LOGINเพียงแค่เธอเปลี่ยนการตัดสินใจเล็กน้อย อนาคตที่เธอเคยรู้จักก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด เธอไม่อาจชะล่าใจพึ่งพาเพียงความทรงจำในอดีตได้อีกต่อไป หากเธอต้องการจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของครอบครัวหลี่และสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคง เธอต้องใช้สมอง สติปัญญา และทักษะที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตเพื่อรับมือกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
เป้าหมายแรกตอนนี้คือการหาเงิน เธอไม่สามารถนั่งรอเวลาให้รัฐบาลมาเวนคืนที่ดินในปี 1987 ได้ ครอบครัวของเธอยังต้องกินต้องใช้ มารดาที่ร่างกายอ่อนแอต้องการยาบำรุง เสิ่นอวี้เฉียงน้องชายจอมซนก็ต้องการทุนรอนสำหรับการเรียนต่อ หญิงสาวนึกถึงมอเตอร์เก่าที่โจวเหยียนเฉิงซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ เครื่องจักรที่ถูกคัดทิ้งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ที่คนอื่นมองไม่เห็น หากเธอสามารถโน้มน้าวให้เขาร่วมมือด้วยการซ่อมเครื่องจักรเพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงงานขนาดเล็กในชนบท พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เขาเป็นช่างฝีมือ ส่วนเธอเป็นนักเจรจา นี่คือการจับคู่ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะดูดุดัน ปากคอเราะร้าย และมีชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ในเมื่อตอนนี้พวกเขาลงเรือลำเดียวกันในฐานะเจ้าของร่วมโกดังหมายเลขเจ็ดแล้ว เธอจะลองเสี่ยงเดิมพันกับเขาดูสักครั้ง เสิ่นอวี้หนิงวางเอกสารลงบนโต๊ะ หมุนตัวเดินไปหยิบเสื้อคลุมตัวเก่งมาสวมทับ แววตาของเธอสาดประกายมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และไร้ซึ่งความลังเล วันนี้เธอจะไปที่โกดังหมายเลขเจ็ดอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะเด็กสาวที่บังเอิญเดินหลงเข้าไป แต่ในฐานะเถ้าแก่เนี้ยคนใหม่ที่พร้อมจะยื่นข้อเสนอทางธุรกิจที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ ชีวิตใหม่ของเธอได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว และครั้งนี้ เธอจะเป็นผู้เขียนบทสรุปของมันด้วยสองมือของเธอเอง แสงแดดสายทอดตัวลงบนถนนลูกรังสายเล็กที่ทอดยาวเข้าสู่เขตโรงงานอุตสาหกรรม เสิ่นอวี้หนิงปั่นจักรยานคันเก่าของบิดาที่ล่วงลับไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย สองข้างทางเต็มไปด้วยคนงานในชุดสีน้ำเงินเข้มที่กำลังทยอยเดินเข้ากะทำงาน เสียงพูดคุยจอแจสลับกับเสียงกระดิ่งจักรยานสร้างบรรยากาศคึกคักอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคแปดศูนย์ ยุคที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มเปิดกว้างและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับคนที่กล้าไขว่คว้า เมื่อปั่นพ้นเขตโรงงานหลักที่พลุกพล่าน เส้นทางก็เริ่มแคบลงและรกร้างขึ้นเรื่อยๆ หญ้าคาขึ้นสูงริมทางจนแทบจะกลืนกินถนน พื้นที่ท้ายโรงงานแห่งนี้เงียบสงบราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก โกดังหมายเลขเจ็ดตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำคร่ามีรอยสนิมกัดกิน ผนังปูนสีเทาหม่นเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว หญิงสาวจอดจักรยานพิงไว้กับกำแพงปูนด้านนอก ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในตัวอาคาร กลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษเหล็กเก่าลอยมาปะทะจมูก ภายในโกดังที่มีแสงแดดส่องลอดลงมาจากรอยรั่วบนหลังคา โจวเหยียนเฉิงกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ เขาสวมเสื้อกล้ามสีขาวที่บัดนี้เปื้อนคราบเขม่าดำจนแทบไม่เห็นสีเดิม ท่อนแขนแกร่งกำลังออกแรงขันประแจเข้ากับชิ้นส่วนเหล็กรูปทรงประหลาด เสิ่นอวี้หนิงยืนมองภาพนั้นเงียบๆ ชายหนุ่มตรงหน้ามีฝีมือทางด้านวิศวกรรมที่หาตัวจับยาก ในชีวิตก่อนเขาเคยได้รับทุนไปศึกษาต่อระยะสั้น และกลับมาพร้อมกับความรู้ที่ล้ำหน้ากว่าช่างในโรงงานเดียวกันหลายช่วงตัว หากไม่ใช่เพราะนิสัยเถรตรงเกินไปจนไปขัดผลประโยชน์ของผู้บริหาร เขาคงก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าวิศวกรไปนานแล้ว ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมอง โจวเหยียนเฉิงชะงักมือที่กำลังขันประแจ เขาเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาคมกริบตวัดมองมายังผู้บุกรุก “ผมจำได้ว่าเมื่อวานเพิ่งตกลงเรื่องแบ่งเขตใช้งานไป วันนี้คุณมีธุระอะไรอีก หรือว่าเปลี่ยนใจจะขายสิทธิ์โกดังครึ่งนี้ให้ผมแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างไม่แยแส เขาโยนประแจในมือลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังสะท้อนก้องไปทั้งโกดัง “ฉันไม่ได้มาเพื่อขายสิทธิ์โกดัง” เสิ่นอวี้หนิงเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขา กวาดสายตามองชิ้นส่วนมอเตอร์และฟันเฟืองที่ถูกถอดแยกชิ้นส่วนวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ “ฉันมาเพื่อเสนอการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจต่างหาก” โจวเหยียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “หุ้นส่วนทางธุรกิจ คุณเนี่ยนะ” เขาปรายตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อเชิ้ตลายสกอตสีซีดกับกางเกงผ้าเนื้อหยาบที่เธอสวมใส่ แม้จะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่อาจปิดบังความจริงที่ว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง “คุณหนูเสิ่น ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นให้คุณมาเล่นขายของ ถ้าอยากหาความสนุก กลับไปหาคู่หมั้นของคุณที่บ้านตระกูลหลี่โน่นไป” “ฉันเตรียมจะถอนหมั้นกับหลี่เจี้ยนกั๋วในเร็วๆ นี้” คำพูดราบเรียบของเธอทำให้ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ แต่เขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “นั่นมันเรื่องส่วนตัวของคุณ ไม่เกี่ยวกับผม” เขาก้มลงหยิบประแจขึ้นมาอีกครั้ง ทำท่าจะกลับไปทำงานต่อ “แต่เรื่องที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ เกี่ยวกับคุณโดยตรง” เสิ่นอวี้หนิงไม่ยอมแพ้ เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน อาศัยความกล้าหาญที่สั่งสมมาจากชีวิตก่อนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา “คุณรู้ดีใช่ไหมว่าช่วงนี้โรงงานรัฐหลายแห่งกำลังทยอยโละเครื่องจักรเก่า พวกเขาอ้างว่ามันชำรุด ซ่อมไม่ได้ และเตรียมจะขายเป็นเศษเหล็กในราคาถูกแสนถูก” มือที่กำลังขันประแจหยุดชะงัก โจวเหยียนเฉิงเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไม่มีความเย้ยหยันอีกต่อไป มีเพียงความระแวดระวัง “แล้วยังไง”แสงสีส้มอมแดงของดวงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องทาบทับลงบนหลังคากระเบื้องเก่าๆ ของชุมชนคนงาน เสิ่นอวี้หนิงเข็นจักรยานคู่ใจกลับมาถึงหน้าบ้านด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างประหลาด แม้ในกระเป๋าเสื้อจะเหลือเงินเพียงไม่กี่เฟินหลังจากนำไปคืนครอบครัวหลี่จนหมดสิ้น ทว่าความรู้สึกของการได้เป็นอิสระและได้กุมชะตาชีวิตของตนเองเอาไว้นั้น มีค่ามากกว่าเงินทองกองเท่าภูเขาแต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อเธอผลักบานประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดเข้าไปในตัวบ้าน บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นยาต้มสมุนไพรจีนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้น มารดาของเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ามุมห้อง ใบหน้าซูบซีดเต็มไปด้วยคราบน้ำตา สองมือที่หยาบกร้านสั่นเทาขณะกำผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเอาไว้แน่นเสิ่นอวี้หนิงขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองต้นเหตุของความโศกเศร้า เสิ่นอวี้เฉียง น้องชายวัยสิบเจ็ดปีในชุดเสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสั้น กำลังก้มหน้าก้มตายัดเสื้อผ้าเก่าๆ ลงในกระเป๋าผ้าใบเขียวทหารที่เริ่มเปื่อยลุ่ย ท่าทางของเขาดื้อรั้นและไม่ยอมสบตาผู้เป็นพี่สาว"นายกำลังทำอะไร อวี้เฉียง" เสิ่นอวี้หนิงเอ่ยถามเสียงเข้ม ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่กลา
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือเมืองอุตสาหกรรมถูกปกคลุมด้วยเมฆบางเบา อากาศในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเย็นลงจนต้องหยิบเสื้อแขนยาวมาสวมใส่ เสิ่นอวี้หนิงแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าเนื้อหนา ผมยาวถูกถักเป็นเปียเดี่ยวพาดไว้ที่บ่าอย่างเรียบร้อย หญิงสาวยืนมองเงาของตนเองในกระจกบานเล็ก นัยน์ตากลมโตที่เคยว้าวุ่นและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่ออนาคต บัดนี้กลับนิ่งสงบและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในกระเป๋ากางเกงของเธอมีธนบัตรปึกหนึ่งซุกซ่อนอยู่ มันคือเงินเจ็ดสิบห้าหยวนที่ได้จากการขายมอเตอร์เมื่อวาน ผสมกับเงินเก็บก้นหีบอีกเล็กน้อยของมารดา รวมเป็นจำนวนเงินที่พอดีกับค่ามัดจำสินสอดที่ครอบครัวหลี่เคยมอบให้หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่ามาตลอดหลายวันมลายหายไปจนสิ้น วันนี้จะเป็นวันที่เธอตัดขาดจากฝันร้ายในอดีตชาติอย่างเป็นทางการบ้านของครอบครัวหลี่ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยระดับหัวหน้างานของโรงงานรัฐ เป็นบ้านปูนสองชั้นที่มีรั้วรอบขอบชิด บริเวณหน้าบ้านมีลานกว้างสำหรับปลูกต้นไม้และตั้งโต๊ะหินอ่อน บ่งบอกถึงฐานะความเป็นอยู่ที่เหนือกว่าครอบครัวคนงานทั่วไปอย่างชัดเจนเมื่อเสิ่นอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงครางกระหึ่มของมอเตอร์ที่เดินเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบดังขึ้นกลางโกดังหมายเลขเจ็ด โจวเหยียนเฉิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบน้ำมันมีรอยยิ้มพึงพอใจประดับอยู่ เสิ่นอวี้หนิงมองเครื่องจักรที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย นี่คือสินค้าชิ้นแรกของพวกเขาหญิงสาวจัดการว่าจ้างรถลากให้ขนมอเตอร์ไปยังโรงงานทอผ้าของเถ้าแก่หวังทันที โจวเหยียนเฉิงตามไปด้วยในฐานะช่างเทคนิคเพื่อรับประกันการใช้งานเมื่อไปถึง เถ้าแก่หวังกำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าสายพานการผลิตที่หยุดชะงัก เสิ่นอวี้หนิงเดินเข้าไปเจรจาด้วยท่าทีนอบน้อมแต่มั่นใจ เธอไม่ได้ใช้วิธีอ้อนวอนขอให้เขาซื้อ แต่เธอเสนอทางแก้ปัญหาที่เขาปฏิเสธไม่ได้"เถ้าแก่หวังคะ ฉันรู้ว่าคุณกำลังต้องการเครื่องจักรด่วนเพื่อเร่งผลิตสินค้าให้ทันส่ง มอเตอร์ตัวนี้เพิ่งผ่านการโอเวอร์ฮอลมาใหม่อะไหล่ภายในถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด รับรองว่าใช้งานได้ทนทานไม่แพ้ของใหม่แกะกล่อง ฉันให้คุณช่างติดตั้งและให้ลองเดินเครื่องดูก่อนได้เลย ถ้ามันไม่สามารถขับเคลื่อนสายพานของคุณได้ ฉันจะไม่คิดเงินแม้แต่เฟินเดียว"ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและแฟร์ต่อผู้ซื้อทำใ
การหาแหล่งวัตถุดิบเป็นก้าวแรกที่สำคัญและท้าทายที่สุดสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เสิ่นอวี้หนิงรู้ดีว่าการจะเดินเข้าไปขอซื้อเครื่องจักรที่ถูกปลดระวางจากโรงงานรัฐโดยตรงนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับคนนอกอย่างเธอ แต่โชคดีที่หุ้นส่วนของเธอไม่ใช่คนนอกโจวเหยียนเฉิงทำงานที่นี่มานาน เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของโรงงาน รวมถึงจุดบอดที่ผู้บริหารมักจะมองข้ามเช้าตรู่วันต่อมา ชายหนุ่มพาเธอไปที่ลานทิ้งเศษเหล็กด้านหลังโรงงานผลิตอะไหล่ ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยรั้วตาข่ายเหล็กที่มีสนิมเกาะกรัง กองเศษเหล็กสูงเนินเทินทึกถูกทิ้งขว้างรอการนำไปหลอมใหม่ กลิ่นสนิมและกลิ่นความชื้นลอยปะปนอยู่ในอากาศยามเช้าลุงยามเฝ้าประตูลานเศษเหล็กเป็นชายชราที่ชอบดื่มเหล้าขาว โจวเหยียนเฉิงเพียงแค่ยื่นขวดเหล้าเหมาไถเกรดรองที่ซื้อมาจากร้านสหกรณ์ให้ ลุงยามก็โบกมือไล่ให้พวกเขาเข้าไปเลือกดูของข้างในได้อย่างอิสระ โดยมีข้อแม้ว่าตอนขาออกจะต้องชั่งน้ำหนักและจ่ายเงินตามราคาเศษเหล็กทั่วไป"คุณแน่ใจนะว่าในกองขยะพวกนี้จะมีของที่เราต้องการ" เสิ่นอวี้หนิงเอ่ยถามขณะก้าวข้ามท่อนเหล็กผุพัง ระมัดระวังไม่ให้กางเกงตัวเก่งเปื้อนคราบน้ำมัน"สำหรับคนอื่นมันคือขยะ แต่
"ฉันรู้ว่าคุณซ่อมมันได้" หญิงสาวชี้ไปยังมอเตอร์ตัวหนึ่งที่มุมโต๊ะ ซึ่งดูเหมือนจะถูกซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว"เครื่องพวกนั้นไม่ได้พังจนกู่ไม่กลับ บางเครื่องแค่อะไหล่บางชิ้นสึกหรอ หรือบางเครื่องก็ถูกจงใจแจ้งว่าเสียเพื่อเหตุผลบางอย่าง"เธอจงใจละเว้นคำว่าทุจริตเอาไว้ แต่รู้ดีว่าคนฉลาดอย่างเขาต้องเข้าใจความหมายแฝงนั้น"ข้อเสนอของฉันคือ เราจะไปรับซื้อเครื่องจักรเก่าพวกนั้นมาในราคาเศษเหล็ก คุณมีหน้าที่ซ่อมแซมและประกอบมันขึ้นมาใหม่ ส่วนฉันจะรับหน้าที่หาลูกค้าและเจรจาขายเครื่องจักรพวกนี้ให้กับโรงงานขนาดเล็กในแถบชานเมืองหรือต่างอำเภอ กำไรที่ได้ เราแบ่งกันคนละครึ่ง"โกดังหมายเลขเจ็ดตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมที่พัดลอดผ่านรอยแตกของผนัง โจวเหยียนเฉิงจ้องมองใบหน้าหวานละมุนที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวตรงหน้า เขาพยายามค้นหาความล้อเล่นในดวงตาคู่นั้น แต่ก็พบเพียงความจริงจังที่น่าประหลาดใจ"คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ "คุณคิดว่าโรงงานพวกนั้นจะยอมขายของให้ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างเราง่ายๆ หรือไง แล้วโรงงานเล็กๆ ที่คุณว่า มันมีเงินมากพอที่จะมาซื้อเครื่องจักรจากเราหรือ""โรงงา
เพียงแค่เธอเปลี่ยนการตัดสินใจเล็กน้อย อนาคตที่เธอเคยรู้จักก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด เธอไม่อาจชะล่าใจพึ่งพาเพียงความทรงจำในอดีตได้อีกต่อไป หากเธอต้องการจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของครอบครัวหลี่และสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคง เธอต้องใช้สมอง สติปัญญา และทักษะที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตเพื่อรับมือกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เป้าหมายแรกตอนนี้คือการหาเงิน เธอไม่สามารถนั่งรอเวลาให้รัฐบาลมาเวนคืนที่ดินในปี 1987 ได้ ครอบครัวของเธอยังต้องกินต้องใช้ มารดาที่ร่างกายอ่อนแอต้องการยาบำรุง เสิ่นอวี้เฉียงน้องชายจอมซนก็ต้องการทุนรอนสำหรับการเรียนต่อ หญิงสาวนึกถึงมอเตอร์เก่าที่โจวเหยียนเฉิงซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ เครื่องจักรที่ถูกคัดทิ้งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ที่คนอื่นมองไม่เห็น หากเธอสามารถโน้มน้าวให้เขาร่วมมือด้วยการซ่อมเครื่องจักรเพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงงานขนาดเล็กในชนบท พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เขาเป็นช่างฝีมือ ส่วนเธอเป็นนักเจรจา นี่คือการจับคู่ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะดูดุดัน ปากคอเราะร้าย และมีชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย







