LOGINเสิ่นอวี้หนิงตายตอนอายุห้าสิบแปด หลังใช้ชีวิตทั้งชีวิตช่วยสามีสร้างฐานะจนกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่ แต่เมื่อแก่ตัวลง กลับถูกสามีทอดทิ้ง ทรัพย์สินทั้งหมดถูกโอนไปให้ครอบครัวฝ่ายชาย และเธอถูกไล่ออกจากบ้าน ก่อนตาย เธอได้รู้ความจริงว่า ความร่ำรวยของสามีไม่ได้เกิดจากความสามารถของเขา แต่เริ่มต้นจากเหตุการณ์เกี่ยวกับโรงงานรัฐแห่งหนึ่งและการเสียชีวิตของวิศวกรหนุ่มชื่อ โจวเหยียนเฉิง เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตนเองย้อนมาอยู่ในปี 1983 ตอนอายุยี่สิบสอง ก่อนแต่งงานกับสามีเก่าเพียงไม่กี่สัปดาห์ ชีวิตนี้อวี้หนิงตั้งใจจะไม่เป็นบันไดให้ใครอีก แต่แทนที่จะหนีการแต่งงาน เธอกลับใช้พิธีแต่งงานเป็นเครื่องมือต่อรอง ขอสินสอดเป็นโกดังร้าง ซึ่งทุกคนมองว่าไร้ค่า มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่า พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางการค้าของเมือง แต่โกดังนั้นมีเจ้าของร่วมอีกคน คือโจวเหยียนเฉิง ชายหนุ่มที่ตามความทรงจำของเธอควรเสียชีวิตในปีถัดไป เมื่อคนที่ควรตายไม่ตาย และเหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไป เธอต้องเรียนรู้ว่า ความรู้จากอนาคตไม่ได้รับประกันว่าเธอจะชนะ และคนที่เธอพยายามช่วยให้รอด อาจกลายเป็นคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเธอได้อย่างแท้จริง
View Moreเพียงแค่เธอเปลี่ยนการตัดสินใจเล็กน้อย อนาคตที่เธอเคยรู้จักก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด เธอไม่อาจชะล่าใจพึ่งพาเพียงความทรงจำในอดีตได้อีกต่อไป หากเธอต้องการจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของครอบครัวหลี่และสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคง เธอต้องใช้สมอง สติปัญญา และทักษะที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตเพื่อรับมือกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เป้าหมายแรกตอนนี้คือการหาเงิน เธอไม่สามารถนั่งรอเวลาให้รัฐบาลมาเวนคืนที่ดินในปี 1987 ได้ ครอบครัวของเธอยังต้องกินต้องใช้ มารดาที่ร่างกายอ่อนแอต้องการยาบำรุง เสิ่นอวี้เฉียงน้องชายจอมซนก็ต้องการทุนรอนสำหรับการเรียนต่อ หญิงสาวนึกถึงมอเตอร์เก่าที่โจวเหยียนเฉิงซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ เครื่องจักรที่ถูกคัดทิ้งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ที่คนอื่นมองไม่เห็น หากเธอสามารถโน้มน้าวให้เขาร่วมมือด้วยการซ่อมเครื่องจักรเพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงงานขนาดเล็กในชนบท พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เขาเป็นช่างฝีมือ ส่วนเธอเป็นนักเจรจา นี่คือการจับคู่ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะดูดุดัน ปากคอเราะร้าย และมีชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่า หยาดน้ำค้างเกาะพราวบนใบหญ้าด้านนอก สะท้อนแสงแดดอ่อนเป็นประกายระยิบระยับ เสียงนกกระจอกร้องระงมสลับกับเสียงกระดิ่งจักรยานของเพื่อนบ้านที่ปั่นออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ กลิ่นควันถ่านหินจากเตาทำอาหารของบ้านข้างเคียงลอยอวลเข้ามาในห้อง เป็นกลิ่นอายของชีวิตในยุคแปดศูนย์ที่เสิ่นอวี้หนิงไม่ได้สัมผัสมานานหลายสิบปี หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้แคบ แผ่นหลังพิงกำแพงปูนเย็นเฉียบ สองมือประคองเอกสารสิทธิ์ครอบครองโกดังหมายเลขเจ็ดที่เพิ่งได้มาเมื่อวานซืน นัยน์ตากลมโตทอดมองตัวอักษรสีหมึกบนกระดาษอย่างเหม่อลอย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาให้ความรู้สึกราวกับความฝัน ทว่าอุณหภูมิความเย็นของแผ่นกระดาษในมือและเสียงกรนเบาของน้องชายที่ดังมาจากอีกฝั่งของห้อง เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเธอไม่ได้ฝันไป สวรรค์เมตตาให้เธอย้อนเวลากลับมาในวัยยี่สิบสองปีจริงๆ เสิ่นอวี้หนิงค่อยขยับตัวลุกจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ภาพสะท้อนในกระจกคือหญิงสาววัยแรกรุ่น ผิวพรรณเปล
ค่านิยมของการแต่งงานในยุคแปดศูนย์ หญิงสาวที่ออกเรือนย่อมปรารถนาสินสอดสามสิ่งเพื่อเป็นหน้าเป็นตา ได้แก่ จักรยาน นาฬิกาข้อมือ และจักรเย็บผ้า สิ่งเหล่านี้คือเครื่องแสดงฐานะที่ทุกครอบครัวต้องดิ้นรนจัดหาแต่สำหรับคนที่ผ่านโลกมาจนถึงบั้นปลายชีวิตอย่างเธอ ของเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าในหัวของเสิ่นอวี้หนิงปรากฏภาพของสถานที่แห่งหนึ่ง โกดังหมายเลขเจ็ด โกดังร้างทรุดโทรมที่ตั้งอยู่ท้ายโรงงานรัฐ มันเป็นพื้นที่ที่ถูกทิ้งขว้างมานานหลายปี หลังคาสังกะสีผุพัง น้ำรั่วซึม และไม่มีใครเหลียวแล ผู้อื่นมองว่ามันเป็นเพียงเศษซากที่ไม่มีมูลค่าใดแต่เธอรู้ดีว่าอีกเพียงสี่ปีข้างหน้า ในปี 1987 รัฐบาลจะประกาศแผนพัฒนาเมืองและตัดถนนสายหลักผ่านบริเวณนั้นพอดี โกดังร้างที่ไม่มีใครต้องการแห่งนั้น จะกลายเป็นทำเลทองและถูกกว้านซื้อด้วยราคามหาศาลครอบครัวหลี่ขึ้นชื่อเรื่องความตระหนี่ถี่เหนียว บิดาของหลี่เจี้ยนกั๋วมีเส้นสายในโรงงานรัฐแห่งนั้น หากเธอร้องขอโกดังร้างแทนสินสอดราคาแพง พวกเขาย่อมแอบหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของเธอ และรีบตะครุบข้อเสนอนี้เพื่อประหยัดเงินสดอย่างแน่นอน
ความเงียบโรยตัวลงกลางห้องโถง ก่อนที่มารดาของหลี่เจี้ยนกั๋วจะหลุดเสียงหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่โกดังหมายเลขเจ็ดอย่างนั้นหรือ ใครในเมืองนี้บ้างที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงเศษซากปรักหักพัง หลังคาสังกะสีสนิมเขรอะ ผนังปูนแตกร้าว แถมยังตั้งอยู่สุดขอบที่ดินโรงงานซึ่งมีแต่วัชพืชขึ้นรกชัฏ จะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้นอกจากทิ้งไว้ให้หนูวิ่งเล่น“อวี้หนิง หนูจะเอาโกดังสับปะรังเคนั่นไปทำอะไร” มารดาของเธอเอื้อมมือมากระตุกแขนเสื้อบุตรสาวอย่างแรง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ“ฉันแค่อยากมีพื้นที่ส่วนตัวไว้เก็บของกระจุกกระจิกและรับจ้างทำของชิ้นเล็กชิ้นน้อยหารายได้เสริมค่ะ” หญิงสาวหันไปตอบมารดาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหันกลับมาทางครอบครัวหลี่ “หากทางบ้านหลี่ยอมโอนสิทธิ์โกดังนั้นให้เป็นชื่อของฉันก่อนวันแต่งงาน เรื่องสินสอดอื่นๆ และเงินทอง ฉันจะไม่เรียกร้องเพิ่มแม้แต่เหมาเดียว”บิดาของหลี่เจี้ยนกั๋วหรี่ตามองว่าที่ลูกสะใภ้ โกดังนั่นไม่ได้อยู่ในแผนการใช้งานของโรงงานมานานแล้ว การทำเรื่องโอนสิทธิ์ให้บุคคลภายนอกสำหรับเขานั้นง่ายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ ใช้เงินจัดการใต้โต๊ะเพียงไม











