LOGINในความมืดอันเป็นนิรันดร์ที่อินทุคิดว่าเขาคงต้องลงนรกหรือไม่ก็ไปสู่ภพภูมิอื่น จู่ ๆ กลับมีแรงดึงดูดมหาศาลกระชากจิตวิญญาณของเขาให้หลุดลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าอกที่รู้สึกอัดแน่นจนแทบจะระเบิดออก
เฮือก!
อินทุทะลึ่งพรวดขึ้นมาพร้อมกับเสียงสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างรุนแรง
เขาสะบัดหน้าไอออกมาเป็นน้ำและเสมหะเหนียวข้น ร่างกายทุกส่วนสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ แต่อารมณ์แรกที่พุ่งขึ้นมาในสมองคือความงุนงง
‘ฉันยังไม่ตายเหรอ? มีคนช่วยขึ้นมาจากคลองงั้นสินะ’
มันเป็นเพียงความคิดแรกเท่านั้น แต่เมื่อดวงตากลมโตค่อย ๆ ปรับแสงได้ ความเป็นจริงเบื้องหน้ากลับทำให้อินทุต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจอีกรอบ
ภาพที่เขาเห็นไม่ใช่เพดานสีขาวของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล และไม่ใช่สายระโยงระยางของเครื่องช่วยหายใจ หากแต่เป็นเพดานไม้กระดานโบราณที่มีคราบน้ำฝนและรอยผุพัง กลิ่นอายที่ลอยมากระทบจมูกก็ไม่ใช่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค แต่เป็นกลิ่นอับชื้นของไม้เก่า กลิ่นธูปสมุนไพรจาง ๆ และกลิ่นน้ำอบไทยโบราณที่ชวนให้เวียนหัว
“ฟื้นแล้ว! คุณหนูดอกพุดฟื้นแล้วแม่นิ่ม!” เสียงแหบหนาของใครบางคนดังขึ้นข้างหูด้วยความตื่นเต้น
อินทุหันขวับไปตามเสียง สายตาที่ยังพร่ามัวมองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาซื่อ ๆ สวมผ้าโจงกระเบนสีตุ่น ไม่สวมเสื้อ กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงนอนของเขา
ใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและรอยยิ้มดีใจ ถัดไปไม่ไกลมีหญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยผ้าแถบสีเข้ม รูปร่างท้วม กำลังคลานเข่าเข้ามาหาด้วยท่าทางลุกลน
‘อะไรวะเนี่ย... กองถ่ายละครย้อนยุคเหรอ? แล้วใครคือดอกพุด?’
อินทุคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก สมองของบิวตี้บล็อกเกอร์กำลังประมวลผลอย่างหนัก หรือเขากำลังอยู่ในความฝันงั้นเหรอ
เขาลองขยับแขนเพื่อจะยกขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งและเนื้อสัมผัสที่แปลกประหลาดทำให้เขาต้องก้มลงมองมือของตัวเอง
“เฮ้ย!”
อินทุร้องลั่น แต่เสียงที่หลุดออกมากลับฟังดูทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าเสียงเดิมของเขามาก
มือที่เขาเห็น... ไม่ใช่มือที่เรียวที่ได้รับการบำรุงด้วยแฮนด์ครีมราคาแพงอย่างดี แต่มันคือมือที่หนา เทอะทะ เนื้ออวบอ้วนจนมองไม่เห็นข้อกระดูก ผิวพรรณหยาบกร้าน หมองคล้ำ และมีคราบไคลสีดำเกาะอยู่ตามซอกเล็บและง่ามนิ้วอย่างน่าเกลียด
อินทุตาโตด้วยความช็อก เขารีบเลิกแขนเสื้อเนื้อหยาบขึ้นดู ก่อนจะพบว่าท่อนแขนของตัวเองนั้นอวบอ้วน และเต็มไปด้วยไขมันส่วนเกิน ผิวหนังก็ดูแห้งกร้านขาดการบำรุงอย่างรุนแรง
‘นะ... นี่มันไม่ใช่ตัวของฉัน! ถ้างั้นฉันมาอยู่ในร่างไอ้อ้วนที่ไหนเนี่ย!’
อินทุรู้สึกสับสนระหว่างความจริงกับความฝัน ใช่! เขาต้องฝันอยู่แน่ๆ
แต่แล้วทุกอย่างก็ชัดเจนว่าไม่ใช่ความฝัน ทันทีที่ถูกมือหนาของใครบางคนยื่นมาแตะที่หน้าผาก
อุณหภูมิความอุ่นของมือมันกำลังบอกว่านี่คือคนจริง ๆ ไม่ใช่ความฝัน
“คุณหนูดอกพุดเจ้าคะ เป็นเยี่ยงไรบ้าง ยังรู้สึกเจ็บไข้ตรงไหนอีกหรือไม่ ทำไมถึงทำท่าทางแปลก ๆ เช่นนั้นเล่าเจ้าคะ”
หญิงวัยกลางคนที่ชื่อแม่นิ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือหนาเลื่อนมาจับบีบแขนที่อวบอ้วนอย่างเบามือและทะนุถนอม
อินทุรีบผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณ ดวงตากลมหันรีหันขวาง พยายามรวบรวมสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง เขารู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเกินกว่าคำว่าวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ ก่อนที่พล็อตนิยายประเภททะลุมิติหรือเกิดใหม่ที่เคยเห็นผ่าน ๆ ตาในอินเทอร์เน็ตจะผุดขึ้นมาในหัวแทน
เขาตายแล้ว... ตายในคลองน้ำครำนั่น แล้ววิญญาณที่ควรไปนรกหรือสวรรค์ก็ดันเข้ามาอยู่ในร่างของคนอ้วนที่ชื่อ ‘ดอกพุด’ ในยุคโบราณ!
ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคนที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน อินทุสูดหายใจเข้าลึก ๆ บังคับตัวเองให้นิ่งและสงบสติอารมณ์ลง เขาจะโวยวายสติแตกไม่ได้ เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคนพวกนี้ต้องคิดว่าร่างนี้ถูกผีเข้าแล้วจับเขาไปทำพิธีบ้าบอแน่ ๆ
ชายหนุ่มในร่างอวบท้วมพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูนิ่งและสุภาพที่สุด แม้ในใจจะกำลังกรีดร้องด้วยความสยดสยองกับสภาพร่างใหม่ก็ตาม เขามองหน้าบุคคลทั้งสองเบื้องหน้า ก่อนจะเปล่งเสียงออกไป
“พวกคุณ... เอ่อ... พวกเจ้าช่วยบอกผมทีได้ไหมครับว่า... ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน และเกิดอะไรขึ้นกับผมก่อนหน้านี้”
คำพูดที่ผสมระหว่างสรรพนามสมัยใหม่ที่ติดปากกับภาษาโบราณเท่าที่ตัวเองจะนึกออก หลุดออกมาจากปากของร่างอวบอ้วน ทำเอาบ่าวทั้งสองคนอย่างไอ้จ้อยและแม่นิ่มถึงกับอ้าปากค้าง มองหน้ากันด้วยความเลิ่กลั่กอย่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วคุณหนูดอกพุดคนเดิมทั้งขี้อาย ทั้งไม่สู้คน และพูดจาเสียงอู้อี้ในลำคอ ไม่เคยพูดจาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทและสุภาพแปลกหูเช่นนี้มาก่อน
แต่เพราะคิดว่าการที่นายตัวเองรอดตายจากพิษไข้มาได้คงมีอาการหลงๆ ลืมๆ อยู่บ้างเลยไม่ได้เอ๊ะใจอะไร ไอ้จ้อยจึงรีบคลานเข้าไปใกล้เตียงแล้วเริ่มอธิบายทันที
“คุณหนูจำอะไรไม่ได้เลยรึขอรับ"
อินทุส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก่อนที่ไอ้จ้อยจะยกมือขึ้นเกาหัวแกรกแล้วหันไปมองหน้าแม่นิ่มที่มีสีหน้าอย่างหนักใจไม่ต่างกัน
"คุณหนูไม่สบายหลังจากที่..."
ไอ้จ้อยทำท่าอึกอักไม่กล้าพูดต่อ
"ที่อะไรเหรอครับ"
"เอ่อ... หลังจากที่คุณหนูทิ้งตัวลงคลองไปขอรับ"
ถึงครั้งแรกจะยังงงๆ กับสำนวนที่บอกว่าทิ้งตัวลงคลอง แต่เพราะเคยได้อ่านนิยายแนวพีเรียดมาบ้างอินทุจึงพอจะจับความหมายได้อยู่
"ผมนะเหรอจะโดดน้ำตาย?"
คราวนี้ทั้งไอ้จ้อยและแม่นิ่มต่างก็พยักหน้าพร้อมกัน สีหน้าทั้งคู่ดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด
"แม่นิ่มขอเถอะนะเจ้าคะ คุณหนูอย่าได้คิดการเช่นนั้นอีกเลยหนา มันจักเป็นบาปกรรมติดตัวไปเสียเปล่า ๆ เจ้าค่ะ"
"โอเค... เอ๊ย! ครับ ผมเคยเกือบตายมาแล้ว จะไม่ทำอีกแล้วครับ"
อินทุที่เผลอพูดคำแปลกออกไปต้องรีบแก้คำทันที ก่อนที่จะนึกถึงความทรมานตอนที่ตกลงไปในคลองน้ำเน่านั่น เขารู้แล้วว่ามันเป็นยังไง ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่าก่อนที่เราจะตายหรอก
"เอ่อ..." อินทุมองไปรอบๆ ตัว "แล้วที่นี่คือบ้านผมใช่ไหม?"
"ที่นี่คือเรือนหลังขอรับ... หาใช่ที่ที่คุณหนูควรอยู่ดอกขอรับ แต่ว่า..."
ไอ้จ้อยท่าทางอ้ำอึ้งจนดูอึดอัด จนอินทุแอบคิดในใจ
'ทำไมคนโบราณนี่ถ้าชอบพูดอะไรค้างๆ คาๆ นักนะ ทีแรกเคยเห็นในละคร ก็ไม่นึกว่าของจริงจะเป็นแบบนั้นด้วย'
"มีอะไรก็พูดออกมาเถิดครับ อย่าได้อ้ำอึ้งให้เสียความ"
อินทุพยายามขุดสกิลพูดภาษาโบราณตามนิยายแนวพีเรียดมาใช้ เพราะต่อไปมันจะได้เข้าปาก ขืนไปพูดแบบเดิม ไม่พ้นถูกหาว่าพี่เข้าชัวร์ๆ
"ขอรับ... คุณหนูหาได้อยู่ที่เรือนหลังนี่แต่แรกดอกขอรับ แต่ขุนพิรุณท่านเพิ่งสั่งย้ายคุณหนูมาได้แรมเดือนแล้วขอรับ ส่วนคุณหนูก็เอาแต่ขังตัวอยู่ในเรือนมิไปไหน กินมิได้นอนมิหลับ จนคุณหนูคิดการทิ้งตัวลงคลองนั่นแหละขอรับ"
อินทุสัมผัสถึงความรักและห่วงใยของไอ้จ้อยกับแม่นิ่มได้อย่างจริงใจ
"แล้วผมไปทำอะไรให้ท่านพ่อโกรธเหรอครับ?"
จบประโยค บ่าวทั้งคู่ก็ทำตาโตขนาดที่อินทุยังตกใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป
"ท่านขุนหามิได้เป็นพ่อคุณหนูนะเจ้าค่ะ แต่ท่านขุนเป็นสามีตบแต่งของคุณหนูต่างหากเจ้าค่ะ"
"สะ... สามีเหรอครับ?"
อินทุเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าในโลกโบราณแบบนี้การแต่งงานระหว่างชายกับชายจะเป็นเรื่องจริง ก็ขนาดโลกปัจจุบันมันก็เพิ่งจะผ่านกฎหมายเท่าเทียมเองนี่หน่า
"เจ้าค่ะ ท่านขุนพิรุณเป็นสามี ทว่าคุณหนูหาใช่ภรรยาที่ท่านขุนโปรดดอกเจ้าค่ะ"
"แล้วผมไปทำอะไรให้อีตานั่น... เอ๊ย! ท่านขุนผู้นั้นโกรธเหรอครับแม่นิ่ม"
อินทุเผลอหลุดออกมาอีกแล้ว แถมบ่าวสองคนนั่นก็
"คุณหนูหาได้เรียกท่านขุนว่า... เอ่อ... อีตานั่นได้นะเจ้าคะ คุณหนูจะต้องเรียกท่านขุนว่า คุณพี่หรือ ท่านพี่เจ้าค่ะ"
แม่นิ่มตั้งใจอธิบาย แต่อินทุที่เคยมีประสบการณ์ถูกหักหลังมาแล้ว จาก
"คุณหนูถูกแม่นายแก้วจินดาใส่ไคล้ว่าลักเอาแหวนประจำตระกูลของแม่นายไปเจ้าค่ะ"
"แล้วจริงเหรอครับที่ผมขโมยของแม่นาย... อะไรนะ"
"แม่นายแก้วจินดาเจ้าค่ะ"
"เออๆ แม่นายแก้วจินดานั่นแหละ ผมได้ขโมยของแม่นายคนนั่นไปจริงๆ ไหมครับ"
"บ่าวมิทราบดอกขอรับ แต่แม่นายแก้วจินดามาค้นห้องนอนของคุณหนูแล้วปะแหวนวงนั้นอยู่ใต้หมอนบนเตียงนอนของคุณหนูขอรับ"
"งั้นก็แสดงว่าดอกพุดเอาไปจริงๆ สินะ"
"แต่บ่าวมิเชื่อดอกเจ้าค่ะ บ่าวคิดว่านั่นคงเป็นกลอุายของแม่นายแก้วจินดา ที่จะกำจัดคุณหนูของบ่าวให้พ้นจากเรือนแน่ๆ เจ้าค่ะ"
แม่นิ่มเอ่ยความคิดที่ติดอยู่ในใจ เพราะนางรู้ดีว่าแม่นายแก้วจินดาน่ะร้ายกาจแค่ไหน ต่อหน้าขุนพิรุณก็ทำเป็นจริตอ่อนหวาน แต่พอลับหลังก็กลั่นแกล้งและถากถางดอกพุดให้เจ็บช้ำได้ตลอดเวลา แล้วคนที่หัวอ่อนไม่สู้คนแบบนี้หรือจะเป็นหัวขโมยไปได้
"คุณหนูของบ่าวมดสักตัวยังมิกล้าฆ่า มีรึจะกล้าผิดศีลห้าเที่ยวลักเที่ยวขโมยของคนอื่นได้"
"จริงๆ ขอรับ"
ไอ้จ้อยรีบเสริมขึ้นมาทันที และเพราะแววตาที่ใสซื่อไม่มีเล่ห์เพทุบายของสองบ่าวทำให้อินทุเชื่อว่า สองคนนี้ไม่ใช่แค่พูดประจบเอาใจเจ้านายอย่างแน่นอน ผิดกับเพื่อนรักของตัวเองที่ปากซื่อใจคต
"ที่จริงแล้ว หากคุณหนูตั้งครรภ์แล้ว บางทีท่านขุนอาจจะยอมผ่อนปรนได้นะขอรับ"
"หา! ผมนี่นะครับท้องได้?"
อินทุตาโตด้วยเพราะรับรู้ข้อมูลที่ยากจะเชื่อ ในขณะที่สองบ่าวก็ตาโตเพราะเจ้านายของตนทำไมไม่รู้ว่าตัวเองสามารถท้องได้ ช่างประหลาดนัก แต่เพราะปักใจเชื่อว่าเจ้านายร่างอวบอาจจะยังเพ้อเพราะพิษไข้ จึง
"คุณหนูของบ่าวมีเรือนกายเป็นศศิธรเจ้าค่ะ ส่วนท่านขุนมีเรือนกายเป็นสุริยะ ดังนั้นเรื่องที่คุณหนูของบ่าวตั้งครรภ์ได้จึ่งมิแปลกดอกเจ้าค่ะ แต่หากมีเรือนกายเป็นดารกะอย่างไอ้จ้อยก็ตั้งท้องมิได้ดอกเจ้าค่ะ"
อินทุพยักหน้ารับรู้ สมองเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว สรุปนี่คือเขาไม่ได้แค่วิญญาณหลุดมาเข้าร่างของเมียชังขุนพิรุณในยุคโบราณเท่านั้น แต่มันยังเป็นโลกคู่ขนานแบบ Omegaverse ฉบับโบราณอีกด้วย
‘เรือนหลัง... เมียแต่งที่ถูกชัง... สภาพร่างอ้วนฉุ ผิวพรรณทรามขาดการดูแล...’
อินทุเวอร์ชันใหม่เข้าใจสถานภาพของตัวเองในทันที ตอนนี้เขาไม่ใช่บิวตี้บล็อกเกอร์ล้านฟอลอีกต่อไปแล้ว แต่เขาคือ ‘ดอกพุด เมียอัปลักษณ์ของขุนพิรุณ’ ชายหนุ่มเพศรองศศิธรที่รูปร่างหน้าตาผิดวิสัยจนถูกสามีทอดทิ้งให้อยู่ในสถานะเมียชังที่ไม่มีใครต้องการ!
“หึ...” อินทุในร่างดอกพุดแค่นยิ้มในใจ ความรู้สึกท้าทายบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมาทดแทนความกลัว
โดนแฟนหักหลังแย่งฟอลโลเวอร์เขายังผ่านมาแล้ว นับประสาอะไรกับการเป็นเมียแต่งที่ผัวไม่รักในยุคโบราณ
ร่างกายพังงั้นเหรอ?
อ้วนงั้นเหรอ?
ผิวคล้ำงั้นเหรอ?
สำหรับตัวแม่บิวตี้บล็อกเกอร์อย่างอินทุ... เรื่องนี้มันก็แค่ความท้าทายระดับห้าดาวที่จะได้โชว์สกิล Glow Up ปฏิวัติตัวเองให้พวกคนโบราณตาแตกตายไปข้างหนึ่งเท่านั้นแหละ!
ยามบ่ายคล้อยที่ดวงตะวันสาดส่องผ่านร่องหน้าต่างไม้ในห้องทำงาน ทำให้อากาศภายในอบอ้าวขึ้นเป็นทวีคูณ กลิ่นของไม้สักเก่าและกระดาษรายงานส่งกลิ่นอบอวลไปทั่ว ขุนพิรุณที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่กำลังตกอยู่ในภวังค์ของความหงุดหงิดที่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้ สายตาคมกริบของสุริยะหนุ่มไม่ได้จดจ่ออยู่กับรายงานค่ายทหารตรงหน้า แตว่ากลับจับจ้องไปยังร่างอวบที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่วาอย่างเลื่อนลอยดอกพุดในยามนี้ไม่ได้มีท่าทีสั่นกลัวหรืออมทุกข์เหมือนดังเช่นวันวาน นิ้วมือที่เรียวขึ้นกว่าก่อนเริ่มจับปากกาขนนกคัดลอกสมุดบัญชีด้วยความคล่องแคล่วแสงแดดที่กระทบลงบนใบหน้าทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ใบหน้าที่เคยกลมตอนนี้เริ่มตอบเรียว รอยหมองคล้ำที่เคยฝังลึกจางลงจนหมดสิ้น เผยให้เห็นผิวเนื้อนวลเนียนเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้รูปร่างที่เคยอวบอ้วนก็ลดลงอย่างมากจนเห็นส่วนเว้าโค้งขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงตอนนี้ยังไม่อาจเรียกว่างดงามล่มเมือง แต่ความสะอาดและดูมีสุขภาพดีนั้นกลับดึงดูดสายตาจนขุนทหารหนุ่มที่เคยรังเกียจกลับมองคนตรงหน้าไม่วางตาไอเย็นที่แผ่โชยออกมากลับทำให้เข
ลมเย็นที่พัดผ่านเรือนใหญ่พลันจางหาย กลิ่นอายความร้อนระอุจากพลังสุริยะที่แผ่ซ่านออกมาจากห้องทำงานของขุนพิรุณนั้นรุนแรงจนบ่าวไพร่ที่เดินผ่านเรือนต่างพากันเร่งฝีเท้าหนีด้วยความหวาดหวั่นบรรยากาศภายในเรือนใหญ่ที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่พุ่งสูงขึ้นกว่าครั้งไหนขุนพิรุณที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สัก แม้เบื้องหน้าจะมีบัญชีค่าใช้จ่ายของค่ายทหารในสังกัดรอให้ตรวจสอบความถูกต้อง แต่ขุนทหารหนุ่มกลับไม่มีกะจิตกะใจจะมองมันเลยด้วยซ้ำ ภายในหัวกลับวนเวียนแต่ภาพของดอกพุดที่กำลังแตะเนื้อต้องตัวบ่าวชายอยู่ซ้ำๆ ถึงจะบอกว่าสิ่งที่ทำเป็นการช่วยชีวิตคนก็เถอะ ยังไงก็ไม่สมควรอยู่ดี"หึ! ใยจึ่งมิรู้จักรักนวลสงวนตัวเสียบาง วิชาแพทย์นั่นก็ประหลาดนัก หรือเจ้าเพียงแค่อยากแตะเนื้อต้องตัวชายอื่นกระนั้นรึ?"ความว้าวุ่นแปลกๆ ถูกก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอยู่ในใจและขุนพิรุณก็ไม่อยากจะยอมรับว่าคิดมากเรื่องนี้ คำที่ถูกเป่าหูจึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นเหตุผล"นี่คงเป็นเล่ห์กลของเจ้าที่หมายจักให้ข้าเมตตาเยี่ยงนั้นสินะ? ช่างบังอาจนัก! กล้าทำให้ข้าเป็นดั่งลูกหมาลูกแมวคอยกระวน
เสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านผสมกับเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนกำลังตกใจอะไรบางอย่างที่ดังมาจากหลังแนวทิวไผ่ในเขตเรือนใหญ่ ทำให้ดอกพุดซึ่งกำลังใช้ผ้าขาวบางกรองน้ำอบที่ปรุงสำเร็จแล้วพักไว้ก่อนนำไปบรรจุขวดดินเผาต้องขมวดคิ้วมุ่น"เร็วเข้าเถิด! อ้ายมั่นมันชักตาตั้งล้มพับไปแล้ว!""มันคงถูกปอบเข้าสิงแน่ๆ ข้าเห็นมันทำตาขวางใส่ ช่างน่ากลัวนัก"เสียงบ่าวของเรือนใหญ่ตะโกนคุยกันลั่นมาแต่ไกลดอกพุดจึงรีบวางมือ ก่อนจะรีบก้าวลงจากเรือนหลังโดยมีแม่นิ่มและไอ้จ้อยวิ่งตามหลังมาด้วยความสงสัย ทันทีที่ก้าวพ้นเขตทิวไผ่มายังลานดินด้านหลังเรือนใหญ่ ก็พบกับร่างของอ้ายมั่น บ่าวชายร่างกำยำผู้มีหน้าที่ผ่าฟืนกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นดินท่ามกลางวงล้อมของบ่าวไพร่ที่พากันยืนมุงดูด้วยความตื่นตระหนกตกใจ บางคนพยายามจะเอาเชือกมามัดตัวไว้ไม่ให้ดิ้น บางคนก็รีบวิ่งไปหาน้ำมนต์มารดให้ดอกพุดเลยต้องรีบเอ่ยปากห้ามทันที
แสงตะเกียงโคมระย้าในท้องพระโรงวังหลวงสาดส่องสะท้อนเครื่องทองเครื่องเงินของเหล่าบรรดาขุนนางและศศิธรบรรดาศักดิ์จนดูระยิบระยับละลานตา เสียงปี่พาทย์มโหรีขับขานเคล้าคลอไปกับเสียงพูดคุยสนุกสนาน ผิดกับภายในหัวใจของขุนพิรุณที่ตอนนี้กลับไม่ได้มีความสนุกร่วมกับบรรยากาศรอบๆ ตัวเลยแม้แต่น้อยแม้การแสดงของนางรำกลางห้องโถงจะอ่อนช้อยงดงามสักเพียงใดแต่มันก็ไม่ได้เรียกความสนใจจากท่านขุนหนุ่มได้เลย หรือต่อให้มีขุนนางที่เข้ามาพูดด้วย เขาก็จะคุยเท่าที่จำเป็นตามมารยาท หากมียศต่ำกว่าขุนพิรุณอาจเลือกจะนิ่งเงียบด้วยซ้ำสุริยะหนุ่มในชุดขุนนางเต็มยศยังนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ นัยน์ตาเรียวฉายแววว้าวุ่นสับสน ภาพรอยยิ้มบางๆ อันนิ่งสงบและกลิ่นกายศศิธรหอมบริสุทธิ์ของดอกพุดเมื่อตอนหัวค่ำ ก่อนที่เขาจะลงจากเรือนใหญ่มันยังคงลอยวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดจนทำให้ขุนพิรุณรู้สึกร้อนรุ่มในใจอย่างบอกไม่ถูก“พี่ขุนขอรับ... เหตุใดจึ่งนั่งหน้าดำคร
แสงจันทร์นวลในคืนวันเพ็ญสาดส่องกระทบผืนกระดานไม้สักของเรือนใหญ่จนทอประกายระยิบระยับ ทว่าบรรยากาศบนเรือนโถงประธานกลับอบอวลไปด้วยกระแสความตึงเครียดอันร้อนระอุ บารมีสุริยะอันหนักอึ้งของขุนพิรุณแผ่ซ่านออกมาจนบ่าวไพร่ที่คอยหมอบรับใช้อยู่รอบข้างพากันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกขุนทหารหนุ่มในชุดขุนนางเต็มยศ ผ้าสมปักสีเข้มตัดกับเสื้อไหมเนื้อดีปักดิ้นทองอย่างสง่างาม กำลังยืนกอดอกจ้องมองเมียแต่งร่างอวบที่เพิ่งก้าวเท้าขึ้นเรือนมาตามคำสั่งด้วยสายตาคมกริบอย่างเสือล่าเหยื่อ ัถึงวันนี้ภายในใจจะดูสับสนอยู่บ้างแต่ความเกลียดชังที่บังตาก็ยังมีมากอยู่ดีแม้รูปร่างของดอกพุดในตอนนี้จะเริ่มปรับเปลี่ยนดูดีขึ้นมาบ้าง ความโค้งเว้าของเอวเริ่มคอดให้เห็นชัดขึ้น ไหนจะผิวสีน้ำผึ้งที่ดูนุ่มนวลละเอียดสะท้อนแสงจันทร์ที่เป็นผลจากการขัดผิวด้วยขมิ้นชันและมะขามเปียกนั่นอีกล่ะ ดอกพุดวันนี้ไม่ใช่ดอกพุดที่มีแต่ความเหี่ยวเฉาอีกแล้วกลิ่นกายศศิธรที่ล่องล
สายลมต้นฤดูหนาวพัดผ่านทิวไผ่หลังเรือนของดอกพุด หอบเอาไอความเย็นจาง ๆ มาเยือนลานดินกว้าง แต่ว่าความหนาวเหน็บกลับไม่อาจสั่นคลอนความมุ่งมั่นของศศิธรผู้เป็นเจ้าของเรือนหลังได้ร่างท้วมของดอกพุดในชุดผ้าเคียนอกสีเข้มขมวดแน่นและผ้าโจงกระเบนที่กระชับมั่น ยังคงก้าวเท้าเดินด้วยฝีเท้าที่รวดเร็วและสม่ำเสมอไปตามเส้นทางรอบลานดินตั้งแต่ไก่โห่ สองแขนแกว่งไกวตามจังหวะ ลมหายใจเข้าออกถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมสะท้อนแสงแดดแรกของวันผ่านไปร่วมเดือนกว่ากับการทำฟาส์ทคาร์ดิโอควบคู่ไปกับการทำคอร์สอาหารนึ่งและลดโซเดียมขั้นสุด ในที่สุดร่างกายนี้ก็เริ่มตอบสนองแล้ว จากที่เคยอ้วนเนื้อตัวเหลวเป็นเต้าหู้ ตอนนี้พุงยื่นก็ยุบลงไปบ้างแล้ว รูปร่างช่วงเอวเริ่มคอดเว้าให้เห็นลาง ๆ น้ำหนักที่ลดลงทำให้ดอกพุดรู้สึกตัวเบาขึ้นมาเยอะ ถ้าเขาจัดระเบียบวินัยแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานเป้าหมายที่วางเอาไว้จะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอนดอก







