LOGIN7
ตั้งแต่ณาดาเข้ามาอยู่ในร่างซินหยางภรรยาของเหอไท๋มันก็ผ่านมาร่วมแล้วหลายเดือน แล้วเช้าของทุกวันซินหยางจะตื่นแต่เช้าพร้อมสามีเพื่อมาทำกับข้าวกินมื้อเช้าร่วมกันและทำกับข้าวเตรียมเอาไว้สำหรับมื้อเที่ยงของสามีที่จะต้องเอาไปกินที่ทำงานด้วยเช่นเดียวกัน เช้านี้ก่อนเหอไท๋ออกไปทำงานซินหยางทำขาหมูพะโล้สูตรโบราณให้เหอไท๋กินมื้อเช้าที่บ้าน ส่วนมื้อเที่ยงเป็นซาลาเปาไส้หมูแดงซึ่งเป็นของโปรดของคุณสามีที่รัก
“ฉันเตรียมมื้อเที่ยงเอาไว้ให้คุณแล้วนะคะ กินข้าวเสร็จแล้วคุณจะได้ไม่ต้องเตรียมอีก”
“ขอบคุณครับ ขาหมูพะโล้ที่คุณทำอร่อยมากเลยครับ”
“ขอบคุณนะคะ ไว้คราวหน้าฉันจะทำให้คุณกินอีก”
ใบหน้าของหนุ่มหล่อที่กำลังเพลิดเพลินรสชาติอาหารมื้อเช้าคนนี้ทำให้ซินหยางอยากเอ็นดูเขาไปตลอด ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากนี้จะเกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก เหตุผลส่วนตัวของเธอนั้นก็เพราะว่าการสูญเสียและการลาจากมันทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวดหรือทั้งสองฝ่ายต่างก็เจ็บปวดไม่น้อยไปกว่ากัน ซินหยางได้ตั้งความหวังเอาไว้ว่าขอให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่โลกแห่งนี้ อย่าได้เกิดการลาจากกันอีกเลย
โลกที่ซินหยางหรือณาดาจากมา คนที่อยู่กับเธอนั้นไม่มีใครแล้ว เหลือตัวเธอเพียงคนเดียว เพื่อนร่วมงานก็เหมือนไม่มี ไม่ว่าจะทำอะไรก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวนั่นแหละ การที่ได้มาเริ่มต้นใหม่ในโลกแห่งนี้ถือเสียว่าเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจปฏิเสธมันได้
“ขอบคุณสำหรับมื้อเช้านะครับ อร่อยมากเลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
“ค่ะ คุณสามี”
คุณสามีเหอไท๋จะเดินทางเท้าเพื่อไปทำงานทุกวัน แล้วที่ทำงานของสามีก็จะเป็นสวนผลไม้มีหน้าที่เก็บผลไม้ใส่ตะกร้า แต่บางครั้งก็ไปทำอย่างอื่นตามคำสั่งนายจ้างเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็นงานใช้แรงงานมากกว่าซึ่งมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่ทำงานใช้แรงงานได้ ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่เก็บผลไม้เพียงอย่างเดียว
ทำงานตากแดดมาครึ่งวัน พอถึงเวลาพักเที่ยงพวกลูกจ้างจะเอากับข้าวมากินร่วมกันแล้วนั่งปูเสื่อเป็นวงกลม การกินมื้อเที่ยงพร้อมกันกับเพื่อนร่วมงานนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารแบบไหนก็สามารถกินได้อย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ต้องห่วงว่าจะกินไม่หมด
“ซาลาเปาไส้หมูแดงอร่อยมากเลย นายเป็นคนทำเองเหรอเหอไท๋”
“ไม่ ฉันไม่ได้ทำ ภรรยาฉันเป็นคนทำน่ะ”
“งั้นเหรอ อร่อยมากเลยนะ ฉันขออีกจะได้ไหม”
“เอาสิ ฉันยกให้”
“ขอบใจนะเพื่อน”
ชายหนุ่มอ้วนท้วมสมบูรณ์ตะกละคนนี้เป็นเพื่อนร่วมงานของเหอไท๋ เขาชื่อว่า เปา ซึ่งเหมือนกับซาลาเปานั่นแหละ เป็นคนใจดีกับผู้อื่น ไม่เคยว่าร้ายใคร แต่เสียอย่างเดียวคือเรื่องกินสำคัญกว่า เพราะเขามีนิสัยแบบนี้เหอไท๋จึงเข้ากับเขาได้และเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ทำงานวันแรกจนมาถึงปัจจุบัน
.
.
.
หมู่บ้านหาน เป็นหมู่บ้านที่ซินหยางและเหอไท๋อาศัยอยู่ด้วยกัน บริเวณรอบบ้านมีบ้านของชาวบ้านอยู่กันอย่างแออัดหลายร้อยหลังคาเรือน แม้จะเป็นหมู่บ้านพื้นที่ขนาดเล็กแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ แต่ทว่า มันก็มีอยู่ชาวบ้านที่วันๆ ไม่ทำห่าอะไรเลยชอบนินทาว่าร้ายชาวบ้านคนอื่นไปทั่วโดยไม่มีเหตุผลอันแท้จริงสักอย่างเดียว ใช่แล้ว โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ข้างบ้านทั้งสองคนนินทาคนอื่นจนปากกลายเป็นปากหมาไปทั้งอย่างนั้น แล้วตอนนี้พวกเขาก็นินทาชาวบ้านจนซินหยางและเหอไท๋ได้ยินขณะที่กำลังนั่งกินข้าวเย็นกัน
“คุณสามีคะ ฉันได้ยินข้างบ้านนินทาว่าร้ายคนอื่นด้วยค่ะ”
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาจะดีกว่าครับ ต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด”
“ค่ะ คุณสามี”
เหอไท๋พูดถูกแล้วแหละ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปสนใจเสียงนกเสียงกาพวกนี้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์สักนิดเดียว การที่ชาวบ้านนินทาคนอื่นนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ไม่เพียงแต่โลกแห่งนี้แต่โลกที่ณาดาหรือซินหยางคนใหม่จากมาก็ด้วย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูดและมีสิทธิ์ที่จะชอบหรือไม่ชอบตัวบุคคลอื่น แต่สำหรับสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ว่าจะเป็นใครพวกเขาก็ไม่เคยรังเกียจชาวบ้านคนไหนสักคน เว้นเสียจากจะถูกกระทำจนทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและร่างกาย แต่ก็ยังไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีของพวกเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากเหอไท๋ออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้ามืด ซินหยางที่มีเวลาว่างก็ออกมานั่งที่แคร่ใต้ต้นมะม่วงบริเวณหน้าบ้านซึ่งเป็นที่ประจำของเธอ แล้วตอนนี้เธอก็กำลังคิดอยู่ว่ามื้อเย็นวันนี้จะทำอะไรให้สามีสุดที่รักกินดีนะ คิดไปคิดมาก็นึกเมนูขึ้นมาได้ทันที
“แกงเขียวหวานไก่ดีกว่า”
ระหว่างที่เดินเข้าไปในครัว ซินหยางก็ได้ยินเสียงชาวบ้านข้างบ้านของเธอพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วยคน แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องนินทาชาวบ้านเหมือนอย่างเคย ให้ตายเถอะนะคนพวกนี้ ไม่มีงานมีการทำหรือยังไงกันนะ วันๆ เอาแต่นินทาชาวบ้านแบบนี้นิสัยเสียที่สุด แต่ทว่า พอฟังไปฟังมามันไม่ได้นินทาว่าร้ายชาวบ้านคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่พวกมันดันมานินทาเหอไท๋สามีของเธอรวมไปถึงตัวเธอด้วยเหมือนกัน
“นี่เธอ จริงเหรอที่ภรรยาของเหอไท๋ป่วยจนต้องนอนติดเตียงน่ะ”
“ใช่ เธอพูดถึงแล้วแหละ เธอนอนติดเตียงแถมขาพิการอีกด้วย คนเป็นสามีต้องลำบากทำงานทุกวันแทบไม่ได้หยุดงานเลยด้วยซ้ำ น่าสงสาร”
“ใช่แล้ว น่าสงสารที่สุด คนอะไรไม่รู้เป็นภาระสามี ฉันว่าเธอคงสำออยขี้เกียจนั่นแหละ ไม่อยากทำงานแต่อยากให้สามีเลี้ยง เป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวที่สุด”
ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมนุษย์ป้าจงใจพูดให้ได้ยินหรือซุบซิบนินทากันแน่ แต่คนที่ฟังอย่างซินหยางพอได้ยินแบบนี้มันก็ทำให้เธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า หากอีพวกป้ายืนอยู่ต่อหน้าแล้วละก็ เจอไม้ค้ำยันรักแร้ฟาดปากเป็นแน่
(อีห่าเอ๊ย อีแสรด เดี๋ยวมึงเจอกู)
…
43 “ถ้ามาแล้วไม่พูดอะไรก็กลับกันไปได้แล้ว ฉันจะได้พักผ่อน” ภายในห้องผู้ป่วยส่วนตัวนี้มีอยู่ด้วยกันเท่านี้ เหอไท๋ ซินหยาง ลุงฉาง ป้าลี่หลิน แต่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปตามกาลเวลา ถึงมันจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่อยากพูดออกมาตามความรู้สึกของเขา แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดขึ้นให้ทุกคนได้รับรู้กัน แล้วคนที่ว่านี้ก็คือเหอไท๋ “เรื่องเมื่อตอนนั้น ผมขอบคุณมากนะครับ ถ้าแม่ไม่ปกป้องผม ป่านนี้ผมคงจะ” “หยุดพูดเรื่องนี้จะได้ไหมฉันไม่อยากฟัง ที่จริงฉันไม่อยากช่วยแกหรอก แต่ร่างกายมันขยับไปเอง” ถึงจะพูดไม่สนใจไยดีสักนิดเดียว แต่เหอไท๋กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอพูดเลย เขารู้สึกว่าตอนนั้นเธอเข้ามาช่วย
42 “แม่ ทำใจดีๆ เอาไว้นะครับ ดื่มน้ำนี้ก่อน” เหอไท๋พยุงร่างของป้าลี่หลินเพื่อให้เธอดื่มน้ำที่ซินหยางเตรียมเอาไว้ให้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่น้ำที่ได้รับมาจากซินหยางมันต้องไม่ใช่น้ำธรรมทั่วไปที่เห็น ป้าลี่หลินดื่มน้ำจนหมดขวด ร่างกายของเธอมีการตอบสนองต่อน้ำที่เธอดื่ม เลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดก็ได้หยุดลง บาดแผลที่เกิดจากมีดปลายแหลมมันก็ได้สมานแผลเข้ากันจนหายสนิท ป้าลี่หลินพ้นขีดอันตรายทั้งอย่างนั้น แต่ถึงมันจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังหายใจอ่อนเพลียอยู่ แล้วน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นมันอาจจะกำลังออกฤทธิ์ก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วร่างกายของเธอดีขึ้นมาก “ทำไมกัน ผมไม่เข้าใจ แม่ที่เกลียดผมขนาดนี้ถึงได้เข้ามาปกป้องผม” “นั่นสิ
41 เบื้องหน้าของเหอกุ๋ยที่กำลังตัวสั่นและหวาดกลัวหลังจากถูกจับได้ว่าเป็นหัวขโมยย่องเบา นอกจากเหอไท๋และซินหยางแล้ว ก็มีป้าลี่หลิน ลุงฉาง เปา ฟางอี้ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของทางการด้วย พวกเขาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ยืนอยู่ต่อหน้าเหอกุ๋ยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมากนั้นก็คือพ่อและแม่ที่อยู่กับพวกเหอไท๋นั่นแหละ “พ่อ แม่ ทำไมถึงได้มาอยู่กับมันได้” “เหอไท๋เป็นคนบอกฉันเองน่ะ” “งั้นเหรอ สุดท้ายก็ทิ้งผมไปแล้วเข้าข้างมันน่ะเหรอ ทั้งที่ผมเป็นลูกแท้ๆ ของแม่นะ” “หุบปากเน่าๆ ของแกไปเลย ไอ้ลูกชั่ว” คำด่าของคนเป็นแม่ถึงกับทำให้เหอกุ๋ยทำตัวไม่ถูก ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม
40 ทำไมเหอไท๋ถึงเรียกโจรย่องเบาว่า ไอ้น้องชายโง่ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขารู้อะไรเกี่ยวกับโจรคนนี้ แล้วสิ่งที่เหอไท๋พูดออกมา ซินหยางที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาก็รู้อยู่แล้วด้วย การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าของบ้านกับหัวขโมยกระจอกจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ “น้องชาย พูดบ้าอะไรของแกวะ” ถึงแม้จะสวนกลับด้วยคำพูดที่ข่มอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะอีกฝ่ายอย่างเหอไท๋นั้นรู้อยู่แล้วว่าโจรกระจอกตรงหน้าเป็นใคร หัวขโมยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขานี้เกิดความกังวลและกลัว ไม่ว่าจะพูดอะไรมาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังสั่นและกลัวอย่างสุดขีด “แกยังพูดแบบนี้อยู่อีกนะ เหอกุ๋ย ปิดบังใบหน้าไปก็ไม่มีปร
39 “เหอไท๋ นายได้ยินเรื่องโจรงัดบ้านของผู้สำเร็จราชการหรือเปล่า” “อ่า ฉันได้ยินมาจากพวกชาวบ้านที่มาซื้อกับข้าวเมื่อเช้าน่ะ เห็นว่ามันเอาเงินและของมีค่าไปหมดเลย ให้ตายสิ ทำไมมันชั่วอะไรอย่างนี้” “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ที่ผ่านมาแถวนี้ก็ไม่เคยเกิดเรื่องนี้มาก่อน ฉันคิดว่าคงเป็นชาวบ้านแถวนี้แหละ” “นั่นสินะ ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน อีกอย่างหนึ่ง มันสามารถงัดประตูหลังบ้านเข้าไปได้โดยที่ไม่มีใครได้ยินอีกด้วย มันจะเก่งเกินไปแล้ว” เหอไท๋และเปา ทั้งสองคนกำลังทำงานอยู่ในสวน แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องหัวขโมยงัดบ้านแล้วเอาทรัพย์สินเงินทองไปจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่ทั้งสองต้องเข้าไป
38 “เปา นายช่วยเอาผักและปลาดุกไปส่งให้ลุงโจวที่ตลาดทีนะ” “ได้เลยเพื่อน” เหอไท๋ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนคนสำคัญของเปาและเป็นนายจ้างก็ได้แบ่งหน้าที่การงานให้เปาโดยการขนส่งวัตถุดิบไปให้พ่อค้าแม่ค้าที่สั่งวัตถุดิบเป็นประจำทุกวัน ส่วนทางด้านซินหยางก็ดูจะสนิทกับฟางอี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดร้านเป็นกิจจะลักษณะ แต่ตอนเช้าฟางอี้ก็จะมาช่วยซินหยางขายกับข้าว ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของเธอ เรียกได้ว่าพวกเธอทั้งสองดูจะเข้าขากันมากกว่าที่คิดเอาไว้ “ซินหยาง วันนี้จะทำเมนูอะไรเพิ่มอีกไหม” “วันนี้เหรอ ฉันคิดว่าจะทำแกงกะทิปลาดุกน่ะ แต่ฉันยังไม่เคยทำด้วยสิ” “เดี๋ยวฉั







