบริเวณสีข้างและท่อนแขนต่างหาก!
แม้เกล็ดจะหดหายไปแล้ว แต่ไอ้เส้นสีเรขาคณิตจางๆ ที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับพวกนี้ มองมุมไหนก็เหมือนมนุษย์ต่างดาวหรือตัวทดลองทางวิทยาศาสตร์ชัดๆ!
ฉิบหายแล้ว... ป่านสบถในใจอย่างหนักหน่วง สมองอันชาญฉลาดเริ่มคำนวณความหายนะล่วงหน้า ถ้าแม่บ้าน ลุงชม หรือชาวบ้านแถวนี้มาเห็นสภาพหมอนี่เข้า เขาจะอธิบายว่ายังไง? พาฝรั่งบ้ากามที่ไหนมาทำกิจกรรมพิสดารจนเสื้อผ้าขาดกระจุยแล้วเพนต์ตัวมางั้นเหรอ? ขืนปล่อยให้เดินเข้าออฟฟิศสภาพนี้ มีหวังได้กลายเป็นข่าวไวรัลหน้าโซเซียลมีเดียว่าพบมนุษย์ประหลาดโผล่กลางรีสอร์ตแน่ๆ!
ป่านยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูกระจกของออฟฟิศรีสอร์ต สายตาจดจ้องไปยังร่องรอยเส้นสายสีเงินที่พาดผ่านมัดกล้ามเนื้อและท่อนแขนของชายร่างยักษ์ตรงหน้า สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำบัดนี้กำลังรวนอย่างหนัก เขาจะเอาผู้ชายที่ดูเหมือนหลุดมาจากห้องทดลองลับทางวิทยาศาสตร์เข้าไปซ่อนไว้ในบ้านได้อย่างไรโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ยิ่งในยามเช้าที่เหล่าพนักงานหรือชาวบ้านอาจจะโผล่มาทักทายได้ทุกเมื่อแบบนี้
บราวน์สังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนตัวเล็กกว่า เขาเอียงคอเล็กน้อยซึ่งเป็นพฤติกรรมประจำตัวยามที่กำลังสงสัย นัยน์ตาสีอำพันสุกใสจดจ้องมองใบหน้าของป่านที่กำลังซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความเครียด
“คลื่นสมองของเจ้าแผ่รังสีความกังวลออกมาอย่างรุนแรง มวลสารในร่างกายเจ้ากำลังสั่นสะเทือน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยถามอย่างราบเรียบ “เจ้ากำลังเกรงกลัวสิ่งใด? โครงสร้างสรีระของข้าดูเป็นภัยต่อมิติของเจ้าเช่นนั้นหรือ?”
ป่านถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเรียวยกขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ “ก็ใช่น่ะสิคุณ! ลองก้มดูสภาพตัวเองสิ รอยสีเงินวิบวับบนตัวคุณน่ะ ขืนใครมาเห็นเข้า เขาได้แห่กันมาขอหวย ไม่ก็แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐมาจับคุณไปชำแหละทดลองแน่ๆ! แล้วผมจะอธิบายกับตำรวจยังไงว่าคุณเป็นใคร!”
ชายหนุ่มความจำเสื่อมก้มลงมองร่องรอยบนท่อนแขนของตนเอง นัยน์ตาสีอำพันหลุบต่ำลงเล็กน้อยราวกับกำลังค้นหาข้อมูลในคลังความทรงจำอันว่างเปล่า แต่แล้ว... สัญชาตญาณบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดก็ทำงานของมันเองโดยอัตโนมัติ
“หากเป็นเรื่องนั้น เจ้ามิต้องกังวล...” บราวน์เงยหน้าขึ้น สบตาป่านนิ่งๆ “ข้าสามารถปรับความถี่ของคลื่นแสงรอบมวลสาร เพื่อเบี่ยงเบนอนุภาคการมองเห็นของพวกเจ้าได้”
“ฮะ? ปรับความถี่อะไรนะ!”
ยังไม่ทันที่ป่านจะได้เอ่ยปากถามให้จบประโยค ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้เขาต้องอ้าปากค้างจนแทบจะลืมวิธีหายใจ!
อากาศรอบตัวของบราวน์เริ่มบิดเบี้ยวและสั่นไหว มันไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่มันคล้ายกับไอแดดที่ระเหยขึ้นจากพื้นถนนยางมะตอยในตอนเที่ยงวันซึ่งร้อนจัด แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงมากระทบผิวเนื้อของร่างยักษ์ถูกหักเหออกไปในมุมที่ผิดธรรมชาติ ร่องรอยเส้นสายสีเงินที่เคยสลักลึกอยู่บนผิวหนังค่อยๆ เลือนลางลงราวกับถูกยางลบที่มองไม่เห็นลบเลือนออกไป มันจางหายเข้าไปในใต้ชั้นผิวหนังอย่างน่าอัศจรรย์
เพียงไม่กี่วินาที มวลอากาศที่บิดเบี้ยวก็กลับมาเสถียรอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าป่านในตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่มีเกล็ดสีเงินอีกต่อไป แต่เป็นเพียงชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่มีผิวพรรณสีแทนเนียนละเอียดแบบสปอร์ตแมน โครงหน้าคมคายและผมสีน้ำตาลเข้มรับกับสันกรามที่ชัดเจนราวกับรูปสลักของเทพเจ้ากรีกถูกขับเน้นให้โดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีรอยประหลาดดึงดูดสายตา นัยน์ตาสีอำพันสุกใสยังคงเดิม แต่มันกลับเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่ดูดุดันและสมบูรณ์แบบนี้ได้อย่างไร้ที่ติ
ป่านเผลอมองตาค้าง ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เขาเคยเจอคนหน้าตาดีมาก็เยอะ ทั้งดารา นายแบบ หรือแม้แต่ท่านประธานคินเจ้านายของเขาที่หล่อระดับเดือนมหาลัย แต่ผู้ชายตรงหน้านี้กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ มันเป็นความหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยมนต์ขลังและความอันตรายที่ชวนให้ลุ่มหลง
“ระดับการหักเหแสงสมบูรณ์แล้ว... โครงสร้างกายภาพของข้ากลมกลืนกับมิตินี้แล้วใช่หรือไม่?” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นดึงสติของป่านให้กลับเข้าร่าง ชายหนุ่มรีบสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าบอออกไป ก่อนจะกระแอมไอแก้เก้อ “อ... อืม ก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ ก่อนที่ใครจะมาเห็นสภาพเสื้อผ้าขาดๆ ของคุณ”
ป่านรีบผลักบานประตูกระจกเข้าไปด้านในออฟฟิศที่เป็นกึ่งบ้านพัก จัดการล็อกกลอนอย่างแน่นหนา เขาเดินนำบราวน์ตรงไปยังโซนห้องนอนที่อยู่ด้านในสุด ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่ารื้อค้นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของตัวเองที่ถูกเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
“คุณไปอาบน้ำล้างคราบเลือดก่อนเถอะ เดี๋ยวผมหาชุดให้เปลี่ยน” ป่านบอกพลางรื้อหาเสื้อผ้าที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เขามี ทว่าเสื้อผ้าของเลขาฯ ผู้รักความเนี้ยบอย่างเขามีแต่เสื้อเชิ้ตสั่งตัดพอดีตัวและกางเกงสแล็คเข้ารูปทั้งนั้น ในที่สุดเขาก็ขุดเจอเสื้อยืดสีขาวทรงโอเวอร์ไซส์และกางเกงวอร์มผ้ายืดตัวโคร่งที่พกมาใส่นอน
สิบห้านาทีต่อมา บราวน์เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมหยดน้ำที่เกาะพราวตามลาดไหล่และแผงอกที่เปลือยเปล่า ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ป่านยื่นให้ถูกพันไว้หมิ่นเหม่รอบเอวสอบ รอยแผลฉกรรจ์ที่สีข้างเมื่อคืนนี้กลายเป็นเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆ ที่เรียบเนียนไปกับผิว
“นี่เสื้อผ้าของคุณ... รีบใส่ซะ” ป่านยื่นเสื้อยืดและกางเกงวอร์มให้ พยายามหันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบซ่อนความรู้สึกร้อนผ่าวที่ลามขึ้นมาบนแก้ม
ทว่าชายความจำเสื่อมกลับรับเสื้อผ้าไปถือไว้ด้วยสีหน้างุนงง เขาพลิกเสื้อยืดไปมาราวกับมันเป็นวัตถุโบราณที่หาค่ามิได้ “โครงสร้างเส้นใยเหล่านี้... ต้องสวมใส่เข้าทางช่องเปิดใด?”
ป่านถอนหายใจยาว หันกลับมาดึงเสื้อยืดออกจากมือหนา “ให้ตายเถอะคุณ นี่ลืมกระทั่งวิธีใส่เสื้อผ้าเลยเหรอ? ยกแขนขึ้นสิ”
เลขาฯ หนุ่มจำใจต้องก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงใหญ่ เขาเขย่งปลายเท้าเล็กน้อยเพื่อสวมเสื้อยืดสีขาวผ่านศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมเปียกชื้นของอีกฝ่าย จังหวะที่เขาดึงชายเสื้อลงมาคลุมแผงอกกว้าง ปลายนิ้วอุ่นๆ ของป่านเผลอปัดไปโดนหน้าท้องแกร่งที่ยังคงมีความเย็นระดับ 31 องศาเซลเซียส สัมผัสที่ตัดกันอย่างสุดขั้วทำให้ป่านสะดุ้งเล็กน้อย ในขณะที่บราวน์กลับชะงักกึก กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสีอำพันหลุบมองปลายนิ้วของป่านที่สัมผัสผิวตนเองด้วยสายตาที่ล้ำลึก
บรรยากาศภายในห้องนอนแคบๆ จู่ๆ ก็เงียบงันและอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่ชวนให้หัวใจเต้นแรง เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ของป่าน เมื่อมาอยู่บนร่างของบราวน์ มันกลับกลายเป็นเสื้อรัดรูปที่แนบเนื้อไปกับมัดกล้ามหน้าอกและช่วงแขนอย่างพอดิบพอดี ส่วนกางเกงวอร์มก็สั้นเต่อจนเห็นข้อเท้าหนา แต่โดยรวมแล้ว... มันกลับทำให้บอดี้การ์ดร่างยักษ์ดูเซ็กซี่และอันตรายในแบบที่อธิบายไม่ถูก
ติ๊ดๆๆ! ติ๊ดๆๆ! ตรื๊ดดดด!
เสียงสมาร์ตโฟนของป่านที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานแผดเสียงร้องลั่น ทำลายความเงียบและความใกล้ชิดอันตรายนั้นจนแตกกระจาย ป่านสะดุ้งสุดตัว รีบผละออกจากบราวน์ราวกับถูกของร้อน เขาก้าวฉับๆ ไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
หน้าจอที่สว่างวาบแสดงให้เห็นว่าสัญญาณโทรศัพท์กลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว หลังจากพายุสงบ แต่สิ่งที่ทำให้ป่านเบิกตากว้างคือตัวเลขแจ้งเตือนสีแดงเถือก ข้อความเข้ากว่าห้าสิบข้อความ และสายที่ไม่ได้รับอีกเกือบสี่สิบสาย... ทั้งหมดมาจากชื่อเดียวที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอ
‘บอสคิน (จอมมาร)’
ป่านกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไปอย่างระมัดระวัง “ฮัลโหล บอส”
“ปาณปวีร์!! นายยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม!” เสียงทุ้มดุดันที่แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกขั้นสุดของท่านประธานคินตวาดลั่นทะลุลำโพงออกมาจนป่านต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู “ฉันติดต่อไม่ได้ทั้งคืน! รู้ไหมว่าฉันแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว! ฉันสั่งให้คนเตรียมเฮลิคอปเตอร์ไว้แล้ว เดี๋ยวฉันจะบินไปรับนายที่รีสอร์ตเดี๋ยวนี้แหละ!”
“เดี๋ยว! บอส! หยุดเลยนะ! ไม่ต้องมา!” ป่านรีบเบรกเจ้านายสายฮาของตัวเองเสียงหลง ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ขืนท่านประธานคินพาบอดี้การ์ดชุดดำนั่งคอปเตอร์มาลงจอดที่นี่ตอนนี้ เรื่องราวได้บานปลายกลายเป็นข่าวใหญ่โตระดับประเทศแน่ๆ และที่สำคัญ... เขาจะซ่อนไอ้ยักษ์ความจำเสื่อมที่มีพลังหักเหแสงคนนี้ไว้ที่ไหน
“ทำไมฉันจะไปไม่ได้! ลูกน้องนายเสี่ยอะไรนั่นมันยังตามล่านายอยู่ไม่ใช่เหรอ! ฉันจะไปถล่มมันเอง!” คินยังคงโวยวายด้วยความเป็นห่วงที่ผสมความหลงตัวเองและบ้าอำนาจตามสไตล์
“ผมปลอดภัยแล้วครับบอส! เมื่อคืนผมหนีไปซ่อนในเซฟเฮาส์ลับในป่า พวกมันหาผมไม่เจอและถอยกลับไปหมดแล้ว” ป่านรีบปั้นน้ำเป็นตัว รวบรวมสมาธิเพื่อหาข้ออ้างที่แนบเนียนที่สุด “ตอนนี้ที่รีสอร์ตสถานการณ์ปกติแล้ว แต่บอสอย่าเพิ่งมาเด็ดขาด! ถ้าบอสโผล่มา เป้ามันจะยิ่งใหญ่และดึงดูดความสนใจของพวกผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ขืนบอสมาวุ่นวาย แผนจัดการเรื่องที่ดินมรดกของผมพังหมดแน่”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง เสียงถอนหายใจฟึดฟัดดังลอดมา “...นายแน่ใจนะว่าเอาอยู่? ถ้ามีอะไรผิดปกติแค่นิดเดียว ฉันจะระเบิดภูเขาลูกนั้นทิ้งทันที เข้าใจไหม!”
“เข้าใจครับบอส ผมดูแลตัวเองได้ บอสอยู่ทางนั้นช่วยเช็กประวัติความเคลื่อนไหวของเสี่ยธรรศให้ผมเงียบๆ ดีกว่า แค่นี้ก่อนนะครับ แบตผมจะหมดแล้ว”
ป่านรีบกดตัดสายและโยนสมาร์ตโฟนลงบนเตียงนอนอย่างอ่อนแรง เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเพื่อขับไล่ความปวดหัวที่กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหม่ ลำพังแค่มาเฟียก็น่าปวดหัวพอแล้ว ถ้าบอสคินโผล่มาอีกคน รีสอร์ตของเขาได้กลายเป็นสมรภูมิรบย่อยๆ แน่นอน
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะหมุนตัวกลับมาหาผู้ร่วมชะตากรรมที่ยืนเงียบอยู่กลางห้อง แต่แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้ป่านต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง...
บราวน์ในชุดเสื้อยืดรัดรูปกำลังยืนจดจ้องมองไปยังหน้าจอโทรทัศน์เอลอีดีจอยักษ์ที่ติดอยู่บนผนัง นัยน์ตาสีอำพันสุกใสเอียงมองมันด้วยความอยากรู้อยากเห็น นิ้วชี้ที่เย็นเฉียบของเขายื่นออกไปแตะลงบนขอบจอสีดำสนิทเบาๆ
เปรี๊ยะ! พรึ่บ!
โดยที่ไม่ได้เสียบปลั๊กหรือกดรีโมตใดๆ หน้าจอทีวีพลันสว่างวาบขึ้นมาเอง! กระแสไฟฟ้าสถิตสีฟ้าอ่อนๆ แล่นปราดจากปลายนิ้วของบราวน์กระจายไปทั่วหน้าจอราวกับรากไม้ ภาพในจอแสดงช่องสัญญาณรบกวนที่บิดเบี้ยวสลับกับคลื่นเสียงความถี่สูงที่ดังวี้ดดดดดออกมา!
“แกนพลังงานของสิ่งนี้... ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก” บราวน์พึมพำกับตัวเองโดยไม่สนใจใบหน้าที่อ้าปากค้างของป่านเลยแม้แต่น้อย
ป่านทรุดตัวลงนั่งแหมะบนเตียงนอน มองโทรทัศน์ที่กำลังโดนควบคุมด้วย ‘จิต’ ของมนุษย์ต่างดาวความจำเสื่อม... ใช่... เขาเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เอง ว่าวิกฤตที่แท้จริงของชีวิตปาณปวีร์... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!