เข้าสู่ระบบ
“กรอกมันลงไป!” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นท่ามกลางความมืด ซูหนิงเอ๋อถูกชายฉกรรจ์สองคนจับแขนไว้แน่น ร่างกายของนางอ่อนแรงจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะดิ้นรน
ถ้วยยาพิษสีดำถูกยกขึ้นตรงหน้า กลิ่นขมฉุนทำให้นางตัวสั่น
“ไม่...” ริมฝีปากซีดขาวของหญิงสาวขยับอย่างยากลำบาก
“ข้าไม่ได้วางยาท่านอ๋อง...” ไม่มีใครฟัง มือใหญ่บีบคางของนางจนต้องอ้าปาก
“ข้าไม่ได้ทำ...” น้ำตาไหลลงมาตามแก้ม
“ข้าไม่เคยคิดร้ายต่อท่านอ๋อง!”
“กรอก!” ยาพิษถูกเทลงลำคอ ซูหนิงเอ๋อสำลักอย่างรุนแรง พยายามดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้น น้ำยาสีดำก็ยิ่งไหลลงสู่ร่างกาย ความเจ็บปวดแล่นผ่านทุกอณู นางล้มลงกับพื้น เลือดสดไหลออกจากมุมปาก ก่อนสายตาที่พร่าเลือนจะมองเห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
ชุดสีแดงของเขา...ยังเป็นชุดเดียวกับที่เขาสวมในคืนแต่งงาน คืนที่ควรเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของนาง แต่กลับกลายเป็นคืนที่เขาขายภรรยาของตัวเองให้บุรุษคนอื่น เขาเดินเข้ามาพร้อมสตรีอีกนาง ใบหน้าสวยงามราวภาพวาดนั้นกำลังยิ้มเยาะนางกับสามีของนางอย่างขำขัน
“กู้เหวินเฉิง...” ซูหนิงเอ๋อเรียกชื่อเขา เสียงแผ่วเบาราวกับลมหายใจสุดท้าย บุรุษตรงหน้าหยุดยืน ใบหน้าหล่อเหลาไร้ความรู้สึก นางเคยคิดว่าเขาจะเป็นสามีที่จะอยู่เคียงข้างนางไปตลอดชีวิตเคยเชื่อว่าการแต่งงานครั้งนี้คือพรหมลิขิต
นางไม่เคยรู้เลยว่า...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกอย่างเป็นเพียงแผนการและบุรุษที่นางรักนักรักหนากลับนอกใจและหักหลังนางได้เจ็บแสบ
“เหตุใด...ท่านกับเหม่ยหลิง...ถึงได้...” นางกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
“เหตุใดเจ้าต้องทำกับข้าเช่นนี้” กู้เหวินเฉิงมองนางนิ่งก่อนจะยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของซูหนิงเอ๋อเย็นเยียบยิ่งกว่ายาพิษในร่างกาย
“เพราะเจ้ามีประโยชน์เพียงเท่านี้ จากนี้ไปคนที่ข้าจะแต่งเป็นภรรยาคือเย่เหม่ยหลิงผู้เดียวดท่านั้น” ดวงตาของนางเบิกกว้าง
“คืนแต่งงาน...เป็นท่าน...”
“ใช่” เขาตอบอย่างไม่ลังเล
“ข้าเป็นคนส่งเจ้าไปให้ท่านอ๋องเอง” หัวใจของซูหนิงเอ๋อราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ภาพในช่วงหัวค่ำย้อนกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว นางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งรอสามีอยู่ในห้องแต่แทนที่กู้เหวินเฉิงจะเข้ามา...คนของเขากลับบุกเข้ามา ปิดปากนาง มัดมือแล้วลากนางขึ้นรถม้า ก่อนส่งนางเข้าไปในห้องของบุรุษที่ทั้งเมืองหลวงต่างหวาดกลัว
ท่านอ๋องเซียวเฉิงเย่
และหลังจากที่นางกลายเป็นเมียของท่านอ๋องแล้ว...นางกลับถูกกล่าวหาว่าคิดวางยาพิษท่านอ๋อง ไม่มีใครเชื่อนาง ไม่มีใครให้โอกาสนางอธิบายแม้แต่บุรุษที่นางเรียกว่า สามี เขายังเป็นคนยืนมองนางถูกกรอกยาพิษด้วยสายตาเย็นชาเคียงข้างหญิงอื่น
“ข้าไม่เข้าใจ...” เสียงของซูหนิงเอ๋อสั่นเครือ
“ข้าไม่เคยทำร้ายเจ้า”
“นั่นเพราะเจ้าโง่เองหนิงเอ๋อ ความอ่อนต่อโลกของเจ้าทำให้ข้าไปทุกอย่างมาครอบครอง” คำพูดนั้นแทงลึกลงกลางอกกู้เหวินเฉิงย่อตัวลงตรงหน้า ใช้นิ้วเชยคางของนางขึ้นช้าๆ
“ซูหนิงเอ๋อ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าแต่งกับเจ้าเพราะรัก?” น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมา
“ตั้งแต่ต้น ข้าต้องการเพียงอำนาจของตระกูลซู ส่วนเจ้า...” เขาปล่อยมือ ปล่อยให้ศีรษะของนางกระแทกพื้นอย่างไร้ความปรานี
“ก็เป็นเพียงหมารับใช้ตัวหนึ่ง” ความเจ็บปวดในร่างกายเริ่มเลือนหาย แต่ความเจ็บปวดในใจกลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ ซูหนิงเอ๋อจ้องมองเขา ในที่สุดนางก็เข้าใจสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ยาพิษ ไม่ใช่การถูกส่งไปให้ท่านอ๋องในคืนแต่งงานแต่คือการที่นางมอบทั้งชีวิตให้บุรุษคนหนึ่ง...ทั้งที่ในสายตาของเขานางไม่เคยเป็นอะไรเลย
“หากมีชาติหน้า...” นางกำมือแน่น เล็บจิกลงกลางฝ่ามือจนเลือดไหล
“ข้าจะไม่มีวันแต่งกับเจ้าอีก” กู้เหวินเฉิงหัวเราะเบาๆ
“คนตายแล้วจะเอาชาติหน้าที่ไหนเล่า” เปลือกตาของซูหนิงเอ๋อค่อยๆ ปิดลงแต่ก่อนที่สติของนางจะดับวูบไปประตูเรือนคุกกลับถูกถีบเปิดอย่างรุนแรง!
“ซูหนิงเอ๋อ!” เสียงคำรามที่คุ้นเคยดังขึ้น นางพยายามลืมตาแต่ภาพตรงหน้าพร่ามัวเหลือเกิน แต่ท่ามกลางเลือดและความมืด นางเห็นชายคนหนึ่งในชุดดำก้าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาราวน้ำแข็ง...กลับแดงก่ำอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
เซียวเฉิงเย่
ท่านอ๋องที่นางเชื่อมาตลอดว่าเป็นคนสั่งฆ่านาง เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่
“ใครสั่งให้กรอกยานาง!” เสียงของเขาดังกึกก้อง คนทั้งห้องต่างคุกเข่าลงกับพื้น แต่ซูหนิงเอ๋อไม่ได้ยินคำตอบอีกแล้ว ร่างของนางกำลังเย็นลงดวงตาค่อยๆ ปิดสนิท ก่อนลมหายใจสุดท้าย นางได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ...และบางสิ่งที่นางไม่อาจเข้าใจ
“หมอ! ช่วยนางเดี๋ยวนี้!” แต่สายเกินไปแล้ว ทุกอย่างดับลงราวกับวินาทีนั้นทุกอย่างได้จบลงเพียงแค่นั้น
“เรื่องอื่นข้ายอมเจ้าได้ แต่เรื่องนี้ไม่มีทาง”“หากหม่อมฉันอยากเดินเล่นในสวนล่ะเพคะ?”“ข้าจะไปกับเจ้า”“หากหม่อมฉันอยากกินขนมตอนกลางคืน?”“ข้าจะให้ห้องครัวทำให้”“หากหม่อมฉันอยากกินของที่ห้องครัวไม่มี?”“ข้าจะให้คนออกไปหามา” นางจ้องเขา ก่อนหัวเราะจนไหล่สั่น“ท่านอ๋อง ทรงตามใจหม่อมฉันถึงเพียงนี้ ระวังลูกคนนี้จะเอาแต่ใจเหมือนพระองค์นะเพคะ” เซียวเฉิงเย่ยกคิ้ว“หากเหมือนข้า อย่างน้อยก็ต้องรู้จักปกป้องคนที่ตนรัก” เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนก้มลงแนบหน้าผากกับหน้าผากของนาง“แต่หากเหมือนเจ้า ก็คงฉลาดจนทำให้ข้าปวดหัวตั้งแต่ยังพูดไม่ได้” ซูหนิงเอ๋อยกมือทุบอกเขาเบาๆ ขณะที่เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นพร้อมกันนอกหน้าต่าง แสงตะวันสุดท้ายของวันค่อยๆ ลับหายไป ทว่าภายในเรือนกลับสว่างไสวด้วยโคมไฟและความสุขที่ไม่มีสิ่งใดมาพรากไปได้ง่ายๆ อีกแล้วคืนนั้น หลังจากซูหนิงเอ๋อหลับไปแล้ว เซียวเฉิงเย่ยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง เขามองใบหน้าสงบของภรรยา ก่อนค่อยๆ วางฝ่ามือลงบนหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบา“เจ้าตัวเล็ก...” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตนเองยังไม่คุ้นเคย“พ่อไม่รู้ว่าเจ้าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง แต่พ่อสัญญาว
เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ฤดูร้อนค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ต้นท้อในจวนอ๋องผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้าน ทว่าภายในเรือนกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นเช้าวันหนึ่ง ซูหนิงเอ๋อตื่นขึ้นมาพร้อมอาการคลื่นไส้ นางเพิ่งจิบชาร้อนไปได้ไม่กี่คำก็ต้องรีบวางถ้วยลง ชิงเยว่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาประคอง“พระชายา ทรงเป็นอะไรไปเพคะ? หรือเมื่อคืนทรงพักผ่อนไม่เพียงพอ?”“ข้าเองก็ไม่รู้ ช่วงนี้ข้าเหนื่อยง่าย ทั้งยังไม่ค่อยอยากอาหาร” ชิงเยว่ขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของนางพลันเบิกกว้าง“พระชายา...ประจำเดือนของพระองค์คราวนี้มาหรือยังเพคะ?” ซูหนิงเอ๋อชะงักไปทันที นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าชิงเยวยกมือปิดปาก แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น“เช่นนั้นหม่อมฉันจะรีบไปเชิญท่านหมอเดี๋ยวนี้เพคะ!”“ชิงเยว่ อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป บางทีอาจเป็นเพียงเพราะช่วงนี้ข้าพักผ่อนไม่พอเท่านั้น” ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่เมื่ออยู่ตามลำพัง ซูหนิงเอ๋อกลับอดยกมือขึ้นแตะหน้าท้องของตนเองไม่ได้ ความคิดหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจเป็นไปได้หรือไม่...ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หมอประจำจวนก็เดินทางมาถึง เขาตรวจชีพจรให้นางอย่างละเอียด ก่อ
สามวันหลังจากเหตุการณ์ในศาลาร้าง จวนอ๋องเซียวเฉิงเย่ก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ทว่าความสงบครานี้มิได้เกิดจากการที่ทุกคนลืมเรื่องราวที่ผ่านมา แต่เป็นเพราะคนที่คิดก่อการร้ายถูกจับกุมจนหมดสิ้นจากการสอบสวน ชายชุดเทามีนามว่าเย่ฉางเฟิง เป็นผู้ที่ยังคงภักดีต่อเศษซากอำนาจของตระกูลเย่ที่ถูกเนรเทศ เขาลอบเข้ามาในเมืองหลวงหลายเดือนก่อนเพื่อวางแผนกำจัดเซียวเฉิงเย่ โดยเชื่อว่าหากท่านอ๋องสิ้นพระชนม์ กองกำลังที่อยู่ภายใต้อำนาจของเขาจะต้องแตกกระจาย และความลับเกี่ยวกับคดีเก่าของตระกูลเย่จะถูกฝังไปตลอดกาลส่วนหลินเยว่หรู แม้จะมิใช่ผู้วางแผนทั้งหมด แต่นางก็รู้เห็นและยินยอมช่วยเหลือ เพราะความทะเยอทะยานและความริษยาบังตาท้ายที่สุด นางถูกส่งตัวไปยังศาลหลวงเพื่อรับโทษตามความผิดที่ตนก่อ ส่วนเย่ฉางเฟิงและผู้สมรู้ร่วมคิดถูกสอบสวนขยายผลต่อไป หลักฐานที่รวบรวมได้ทำให้คดีเก่าซึ่งถูกปิดบังมานานเริ่มปรากฏแสงสว่าง เซียวเฉิงเย่จึงไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเงาของผู้ที่คิดสังหารตนเองอีกต่อไปเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย เขากลับมาที่เรือนของซูหนิงเอ๋อในยามเย็นเช่นเคยนางกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นท้อ อ่านบัญชีรายรับรายจ่ายของจว
ชายชุดเทาก้าวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง“พรุ่งนี้เจ้าจงหาข้ออ้างไปพบเซียวเฉิงเย่ อ้างว่าเจ้ารู้สึกไม่สบายใจที่พระชายาซูหมดสติ และต้องการช่วยสืบหาคนร้าย เมื่อเขาเห็นว่าเจ้าเป็นประโยชน์ บางทีเขาอาจลดความระแวงลงบ้าง” หลินเยว่หรูหัวเราะอย่างขมขื่น“ท่านคิดว่าท่านอ๋องจะเชื่อข้าหรือ? วันนี้ข้าเพิ่งปรากฏตัวในสวน พระชายาซูก็หมดสติทันที ต่อให้ข้าไม่ใช่คนลงมือ คนทั้งจวนก็คงสงสัยข้าไปแล้ว”“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องทำให้พวกเขาเชื่อว่าเจ้าเองก็เป็นเหยื่อ!” ชายชุดเทากดเสียงต่ำลง ก่อนยื่นมือออกมาตรงหน้านาง“เอาของที่ข้าให้เจ้าออกมา” หลินเยว่หรูชะงัก มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำห่อผ้าแน่นขึ้น“ท่านจะเอาคืนหรือ?”“ข้าต้องตรวจสอบบางอย่าง”“ไม่!” นางปฏิเสธทันที ก่อนจะรู้ตัวว่าตนตอบเร็วเกินไป จึงรีบผ่อนน้ำเสียง“ข้าหมายถึง...ของชิ้นนี้สำคัญต่อแผนการของเราไม่ใช่หรือ หากท่านเอาคืนไป แล้วข้าจะทำอย่างไรต่อ?” แววตาของชายชุดเทาเปลี่ยนเป็นเย็นชา“หลินเยว่หรู เจ้าคิดว่าตนเองยังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ?”“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”“ถ้าเช่นนั้นก็เอามา!” เขายื่นมือเข้าคว้าแขนเ
ค่ำคืนมาเยือนอย่างเงียบงัน ภายในจวนอ๋อง แสงโคมตามระเบียงค่อยๆ ดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมหน้าประตูเรือนรับรองและเสียงลมพัดผ่านยอดไม้เป็นระยะหลินเยว่หรูนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางเปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มเรียบง่าย เส้นผมเกล้าไว้อย่างหลวมๆ บนโต๊ะมีเพียงปิ่นไม้หนึ่งอันกับถ้วยชาที่ยังไม่ได้แตะต้อง นางมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองแดง หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอก พระชายาซูหมดสติไปแล้วจริงหรือหากเซียวเฉิงเย่รู้ว่านางเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต่อให้เขาเคยมีไมตรีต่อนางมากเพียงใด ก็คงไม่มีวันปล่อยนางไปง่ายๆแต่หากนางไม่ไปพบชายชุดเทา อีกฝ่ายย่อมคิดว่านางกำลังทรยศต่อข้อตกลงหลินเยว่หรูหลุบตาลง มือลูบห่อผ้าที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัวในที่สุด นางก็ลุกขึ้น เปิดประตูออกไปอย่างระมัดระวัง“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ?” สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเอ่ยถามด้วยความสงสัย หลินเยว่หรูชะงักเพียงชั่วอึดใจ ก่อนตอบเสียงเรียบ“ข้านอนไม่หลับ อยากออกไปเดินรับลมสักครู่ เจ้าไม่ต้องตามมา”“แต่ว่า...”“ข้าบอกว่าไม่ต้องตามมา!” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวทำให้สาวใช้ก้มหน้าลงทันที หลินเยว่หรูไม่เสียเวลาพูดต่อ น
เมื่อถึงตำหนัก หมอหลวงก็รีบเข้ามาตรวจอาการทันที เซียวเฉิงเย่ยืนอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมถอยห่างแม้แต่ก้าวเดียว ขณะที่ชิงเยว่ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล ดวงตาแดงก่ำด้วยความกังวล ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอหลวงจึงถอนเข็มเงินออกจากข้อมือของซูหนิงเอ๋อ ก่อนค้อมกายลงอย่างระมัดระวัง“ทูลท่านอ๋อง พระชายามีอาการคล้ายได้รับพิษพ่ะย่ะค่ะ แต่พิษยังไม่แสดงอาการรุนแรงนัก กระหม่อมจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจึงจะระบุได้ว่าเป็นพิษชนิดใด”“พิษ?” เสียงของเซียวเฉิงเย่เย็นลงทันที“เจ้าหมายความว่ามีคนวางยานาง?” หมอหลวงก้มหน้าต่ำ“กระหม่อมยังไม่กล้ายืนยันพ่ะย่ะค่ะ แต่จากอาการในขณะนี้ มีความเป็นไปได้สูง” ภายในห้องพลันเงียบงันเซียวเฉิงเย่กำหมัดแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ตรวจให้ละเอียดที่สุด หากต้องใช้ยาหรือสมุนไพรชนิดใด ให้ไปนำมาทันที ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าต้องการให้นางปลอดภัย”“กระหม่อมรับบัญชา!” หมอหลวงรีบถอยออกไปจัดยา เซียวเฉิงเย่นั่งลงข้างเตียง เอื้อมมือไปจับมือของซูหนิงเอ๋อไว้ ปลายนิ้วของนางเย็นกว่าปกติ เขาจึงประคองมือทั้งสองข้างของนางไว้ในฝ่ามือตนเอง ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดให้นาง“หนิง







