LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น เสียงครางกระหึ่มของมอเตอร์ที่เดินเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบดังขึ้นกลางโกดังหมายเลขเจ็ด โจวเหยียนเฉิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบน้ำมันมีรอยยิ้มพึงพอใจประดับอยู่ เสิ่นอวี้หนิงมองเครื่องจักรที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย นี่คือสินค้าชิ้นแรกของพวกเขา
หญิงสาวจัดการว่าจ้างรถลากให้ขนมอเตอร์ไปยังโรงงานทอผ้าของเถ้าแก่หวังทันที โจวเหยียนเฉิงตามไปด้วยในฐานะช่างเทคนิคเพื่อรับประกันการใช้งาน
เมื่อไปถึง เถ้าแก่หวังกำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าสายพานการผลิตที่หยุดชะงัก เสิ่นอวี้หนิงเดินเข้าไปเจรจาด้วยท่าทีนอบน้อมแต่มั่นใจ เธอไม่ได้ใช้วิธีอ้อนวอนขอให้เขาซื้อ แต่เธอเสนอทางแก้ปัญหาที่เขาปฏิเสธไม่ได้
"เถ้าแก่หวังคะ ฉันรู้ว่าคุณกำลังต้องการเครื่องจักรด่วนเพื่อเร่งผลิตสินค้าให้ทันส่ง มอเตอร์ตัวนี้เพิ่งผ่านการโอเวอร์ฮอลมาใหม่
อะไหล่ภายในถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด รับรองว่าใช้งานได้ทนทานไม่แพ้ของใหม่แกะกล่อง ฉันให้คุณช่างติดตั้งและให้ลองเดินเครื่องดูก่อนได้เลย ถ้ามันไม่สามารถขับเคลื่อนสายพานของคุณได้ ฉันจะไม่คิดเงินแม้แต่เฟินเดียว"
ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและแฟร์ต่อผู้ซื้อทำให้เถ้าแก่หวังคล้อยตาม โจวเหยียนเฉิงจัดการติดตั้งมอเตอร์เข้ากับระบบสายพานของโรงงานอย่างคล่องแคล่ว เมื่อเขาสับสวิตช์ไฟ เครื่องจักรที่หยุดนิ่งมาสองวันก็กลับมาทำงานอีกครั้ง เสียงสายพานหมุนฉลุยสร้างความยินดีให้กับเคนงานและเถ้าแก่หวังเป็นอย่างมาก
"ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก" เถ้าแก่หวังหัวเราะร่าตบเข่าฉาด "แม่หนู เครื่องนี้เธอจะขายเท่าไหร่"
"หนึ่งร้อยห้าสิบหยวนค่ะ พร้อมรับประกันการซ่อมฟรีหนึ่งเดือนเต็มหากมอเตอร์มีปัญหาจากการใช้งานปกติ" เสิ่นอวี้หนิงเสนอราคาที่คิดคำนวณมาอย่างดี เป็นราคาที่ได้กำไรมหาศาลสำหรับเธอ แต่ถูกแสนถูกสำหรับเถ้าแก่หวังเมื่อเทียบกับการต้องไปซื้อของใหม่ราคาเกือบสามร้อยหยวน
เถ้าแก่หวังไม่ลังเลเลยสักนิด เขาเดินไปเปิดตู้เซฟและนับธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนสิบห้าใบส่งให้หญิงสาวทันทีเมื่อทั้งสองคนเดินออกจากโรงงานทอผ้า พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลงแล้ว เสิ่นอวี้หนิงกำธนบัตรปึกหนาไว้ในกระเป๋าเสื้อ หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น นี่คือเงินก้อนแรกที่เธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงและมันสมองของตนเองในชีวิตใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งพาบารมีของตระกูลหลี่
เมื่อกลับมาถึงโกดังหมายเลขเจ็ด หญิงสาวดึงปึกธนบัตรออกมาวางลงบนโต๊ะไม้ นัยน์ตากลมโตสบตากับชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอแบ่งธนบัตรออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กันอย่างยุติธรรม
"เจ็ดสิบห้าหยวนของคุณ" เธอเลื่อนเงินส่วนหนึ่งไปตรงหน้าเขา "หักต้นทุนค่าเศษเหล็กห้าหยวนที่เราออกคนละครึ่งเท่ากับว่าการค้าครั้งแรกของเราทำกำไรไปถึงหนึ่งร้อยสี่สิบห้าหยวน"
โจวเหยียนเฉิงมองเงินจำนวนนั้นด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย เจ็ดสิบห้าหยวนเทียบเท่ากับเงินเดือนของเขาสองเดือนเต็ม แต่นี่เขาใช้เวลาซ่อมเครื่องจักรเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้นเขาเงยหน้ามองเสิ่นอวี้หนิง ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พูดเล่น เธอสามารถหาช่องทางทำเงินได้จริงๆ และความเด็ดขาดในการเจรจาของเธอก็ทำให้เขาทึ่ง ไม่มีความประหม่า ไม่มีความเกรงกลัว มีเพียงความมั่นใจที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเธอ
"ผมยอมรับว่าคุณเก่งกว่าที่ผมคิดไว้มาก หุ้นส่วน" ชายหนุ่มเอ่ยชมจากใจจริง พร้อมกับหยิบเงินส่วนของตนเองขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ "พรุ่งนี้ผมจะไปดูที่ลานเศษเหล็กอีกรอบ เผื่อมีของหลุดรอดสายตามาอีก" "ดีมากค่ะ แต่พรุ่งนี้ฉันอาจจะไม่ได้เข้ามาที่โกดังในช่วงเช้านะคะ"โจวเหยียนเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "คุณมีธุระสำคัญงั้นหรือ"
"ใช่ค่ะ" เสิ่นอวี้หนิงจับเงินส่วนของตนเองขึ้นมา ลูบไล้ผิวกระดาษสากของธนบัตรอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ฉันมีเงินก้อนนี้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปสะสางบัญชีกับครอบครัวหลี่ให้จบสิ้นเสียที"การเป็นภรรยาผู้แสนดีที่ต้องคอยก้มหน้ายอมรับชะตากรรมมันจบลงไปพร้อมกับชีวิตก่อนแล้ว พรุ่งนี้เธอจะนำเงินก้อนนี้ไปฟาดหน้าหลี่เจี้ยนกั๋ว
คืนเงินมัดจำค่าสินสอดทั้งหมด และตัดขาดความสัมพันธ์อันน่าสะอิดสะเอียนนี้ให้ขาดสะบั้น
อิสรภาพของเสิ่นอวี้หนิง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแสงสีส้มอมแดงของดวงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องทาบทับลงบนหลังคากระเบื้องเก่าๆ ของชุมชนคนงาน เสิ่นอวี้หนิงเข็นจักรยานคู่ใจกลับมาถึงหน้าบ้านด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างประหลาด แม้ในกระเป๋าเสื้อจะเหลือเงินเพียงไม่กี่เฟินหลังจากนำไปคืนครอบครัวหลี่จนหมดสิ้น ทว่าความรู้สึกของการได้เป็นอิสระและได้กุมชะตาชีวิตของตนเองเอาไว้นั้น มีค่ามากกว่าเงินทองกองเท่าภูเขาแต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อเธอผลักบานประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดเข้าไปในตัวบ้าน บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นยาต้มสมุนไพรจีนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้น มารดาของเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ามุมห้อง ใบหน้าซูบซีดเต็มไปด้วยคราบน้ำตา สองมือที่หยาบกร้านสั่นเทาขณะกำผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเอาไว้แน่นเสิ่นอวี้หนิงขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองต้นเหตุของความโศกเศร้า เสิ่นอวี้เฉียง น้องชายวัยสิบเจ็ดปีในชุดเสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสั้น กำลังก้มหน้าก้มตายัดเสื้อผ้าเก่าๆ ลงในกระเป๋าผ้าใบเขียวทหารที่เริ่มเปื่อยลุ่ย ท่าทางของเขาดื้อรั้นและไม่ยอมสบตาผู้เป็นพี่สาว"นายกำลังทำอะไร อวี้เฉียง" เสิ่นอวี้หนิงเอ่ยถามเสียงเข้ม ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่กลา
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือเมืองอุตสาหกรรมถูกปกคลุมด้วยเมฆบางเบา อากาศในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเย็นลงจนต้องหยิบเสื้อแขนยาวมาสวมใส่ เสิ่นอวี้หนิงแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าเนื้อหนา ผมยาวถูกถักเป็นเปียเดี่ยวพาดไว้ที่บ่าอย่างเรียบร้อย หญิงสาวยืนมองเงาของตนเองในกระจกบานเล็ก นัยน์ตากลมโตที่เคยว้าวุ่นและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่ออนาคต บัดนี้กลับนิ่งสงบและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในกระเป๋ากางเกงของเธอมีธนบัตรปึกหนึ่งซุกซ่อนอยู่ มันคือเงินเจ็ดสิบห้าหยวนที่ได้จากการขายมอเตอร์เมื่อวาน ผสมกับเงินเก็บก้นหีบอีกเล็กน้อยของมารดา รวมเป็นจำนวนเงินที่พอดีกับค่ามัดจำสินสอดที่ครอบครัวหลี่เคยมอบให้หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่ามาตลอดหลายวันมลายหายไปจนสิ้น วันนี้จะเป็นวันที่เธอตัดขาดจากฝันร้ายในอดีตชาติอย่างเป็นทางการบ้านของครอบครัวหลี่ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยระดับหัวหน้างานของโรงงานรัฐ เป็นบ้านปูนสองชั้นที่มีรั้วรอบขอบชิด บริเวณหน้าบ้านมีลานกว้างสำหรับปลูกต้นไม้และตั้งโต๊ะหินอ่อน บ่งบอกถึงฐานะความเป็นอยู่ที่เหนือกว่าครอบครัวคนงานทั่วไปอย่างชัดเจนเมื่อเสิ่นอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงครางกระหึ่มของมอเตอร์ที่เดินเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบดังขึ้นกลางโกดังหมายเลขเจ็ด โจวเหยียนเฉิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบน้ำมันมีรอยยิ้มพึงพอใจประดับอยู่ เสิ่นอวี้หนิงมองเครื่องจักรที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย นี่คือสินค้าชิ้นแรกของพวกเขาหญิงสาวจัดการว่าจ้างรถลากให้ขนมอเตอร์ไปยังโรงงานทอผ้าของเถ้าแก่หวังทันที โจวเหยียนเฉิงตามไปด้วยในฐานะช่างเทคนิคเพื่อรับประกันการใช้งานเมื่อไปถึง เถ้าแก่หวังกำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าสายพานการผลิตที่หยุดชะงัก เสิ่นอวี้หนิงเดินเข้าไปเจรจาด้วยท่าทีนอบน้อมแต่มั่นใจ เธอไม่ได้ใช้วิธีอ้อนวอนขอให้เขาซื้อ แต่เธอเสนอทางแก้ปัญหาที่เขาปฏิเสธไม่ได้"เถ้าแก่หวังคะ ฉันรู้ว่าคุณกำลังต้องการเครื่องจักรด่วนเพื่อเร่งผลิตสินค้าให้ทันส่ง มอเตอร์ตัวนี้เพิ่งผ่านการโอเวอร์ฮอลมาใหม่อะไหล่ภายในถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด รับรองว่าใช้งานได้ทนทานไม่แพ้ของใหม่แกะกล่อง ฉันให้คุณช่างติดตั้งและให้ลองเดินเครื่องดูก่อนได้เลย ถ้ามันไม่สามารถขับเคลื่อนสายพานของคุณได้ ฉันจะไม่คิดเงินแม้แต่เฟินเดียว"ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและแฟร์ต่อผู้ซื้อทำใ
การหาแหล่งวัตถุดิบเป็นก้าวแรกที่สำคัญและท้าทายที่สุดสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เสิ่นอวี้หนิงรู้ดีว่าการจะเดินเข้าไปขอซื้อเครื่องจักรที่ถูกปลดระวางจากโรงงานรัฐโดยตรงนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับคนนอกอย่างเธอ แต่โชคดีที่หุ้นส่วนของเธอไม่ใช่คนนอกโจวเหยียนเฉิงทำงานที่นี่มานาน เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของโรงงาน รวมถึงจุดบอดที่ผู้บริหารมักจะมองข้ามเช้าตรู่วันต่อมา ชายหนุ่มพาเธอไปที่ลานทิ้งเศษเหล็กด้านหลังโรงงานผลิตอะไหล่ ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยรั้วตาข่ายเหล็กที่มีสนิมเกาะกรัง กองเศษเหล็กสูงเนินเทินทึกถูกทิ้งขว้างรอการนำไปหลอมใหม่ กลิ่นสนิมและกลิ่นความชื้นลอยปะปนอยู่ในอากาศยามเช้าลุงยามเฝ้าประตูลานเศษเหล็กเป็นชายชราที่ชอบดื่มเหล้าขาว โจวเหยียนเฉิงเพียงแค่ยื่นขวดเหล้าเหมาไถเกรดรองที่ซื้อมาจากร้านสหกรณ์ให้ ลุงยามก็โบกมือไล่ให้พวกเขาเข้าไปเลือกดูของข้างในได้อย่างอิสระ โดยมีข้อแม้ว่าตอนขาออกจะต้องชั่งน้ำหนักและจ่ายเงินตามราคาเศษเหล็กทั่วไป"คุณแน่ใจนะว่าในกองขยะพวกนี้จะมีของที่เราต้องการ" เสิ่นอวี้หนิงเอ่ยถามขณะก้าวข้ามท่อนเหล็กผุพัง ระมัดระวังไม่ให้กางเกงตัวเก่งเปื้อนคราบน้ำมัน"สำหรับคนอื่นมันคือขยะ แต่
"ฉันรู้ว่าคุณซ่อมมันได้" หญิงสาวชี้ไปยังมอเตอร์ตัวหนึ่งที่มุมโต๊ะ ซึ่งดูเหมือนจะถูกซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว"เครื่องพวกนั้นไม่ได้พังจนกู่ไม่กลับ บางเครื่องแค่อะไหล่บางชิ้นสึกหรอ หรือบางเครื่องก็ถูกจงใจแจ้งว่าเสียเพื่อเหตุผลบางอย่าง"เธอจงใจละเว้นคำว่าทุจริตเอาไว้ แต่รู้ดีว่าคนฉลาดอย่างเขาต้องเข้าใจความหมายแฝงนั้น"ข้อเสนอของฉันคือ เราจะไปรับซื้อเครื่องจักรเก่าพวกนั้นมาในราคาเศษเหล็ก คุณมีหน้าที่ซ่อมแซมและประกอบมันขึ้นมาใหม่ ส่วนฉันจะรับหน้าที่หาลูกค้าและเจรจาขายเครื่องจักรพวกนี้ให้กับโรงงานขนาดเล็กในแถบชานเมืองหรือต่างอำเภอ กำไรที่ได้ เราแบ่งกันคนละครึ่ง"โกดังหมายเลขเจ็ดตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมที่พัดลอดผ่านรอยแตกของผนัง โจวเหยียนเฉิงจ้องมองใบหน้าหวานละมุนที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวตรงหน้า เขาพยายามค้นหาความล้อเล่นในดวงตาคู่นั้น แต่ก็พบเพียงความจริงจังที่น่าประหลาดใจ"คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ "คุณคิดว่าโรงงานพวกนั้นจะยอมขายของให้ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างเราง่ายๆ หรือไง แล้วโรงงานเล็กๆ ที่คุณว่า มันมีเงินมากพอที่จะมาซื้อเครื่องจักรจากเราหรือ""โรงงา
เพียงแค่เธอเปลี่ยนการตัดสินใจเล็กน้อย อนาคตที่เธอเคยรู้จักก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด เธอไม่อาจชะล่าใจพึ่งพาเพียงความทรงจำในอดีตได้อีกต่อไป หากเธอต้องการจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของครอบครัวหลี่และสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคง เธอต้องใช้สมอง สติปัญญา และทักษะที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตเพื่อรับมือกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เป้าหมายแรกตอนนี้คือการหาเงิน เธอไม่สามารถนั่งรอเวลาให้รัฐบาลมาเวนคืนที่ดินในปี 1987 ได้ ครอบครัวของเธอยังต้องกินต้องใช้ มารดาที่ร่างกายอ่อนแอต้องการยาบำรุง เสิ่นอวี้เฉียงน้องชายจอมซนก็ต้องการทุนรอนสำหรับการเรียนต่อ หญิงสาวนึกถึงมอเตอร์เก่าที่โจวเหยียนเฉิงซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ เครื่องจักรที่ถูกคัดทิ้งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ที่คนอื่นมองไม่เห็น หากเธอสามารถโน้มน้าวให้เขาร่วมมือด้วยการซ่อมเครื่องจักรเพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงงานขนาดเล็กในชนบท พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เขาเป็นช่างฝีมือ ส่วนเธอเป็นนักเจรจา นี่คือการจับคู่ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะดูดุดัน ปากคอเราะร้าย และมีชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย







