เข้าสู่ระบบ“ท่านอ๋อง! กระหม่อมถูกใส่ร้าย” คำวิงวอนยังไม่ทันสิ้น ดาบก็ร่วงลง ฉับเดียว…โลหิตกระเซ็นเป็นเส้นโค้ง ก่อนจะตกลงบนหิมะขาว งดงาม…และน่าสะพรึงในคราเดียวกัน บุรุษในอาภรณ์ดำมิได้แม้แต่จะกะพริบตา เขาคือผู้ที่ใต้หล้าเรียกขานว่า “ปีศาจ” ผู้เหยียบศพขึ้นสู่จุดสูงสุด ผู้ที่ยิ้มบาง ๆ ก็ทำให้ทั้งราชสำนักหนาวสั่น มู่หรงชิงอี้อ๋องผู้สำเร็จราชการ เขาหันกายจากลานประหารอย่างไม่ไยดีราวกับเพิ่งเหยียบมดตัวหนึ่งตาย
ดูเพิ่มเติมบทนำ
หิมะแรกแห่งเหมันต์โปรยลงมาเงียบงัน คลุมทับกำแพงเมืองหลวงให้ขาวสะอาดราวไม่เคยมีบาปใดเกิดขึ้น
ทว่าใต้ความขาวนั้น…เลือดยังอุ่น
หยาดหนึ่ง หยาดสอง ไหลซึมจากรอยแยกของศิลาค่อย ๆ แผ่ซ่านดุจดอกเหมยสีชาดบานสะพรั่งกลางความหนาว เสียงกรีดร้องดับลงไปนานแล้วเหลือเพียงกลิ่นคาวจาง ๆ ที่ลมหนาวพัดวนไม่ยอมจางหาย
“รายต่อไป”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเฉยชา
บุรุษในอาภรณ์ดำยืนอยู่ท่ามกลางลานประหาร ชายเสื้อเขาไม่เปื้อนแม้หยดเลือด ราวกับความตายไม่อาจแตะต้อง
ดวงตาคู่นั้น…เย็นยิ่งกว่าหิมะ
เบื้องหน้าเขา ขุนนางผู้หนึ่งทรุดตัวคุกเข่า ร่างสั่นสะท้านริมฝีปากพร่ำขอชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านอ๋อง! กระหม่อมถูกใส่ร้าย”
คำวิงวอนยังไม่ทันสิ้น ดาบก็ร่วงลงฉับเดียว…โลหิตกระเซ็นเป็นเส้นโค้ง ก่อนจะตกลงบนหิมะขาว งดงาม…และน่าสะพรึงในคราเดียวกัน
บุรุษในอาภรณ์ดำมิได้แม้แต่จะกะพริบตา
เขาคือผู้ที่ใต้หล้าเรียกขานว่า “ปีศาจ” ผู้เหยียบศพขึ้นสู่จุดสูงสุด ผู้ที่ยิ้มบาง ๆ ก็ทำให้ทั้งราชสำนักหนาวสั่น
อ๋องมู่หรงชิงอี้ ผู้สำเร็จราชการ
เขาหันกายจากลานประหารอย่างไม่ไยดีราวกับเพิ่งเหยียบมดตัวหนึ่งตาย
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย”
คำสั่งถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเย็นชาไม่ต่างจากลมเหมันต์ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ไม่มีผู้ใดกล้าถามเพราะทุกคนรู้ดี ชีวิตคนในสายตาเขา…ไร้ค่าเพียงใด
ขณะเดียวกัน ที่ปลายถนนหลวงซึ่งหิมะยังไม่ถูกย่ำยีรถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านอย่างเชื่องช้าม่านบางภายในไหวตามแรงลมเผยให้เห็นใบหน้าของสตรีผู้หนึ่ง
งดงาม…ทว่าเย็นนิ่ง
นางมองออกไปยังเมืองหลวงที่ปกคลุมด้วยหิมะแววตาไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับทุกสิ่งล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตน
“คุณหนู ถึงจวนอ๋องแล้วเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้เอ่ยเบา ๆ มือเรียวค่อย ๆ วางลงบนขอบหน้าต่างรถม้า นิ้วขาวซีดราวหิมะ…แต่ปลายนิ้วกลับเกร็งแน่นเล็กน้อย
นางรู้ดีว่าที่แห่งนี้คืออะไร
มิใช่จวน…แต่คือกรงขังนางนับจากนี้
การแต่งงานครั้งนี้มิใช่พิธีมงคล หากคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ นางหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งความลังเลทั้งหมด…มลายหาย
“ลงเถิด”
เสียงนางเรียบสงบเมื่อม่านถูกเปิดออก หิมะเย็นเฉียบก็พัดปะทะใบหน้านางก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง
เบื้องหน้าประตูจวนอ๋องสูงตระหง่านดุจปากอสูรที่อ้ารอเหยื่อ
ผู้คนสองฝั่งทางต่างก้มศีรษะไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะมองตรงเพราะทุกคนรู้ว่าสตรีผู้นี้กำลังจะก้าวเข้าไปเป็น “ของ” ของบุรุษผู้โหดเหี้ยมที่สุดในใต้หล้า
ทว่า…ยามที่นางเงยหน้าขึ้น สายตานั้นกลับนิ่งสนิทไม่หวาดกลัวไม่สั่นคลอน
ราวกับผู้ที่จะถูกกลืน…มิใช่นางแต่เป็นอีกฝ่าย
ลมหนาวพัดแรงขึ้นอีกคราหิมะปลิววนระหว่างฟ้าดินไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าในค่ำคืนที่ดูเงียบสงบนี้
โชคชะตาของปีศาจผู้หนึ่ง กำลังจะเริ่มแปรเปลี่ยน…เพราะสตรีเพียงคนเดียว
ตอนพิเศษ 5หมอกบางลอยคลออยู่เหนือจวนอ๋องไม่หนาพอจะบดบังสิ่งใด แต่พอจะทำให้ทุกอย่างดูนุ่มลงกว่าความจริงราวกับโลกทั้งใบกำลังพักหายใจ ก่อนเริ่มต้นวันใหม่สงบลานฝึกที่เคยเต็มไปด้วยเสียงดาบกระทบกันเสียงคำสั่งสั้นเฉียบเสียงเด็กล้ม ลุก แล้วล้มอีกครั้งวันนี้กลับว่างเปล่าความว่างนั้นไม่ใช่ความว่างที่มีมานาน หากเป็นความว่างของสถานที่ที่เพิ่งสูญเสียบางสิ่งไปไม่นานนักรอยเท้าในทรายยังอยู่รอยดาบบนเสาฝึกยังไม่เลือนแม้กระทั่งกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ก็ยังคงหลงเหลือไม่มีเด็กชายคนนั้นอีกแล้วมีเพียงบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่กลางลานมู่หรงชิงอี้เขายืนนิ่ง มองลานฝึกตรงหน้ามองของคนที่กำลังมองอดีตอดีตที่ยังสดเกินกว่าจะลืม และไกลเกินกว่าจะย้อนกลับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เบาพอจะไม่รบกวนความเงียบแต่คุ้นเคยพอให้เขารู้ว่าเป็นใคร ตั้งแต่ก่อนเจ้าของเสียงจะเอ่ยปาก“ท่านมายืนที่นี่อีกแล้ว”หลี่อี้ถงเอ่ยเสียงเบาน้ำเสียงของนางยังคงนุ่มเช่นเดิมนุ่มที่ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ปีมู่หรงชิงอี้ไม่หันกลับ“ท่านไม่ชินหรือ”นางถามต่อไม่ใช่คำถามเพื่อเอาคำตอบเพียงพูดในสิ่งที่มองเห็นเขาเงียบและความเงียบนั้นก
ตอนพิเศษ 4หมอกหนากว่าทุกวันมันลอยต่ำอยู่เหนือพื้นดิน หมอกลอยเมื่ออากาศเย็นและชื้นพร้อมกันทำให้ปลายถนนหายไปในสีขาวทำให้ระยะใกล้ดูไกลและทำให้ทุกสิ่งที่อยู่เกินสิบก้าวออกไป กลายเป็นปริศนามู่หยงฟู่ยืนอยู่หน้าประตูเรือน ในชุดเรียบง่ายเช่นเดิมดาบไม้สะพายอยู่ด้านหลัง“จะไปอีกหรือ”เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังหลี่อี้ถงเดินเข้ามาช้าๆ สายตามองลูกชายด้วยความคุ้นเคยของคนที่อ่านเด็กคนนี้ออก ตั้งแต่วันที่เขายังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขน“ขอรับ”“ครั้งนี้ไปทำอะไร”มู่หยงฟู่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ“ไปดู”“ดูอะไร”“คน”เงียบลงเพียงชั่วขณะคำตอบนั้นทำให้นางชะงัก เมื่อได้ยินบางสิ่งเกินวัยจากปากเด็กหกขวบก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้น รอยยิ้มของคนที่รู้ว่า ลูกกำลังเรียนรู้สิ่งสำคัญด้วยตัวเองแล้ว“ไปเถิด”นางยื่นผ้าผืนเล็กให้ผ้าสะอาดที่พับไว้อย่างเรียบร้อย ที่มารดามักเตรียมของเล็กๆ ให้ลูกก่อนออกจากบ้าน“อย่าลืมว่าเจ้ากลับมาที่ไหน”มู่หยงฟู่รับผ้านั้นไว้รับทั้งของในมือ และความหมายในคำพูดพร้อมกันด้านหลังมู่หรงชิงอี้ยืนอยู่ในระยะที่ไม่ได้ใกล้จนกดดัน และไม่ได้ไกลจนมองไม่เห็นเขาไม่ได้พูดอะไรไม่มีคำเตือนไม
ตอนพิเศษ 3ประตูจวนอ๋องเปิดออก เป็นประตูบานเดิมที่เปิดรับผู้คนเข้าออกทุกวัน ทั้งขุนนาง คนส่งสาร หรือผู้มีธุระกับจวน แต่เช้าวันนี้ สิ่งที่ก้าวออกไปผ่านเงาประตูนั้นกลับต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่มู่หยงฟู่ก้าวออกไปโดยไม่มีบิดายืนอยู่ข้างกายเด็กชายวัยหกปีสวมชุดเรียบง่าย ดาบไม้สะพายอยู่ด้านหลังที่เด็กทั่วไปในเมืองหลวงอาจพกติดตัว ไม่มีเครื่องประดับบ่งฐานะ ไม่มีสัญลักษณ์ของตระกูลให้ผู้ใดจดจำดูเผินๆ ก็เหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่งแต่ท่าทางนั้น ไม่ธรรมดา“จำสิ่งที่ข้าสอน”เสียงขรึมดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนเด็กน้อยจะก้าวพ้นเงาประตูมู่หยงฟู่หยุดฝีเท้า หันกลับไปมองมู่หรงชิงอี้ยืนอยู่ตรงนั้น ในระยะที่ไม่ใกล้เกินไปและไม่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน สายตานิ่งสงบ ไม่มีความกังวลแสดงออกชัดเจน แต่ก็ไม่มีความผ่อนคลายเสแสร้งว่าทุกอย่างไร้ปัญหา“อย่าประมาท”“ขอรับ”“อย่าเชื่อใครง่าย”“ขอรับ”“และ…” เขาหยุดเล็กน้อย ราวกับกำลังเลือกคำที่สำคัญที่สุด “อย่าทำให้ข้าต้องลงมือแทน”ความเงียบทอดผ่านระหว่างพ่อลูกมู่หยงฟู่พยักหน้า รับคำทั้งสามข้อนั้นไว้โดยไม่ถามสิ่งใดเพิ่มเติม“ขอรับ”หลี่อี้ถงยืนอยู่ไม่ไกลนางไม่ได
ตอนพิเศษ 2ยามเช้าท้องฟ้าครึ้มบางๆไม่ถึงกับมืดครึ้มจนฝนจะตก หากเป็นความหม่นอ่อนที่ทำให้แสงแดดนุ่มลง เงาในลานฝึกไม่ตัดคมเหมือนวันฟ้าเปิดลมพัดแรงกว่าทุกวันพัดผ่านลานกว้างอย่างเชื่องช้า ราวกับทั้งเช้ากำลังรอบางสิ่งจะเกิดขึ้นลานฝึกว่างเปล่าไม่มีเสียงคำสั่งไม่มีเงาของผู้เป็นบิดาที่ยืนอยู่ตรงขอบลานไม่มีเสียงเย็นเรียบที่คอยกำหนดทุกจังหวะของการเคลื่อนไหวมีเพียงมู่หยงฟู่เด็กชายวัยหกปี ผู้ยืนอยู่กลางลานด้วยตัวเองดาบอยู่ในมือสายตาจ้องตรงไปข้างหน้าวันนี้…เขาต้องฝึกเพียงลำพังลมหายใจเข้าออกช้าๆ ในจังหวะที่กำหนดด้วยตัวเอง ก่อนมือเล็กจะยกดาบขึ้นเริ่มคมดาบวาดผ่านอากาศฟัน หมุน ถอยทุกท่วงท่าคือสิ่งที่เคยฝึกมาแต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดบอกว่าถูกหรือผิดไม่มีคนปัดดาบกลับมาเพื่อสอนว่าเขาช้าเกินไปไม่มีเสียงตำหนิในจังหวะที่เสียสมดุลมีเพียงตัวเขาเอง…กับดาบในมือท่าทางยังไม่สมบูรณ์แต่มั่นคงกว่าเมื่อวานมั่นคงที่เกิดขึ้น เมื่อคนคนหนึ่งเริ่มเข้าใจว่าตนกำลังทำอะไร ไม่ใช่เพียงทำตามสิ่งที่ถูกสอนบนระเบียงสูงที่มองเห็นลานฝึกทั้งลานมู่หรงชิงอี้ยืนอยู่ตรงนั้นสายตาไม่เคยละจากร่างเล็กเบื้องล่างแม้เพียงเสี้ยวว





