Masuk8
หลังจากเหอไท๋กลับมาบ้าน กินข้าว อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็เข้านอนพร้อมซินหยางภรรยาตนเองเหมือนทุกวันตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็มีให้เห็น ซินหยางภรรยาตนเองมีใบหน้าเหมือนกับคนอารมณ์ไม่ดีมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปโกรธใครที่ไหน เห็นอย่างนี้แล้วก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
“ซินหยาง คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ สีหน้าคุณดูไม่ดีเลยครับ”
“ก็อีป้าข้างบ้านเราน่ะสิคะ นินทาฉันสนุกปากเลย”
นี่เป็นครั้งแรกที่เหอไท๋ได้เห็นซินหยางทั้งโกรธและทั้งหงุดหงิดได้ขนาดนี้
“ไม่ใช่แค่ฉันหรอกนะคะ อีป้าพวกนั้นนินทาคุณด้วย นินทาว่าที่คุณทำงานหนักก็เป็นเพราะฉันอยู่แต่ในบ้าน ไม่ช่วยคุณทำมาหากิน พูดแล้วก็แค้นไม่หายเลย”
“พวกเขานินทาพวกเราอย่างที่คุณบอกมาใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ คอยดูเถอะค่ะคุณสามี ถ้าครั้งหน้าฉันได้ยินอีก ฉันจะเดินไปตบพวกมันให้ปากแตกเลยคอยดู”
น้ำเสียงที่ลั่นวาจาของซินหยางทำให้ผู้เป็นสามีรู้สึกเหมือนถูกคนเป็นภรรยาข่มด้วยแรงอาฆาต หากมนุษย์ป้ายืนอยู่ต่อหน้าของเธอแล้วละก็มีหวังเจอฝ่ามืออรหันต์เป็นแน่ เพื่อให้เธอสงบสติอารมณ์ เหอไท๋จึงพูดกับเธอ
“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ”
“ใครมันจะใจเย็นได้กันละคะคุณ”
ไม่ว่าจะพูดยังไงภรรยาก็ไม่ยอมใจเย็นลง เข้าใจว่าเธอกำลังเดือดดาล แต่ถึงทำอย่างนั้นไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น แล้วทีนี้เหอไท๋ผู้เป็นสามีจะทำอย่างไร
“ผมเข้าใจแล้วครับ คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวผมหาทางจัดการเรื่องนี้ให้เองนะครับ”
น้ำเสียงที่ฟังลื่นหูด้วยความอ่อนโยนทำให้ผู้เป็นภรรยาอย่างซินหยางใจเย็นลงได้ นอกจากนี้ยังทำให้เรียกสติของเธอกลับคืนมาเป็นปกติ อย่างว่าแหละนะ ทั้งสองคนยังต้องอยู่ด้วยกันอีกนานแสนนานจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องมีคนใจเย็นคอยช่วยเหลือคนที่ใจร้อนไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างซินหยาง
“เหอไท๋ ขอบคุณมากนะคะ เพราะคำพูดของคุณได้ทำให้ฉันใจเย็นลงได้ แล้วฉันก็ต้องขอโทษคุณด้วยที่ไม่ยอมแม้แต่จะฟังที่คุณพูดเลย ขอโทษนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดีกว่าใคร แต่ความโกรธมันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกนะครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะ คุณสามี คุณสามีน่ารักที่สุด”
เมื่อพูดคุยกันทุกอย่างดีขึ้น ซินหยางก็เข้าไปกอดสามีตนเองด้วยการแสดงความรัก ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ชอบเหอไท๋ก็เถอะ แต่ตอนนี้เธอได้เปิดใจยอมรับสามีคนนี้และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง
.
.
.
“คุณสามีคะ เย็นนี้คุณอยากกินอะไรคะ”
“อะไรดีนะ ผมอยากกินเนื้อทอดครับ”
“ได้ค่ะ คุณสามี”
หลังจากเหอไท๋ออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ซินหยางที่ไม่ได้ออกไปทำงานก็มีหน้าที่สำคัญภายในบ้าน ทำความสะอาด ทำอาหาร ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของเธอตอนนี้ ถึงแม้อยากจะออกไปทำงานกับสามีแต่ขาพิการแบบนี้นายจ้างคนไหนอยากจะรับเข้าทำงานไปเป็นลูกจ้างกันล่ะ แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาไม่รับ แต่ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังมีพลังมิติก็ไม่จำเป็นต้องออกไปทำงาน หาอะไรทำอยู่บ้านจะดีกว่า
ซินหยางเรียกมิติออกมาแล้วเอาเนื้อออกมาจากมิติ 2 กิโลกรัม เนื่องจากเหอไท๋สามีของเธอเป็นคนกินเยอะกินจุ ทำให้มื้อเย็นวันนี้ต้องทำอาหารให้สามีของกินเยอะๆ จะได้อุดมสมบูรณ์ ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ตามใจปากคนเป็นสามีที่รักของเธอหรอกนะจะบอกให้
หลังจากเอาเนื้อ 2 กิโลกรัม ออกมาจากมิติ ซินหยางก็เข้าครัวหั่นเนื้อชิ้นบางเตรียมเอาไว้ทอดมื้อเย็น เธอหั่นแบ่งอีกส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับทำต้มยำเอาไว้กินด้วย
เสร็จจากการเตรียมมื้อเย็นแล้วเธอก็เอาแตงโมออกมาจากมิติแล้วผ่ากินเพื่อคลายความร้อน เพราะช่วงนี้อากาศร้อนจัดก็เลยกินแตงโมเป็นของว่าง อีกอย่างตัวเธอเองก็แอบเป็นห่วงเหอไท๋เหมือนกัน ทำงานตากแดดหน้าดำแบบนั้นคงจะร้อนน่าดู
“จะเป็นอะไรหรือเปล่านะ”
เป็นห่วงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากให้กำลังใจ ทำงานบ้าน ทำอาหาร ซินหยางทำได้เพียงแค่นี้
ระหว่างนั่งกินแตงโมที่แคร่หน้าบ้าน ซินหยางก็ได้ยินมนุษย์ป้า 2 ตัว กำลังนินทาว่าร้ายคนอื่นอีกแล้ว ทำให้เธออยากรู้ว่าแต่ละวันคนพวกนี้ทำอะไรบ้าง ทำไมชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นด้วย หรือมันเป็นเพราะว่าสันดานเสียกันแน่ พูดแล้วก็หงุดหงิด
“เหอไท๋นี่ก็แปลกคน มีภรรยาทำอะไรไม่ได้แบบนั้นทำไมไม่ตัดทิ้งไปเลยนะ ถ้าเป็นฉันนะไม่อยู่ลำบากหรอก จะลำบากลำบนไปทำไม เธอว่าฉันพูดจริงไหม”
“เธอพูดจริง พูดแล้วก็น่าสงสารเหอไท๋มันนะ ตัดขาดจากพ่อแม่และน้องชายเพื่อที่จะได้อยู่กับภรรยาพิการ คิดอะไรของเขากันนะ เห็นภรรยาดีกว่าพ่อแม่และน้องตนเอง สงสัยคงจะหลงเสน่ห์ซินหยางมัน ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เธอก็พูดไปเรื่อย ขาพิการแบบนั้นน่ะมีอะไรให้หลงเสน่ห์ คนแบบนั้นมีดีก็แค่หน้าตาแหละนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ด้วยความหงุดหงิดที่มีอยู่ตอนนี้มันได้ระเบิดออกมาจนกลายเป็นความโกรธ แล้วเป็นความโกรธที่มีมากกว่าเมื่อวาน ซินหยางสุดที่จะทนนั่งฟังไอ้พวกขยะพวกนี้นินทาเสียแล้ว
(ขอโทษนะคะที่รัก ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว)
มีลูกมะม่วง 2 ผล ขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่บนแคร่หน้าบ้าน ซินหยางตัดสินใจหยิบลูกมะม่วงโยนใส่อีพวกมนุษย์ป้า 2 ตัว คนละลูก แถมยังแม่นยำอีกต่างหาก ทำให้ลูกมะม่วงโดนหัวของพวกมนุษย์ป้าอย่างเต็มแรงจนต้องร้องเสียงหลงออกมาด้วยความเจ็บปวด ถึงกระนั้นอีมนุษย์ป้า 2 ตัว ก็ควานหาตัวผู้กระทำแต่ก็ไม่พบ
ด้วยความสามารถของซินหยางที่สามารถเรียกพลังมิติได้ ทำให้ร่างกายของเธอแข็งแรงขึ้นและมีพละกำลังที่มากกว่าคนทั่วไป ต่อให้เป็นสาวพิการก็สามารถโยนลูกมะม่วงไปไกลได้หลายสิบเมตร
(เงียบปากสักที)
...
43 “ถ้ามาแล้วไม่พูดอะไรก็กลับกันไปได้แล้ว ฉันจะได้พักผ่อน” ภายในห้องผู้ป่วยส่วนตัวนี้มีอยู่ด้วยกันเท่านี้ เหอไท๋ ซินหยาง ลุงฉาง ป้าลี่หลิน แต่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปตามกาลเวลา ถึงมันจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่อยากพูดออกมาตามความรู้สึกของเขา แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดขึ้นให้ทุกคนได้รับรู้กัน แล้วคนที่ว่านี้ก็คือเหอไท๋ “เรื่องเมื่อตอนนั้น ผมขอบคุณมากนะครับ ถ้าแม่ไม่ปกป้องผม ป่านนี้ผมคงจะ” “หยุดพูดเรื่องนี้จะได้ไหมฉันไม่อยากฟัง ที่จริงฉันไม่อยากช่วยแกหรอก แต่ร่างกายมันขยับไปเอง” ถึงจะพูดไม่สนใจไยดีสักนิดเดียว แต่เหอไท๋กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอพูดเลย เขารู้สึกว่าตอนนั้นเธอเข้ามาช่วย
42 “แม่ ทำใจดีๆ เอาไว้นะครับ ดื่มน้ำนี้ก่อน” เหอไท๋พยุงร่างของป้าลี่หลินเพื่อให้เธอดื่มน้ำที่ซินหยางเตรียมเอาไว้ให้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่น้ำที่ได้รับมาจากซินหยางมันต้องไม่ใช่น้ำธรรมทั่วไปที่เห็น ป้าลี่หลินดื่มน้ำจนหมดขวด ร่างกายของเธอมีการตอบสนองต่อน้ำที่เธอดื่ม เลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดก็ได้หยุดลง บาดแผลที่เกิดจากมีดปลายแหลมมันก็ได้สมานแผลเข้ากันจนหายสนิท ป้าลี่หลินพ้นขีดอันตรายทั้งอย่างนั้น แต่ถึงมันจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังหายใจอ่อนเพลียอยู่ แล้วน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นมันอาจจะกำลังออกฤทธิ์ก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วร่างกายของเธอดีขึ้นมาก “ทำไมกัน ผมไม่เข้าใจ แม่ที่เกลียดผมขนาดนี้ถึงได้เข้ามาปกป้องผม” “นั่นสิ
41 เบื้องหน้าของเหอกุ๋ยที่กำลังตัวสั่นและหวาดกลัวหลังจากถูกจับได้ว่าเป็นหัวขโมยย่องเบา นอกจากเหอไท๋และซินหยางแล้ว ก็มีป้าลี่หลิน ลุงฉาง เปา ฟางอี้ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของทางการด้วย พวกเขาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ยืนอยู่ต่อหน้าเหอกุ๋ยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมากนั้นก็คือพ่อและแม่ที่อยู่กับพวกเหอไท๋นั่นแหละ “พ่อ แม่ ทำไมถึงได้มาอยู่กับมันได้” “เหอไท๋เป็นคนบอกฉันเองน่ะ” “งั้นเหรอ สุดท้ายก็ทิ้งผมไปแล้วเข้าข้างมันน่ะเหรอ ทั้งที่ผมเป็นลูกแท้ๆ ของแม่นะ” “หุบปากเน่าๆ ของแกไปเลย ไอ้ลูกชั่ว” คำด่าของคนเป็นแม่ถึงกับทำให้เหอกุ๋ยทำตัวไม่ถูก ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม
40 ทำไมเหอไท๋ถึงเรียกโจรย่องเบาว่า ไอ้น้องชายโง่ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขารู้อะไรเกี่ยวกับโจรคนนี้ แล้วสิ่งที่เหอไท๋พูดออกมา ซินหยางที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาก็รู้อยู่แล้วด้วย การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าของบ้านกับหัวขโมยกระจอกจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ “น้องชาย พูดบ้าอะไรของแกวะ” ถึงแม้จะสวนกลับด้วยคำพูดที่ข่มอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะอีกฝ่ายอย่างเหอไท๋นั้นรู้อยู่แล้วว่าโจรกระจอกตรงหน้าเป็นใคร หัวขโมยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขานี้เกิดความกังวลและกลัว ไม่ว่าจะพูดอะไรมาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังสั่นและกลัวอย่างสุดขีด “แกยังพูดแบบนี้อยู่อีกนะ เหอกุ๋ย ปิดบังใบหน้าไปก็ไม่มีปร
39 “เหอไท๋ นายได้ยินเรื่องโจรงัดบ้านของผู้สำเร็จราชการหรือเปล่า” “อ่า ฉันได้ยินมาจากพวกชาวบ้านที่มาซื้อกับข้าวเมื่อเช้าน่ะ เห็นว่ามันเอาเงินและของมีค่าไปหมดเลย ให้ตายสิ ทำไมมันชั่วอะไรอย่างนี้” “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ที่ผ่านมาแถวนี้ก็ไม่เคยเกิดเรื่องนี้มาก่อน ฉันคิดว่าคงเป็นชาวบ้านแถวนี้แหละ” “นั่นสินะ ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน อีกอย่างหนึ่ง มันสามารถงัดประตูหลังบ้านเข้าไปได้โดยที่ไม่มีใครได้ยินอีกด้วย มันจะเก่งเกินไปแล้ว” เหอไท๋และเปา ทั้งสองคนกำลังทำงานอยู่ในสวน แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องหัวขโมยงัดบ้านแล้วเอาทรัพย์สินเงินทองไปจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่ทั้งสองต้องเข้าไป
38 “เปา นายช่วยเอาผักและปลาดุกไปส่งให้ลุงโจวที่ตลาดทีนะ” “ได้เลยเพื่อน” เหอไท๋ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนคนสำคัญของเปาและเป็นนายจ้างก็ได้แบ่งหน้าที่การงานให้เปาโดยการขนส่งวัตถุดิบไปให้พ่อค้าแม่ค้าที่สั่งวัตถุดิบเป็นประจำทุกวัน ส่วนทางด้านซินหยางก็ดูจะสนิทกับฟางอี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดร้านเป็นกิจจะลักษณะ แต่ตอนเช้าฟางอี้ก็จะมาช่วยซินหยางขายกับข้าว ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของเธอ เรียกได้ว่าพวกเธอทั้งสองดูจะเข้าขากันมากกว่าที่คิดเอาไว้ “ซินหยาง วันนี้จะทำเมนูอะไรเพิ่มอีกไหม” “วันนี้เหรอ ฉันคิดว่าจะทำแกงกะทิปลาดุกน่ะ แต่ฉันยังไม่เคยทำด้วยสิ” “เดี๋ยวฉั







