แชร์

บทที่ 9

ผู้เขียน: JustMoonLight
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-14 15:06:11

เจิ้งฝูหลิงพาทุกคนไปซื้อเกวียนไม้คันใหญ่ที่ใช้วัวสองตัวในการลากเกวียน เขาต่อราคาแล้วต่อราคาอีก จึงซื้อเกวียนได้ในราคา 5 ตำลึงทอง

"วันนี้พวกเจ้าใช้จ่ายเงินไป65ตำลึงทองแล้ว คนงานในท่าเรือที่ได้เงินตอบแทนต่อวันดีที่สุดคือ วันล่ะ 50 อีแปะ เดือนหนึ่งพวกเขาทำเงินได้เพียง1 ตำลึงทอง 5 ตำลึงเงินเท่านั้น หากจะเก็บเงิน 65 ตำลึงเงิน พวกคนงานในท่าเรือต้องก้มหน้าทำงานนานถึง 3 ปีเลยเชียวนะ ดังนั้นพวกเจ้าควรจะใช้เงินที่เหลืออย่างประหยัด พี่รองยังมีแค่วัวหนึ่งตัวและใช้เกวียนคันเล็กกว่านี้เลย" เจิ้งฝูหลิงนั่งเกวียนคู่กับน้องเขย และเปิดปากบ่นน้องเขยด้วยท่าทางของคนที่ปวดใจ

โจวจวินรู้ดีว่าพี่รองเจิ้งพูดบ่นเพราะความเป็นห่วง เขาจึงไม่โต้เถียง ตัวเขาเคยเป็นถึงขุนศึกคนสำคัญของแคว้นย่อมมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แม้ตอนที่แยกจากกับทหารคนสนิท เขาจะมอบทรัพย์สินที่มีให้คนสนิททั้งหลายไปมากมายเกือบครึ่ง ทั้งจงเหลียนและเจ้าใบ้ก็ได้เงินไปหลายพันตำลึงทอง แต่เขายังมีเงินติดตัวมาเกือบหนึ่งหมื่นตำลึงทองเปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงินที่ใช้ในแผ่นดินนี้ได้ใบล่ะหนึ่งพันตำลึงทองมาห้าใบ ที่เหลือเป็นเงินตำลึงทองอีกห้าพัน ซึ่งเก็บซ่อนอยู่ในหีบที่เขาใช้แร่เหล็กหุ้มคลุมทับไว้ และบอกผู้อื่นว่าเป็นหีบแร่เหล็กจึงมีน้ำหนักค่อนข้างหนักมาก

ดังนั้นการใช้เงินในวันนี้โจวจวินจึงไม่รู้สึกอะไร แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรเปิดเผยตัวว่าร่ำรวย หยกไม่ผิดแต่ผิดที่คนครอบครองหยก ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าฟังคำพูดของเจิ้งฝูหลิงและรับปากว่า

"ต่อไปข้าจะประหยัด พี่รองไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ"

เจียงฝานรู้ดีว่าบุตรเขยมีทรัพย์สินติดตัวมามากมาย แต่นี่คือสมบัติของตระกูลโจว นางเจียงไม่ได้คิดจะอยากได้ แต่นางก็ไม่อยากให้บุตรสาวคนนี้ของนางต้องใช้ชีวิตยากลำบากจนเกินไป ดังนั้นจึงไม่ห้ามเมื่อบุตรเขยซื้อวัวตัวใหญ่สองตัว

เมื่อเห็นบุตรชายยังจะพูดบ่นต่อนางเจียงจึงพูดขัดขึ้นว่า "ของที่ใช้ทำมาหากิน อย่างไรก็ต้องลงทุน น้องเขยของเจ้าคิดจะเปิดโรงตีเหล็ก เขาต้องใช้เกวียนขนแร่ที่มีน้ำหนักมาก วัวตัวเดียวจะขนแร่เหล็กไหวได้อย่างไร อีกอย่างหากมีวัวสองตัวใช้ขนเนื้อสัตว์หรือข้าวของปริมาณมากในครั้งเดียวได้ เมื่อนำของมาฝากให้เจ้าช่วยขาย จะได้สะดวกเมื่อขนของได้เยอะมาก ไม่ต้องเดินทางไปมาขนของหลายรอบ"

เจิ้งฝูหลิงจึงหยุดบ่น แต่ยังคงไม่วางใจ เขาจึงพูดว่า "ข้าตัดสินใจจะติดตามท่านแม่และน้องเขยไปหมูบ้านเถียนซีด้วย น้องเขยจะซื้อที่สร้างบ้าน พี่ใหญ่ใจดีกับผู้อื่นจนเกินไป อาจจะโดนผู้อื่นเอาเปรียบได้ง่าย ข้าจะช่วยน้องเขยต่อรองราคาเอง"

โจวจวินหันมามองเจิ้งฝูหลิงด้วยแววตาอบอุ่น และพูดกับเจิ้งฝูหลิงว่า "ข้าขอบคุณพี่รองมากเลยขอรับ หากไม่มีพี่รองพวกข้าคงลำบากมากกว่านี้"

"พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะพูดเหมือนข้าเป็นคนอื่นไปทำไม วางใจเถิดเมื่อเจ้านำของมาฝากขาย พี่รองจะกินกำไรจากพวกเจ้าอยู่ดี หากเจ้าจะเปิดโรงตีเหล็กต้องซื้ออะไรบ้าง เตาหลอม ค้อนเหล็ก พี่รองไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่รู้ว่าพวกหม้อกระทะที่ทำจากเหล็กขายดีมาก หากเจ้าตีเสร็จนำพวกมันมาฝากพี่รองขายที่ร้านได้เลย"

"ต้องไปหาซื้อที่ตั้งบ้านก่อนขอรับ ค่อยหาซื้อของตั้งโรงตีเหล็ก" โจวจวินพูดด้วยเสียงเคร่งขรึม

"หากมีวิธีเผาถ่านจะดีมาก ตอนนี้ขายถ่านก็ได้ราคาดี แต่ข้าไปเสาะหาวิธีเผาถ่านจากคนอื่น คนพวกนั้นก็ขายวิชาเผาถ่านแพงเหลือเกิน"เจิ้งฝูหลิงบ่น

โจวจื่อหยาที่นอนฟังผู้ใหญ่คุยกัน จึงส่งความคิดบอกมารดาของตนว่า 'ท่านแม่ ข้ารู้วิธีเผาถ่าน'

เจิ้งฮุ่ยผิงดีใจจึงรีบบอกกับทุกคนว่า "ข้ารู้วิธีเผาถ่านเจ้าค่ะ"

โจวจวินรู้ว่านี่ต้องเป็นความรู้จากบุตรสาวผู้เป็นเทพธิดาตัวน้อยของเขาอย่างแน่นอน

แต่นางเจียงกลับนึกสงสัย "เอ๋ อาผิง เจ้าไปรู้วิธีเผาถ่านมาจากไหน แม่ไม่เห็นจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน"

เจิ้งฮุ่ยผิงกะพริบตา ก่อนจะยิ้มและพูดเอาตัวรอดว่า "ท่านแม่ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ว่าข้าเรียนหนังสือมากับคุณหนู คุณหนูมีหนังสือเกี่ยวกับการเผาถ่าน ข้าเคยแอบอ่านมาเจ้าค่ะ รู้วิธีทำแต่ยังมิเคยลองปฏิบัติ"

เจิ้งฝูหลิงจึงหันมามองน้องสาวด้วยสีหน้าดีใจและพูดว่า "ดีเลย เจ้านำวิธีเผาถ่านสอนท่านพ่อกับพี่ชายใหญ่ได้หรือไม่ ไม่สิ ครอบครัวของพวกเจ้าเผาถ่านขายเองก่อนจะได้มีเงินเพิ่ม ประเดี๋ยวพี่รองจะรับถ่านจากพวกเจ้ามาขายเอง วิธีเผาถ่านห้ามบอกผู้อื่น เรื่องนี้เป็นความลับ"

เจิ้งฮุ่ยผิงจึงพูดว่า "เรื่องนี้ข้าคิดจะให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ทำเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ทำไร่ปลูกมันได้ข่าวว่าได้ผลผลิตน้อย ท่านพ่อก็ไปล่าสัตว์ไม่ค่อยไหวแล้ว พี่รองพูดว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นวิธีการเผาถ่านข้าไม่หวงหรอกเจ้าค่ะ"

เจียงฝานอมยิ้มและมองบุตรสาวอย่างตื้นตันใจ เจิ้งฝูหลิงจึงพูดอย่างอ่อนใจว่า "ชุ่ยเหนียนพูดเอาไว้ว่า พวกเจ้าใจดีเกินไป จะโดนผู้อื่นเอาเปรียบ คราวแรกข้าคิดว่านางคิดมากเกินไป ยามนี้ข้าเริ่มเห็นด้วยกับชุ่ยเหนียนแล้ว ท่านแม่ ครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่ชอบเอาเปรียบ ครอบครัวพี่หญิงใหญ่ก็เช่นกัน เมื่อครึ่งปีที่แล้วหากข้าไม่ได้กลับไปเยี่ยมท่านพ่อที่หมู่บ้านทันเวลา อาเจี้ยนก็คงป่วยหนักจนตายไปแล้ว เพราะไม่มีเงินไปหาหมอ พี่ชายใหญ่ให้เงินครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่ยืมไป5ตำลึงทอง เหลือเงินติดตัวอยู่ 3 ตำลึงทอง พี่หญิงใหญ่ก็มาขอไป อ้างว่าพี่เขยป่วยหนักจำเป็นต้องใช้เงิน กลายเป็นว่าทั้งครอบครัวเจิ้งไม่มีเงินเหลือสักอีแปะ เพราะท่านพ่อเอาเงินที่มีทั้งหมดมาฝากไว้ที่ข้า พวกเขาใจร้ายไม่มีใครยอมมอบเงินให้พี่ใหญ่เช่าเกวียนพาอาเจี้ยนไปหาหมอ คนเหล่านี้ใจดำและเห็นแก่ตัวเกินจะเยียวยา ครึ่งปีมานี้ยังไม่มีใครคืนเงินมาให้พี่ใหญ่เลย คราวนี้เห็นน้องสาวเพิ่งกลับไป คนพวกนี้คงจะมารุมทึ้งหวังพึ่งเงินจากน้องสาวและน้องเขยอย่างแน่นอนขอรับ"

เจียงฝานมีสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อฟังบุตรชายคนรองเล่าเรื่องในหมู่บ้านเถียนซี อาเจี้ยนที่บุตรชายคนรองพูดถึงคือ เจิ้งหรงเจี้ยนหลานชายคนโตของนางที่ยามนี้อายุ8 ขวบแล้ว

"พี่รองวางใจเถิดเจ้าค่ะ อาผิงมิใช่คนโง่ คนที่สมควรช่วยข้าก็จะช่วย คนไม่สมควรช่วยคนเหล่านั้นจะไม่ได้เงินจากข้าแม้แต่อีแปะเดียวเจ้าค่ะ"เจิ้งฮุ่ยผิงพูดเพื่อให้พี่ชายคนรองสบายใจ

วันนี้ทุกคนอยู่ค้างคืนที่บ้านของเจิ้งฝูหลิงอีกหนึ่งวัน ชุ่ยเหนียนเดินวนดูเกวียนคันใหญ่อย่างตื่นเต้น และพูดว่าคันใหญ่เช่นนี้คงจะขนของมาขายได้มาก

"พี่สะใภ้บรอง ข้าคิดจะกลับไปปลูกผักรวมถึงลองปลูกพริกด้วยเจ้าค่ะ หากได้ผักเยอะข้าคิดจะทำผักดองมาฝากขายกับพี่สะใภ้รองได้ไหมเจ้าคะ"

"ได้สิ แต่เจ้าต้องดองผักให้มีรสชาติอร่อยด้วยนะ เจ้าไม่ต้องห่วงนำของมาขายที่ข้า รับรองได้ราคายุติธรรมแน่นอน"

"ข้าขอบคุณพี่สะใภ้รองล่วงหน้าเจ้าค่ะ"

"คนกันเอง ขอบคุณไปทำไม วันนี้พี่รองของเจ้าไปหาซื้อแพะมาตุ๋น เขาตุ๋นแพะอร่อยมาก พรุ่งนี้เจ้ารอกินแพะตุ๋นได้เลย"

"วันนี้อามู่พาสองคนพ่อลูกบ้านโจวของข้าไปหาปลา หากได้ปลาเยอะข้าจะแกงปลาต้มส้มให้พี่สะใภ้รองลองชิมนะเจ้าค่ะ พี่รองของข้าชอบกินแกงปลาต้มส้มมาก"

"ชื่อแปลกดี ได้ วันนี้พี่สะใภ้รองจะรอชิม มา..หยาหยาให้ป้าสะใภ้รองอุ้มเจ้าสักหน่อย วันนี้ป้าสะใภ้อาบน้ำเนื้อตัวสะอาดแล้ว"

เจิ้งฮุ่ยผิงจึงยื่นโจวจื่อหยาให้ชุ่ยเหนียนอุ้ม ก่อนที่ตัวนางจะเดินไปช่วยนางเจียงทำอาหารในครัว

โจวจวินเดินกลับบ้านโดยหิ้วปลากลับมาด้วยมากมาย เจิ้งหรงมู่กลับมาด้วยเนื้อตัวมอมแมม เขาโดนน้องชายอย่างโจวจื่อหวายกลั่นแกล้งให้ตกลงไปในบ่อโคลน หลังจากทะเลาะกันอยู่หลายรอบ เด็กชายทั้งคู่กลับกอดกันนอนในคืนนี้โดยไม่ยอมแยกจากกัน

แกงปลาต้มส้มและปลาเคล้าเกลือทอด ปลาราดพริกถูกยกวางขึ้นโต๊ะ เจิ้งฝูหลิงและชุ่ยเหนียนต่างก้มหน้ากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

เช้าวันต่อมาอาหารรสชาติอร่อยตั้งขึ้นโต๊ะอีกหนึ่งมื้อ ชุนเหนียนพลันเข้าใจความรู้สึกของบุตรชายที่ร้องไห้ไม่ยอมให้โจวจื่อหวายขึ้นเกวียนจากไป เพราะนางเองก็อยากรั้งครอบครัวโจวให้อยู่ที่บ้านของตนต่อไปเช่นกัน แต่ทุกคนย่อมอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง ชุ่ยเหนียนและเจิ้งหรงมู่ยืนมองส่งคนและเกวียนคันใหญ่จากไปจนลับสายตา ชุ่ยเหนียนจึงตัดสินใจว่าต่อไปตนจะต้องกลับไปเยี่ยมคนที่หมู่บ้านเถียนซีให้บ่อยขึ้น นางไม่มีสหายจึงมองน้องสาวสามีเป็นสหายที่พูดคุยกันรู้เรื่อง และยังมีหลานสาวที่น่ารักอย่างโจวจื่อหยาอีก นางคิดอยากมีบุตรสาวเพิ่มอีกสักคน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 200 ตอนจบ

    แคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 199

    หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 198

    โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 197

    โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 196

    ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 195

    โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 6

    เดินทางท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่มีบางครั้ง ที่เรือสินค้าจอดเทียบท่าบ้าง โจวจวินเริ่มปรับตัวได้ และออกไปนอกห้องเพื่อใช้ทักษะการตกปลาที่มีติดตัวมา หาอาหารให้ครอบครัวเพิ่มโจวจื่อหยา ยังกินอาหารอื่นๆ ไม่ได้ กินได้เพียงดูดน้ำนมจากอกของมารดาเจิ้งฮุ่ยผิงเริ่มคุ้นเคยกับชื่อใหม่ของตน ยามนี้กำลังเพลิดเพ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 5

    ห้องบนเรือที่พวกเขาอยู่กว้างขวางพอที่จะให้เจียงฝานจัดการใช้ผ้าบางๆมากั้นเป็นผ้าม่านแบ่งห้องเนื่องจากเตียงนอนมีอันเดียว เจียงฝานจึงยกให้ครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกไป ส่วนตนเองมีฟูกที่ยัดนุ่นหนานำมาเป็นที่นอน เอาไว้ปูนอนกับพื้นในยามกลางคืน กลางวันก็พับเก็บเพื่อจะได้มีพื้นที่ให้ใช้ภายในห้องในห้องมีแบ่งเป็

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 4

    เจิ้งฝูหลิงยืนอยู่กับลูกพี่หู่ของตนบริเวณท่าเรือ เขานัดแนะกับมารดาผู้ให้กำเนิดว่าจะมารวมตัวกันที่ท่าเรือในเย็นวันนี้ เขาไม่ได้พบเจอกับเจียงฝานผู้เป็นมารดามานานถึงห้าปีแล้ว เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก และยังมีอีกหนึ่งคนที่เขาไม่เคยพบเจอ แต่เขาคิดอยากจะพบหน้านางมาโดยตลอด คนผู้นั้นก็คือน้องสาวคนเดียวของเข

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 3

    โจวจวินเป็นคนฉลาด แม้ฮูหยินของเขาไม่พูดอธิบายตัวเขาที่เป็นเจ้าของร่างของตน มีหรือจะไม่รู้ว่าบาดแผลสาหัสเมื่อวานจางหายไปแล้ว ยามนี้เขามีพลังแข็งแกร่งพร้อมที่จะปกป้องคนในครอบครัวอีกครั้งสายตาที่มีแต่ความกังวลใจมองไปยังห่อผ้าที่มีเด็กทารกนอนหลับอยู่ในนั้น ตัวเขาแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่เขายังมีห่วง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status