INICIAR SESIÓNหลิวชิงหลีไม่คาดคิดว่ามู่หรงเฉิงจะมาด้วย นางกวาดสายตาเย็นชาผ่านบุรุษทั้งสอง สีหน้ารังเกียจชัดเจนจนไม่คิดปิดบังบุรุษทั้งสอง นางไม่อยากต้อนรับทั้งคู่ ยิ่งรีบไล่ไปได้เร็วเท่าไรยิ่งดี“ในเมื่อเป็นของตอบแทน ข้าก็จะรับไว้ ข้าเหนื่อยแล้ว เชิญพวกท่านตามสบาย”หลิวชิงหลีกล่าวเสียงเรียบ พูดจบนางก็ดึงซู่หยาที่กำลังเหม่อลอยให้ตามเข้าห้องไป ทิ้งไว้เพียงบุรุษสองคนยืนจ้องกันด้วยสายตาเขม็งในลานเรือน เหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ต่างก้มหน้าเงียบงัน พยายามลดการมีตัวตนของตนให้จางที่สุด หลี่เหยียนกัดฟันอัดอั้น มู่หรงเฉิงขมวดคิ้วครุ่นคิดบรรยากาศเงียบงันเกินคาด มีเพียงเสิ่นฉีอันที่เข็นรถเข็นอยู่ด้านหลังซึ่งกลั้นไม่อยู่ เผลอหัวเราะออกมาเบาๆสองสายตาเย็นเยียบพุ่งมาทันที เขารีบลูบจมูกอย่างเก้อเขิน ทิ้งคำว่า “ข้าไปดูว่าพวกเขามาถึงหรือยัง” ไว้ แล้วรีบเผ่นหนี“เจ้าไปทำให้นางโกรธเข้าแล้ว”เสียงที่ดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้หลี่เหยียนแทบแข็งเป็นหิน“มู่หรงเฉิง เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!” หลี่เหยียนรู้สึกงุนงง เขายังไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ“เจ้าตาบอดหรืออย่างไร นางไม่ชอบเจ้าอยู่แล้ว เห็นเจ้าแล้วรำคาญจึงเ
“ตอนนั้นข้ายังเยาว์วัย เพียงเพราะคำว่ารัก จึงแสดงออกครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งเปิดเผย ทั้งวางแผนลับ ทำเรื่องผิดพลาดไว้มากมาย…สุดท้ายก็ถูกเขารังเกียจ และขับไล่ไป”เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ซู่หยาร่ำไห้อย่างสุดกลั้น ซบลงในอ้อมอกของหลิวชิงหลีจนสะอื้นแทบอาเจียนนาง…ไม่อาจเข้าใกล้เขาได้อีกแล้ว เพราะเหตุนี้ เมื่อได้ยินว่าเขามักใกล้ชิดกับสตรีผู้หนึ่ง นางจึงมาดูด้วยตนเอง ทั้งยังแฝงใจอยากได้พบเขาอีกสักครั้ง แต่เรื่องเหล่านี้ซู่หยาไม่ได้บอกหลิวชิงหลีตลอดวันที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ซู่หยาค่อยๆ ชื่นชอบหลิวชิงหลี สตรีผู้สุภาพ อ่อนหวาน แต่แฝงความเด็ดเดี่ยวและจิตใจงดงาม อยู่กับนางแล้วเหมือนมีคำพูดไม่รู้จบ สัมผัสได้ถึงความสงบของกาลเวลา นางไม่อยากให้มิตรภาพนี้ต้องบาดหมางเพราะบุรุษคนหนึ่งหลิวชิงหลีฟังแล้วถึงกับตะลึง ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงจะซับซ้อน ลึกซึ้ง และมีชีวิตชีวาได้ถึงเพียงนี้ เมื่อนำมาเทียบกับชาติที่แล้วของนางกับมู่หรงเฉิง ชีวิตที่มีเพียงกิน นอน มีลูก ช่างจืดชืดราวน้ำเปล่าแต่หลี่เหยียน…หรือว่าเขาจะเป็นพวกบำเพ็ญมรรคไร้รักดั่งที่ปรากฏในนิยายกันเล่า ต่อหน้าซู่หยาผู้แสนอ่อนหวาน นุ่มนวล และเอาใจเก
ดวงตาของมู่หรงเฉิงเบิกกว้างเล็กน้อย มือหนึ่งเผลอวางลงบนหลังมือของหลี่เหยียนแล้วกำแน่น ความซาบซึ้งบางอย่างเอ่อล้นจนแทบสะท้อนออกมาทางแววตาหลี่เหยียนกลับไม่รับรู้ความรู้สึกอันซับซ้อนนั้น เขาเพียงรู้สึกว่าบุรุษตัวโตมาจับมือเขา แล้วยังจ้องเขาเช่นนี้ ช่างชวนขนลุกยิ่งนักมู่หรงเฉิงในคราบเย็นชาสงบนิ่งเช่นเคย ยังดูน่ามองกว่านี้เสียอีก หลี่เหยียนสะบัดมือออกอย่างแรง ก่อนจะถามอย่างไม่ใส่ใจนัก“แล้วเจ้าคิดจะแต่งนางเมื่อใด”มู่หรงเฉิงขมวดคิ้ว แววตาแฝงความหม่นเศร้า“อีกหลายปี รอให้ข้ามีกำลังมากพอแล้วค่อยว่ากัน หากเปิดเผยนางเร็วเกินไป จะเป็นอันตรายต่อนาง อีกทั้ง…นางเองก็ดูจะไม่ยินยอมแล้ว นางปฏิเสธข้า”“อย่าบอกนะว่าสุดท้ายแล้วเป็นแค่เจ้าที่คิดไปฝ่ายเดียว?”หลี่เหยียนอุทานด้วยความตกตะลึง รู้สึกว่าสมองตามไม่ทันมู่หรงเฉิงพยักหน้าอย่างลำบากใจท่ามกลางเสียงซักไซ้ ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างกระอักกระอ่วนหลี่เหยียนถอนใจยาว รู้สึกปวดใจแทนสหาย ไม่คิดว่าผู้ที่ดุจดั่งเซียนเช่นเขา จะมีวันที่ต้องเจ็บปวดเพราะความรักแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้ยินเรื่องนี้ หลี่เหยียนกลับรู้สึกยินดีลึกๆ อย่างประหลาดยินดีบนความ
ในช่วงเวลานั้นเอง มักมีเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งแอบนั่งอยู่ใกล้ๆ คอยลอบมองเขาด้วยดวงตากลมโตงดงาม บางครั้งนางนั่งเงียบๆ อยู่ในกระโจม แอบเหลือบมองเขาเป็นพักๆ บางครั้งก็ซ่อนตัวอยู่นอกกระโจม เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่มีชีวิตชีวาเขาคิดว่าแสงประกายในดวงตาคู่นั้น สว่างไสวยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า หลังจากนั้นไม่นานนัก มู่หรงเฉิงก็มักพบเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้ใจอุ่นขึ้นอยู่เสมอ เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเขาปรากฏลายปักกระต่ายตัวเล็กๆ ที่ฝีมือไม่สู้ดี บนที่นอนมักมีของวางไว้บ้าง เป็นสุราหนึ่งไห หรือหนังสือหนึ่งเล่มบ้าง…นางโลดแล่นเข้ามาในชีวิตอันหม่นหมองของเขา ราวกับกระรอกน้อยที่ซ่อนถั่วไว้เนิ่นนาน ทุ่มเททุกแรงกายแรงใจเพื่อเลี้ยงดูเขาอย่างเงียบงันนางยังประหนึ่งลำแสงที่ส่องลงสู่ก้นบ่อ มอบความมีชีวิตชีวาและความอบอุ่นเช่นนั้น จนเขาอยากเก็บซ่อนไว้ให้ลึกที่สุด อยู่เคียงข้างไม่พรากจากเขาเริ่มมีความหวังทีละน้อย ไม่คิดถึงความตายอีกต่อไป ไม่อยากจบชีวิตด้วยการห่อศพด้วยหนังม้า เขาอยากแข็งแกร่งขึ้น เพื่อจะได้ยืนอยู่ในแสงสว่าง มองนางอย่างเปิดเผยทว่าตอนนี้เขายังทำไม่ได้ ยังไม่อาจครอบครองนาง อย่างน้อยก็ในเวลานี้หัวใจของมู่ห
เมื่อความโกรธพุ่งถึงขีดสุด ก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว นางเพียงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา ก่อนกลับเข้าสู่กองทัพ สั่งให้คนนำอาซูถูไปส่ง ทั้งยังกดทับบาดแผลของเขาอย่างแรงก่อนส่งตัวครั้นมีคนมารับเอาอาซูถูที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีไปแล้ว นายกองอวี๋ซึ่งเดิมล้อมอยู่ด้านหลังก็ได้รับคำสั่งถอยกำลังออกทั้งหมด เปิดทางให้พวกเขาเมื่อเดินห่างออกไปจนไร้ภัยคุกคาม อู๋ลั่วหย่าขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างฉับพลัน“สตรีที่เยี่ยนอ๋องอุ้มอยู่ในอ้อมแขนคือผู้ใด เขาแต่งงานแล้วหรือ หรือเป็นเพียงอนุหรือสาวใช้ใกล้ชิด”“ฝ่าบาท ยังไม่เคยมีข่าวว่าเยี่ยนอ๋องอภิเษก อีกทั้งไม่ทราบว่ามีอนุหรือบุตรหรือไม่พะยะค่ะ”เยี่ยนอ๋องเป็นผู้ลึกลับมาโดยตลอด อีกทั้งมาชายแดนอย่างกะทันหัน ข่าวสารที่พวกเขามี ล้วนเป็นเพียงสิ่งที่คนทั่วไปทราบ รายละเอียดลึกซึ้งกลับมีไม่มากนัก“ไปสืบมา”*****เมื่อควบม้ากลับถึงค่ายทหารชั่วคราวโดยไม่หยุดพัก ก็ล่วงเข้าสู่ยามเย็นแล้วหมอทหารซึ่งทำงานหนักมาตลอดวันกำลังจะได้พัก กลับถูกทหารสองนายพาตัวไปอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าสู่กระโจมของแม่ทัพใหญ่หมอทหารกำลังจะคารวะ มู่หรงเฉิงรีบยกมือห้ามไว้ พร้อมสั่งให้เขารีบรักษาหลิวชิงหล
นางทำหน้าตาเย็นชา หันไปถามว่า “ยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีทหารหนุน”“เรื่องนี้…”อู๋ลั่วหย่าหรี่ตา น้ำเสียงเย็นเยียบ “แม้ยืนยันไม่ได้ แต่โอกาสมาถึงแล้ว ย่อมไม่ย้อนกลับ หากข้าจับเยี่ยนอ๋องได้ ทหารหนุนจะนับเป็นอันใด”คนสนิทยิ่งตาเป็นประกาย ยิ้มอย่างยินดี “เป็นเช่นนั้นจริงพะยะค่ะ ฝ่าบาททรงหลักแหลมยิ่ง”ทหารทั้งสองฝ่ายเริ่มขยับ ม้ากระวนกระวาย ส่งเสียงร้องราวกับประกาศศึกมู่หรงเฉิงก้มมองเด็กสาวในอ้อมแขน แม้นางจะหมดสติ คิ้วยังขมวดแน่นไม่คลาย หัวใจเขาหนักอึ้งราวถูกถ่วงไว้ เขาจึงควบม้าออกไปข้างหน้า ก่อนจะกล่าวกับทหารของตนว่า“รักษากำลังไว้ ถอยกลับก่อน”“ขอรับท่านอ๋อง” เหล่าทหารขานรับพร้อมเพรียงศึกดูเหมือนจะปะทุขึ้นในพริบตา ทว่าในยามที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มขยับเข้าใกล้ กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างไม่คาดคิดมีทหารเป่ยหรงคนหนึ่งเร่งมารายงานว่า ด้านหลังปรากฏกองทัพจำนวนหนาแน่น มองจากธงแล้วเป็นกองกำลังในสังกัดเยี่ยนอ๋อง กองทัพนี้มีกำลังทหารห้าพันนาย เป็นกองทัพของนายกองอวี๋ที่นำมาค้นหามู่หรงเฉิงโดยเฉพาะ“อะไรนะ เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”อู๋ลั่วหย่าตกใจหน้าซีดขาว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย นางโกรธจัด สะบั







