เข้าสู่ระบบถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของทางการรับปากว่าจะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและถ้าหากพบว่าสองแม่ลูกสกุลเหอนำข้าวของภายในบ้านไปจริงจะช่วยทวงคืนสิ่งของให้ แต่เหอเจียวเจียวก็ไม่คิดจะหวังน้ำบ่อหน้าด้วยรู้ดีถึงข้อจำกัดของทางการ ต่อให้พวกเขาค้นพบว่าสองแม่ลูกนำข้าวของไปจริง แต่พวกเขาต้องกลับไปรายงานที่ว่าการก่อนแล้วจึงจะสามารถทวงคืนข้าวของเหล่านั้นมาให้นางได้
นางไม่ได้หวังว่าจะได้ข้าวของเหล่านั้นคืนมาอยู่แล้ว แต่การที่นางตั้งใจยั่วยุให้เหอเจินจูไปฟ้องร้องกับทางการก็เพื่อจะทำให้สองแม่ลูกจากบ้านสกุลเหอได้รู้ว่ายามนี้นางไม่ใช่เหอเจินจูคนเดิมที่พวกนางสามารถรังแกได้อีกแล้ว อีกทั้งการที่เหอเจินจูไม่ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านแต่ข้ามหน้าข้ามตาไปแจ้งทางการถึงในตัวเมือง ด้วยนิสัยความชอบคิดเล็กคิดน้อยของผู้ใหญ่บ้านย่อมต้องก่อให้เกิดความบาดหมางได้ไม่มากก็น้อย
มีชีวิตมาแล้วชาติหนึ่งถึงแม้ว่าจะมีจะอายุไม่มากแต่เหอเจียวเจียวที่ผ่านประสบการณ์การต้องฝ่าฟันเพื่อเอาตัวรอดมาอย่างโชกโชน ก็เข้าใจถึงหลักการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในสังคมเล็กๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้ที่ชาวบ้านยังคงมีการกระทำที่ซื่อตรงกับจิตใจ ยิ่งแทบจะไม่มีความซับซ้อนใดๆ ให้ต้องคาดเดามากนัก ก็ยิ่งง่ายมากสำหรับนางในการดำรงชีวิตที่นี่
ลมหนาวเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เคราะห์ดีที่เครื่องนอนและชุดสำหรับฤดูหนาวล้วนถูกเก็บเข้าตู้ใส่กุญแจเอาไว้เป็นอย่างดี สองแม่ลูกสกุลเหอจึงไม่ได้เอาไป มีเครื่องใช้เพื่อคลายความหนาวแล้วจึงพอช่วยลดความกังวลใจไปได้บ้าง เวลานี้ที่นางจะต้องหาเพิ่มก็คือเสบียงอาหารและจะให้ดีที่สุดก็คงจะเป็นหนทางหาเงิน
“ข้าจะเข้าป่าไปสักเที่ยว พวกเจ้าอยู่บ้านแล้วพยายามช่วยกันรวบรวมฟืนเอาไว้ให้มาก ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีพายุฤดูหนาวเข้ามาอีกหรือไม่แต่พวกเราก็ควรจะเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีก่อน หน้าที่ของพวกเจ้าสองคนก็คือพยายามรวบรวมฟืนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่าย่อมต้องยึดถือความปลอดภัยเป็นหลักด้วย เข้าใจหรือไม่” เหอเจียวเอ่ยกับจ้าวเฟิงหย่าและจ้าวเฟิงเซิ่งด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“พี่สะใภ้เองก็ต้องระมัดระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ว่าแต่ท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ” จ้าวเฟิงหย่าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเช่นนี้ทำให้เหอเจียวเจียวอดรู้สึกอบอุ่นในหัวใจไม่ได้ ทั้งตัวนางในภพก่อนและเหอเจียวเจียวในภพนี้ต่างก็ไม่เคยมีผู้ใดคิดจะมอบความเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริงให้นางเลย
“เจ้าวางใจเถิดเรื่องอื่นข้าอาจจะไม่สันทัด แต่เรื่องการออกไปหาของกินในป่า ข้าคนนี้มีความช่ำชองมากที่สุด” เหอเจียวเจียวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
เรื่องนี้นางไม่ได้โกหก ตั้งแต่เล็กจนโตบ้านสกุลเหอเลี้ยงดูเหอเจียวเจียวอย่างอดๆ อยากๆ แถมยังใช้งานนางหนักมาก ทำให้เหอเจียวเจียวต้องเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์เพื่อนำมากินเพื่อประทังชีวิตเพียงคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากถ้าหากบ้านสกุลเหอรู้ว่านางมีความสามารถเช่นนี้หน้าที่การหาของป่าและล่าสัตว์ป่าจะต้องถูกยกมาให้นางเป็นแน่ นางจึงต้องพยายามปกปิดเรื่องนี้จากสายตาของบ้านสกุลเหอเอาไว้ ด้วยพละกำลังที่เหลือเฟือเกินกว่าคนทั่วไป รวมทั้งประสบการณ์การหาของป่าและล่าสัตว์ของนาง ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางจะมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ได้เช่นนี้
เหอเจียวเจียวแต่งตัวอย่างรัดกุมแล้วเดินไปเลือกอาวุธของจ้าวเฟิงป๋อที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องนอน ไม่ผิดจ้าวเฟิงป๋อซุกซ่อนอาวุธทั้งหมดเอาไว้ในห้องนอน คนผู้นี้ก็คงจะไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน ถ้าตัดเรื่องความหล่อเหลาและความมีน้ำใจของเขาทิ้งไป ก็คงไม่ค่อยจะเหมาะนักที่จะรับเขามาเป็นสามี แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เหอเจียวเจียวก็ไม่คิดจะปฏิเสธสถานะการเป็นภรรยาของเขา ด้วยใจหนึ่งก็คิดถึงความมีน้ำใจของเขา และก็หน้าตาอันหล่อเหลาอีกเล็กน้อย ส่วนอีกใจก็คิดสงสารเด็กน้อยสองคนนี้ที่ในยามนี้มีที่พึ่งเพียงคนเดียวก็คือนาง
“พวกเจ้าดูแลตนเองให้ดี หาฟืนแค่บริเวณใกล้บ้านเพียงเท่านั้น หากรู้สึกเหนื่อยก็รีบกลับมาพักอย่าได้ฝืนตนเองมากเกินไปเล่าเข้าใจหรือไม่” เหอเจียวเจียวเอ่ยกำชับอีกครั้งก่อนที่จะออกไป
“พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลนะขอรับ ข้ากับหย่าเอ๋อจะไม่ทำเรื่องที่เกินกำลังของพวกข้าอย่างแน่นอน แต่ท่านเองก็ต้องดูแลตนเองให้ดีด้วยนะขอรับ” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังเกินวัย เขาที่เป็นเช่นนี้สามารถเรียกรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูจากเหอเจียวเจียวได้เป็นอย่างดี
“ได้เช่นนั้นข้าไปล่ะ” นางเอ่ยอำลาแล้วสะพายคันธนูเอาไว้ที่กลางหลัง พร้อมด้วยเหน็บมีดสั้นและขวานด้ามขนาดเหมาะมือเอาไว้ที่เอว ใจจริงนางอยากจะถือกระบี่อันงดงามติดกายไปด้วย แต่ด้วยตนเองในชาติก่อนไม่เคยใช้กระบี่ในการป้องกันตัวเลยนอกจากถือเดินแบบและเคยใช้ร่ายรำเพื่อใช้ในการแสดงบนเวทีเพียงเท่านั้น นางจึงคิดว่าไม่ควรเอาไปให้เกะกะน่าจะเป็นการดีกว่า
ลมหนาวเริ่มจะมาแล้วสัตว์ป่าหลายชนิดเริ่มจะเก็บตัวเพื่อเตรียมจะจำศีล เหอเจียวเจียวจึงกล้าที่จะเดินเข้าไปในป่าลึกมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะมานางเลือกเสื้อคลุมที่เก่ามากแล้วมาเย็บเป็นถุงผ้าใบใหญ่เพื่อเอาไว้ใส่ถุงน้ำและเพื่อเอาไว้ใส่ของป่ากลับบ้าน
‘หน่อไม้..กินแรงมากเกินไปเอาไว้ขากลับ ผลไม้ป่า..อืมเดี๋ยวค่อยกลับมาเก็บในตอนท้าย’ เหอเจียวเจียวเดินเลือกของป่าด้วยท่าทีคล้ายกับว่ามาเดินเลือกซื้อของในตลาดเลยทีเดียว
ร่างกายใหม่นี้ของเหอเจียวเจียวถึงแม้ว่าเนื้อตัวจะอวบอ้วนแต่กลับมีพละกำลังที่มหาศาลมากกว่าผู้อื่นเป็นร้อยเท่า ไม่รู้ว่าอาจจะเป็นเพราะร่างนี้ต้องตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก หรือว่าเป็นเพราะพรสวรรค์ที่สวรรค์ประทานมาให้ เรื่องอันตรายในป่าไม่ว่าคนหรือสัตว์จึงไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับนางมากนัก ในกาลก่อนทุกครั้งที่ร่างนี้รู้สึกหิวนางจึงจะมักแอบเข้ามาในป่าหาของกินได้อย่างช่ำชองและแอบกินจนหมดโดยไม่ให้คนในบ้านระแคะระคายในเรื่องนี้
ทักษะการใช้ชีวิตของร่างนี้ทำให้เหอเจียวๆ อดนับถือไม่ได้ ในภพก่อนตอนที่นางยังไม่ค้นพบตนเอง นางนับได้ว่าเป็นนักกีฬาตัวยงของโรงเรียน ด้วยทุนของนักกีฬาช่วยลดภาระเรื่องค่าเทอมได้ดี นางจึงเป็นทั้งนักกีฬาเทควันโด ยูโด ฟันดาบ ปิงปอง ว่ายน้ำ รวมทั้งยิมนาสติก แต่ที่สามารถทำให้ได้ทุนเรียนมาจนถึงมหาลัยก็คือกีฬายูโด
จวบจวนปีสุดท้ายนางจึงได้พบว่าการเป็นนางแบบคือหนทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนาง นางจึงพยายามที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายอาชีพนางแบบอย่างเต็มตัว ยูโด คือกีฬาที่นางจะฝึกซ้อมในเวลาที่ตนรู้สึกตึงเครียดมากเพียงเท่านั้น เมื่อมาพบกับทักษะการเอาตัวรอดของร่างนี้เข้า นางจึงรู้สึกว่าร่างนี้มีความสามารถที่ไม่เลวเลยอย่างน้อยก็สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีพได้
ส่วนทักษะทางกีฬาของนางนั้น โน่น เลยโยนทิ้งเอาไว้ตรงโน้นได้เลย นอกจากจะใช้สำหรับขอทุนเรียนแล้ว เหอเจียวเจียวก็ล้วนรู้สึกว่าที่นางทนรับความยากลำบากในการฝึกซ้อมมากกว่าผู้อื่นมาหลายปี สุดท้ายเมื่อเรียนจบแล้วก็แทบจะไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการใช้ชีวิตของนางเลย นอกจากเอาไว้โอ้อวดกับผู้อื่นเพียงเท่านั้นว่านางเคยเป็นนักกีฬามาก่อน
ข้าถูกญาติผู้พี่ทุบศีรษะอย่างแรง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของข้าและอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากที่ที่ข้าเคยอาศัยอยู่ไปเสียแล้ว“เจียวเจียว ถึงแม้ว่าคุณจะโกรธเคืองที่ผมนอกใจคุณแต่คุณก็ไม่ควรจะเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นอย่างนี้ คนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รักก็ไม่คู่ควรที่ผมจะมอบความรักให้ พวกเราเลิกกันเถอะ” นี่คือถ้อยคำของคู่รัก เอ่อ คงจะต้องเรียกว่าแฟนของร่างนี้เอ่ยขึ้นในครั้งแรกที่ได้พบกัน นี่คือครั้งแรกที่ข้าได้พบเขายามนี้ร่างกายของข้าหายดีแล้วหลังจากร่างนี้ประสบอุบัติเหตุตกจากตึกที่พักอาศัยอยู่ ข้าก็รักษาตัวอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาลนานหลายเดือนทีเดียว จากความทรงจำของร่างนี้ข้ามีงานที่ต้องทำมีเงินที่ต้องหามาเพื่อใช้เลี้ยงชีพ เพียงแต่งานที่ร่างนี้กำลังทำอยู่ข้าไม่ค่อยจะคุ้นชินนัก ต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่แปลกประหลาด บางครั้งก็เดินไปเดินมาบนเวที บางครั้งก็ยืนทำท่าทางให้ผู้อื่นถ่ายรูป แต่ถ้าถามว่ายากไหมข้าก็ตอบได้เลยว่าไม่ยาก ข้าไม่ต้องทำอะไรมากร่างนี้ก็มีทักษะที่ทำให้ข้าทำตามได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว อีกทั้งยังถูกชื่นชมว่าทำได้ดีกว่าแต่ก่อนด้วย หืม..แน่นอนว่าเมื่อตื่นขึ
ข้าเคยได้พบกับจวินอ๋องอยู่หลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ล้วนเป็นท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการพบกันที่ใกล้ชิดมากที่สุด แถมยังเป็นถึงเนื้อถึงตัวอย่างไม่น่าจะเอ่ยถึงอีกด้วย“คุณหนูใหญ่จ้าวข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธเคืองแทนจ้าวฮูหยิน แต่ก็ไม่ควรจะลงมืออย่างหนักหน่วงถึงขั้นนี้กระมัง” จวินอ๋องเอ่ยพลางขยับตัวลุกขึ้นเขาปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นพลางจ้องมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ข้าจ้องมองไปที่เหอเจินจูที่ยามนี้ร่างกายของนางน่าจะบอบช้ำไปไม่น้อย จึงได้หันไปสั่งกับคนของข้าด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ยังไม่รีบจับนางไปส่งทางการอีก เรื่องนี้ไม่ต้องบอกพี่สะใภ้นางกำลังบำรุงครรภ์อยู่อย่าให้นางต้องมีเรื่องระคายใจ” ประโยคหลังข้าตั้งใจบอกกล่าวกับผู้ติดตามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้ท่านอ๋องที่ยามนี้กำลังจ้องมองข้าอยู่ได้ยินด้วย ข้าหันไปมองเขาแล้วยอบกายถวายคำนับตามประเพณีแล้วเอ่ยขออภัยต่อเขาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม“ต้องขออภัยต่อท่านอ๋องด้วยนะเพคะ เมื่อครู่นี้ข้าจำไม่ได้ว่าเป็นท่านอ๋องก็เลยไม่ได้ยั้งมือ”“อืม วิธีการลงมือของเจ้าน่าสนใจดีนะ เพียงแต่อย่าได้ทำเช่นนี้กับบุรุษอื่นอีกเลยมันออกจะเป็นวิธีการที่
ข้ามีนามว่าจ้าวเฟิงหย่า ข้าเป็นเพียงเด็กสาวบ้านป่าคนหนึ่งที่ถูกพี่ใหญ่ของข้าให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและลงมือสั่งสอนให้ข้าได้ร่ำเรียนหนังสือแตกต่างจากเด็กทั่วไปในหมู่บ้านแห่งนี้ พี่ใหญ่ของข้าเขามักจะเอ่ยกับข้าเสมอว่าข้าจะต้องมีความระมัดระวังและรู้จักรักษากิริยามารยาทของข้าให้เหมาะสมกับที่เป็นสตรีของสกุลจ้าวพี่ชายคนโตของข้ามักจะเล่าให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดของข้าฟังถึงเรื่องราวของสกุลจ้าวในเมืองหลวง เขาบอกกับข้าว่าในกาลก่อนพวกข้าล้วนเคยใช้ชีวิตอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติพัดวี แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้พวกข้าต้องหลบหนีออกจากเมืองหลวงเพื่อช่วยให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดรอดชีวิต ท่านพ่อและท่านแม่ยอมเสียสละชีวิตของตนเองแล้วถูกฆ่าตาย พี่ชายคนโตของข้าพาข้ากับพี่ชายฝาแฝดหลบหนีมือสังหารอย่างทุลักทุเล โชคดีที่มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งคอยให้การช่วยเหลือ ข้ากับพี่ชายทั้งสองจึงได้รอดชีวิตจากการถูกตามฆ่าทุกครั้งที่ได้ฟังถ้อยคำบอกเล่าของพี่ชาย ในยามค่ำคืนข้ามักจะฝันร้ายอยู่เสมอ ข้ามักจะฝันเห็นเลือดและการฆ่าฟันอย่างโหดเหี้ยม ในความฝันมักจะเห็นว่าพี่ชายคนโตของข้ากำลังจับ
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแคว้นต้าเว่ยมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานและนิทานอยู่มากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สะดุดหูของเหอเจียวเจียวมากที่สุด นั้นก็คือตำนานฮูหยินของแม่ทัพที่อัปลักษณ์ที่สุดในใต้หล้า ในคราแรกที่ได้ฟังตำนานนี้นางก็นั่งแทะเมล็ดแตงแล้วก็จิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจ แต่เมื่อได้ฟังไปเรื่อยๆ นางก็อดโยนเมล็ดแตงทิ้งแล้วโอดครวญออกมาไม่ได้“นี่มันเรื่องราวของข้านี่นา” เมื่อเหอเจียวเจียวเอ่ยเช่นนี้จ้าวเฟิงป๋อก็หัวเราะออกมาในทันที“เจ้าอยากมานั่งฟังเรื่องเล่าในโรงน้ำชาข้าก็ยินยอมพาเจ้ามาฟังแล้ว ยามนี้อย่าได้คิดงอแงใส่ข้าอีกเชียวนะ” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้นางก็ตวัดสายตาส่งค้อนวงโตไปให้เขาในทันทีโทษฐานที่พานางมานั่งฟังผู้อื่นเอ่ยถึงเรื่องราวของตนเองโดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าเช่นนี้ แต่ในเมื่อมาแล้วจะให้รีบกลับไปหรือไม่มีทางอย่างแน่นอน นางได้แต่จำใจนั่งฟังเรื่องราวของตนเองพลางแทะเมล็ดแตงและจิบน้ำชาด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนัก“เมื่อได้ข่าวว่าสงครามจบลงแล้ว สามีของนางก็ได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ นางในยามนี้นับว่าได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพแล้ว แต่เมื่อก้มลงมองรูปโฉมของตนเองก็อดหวาดกลัวไม่ได้ นาง
ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย จ้าวเฟิงป๋อในฐานะแม่ทัพใหญ่และจะต้องวางตัวเป็นกลางมากที่สุด นอกจากวางกองกำลังเพื่อคอยตรึงกำลังปกป้องชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วเขาก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับองค์ชายพระองค์ไหนเป็นพิเศษ แม้แต่องค์ชายเจ็ดผู้เป็นบุตรชายของมู่ฮองเฮาที่ดูเหมือนว่าจะสนิทสนมกับฮูหยินของเขาเป็นพิเศษเขาก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด“เรื่องเป็นเช่นนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่ากังวลใจ เพียงแต่หย่าเอ๋อของพวกเราจะไม่โดนลูกหลงแน่หรือ” คำพูดนี้ของเหอเจียวเจียวทำให้จ้าวเฟิงป๋อหัวเราะออกมา“นางน่ะหรือจะถูกลูกหลง เห็นเช่นนั้นหากจวินอ๋องเข้าร่วมแย่งชิงด้วยบรรดาพระโอรสทั้งหลายไม่มีผู้ใดเทียบเคียงเขาได้หรอก เจ้าอย่าลืมสิว่ากำลังทหารในมือของเขามีมากเสียยิ่งกว่าข้าแล้วในยามนี้” เมื่อจ้าวเฟิงป๋อเอ่ยเช่นนี้เหอเจียวเจียวก็พยักหน้ายิ่งอายุมากขึ้นความหวาดระแวงขององค์ฮ่องเต้ฉู่เสวียนก็ยิ่งมีมากขึ้น เพียงแต่ความหวาดระแวงเหล่านั้นล้วนโยกย้ายไปอยู่ที่บรรดาพระโอรสทั้งหลายจนหมดสิ้น ทหารที่มีอยู่ล้วนมอบให้พระอนุชาเพื่อใช้ป้องกันพระราชบัลลังก์จากบรรดาพระโอรส พวกเขาทั้งเข่นฆ่ากันเองและหมา
เหอเจียวเจียวจ้องมองบุตรชายทั้งสามด้วยสายตาดุร้าย ส่วนสาวใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายของนางรีบเดินไปดูสตรีที่นอนสิ้นใจอยู่ในทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นตาของสตรีผู้นั้นแล้วก็รีบเดินเข้ามารายงานเหอเจียวเจียวในทันทีด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“นางคือซ่งลี่หวาเจ้าค่ะ เป็นบุตรสาวของอดีตพ่อบ้านซ่งที่เคยถูกขับออกไป ช่วงหลังมานี้นางกับสามีมักจะชอบไปขอข้าวที่จวนกินอยู่หลายครั้ง แต่ช่วงหลังๆ พวกบ่าวในจวนเห็นว่านางมีท่าทางไม่ค่อยจะน่าไว้ใจก็เลยไม่ยอมให้นางเข้าไปในจวนอีกเจ้าค่ะ” คำพูดของสาวใช้ทำให้เหอเจียวเจียวตวัดสายตาไปมองจ้าวเฟิงป๋ออยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นว่าเขาจดจำซ่งลี่หวาไม่ได้จึงได้เอ่ยอันใดออกมา“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้พบพวกเขาแล้วหรือ” จ้าวเฟิงเซิ่งพาคนของกรมอาญาและกองกำลังเล็กๆ ของวังอ๋องเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าหลานชายทั้งสามของเขาปลอดภัยดีแล้วจึงได้เดินไปหาจ้าวเฟิงป๋อ“ท่านอารอง..” เสียงเล็กๆ ของจ้าวลู่ชิงขาดหายไปในทันทีเมื่อสบเข้ากับสายตาอันดุร้ายของมารดา ยิ่งเห็นว่าท่านอาของเขาขยิบตาส่งมาให้เขาก็ยิ่งรีบก้มหน้าแล้วทำสีหน้าสำนึกผิดตามพี่ชายทั้งสองในทันที จากคราแรกที่คิดว่าจะขอให้ท่า
ความซุกซนของบุตรชายฝาแฝดจวนสกุลจ้าวคืออีกเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับจวนสกุลจ้าวต่างรู้กันดี ถึงแม้ว่าจวนของท่านกั๋วกงจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่สามารถขวางกั้นความพยายามของบุตรชายทั้งสามของจ้าวกั๋วกงที่สามารถหลบหนีออกไปเล่นซนด้านนอกประตูจวนได้จ้าวลู่เสียนและจ้าวลู่หลิงที่มีอายุหกขวบถูกเลี้
ยามนี้เหอเจียวเจียวเป็นถึงฮูหยินขั้นหนึ่งแล้วจึงต้องเข้าไปถวายพระพรในวังอยู่บ่อยครั้ง ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลืออีกทั้งในฐานะที่นางเป็นเจ้าของร้านเครื่องประทินโฉมอันเลื่องชื่อนางจึงมักจะได้รับความสนใจจากบรรดาสตรีที่อยู่ภายในวังมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะมู่ฮองเฮาที่ช่วงนี้มักจะส่งขันทีมาเชิญให้นางเข้าไปภา
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าจวนสกุลมู่คืองานเลี้ยงแรกที่เหอเจียวเจียวเลือกที่จะตอบรับคำเชิญ เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดางานเลี้ยงทั้งหลายในช่วงนี้ มู่กุ้ยเฟยผู้เป็นบุตรสาวของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลมู่ยามนี้กำลังทรงเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ และพระนางคือหนึ่งในรายชื่อเป็นอันดั
ตอนที่จะกลับจวนเหอเจียวเจียวไม่ยอมไปนั่งบนรถม้าแต่กลับขอขี่ม้ากลับกับจ้าวเฟิงป๋อแทน เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธยินยอมทำตามใจนางแต่โดยดี ถึงแม้ว่านางจะไม่ยอมขี่ม้าอีกตัวทั้งที่ก่อนหน้านี้จ้าวเฟิงป๋อก็สอนนางจนขี่ม้าเป็นแล้วแต่นางก็ยังยืนกรานที่จะขี่ม้าตัวเดียวกับเขา แถมยังจะต้องนั่งข้างหน้าเขาเพื่อดูทิว







