แชร์

บทที่ 9 ความงาม

ผู้เขียน: BigM00N
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-08 17:56:57

ลมหนาวมาถึงแล้วแต่เหอเจียวเจียวกับเด็กๆ ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าเสบียงอาหารที่จ้าวเฟิงป๋อเตรียมไว้จะถูกบ้านตระกูลเหอนำไปกินไปใช้บ้างแล้ว แต่อาหารที่เหอเจียวเจียวหามากักตุนเพิ่มก็มีไม่น้อย อีกทั้งสามปากท้องที่อยู่ในบ้านล้วนเป็นคนกินน้อย เอ่อ..ที่จริงแล้วมีอยู่หนึ่งคนที่พยายามกินให้น้อยลงต่างหาก ส่วนเด็กน้อยสองคนนั้นเป็นเพียงเด็กเจ็ดขวบย่อมจะกินได้ไม่มากอยู่แล้ว

“พี่สะใภ้ พวกเรานอนด้วยกันเช่นนี้จะเหมาะสมหรือ” จ้างเฟิงเซิ่งเอ่ยถามด้วยสีหน้าขัดเขิน คืนนี้พายุฤดูหนาวหนักหน่วงกว่าทุกวัน เสียงลมหวีดหวิวที่อยู่ด้านนอกทั้งวังเวงและดูน่ากลัว อีกทั้งยังหนาวจัดเหอเจียวเจียวจึงไล่ต้อนให้เด็กๆ มานอนที่ห้องนอนใหญ่ของนาง โดยจุดกระถางไฟสำหรับมอบความอบอุ่นเอาไว้ตรงมุมห้อง

“ไม่ต้องกังวลหรอก เมื่อเจ้าเติบโตมากกว่านี้ข้าก็คงจะไม่อนุญาตให้เจ้ามานอนกับข้าแล้ว ตอนนี้ยังสามารถทำได้ก็จงรีบตักตวงโอกาสนี้เสีย” เหอเจียวเจียวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าพลางส่งยิ้มให้เขาที่ต้องนอนอีกฝั่งของเตียงโดยมีจ้าวเฟิงหย่ากั้นกลางอยู่ ด้วยคืนนี้หิมะตกหนักทำให้จ้าวเฟิงหย่ารู้สึกหวาดกลัวมากเป็นพิเศษ ทั้งนางและจ้าวเฟิงเซิ่งจึงได้จัดให้นางนอนอยู่ตรงกลาง ซึ่งยามนี้นางกำลังเกาะกอดแขนข้างหนึ่งของเหอเจียวเจียวเอาไว้อย่างแน่นหนา

“โชคดีนะที่ข้าเป็นสตรี ยังสามารถนอนกับพี่สะใภ้ได้อีกหลายปี” นางเอ่ยพลางซุกใบหน้าลงบนต้นแขนของเหอเจียวเจียวและขยับตัวเพื่อหาท่านอนที่สบายมากที่สุด

“ชิ! พี่ใหญ่กลับมาเมื่อไหร่เจ้าก็หมดโอกาสแล้ว” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

“ทำไมจะไม่ได้ พี่ใหญ่ตามใจข้าจะตายเขาไม่มีทางไม่ยอมให้ข้ามานอนกับพี่สะใภ้หรอก”

“เฮ้อ เจ้านี่บางครั้งก็ไม่ได้รู้เรื่องอันใดเลย ถ้าหากพี่ใหญ่มาเขาก็ต้องนอนในห้องนี้ ด้วยขนาดลำตัวอันใหญ่โตของเขาแล้วยังจะมีที่ให้เจ้านอนด้วยได้อีกหรือ” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยพลางพลิกตัวหาท่านอนที่สบายก่อนจะเงียบเสียงไป ส่วนจ้าวเฟิงหย่าก็พยักหน้าพลางพึมพำอย่างเห็นด้วย แล้วก็หยุดบทสนทนาไปเพียงเท่านี้

เสียงลมหายใจที่ดังสม่ำเสมอของเด็กน้อยทั้งสองดังขึ้นมาครู่หนึ่งแล้ว แต่เหอเจียวเจียวกลับพึ่งจะดึงตนเองออกมาจากความเขินอายได้ ‘บ้าจริง! แค่คำพูดของเด็กไร้เดียงสาเพียงไม่กี่คำก็ทำให้จินตนาการของนางเตลิดเปิดโปงไปไกลเสียแล้ว’ เหอเจียวเจียวได้แต่คิดตำหนิตนเองอยู่ในใจ

ถ้าหากจ้าวเฟิงป๋อสามารถกลับมาได้ชีวิตของนางจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ไม่ต้องพึ่งพานางในการเลี้ยงดูเด็กน้อยสองคนนี้แล้วเขาจะยังคงให้นางอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะภรรยาของเขาอีกหรือไม่ก็สุดรู้ นางคิดพลางนอนฟังเสียงลมพายุที่รุนแรงอยู่ภายนอกแล้วก็ทอดถอนใจออกมา แล้วจึงพลิกตัวกอดร่างกายอันอบอุ่นของจ้าวเฟิงหย่าซึ่งเด็กน้อยที่หลับตาอยู่ก็กอดตอบกลับมาอย่างยินดี ความอบอุ่นทั้งภายนอกและภายในทำให้เหอเจียวเจียวนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน กว่าจะรู้สึกตัวก็เป็นยามสายของอีกวันแล้ว

“พี่สะใภ้ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” จ้าวเฟิงหย่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงียทันทีที่เหอเจียวเจียวขยับตัว ส่วนจ้าวเฟิงเซิ่งยังคงนอนกรนเบาๆ อย่างสงบสุข

“พวกเจ้านอนต่ออีกสักหน่อยเถิด ข้าจะออกไปดูด้านนอกสักหน่อย” เหอเจียวเจียวเอ่ยพลางขยับตัว

“ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ข้างนอกน่าจะหนาวมาก” เสียงเอ่ยเตือนของคนตัวเล็กตรงหน้าทำให้เหอเจียวเจียวอดยิ้มออกมาไม่ได้

“แน่นอน เจ้านอนต่ออีกสักหน่อยเถิด” นางเอ่ยเสียงเบาแล้วจึงได้เดินออกไปด้านนอก

หิมะยังคงโปรยปรายอยู่ แต่ไม่ได้มีลมแรงอย่างเช่นเมื่อคืนแล้ว เหอเจียวเจียวสำรวจความมั่นคงของตัวบ้านแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ตอนที่ยังเป็นเด็กในภพก่อนนางเคยอาศัยอยู่ในชนบท บ้านของเพื่อนบ้านที่ทำจากไม้ทั้งหลังทนรับน้ำหนักของหิมะที่ทับถมบนหลังคาไม่ได้จนถล่มลงมาต่อหน้าต่อตานาง นับแต่นั้นมาทุกครั้งที่หิมะตกหนักนางอดคิดถึงสภาพของบ้านไม้หลังนั้นตอนที่มันถล่มลงมาไม่ได้ ยามนี้เมื่อเห็นว่าบ้านที่นางอาศัยอยู่หลังนี้มีความมั่นคงและแข็งแรงดีก็พลันรู้สึกลดความกังวลของตนเองไปได้มาก

โจ๊ก ผักดอง และยำเนื้อรมควัน คืออาหารง่ายๆ ที่เด็กๆ ชอบกินมากเป็นพิเศษ ส่วนเหอเจียวเจียวที่ช่วงนี้แทบจะไม่ได้ขยับเนื้อขยับตัวกินแล้วก็นอนก็ชอบมากเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะนอกจากจะกินกับนอนแล้วนางแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงพยายามกินให้น้อยมากที่สุด ยามนี้พุงหนาๆ ของนางเริ่มลดลงบ้างแล้ว จากการวิ่งวุ่นวายเข้าป่าเพื่อไปหาของป่าก่อนหน้านี้และการพยายามควบคุมอาหารของตนเอง ส่วนผิวกายที่เคยดำคล้ำก็เริ่มมีความขาวขึ้นมาบ้างแล้ว กระจกที่อยู่ในบ้านหลังนี้มีความใสกระจ่างและมองเห็นเงาสะท้อนได้ชัดเจนมากกว่ากระจกที่ร่างเดิมเคยเห็นรูปร่างหน้าตาของตนเองที่บ้านสกุลเหอมากนัก

เมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของร่างนี้หลังจากที่น้ำหนักเริ่มลดลงแล้วก็ทำให้เหอเจียวเจียวยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนักมากยิ่งขึ้น กรอบหน้าเริ่มเล็กลง ปากนิดจมูกหน่อยที่ก่อนหน้านี้ถูกแก้มอูมๆ บดบัง เริ่มเห็นเค้าโครงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ายังคงเป็นคนที่มีรูปร่างอวบอิ่มอยู่แต่ก็สามารถมองเห็นเค้าความงามของใบหน้าได้อย่างชัดเจนมากขึ้นแล้ว

‘ไม่ใช่คนอัปลักษณ์อย่างที่เจ้าของร่างเดิมเข้าใจเสียหน่อย ที่จริงแล้วนับได้ว่าเป็นคนงามคนหนึ่งเลย เพียงแต่ อืม.. ผิวพรรณและน้ำหนักคงต้องปรับปรุงอีกมาก’ นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของเหอเจียวเจียว ส่วนเด็กสองคนที่เริ่มสังเกตเห็นว่าพี่สะใภ้ของตนเริ่มจะกินอาหารน้อยลงเรื่อยๆ ก็อดรู้สึกซาบซึ้งใจไม่ได้ จนวันหนึ่งจ้าวเฟิงหย่าทนไม่ไหวจึงได้เอ่ยปากออกมา

“พี่สะใภ้เจ้าคะ หากท่านกังวลว่าเสบียงอาหารที่เตรียมไว้จะหมด ท่านก็ทำอาหารให้น้อยลงอีกสักหน่อยก็ได้นะเจ้าคะ พวกข้าสองคนจะได้ไม่ต้องเสียดายแล้วกินมากเช่นนี้ ส่วนท่านก็จะได้ไม่ต้องพยายามอดอาหารจนตนเองผ่ายผอมลงไปมากเช่นนี้” จ้าวเฟิงหย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“ใช่ขอรับ หากพี่สะใภ้กังวลว่าเสบียงจะไม่พอท่านก็บอกพวกเราตามตรงก็ได้ ไม่น่าจะทำให้ตนเองต้องได้รับความลำบากเช่นนี้เลย” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยเสริมพลางมองเหอเจียวที่ยังคงใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่เดิมที่เคยมีขนาดพอดีตัวแต่ยามนี้กลายเป็นหลวมโคร่งอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว

“ไม่พออันใดกันเล่า ยังมีอีกมากมายต่างหาก พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าพอน้ำหนักตัวของข้าลดลงแล้ว ข้าก็ดูดีขึ้นมาก” คำพูดนี้ของเหอเจียวเจียวทำให้จ้าวเฟิงหย่าถึงกับนิ่งงันไป

ส่วนจ้าวเฟิงเซิ่งจ้องมองใบหน้าของพี่สะใภ้อย่างพยายามหาจุดที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากจะมีขนาดใบหน้าที่เล็กลงและสีผิวที่มีความขาวขึ้นมาอีกเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่เห็นว่าพี่สะใภ้ของเขาจะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แถมยามนี้ยังใส่เสื้อคลุมที่มีขนาดไม่ค่อยจะพอดีตัวเท่าใดนักก็ยิ่งไม่น่ามองเข้าไปใหญ่ เขากำลังจะส่ายหน้าแต่ด้วยถูกน้องสาวส่งสายตาดุร้ายมาให้เขาจึงรีบกระแอมแล้วเอ่ยชื่นชมออกมาในทันที

“อื้ม ดูเหมือนว่าท่านจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างนะขอรับ เอ่อดูดีขึ้นมากทีเดียว แหะแหะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่จริงใจของจ้าวเฟิงเซิ่งทำให้เหอเจียวเจียวแอบส่ายหน้า

‘เอาไว้รอให้ช่วงฤดูหนาวอันร้ายกาจนี้ผ่านไปก่อนเถอะ ข้าคงจะต้องออกไปหาเงินมาสักก้อนปรับเปลี่ยนรูปโฉมและเสื้อผ้าของตนเองเสียหน่อย ถึงวันนั้นพวกเขาก็คงจะเข้าใจแล้วว่าข้าไม่ได้พยายามอดเพื่อให้พวกเขาอิ่ม’ เหอเจียวเจียวได้แต่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ในใจ อัปลักษณ์หรือ! ไม่หรอกสตรีทุกคนล้วนมีความงามเป็นของตัวเอง ในภพก่อนเหอเจียวเจียวทำงานอยู่ในแวดวงแฟชั่นมาหลายปีย่อมรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง แต่ความงดงามและความอัปลักษณ์ภายในจิตใจต่างหากที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ถ้าหากว่าเจ้าตัวไม่คิดจะปรับปรุงความคิดในจิตใจของตนเอง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 51 ตอนพิเศษเหอเจียวเจียว

    ข้าถูกญาติผู้พี่ทุบศีรษะอย่างแรง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของข้าและอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากที่ที่ข้าเคยอาศัยอยู่ไปเสียแล้ว“เจียวเจียว ถึงแม้ว่าคุณจะโกรธเคืองที่ผมนอกใจคุณแต่คุณก็ไม่ควรจะเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นอย่างนี้ คนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รักก็ไม่คู่ควรที่ผมจะมอบความรักให้ พวกเราเลิกกันเถอะ” นี่คือถ้อยคำของคู่รัก เอ่อ คงจะต้องเรียกว่าแฟนของร่างนี้เอ่ยขึ้นในครั้งแรกที่ได้พบกัน นี่คือครั้งแรกที่ข้าได้พบเขายามนี้ร่างกายของข้าหายดีแล้วหลังจากร่างนี้ประสบอุบัติเหตุตกจากตึกที่พักอาศัยอยู่ ข้าก็รักษาตัวอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาลนานหลายเดือนทีเดียว จากความทรงจำของร่างนี้ข้ามีงานที่ต้องทำมีเงินที่ต้องหามาเพื่อใช้เลี้ยงชีพ เพียงแต่งานที่ร่างนี้กำลังทำอยู่ข้าไม่ค่อยจะคุ้นชินนัก ต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่แปลกประหลาด บางครั้งก็เดินไปเดินมาบนเวที บางครั้งก็ยืนทำท่าทางให้ผู้อื่นถ่ายรูป แต่ถ้าถามว่ายากไหมข้าก็ตอบได้เลยว่าไม่ยาก ข้าไม่ต้องทำอะไรมากร่างนี้ก็มีทักษะที่ทำให้ข้าทำตามได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว อีกทั้งยังถูกชื่นชมว่าทำได้ดีกว่าแต่ก่อนด้วย หืม..แน่นอนว่าเมื่อตื่นขึ

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 50 ตอนพิเศษจ้าวเฟิงหย่า 2

    ข้าเคยได้พบกับจวินอ๋องอยู่หลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ล้วนเป็นท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการพบกันที่ใกล้ชิดมากที่สุด แถมยังเป็นถึงเนื้อถึงตัวอย่างไม่น่าจะเอ่ยถึงอีกด้วย“คุณหนูใหญ่จ้าวข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธเคืองแทนจ้าวฮูหยิน แต่ก็ไม่ควรจะลงมืออย่างหนักหน่วงถึงขั้นนี้กระมัง” จวินอ๋องเอ่ยพลางขยับตัวลุกขึ้นเขาปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นพลางจ้องมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ข้าจ้องมองไปที่เหอเจินจูที่ยามนี้ร่างกายของนางน่าจะบอบช้ำไปไม่น้อย จึงได้หันไปสั่งกับคนของข้าด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ยังไม่รีบจับนางไปส่งทางการอีก เรื่องนี้ไม่ต้องบอกพี่สะใภ้นางกำลังบำรุงครรภ์อยู่อย่าให้นางต้องมีเรื่องระคายใจ” ประโยคหลังข้าตั้งใจบอกกล่าวกับผู้ติดตามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้ท่านอ๋องที่ยามนี้กำลังจ้องมองข้าอยู่ได้ยินด้วย ข้าหันไปมองเขาแล้วยอบกายถวายคำนับตามประเพณีแล้วเอ่ยขออภัยต่อเขาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม“ต้องขออภัยต่อท่านอ๋องด้วยนะเพคะ เมื่อครู่นี้ข้าจำไม่ได้ว่าเป็นท่านอ๋องก็เลยไม่ได้ยั้งมือ”“อืม วิธีการลงมือของเจ้าน่าสนใจดีนะ เพียงแต่อย่าได้ทำเช่นนี้กับบุรุษอื่นอีกเลยมันออกจะเป็นวิธีการที่

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 49 ตอนพิเศษ จ้าวเฟิงหย่า 1

    ข้ามีนามว่าจ้าวเฟิงหย่า ข้าเป็นเพียงเด็กสาวบ้านป่าคนหนึ่งที่ถูกพี่ใหญ่ของข้าให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและลงมือสั่งสอนให้ข้าได้ร่ำเรียนหนังสือแตกต่างจากเด็กทั่วไปในหมู่บ้านแห่งนี้ พี่ใหญ่ของข้าเขามักจะเอ่ยกับข้าเสมอว่าข้าจะต้องมีความระมัดระวังและรู้จักรักษากิริยามารยาทของข้าให้เหมาะสมกับที่เป็นสตรีของสกุลจ้าวพี่ชายคนโตของข้ามักจะเล่าให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดของข้าฟังถึงเรื่องราวของสกุลจ้าวในเมืองหลวง เขาบอกกับข้าว่าในกาลก่อนพวกข้าล้วนเคยใช้ชีวิตอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติพัดวี แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้พวกข้าต้องหลบหนีออกจากเมืองหลวงเพื่อช่วยให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดรอดชีวิต ท่านพ่อและท่านแม่ยอมเสียสละชีวิตของตนเองแล้วถูกฆ่าตาย พี่ชายคนโตของข้าพาข้ากับพี่ชายฝาแฝดหลบหนีมือสังหารอย่างทุลักทุเล โชคดีที่มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งคอยให้การช่วยเหลือ ข้ากับพี่ชายทั้งสองจึงได้รอดชีวิตจากการถูกตามฆ่าทุกครั้งที่ได้ฟังถ้อยคำบอกเล่าของพี่ชาย ในยามค่ำคืนข้ามักจะฝันร้ายอยู่เสมอ ข้ามักจะฝันเห็นเลือดและการฆ่าฟันอย่างโหดเหี้ยม ในความฝันมักจะเห็นว่าพี่ชายคนโตของข้ากำลังจับ

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 48 บทสรุปของฮูหยินของแม่ทัพผู้อัปลักษณ์

    ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแคว้นต้าเว่ยมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานและนิทานอยู่มากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สะดุดหูของเหอเจียวเจียวมากที่สุด นั้นก็คือตำนานฮูหยินของแม่ทัพที่อัปลักษณ์ที่สุดในใต้หล้า ในคราแรกที่ได้ฟังตำนานนี้นางก็นั่งแทะเมล็ดแตงแล้วก็จิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจ แต่เมื่อได้ฟังไปเรื่อยๆ นางก็อดโยนเมล็ดแตงทิ้งแล้วโอดครวญออกมาไม่ได้“นี่มันเรื่องราวของข้านี่นา” เมื่อเหอเจียวเจียวเอ่ยเช่นนี้จ้าวเฟิงป๋อก็หัวเราะออกมาในทันที“เจ้าอยากมานั่งฟังเรื่องเล่าในโรงน้ำชาข้าก็ยินยอมพาเจ้ามาฟังแล้ว ยามนี้อย่าได้คิดงอแงใส่ข้าอีกเชียวนะ” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้นางก็ตวัดสายตาส่งค้อนวงโตไปให้เขาในทันทีโทษฐานที่พานางมานั่งฟังผู้อื่นเอ่ยถึงเรื่องราวของตนเองโดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าเช่นนี้ แต่ในเมื่อมาแล้วจะให้รีบกลับไปหรือไม่มีทางอย่างแน่นอน นางได้แต่จำใจนั่งฟังเรื่องราวของตนเองพลางแทะเมล็ดแตงและจิบน้ำชาด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนัก“เมื่อได้ข่าวว่าสงครามจบลงแล้ว สามีของนางก็ได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ นางในยามนี้นับว่าได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพแล้ว แต่เมื่อก้มลงมองรูปโฉมของตนเองก็อดหวาดกลัวไม่ได้ นาง

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 47 จ้าวฮองเฮา

    ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย จ้าวเฟิงป๋อในฐานะแม่ทัพใหญ่และจะต้องวางตัวเป็นกลางมากที่สุด นอกจากวางกองกำลังเพื่อคอยตรึงกำลังปกป้องชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วเขาก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับองค์ชายพระองค์ไหนเป็นพิเศษ แม้แต่องค์ชายเจ็ดผู้เป็นบุตรชายของมู่ฮองเฮาที่ดูเหมือนว่าจะสนิทสนมกับฮูหยินของเขาเป็นพิเศษเขาก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด“เรื่องเป็นเช่นนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่ากังวลใจ เพียงแต่หย่าเอ๋อของพวกเราจะไม่โดนลูกหลงแน่หรือ” คำพูดนี้ของเหอเจียวเจียวทำให้จ้าวเฟิงป๋อหัวเราะออกมา“นางน่ะหรือจะถูกลูกหลง เห็นเช่นนั้นหากจวินอ๋องเข้าร่วมแย่งชิงด้วยบรรดาพระโอรสทั้งหลายไม่มีผู้ใดเทียบเคียงเขาได้หรอก เจ้าอย่าลืมสิว่ากำลังทหารในมือของเขามีมากเสียยิ่งกว่าข้าแล้วในยามนี้” เมื่อจ้าวเฟิงป๋อเอ่ยเช่นนี้เหอเจียวเจียวก็พยักหน้ายิ่งอายุมากขึ้นความหวาดระแวงขององค์ฮ่องเต้ฉู่เสวียนก็ยิ่งมีมากขึ้น เพียงแต่ความหวาดระแวงเหล่านั้นล้วนโยกย้ายไปอยู่ที่บรรดาพระโอรสทั้งหลายจนหมดสิ้น ทหารที่มีอยู่ล้วนมอบให้พระอนุชาเพื่อใช้ป้องกันพระราชบัลลังก์จากบรรดาพระโอรส พวกเขาทั้งเข่นฆ่ากันเองและหมา

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 46 ความซุกซน

    เหอเจียวเจียวจ้องมองบุตรชายทั้งสามด้วยสายตาดุร้าย ส่วนสาวใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายของนางรีบเดินไปดูสตรีที่นอนสิ้นใจอยู่ในทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นตาของสตรีผู้นั้นแล้วก็รีบเดินเข้ามารายงานเหอเจียวเจียวในทันทีด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“นางคือซ่งลี่หวาเจ้าค่ะ เป็นบุตรสาวของอดีตพ่อบ้านซ่งที่เคยถูกขับออกไป ช่วงหลังมานี้นางกับสามีมักจะชอบไปขอข้าวที่จวนกินอยู่หลายครั้ง แต่ช่วงหลังๆ พวกบ่าวในจวนเห็นว่านางมีท่าทางไม่ค่อยจะน่าไว้ใจก็เลยไม่ยอมให้นางเข้าไปในจวนอีกเจ้าค่ะ” คำพูดของสาวใช้ทำให้เหอเจียวเจียวตวัดสายตาไปมองจ้าวเฟิงป๋ออยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นว่าเขาจดจำซ่งลี่หวาไม่ได้จึงได้เอ่ยอันใดออกมา“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้พบพวกเขาแล้วหรือ” จ้าวเฟิงเซิ่งพาคนของกรมอาญาและกองกำลังเล็กๆ ของวังอ๋องเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าหลานชายทั้งสามของเขาปลอดภัยดีแล้วจึงได้เดินไปหาจ้าวเฟิงป๋อ“ท่านอารอง..” เสียงเล็กๆ ของจ้าวลู่ชิงขาดหายไปในทันทีเมื่อสบเข้ากับสายตาอันดุร้ายของมารดา ยิ่งเห็นว่าท่านอาของเขาขยิบตาส่งมาให้เขาก็ยิ่งรีบก้มหน้าแล้วทำสีหน้าสำนึกผิดตามพี่ชายทั้งสองในทันที จากคราแรกที่คิดว่าจะขอให้ท่า

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 45 บุตรชายทั้งสาม

    ความซุกซนของบุตรชายฝาแฝดจวนสกุลจ้าวคืออีกเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับจวนสกุลจ้าวต่างรู้กันดี ถึงแม้ว่าจวนของท่านกั๋วกงจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่สามารถขวางกั้นความพยายามของบุตรชายทั้งสามของจ้าวกั๋วกงที่สามารถหลบหนีออกไปเล่นซนด้านนอกประตูจวนได้จ้าวลู่เสียนและจ้าวลู่หลิงที่มีอายุหกขวบถูกเลี้

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 40 เข้าวัง

    ยามนี้เหอเจียวเจียวเป็นถึงฮูหยินขั้นหนึ่งแล้วจึงต้องเข้าไปถวายพระพรในวังอยู่บ่อยครั้ง ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลืออีกทั้งในฐานะที่นางเป็นเจ้าของร้านเครื่องประทินโฉมอันเลื่องชื่อนางจึงมักจะได้รับความสนใจจากบรรดาสตรีที่อยู่ภายในวังมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะมู่ฮองเฮาที่ช่วงนี้มักจะส่งขันทีมาเชิญให้นางเข้าไปภา

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 32 เข้าร่วมงานเลี้ยง

    งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าจวนสกุลมู่คืองานเลี้ยงแรกที่เหอเจียวเจียวเลือกที่จะตอบรับคำเชิญ เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดางานเลี้ยงทั้งหลายในช่วงนี้ มู่กุ้ยเฟยผู้เป็นบุตรสาวของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลมู่ยามนี้กำลังทรงเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ และพระนางคือหนึ่งในรายชื่อเป็นอันดั

  • เกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์   บทที่ 29 ไม่ใช่คนดี

    ตอนที่จะกลับจวนเหอเจียวเจียวไม่ยอมไปนั่งบนรถม้าแต่กลับขอขี่ม้ากลับกับจ้าวเฟิงป๋อแทน เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธยินยอมทำตามใจนางแต่โดยดี ถึงแม้ว่านางจะไม่ยอมขี่ม้าอีกตัวทั้งที่ก่อนหน้านี้จ้าวเฟิงป๋อก็สอนนางจนขี่ม้าเป็นแล้วแต่นางก็ยังยืนกรานที่จะขี่ม้าตัวเดียวกับเขา แถมยังจะต้องนั่งข้างหน้าเขาเพื่อดูทิว

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status