LOGINขณะที่เดินกลับไปยังหอนอนหลินฉงหยูก็สังเกตไปยังรอบ ๆ บริเวณ ในใจอยากข้ามฉากไปโดยไม่ต้องเก็บรายละเอียดเหล่านี้ แต่ว่าอยากถามข้อมูลอื่น ๆ จากผินเยว่ไปในตัว
“เรือนรับรองอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าค่ะ ห้องใหญ่เป็นที่พำนักของคุณหนูโจวอยู่ส่วนหน้า ส่วนห้องเล็กตรงสุดทางเดินเป็นของท่าน” ผินเยว่กล่าวขณะที่เดินผ่านทางเดินไปยังเรือนรับรอง
“เรื่องเมื่อหลายวันก่อนที่ข้าทำไม่ดีกับเจ้า ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นความผิดข้าเอง ช่วงนั้นข้าแค่กดดันและรู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ แต่กลับเอาไปลงกับเจ้าแทน” คำขอโทษที่ผินเยว่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้วัยสิบหกไม่รู้จะตอบกลับเช่นไรจึงได้แต่ตอบรับไปสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
ไม่มีนายที่ขอโทษบ่าว แต่นางยังไม่ใช่เจ้านายและไม่มีวันได้เป็นเจ้านาย ดังนั้นหากจะขอโทษเพื่อผูกมิตรก็คงไม่ผิดนัก
ขณะที่กำลังเดินเข้าสู่ทางเดินที่จะไปเรือนรับรอง หลินฉงหยูก็เห็นว่าเสวี่ยเหวินเจิ้งเดินมากับโจวเยี่ยนหงโดยมีสาวใช้ของนางเดินตามมาห่าง ๆ ใบหน้าคุณหนูใหญ่โจวนั้นดูยิ้มแย้ม กิริยาอ่อนหวาน และแฝงไว้ด้วยความเขินอายเมื่อได้เดินเคียงข้างบุรุษ
ในขณะที่เสวี่ยเหวินเจิ้งเมื่อเห็นว่าหลินฉงหยูกำลังเดินมาก็รีบสาวเท้าเดินไปหานาง รอยยิ้มที่ดูสุภาพตามมารยาทในตอนแรกถูกเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ยินดีในขณะที่เดินมาถึงตัวนาง
“ข้ากำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดี” เขารีบบอกเพื่อสื่อความหมายว่าไม่ได้ตั้งใจเดินมาพร้อมกับหญิงคู่หมั้น
“ข้าเพิ่งช่วยงานในครัวเสร็จ กำลังจะกลับห้องเจ้าค่ะ” นางบอกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแล้วหันไปยิ้มให้โจวเยี่ยนหงที่บัดนี้ทำหน้านิ่ง
หลินฉงหยูไม่โทษนางที่ดูไม่ชอบหน้าตน ก็หลินฉงหยูกลั่นแกล้งนางเอาไว้ ทั้งเรื่องผลักนางตกสระตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเรือนสกุลเสวี่ย และเรื่องที่ใส่ร้ายว่านางขโมยกำไลหยกแต่ถูกนางจับได้เมื่อวานนี้
“อาหารที่เจ้าทำท่านย่ากับท่านพ่อชมยกใหญ่ แล้วให้ข้ามาขอให้เจ้าช่วยงานครัวในวันพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่าจะทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวด้วยความลำบากใจ แต่ก็อยากให้นางรับหน้าที่นี้เพื่อให้มีความดีความชอบ หากทำให้หม่าหรูหรงผู้เป็นย่าพอใจในตัวนางได้ บางทีอาจจะช่วยพูดกับมารดาให้นางได้แต่งเข้าเป็นฮูหยินรองเพื่อเชิดหน้าชูตา
“ไม่ลำบากเลยสักนิด หากช่วยอะไรได้ข้าก็อยากช่วย อีกอย่างฮูหยินใหญ่ก็ให้คนมาเรียกข้าไปช่วยงานในครัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แม้ท่านไม่ขออย่างไรข้าก็ต้องไป” ประโยคนั้นตั้งใจให้เสวี่ยเหวินเจิ้งรู้ว่านางถูกสั่งให้เข้าครัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“คุณหนูเราต้องออกไปซื้อของตกแต่งเพิ่มนะเจ้าคะ” สาวใช้ข้างกายของโจวเยี่ยนหงกล่าวเตือนคุณหนูของตน
“ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นข้าจะไปขอให้ท่านป้าให้คนพาไป” โจวเยี่ยนหงรู้ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถแยกเสวี่ยเหวินเจิ้งออกจากหลินฉงหยูได้จึงได้กล่าวเช่นนั้น
“พี่เหวินเจิ้งท่านพาคุณหนูโจวออกไปซื้อของเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากพักเสียหน่อย ตอนสายต้องออกไปช่วยที่ครัวอีก” หลินฉงหยูเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน
โจวเยี่ยนหงมองด้วยความประหลาดใจ ทว่าก็เคลือบแคลงใจในการถอยของนางในครั้งนี้ คนอย่างหลินฉงหยูยอมถอยให้เสวี่ยเหวินเจิ้งใกล้ชิดกับตนแบบนี้ อาจจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้
เสวี่ยเหวินเจิ้งเห็นแววตาของคนกล่าวนั้นดูจริงจังไม่ใช่การประชดประชัน ประกอบกับคำสั่งมารดาก่อนหน้านี้ที่ให้เขาช่วยเหลือ จึงยอมที่จะเป็นคนช่วยเหลือคู่หมั้นของตน
“คุณหนูโจว ข้าจะพาเจ้าไปเอง” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวอย่างสุภาพ จากนั้นก็ผายมือพร้อมกับใบหน้าที่ดูสุภาพเพื่อให้นางเดินไปด้วยกัน
“เจ้ากลับไปทำหน้าที่เถอะ ข้าอยากพักแล้ว” หลินฉงหยูมองตามพวกเขาอย่างพอใจ ให้ผินเยว่กลับไปทำงานแล้วเดินสำรวจเรือนพักรับรองด้วยตนเอง ก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องของตนแล้วนั่งทบทวนเหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้
ตามเนื้อเรื่องแล้ว เสวี่ยซิ่วหยุนผู้เป็นบิดา มีตำแหน่งเสนาบดีกรมยุติธรรม และเสวี่ยเหวินเจิ้งผู้เป็นบุตรชายก็สอบผ่านเข้ามาเป็นขุนนางในสังกัดเดียวกันกับบิดา ในตำแหน่งเจ้ากรมยุติธรรม
ทั้งสองมีหน้าที่ควบคุมจัดการข้อกฎหมาย แม้ไม่มีอำนาจในการยุ่งเกี่ยวกับตัดสินในศาลต่าง ๆ แต่ทว่าก็มีผู้นับหน้าถือตาไม่น้อย งานฉลองวันเกิดของหม่าหรูหรงจึงมีคนใหญ่คนโตมาร่วมงาน ทั้งขุนนางขั้นสูง คหบดีที่มั่งคั่ง ไปจนถึงคนสำคัญในแวดวงต่าง ๆ
บทบาทของหลินฉงหยูในวันนั้นคือการวางแผนทำให้โจวเยี่ยนหงขายหน้า แอบสับเปลี่ยนภาพวาดของนางที่จะมอบให้เป็นของขวัญแก่หม่าหรูหรงออกเป็นภาพอักษรที่มีความหมายว่า “อายุสั้น”
แต่โจวเยี่ยนหงรู้ทันและสับเปลี่ยนกลับทำให้แผนการล้มเหลว และของขวัญที่หลินฉงหยูเตรียมไว้ซึ่งเป็นการแสดงร่ายรำก็ถูกโจวเยี่ยนหงเอาคืนด้วยการกล่าวว่าระบำของนางเป็นท่าระบำหน้างานศพในชนเผ่าทางภาคเหนือ ซึ่งหลินฉงหยูเองก็ไม่เคยรู้ที่มาของท่าร่ายรำนี้มาก่อน และอ้างว่าโจวเยี่ยนหงเป็นผู้ยุยงให้ตนเลือกการแสดงชุดนี้เพื่อที่จะหักหน้า
แม้จะมีเพียงเสวี่ยเหวินเจิ้งที่คอยเข้าข้างและแก้ตัวแทนให้ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้คนในสกุลเสวี่ยหลายคนไม่พอใจ และพยายามเตือนสติเขาที่กำลังลุ่มหลง แต่เสวี่ยเหวินเจิ้งกลับเชื่อหลินฉงหยู โกรธที่โจวเยี่ยนหงหลอกให้หญิงคนรักขายหน้า จนทำให้โจวเยี่ยนหงรู้สึกเจ็บปวด
ชายคู่หมั้นเข้าข้างหญิงอื่น เหมือนดึงนางไปตบหน้าท่ามกลางสายตาเหล่าขุนนางที่มาร่วมงาน และประกาศอย่างชัดเจนว่าเขามีใจให้ผู้ใด กลายเป็นว่านางมาแย่งชิงความรักของทั้งคู่ ทำให้นางยิ่งอยากเอาชนะและตัดสินใจจะหาทางเปิดโปงมารยาของหลินฉงหยู และเป็นจุดเริ่มต้นการทวงคืนของนางเอกในเรื่อง
“โจวเยี่ยนหงเป็นคนฉลาดและไม่ยอมใคร เห็นเงียบ ๆ แบบนั้นก็มีแผนการในใจไม่น้อย หากมีเรื่องกับนางก็มีแต่จะเสียเปรียบ สู้ดีกับนางเอาไว้แล้วยอมถอยให้นางสมหวัง ทำแบบนี้เราถึงจะรอด” หลินฉงหยูส่องกระจกแล้วกล่าวกับตัวเอง
ตอนนี้คนในเรือนสกุลเสวี่ยที่ไม่ยอมรับตนก็มีเพียงแค่อันเหม่ยจิง เพราะเมื่อวานนี้นางไม่ได้ก่อเรื่องจึงยังไม่เกิดเรื่องราวที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจ
ดังนั้นต้องหาหลักพึ่งพิงคือหม่าหรูหรง จากนั้นก็ค่อย ๆ หาทางทำให้อันเหม่ยจิงเชื่อใจและเลิกอคติ จึงจะอยู่ได้อย่างสงบสุขก่อนที่จะหาลู่ทางออกไปจากสกุลเสวี่ย
“อย่างแรก จะไม่ยอมถูกรังแก อย่างที่สอง จะไม่ใช้ผู้ชายร่วมกับผู้ใด และอย่างสุดท้าย จะต้องมีชีวิตรอด ไม่ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไรก็ตาม” เป้าหมายหลักทั้งสามคือสิ่งที่หลินฉงหยูตัดสินใจจะทำให้สำเร็จ
ร่างอรชรเดินไปมองทอดอารมณ์ที่หน้าต่าง สังเกตเห็นชายกระโปรงที่หลบมุมไปก็พ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด
“เสวี่ยฮูหยินคงให้ไป๋ช่วนจับตาดูอยู่สินะ” ริมฝีปากอวบอิ่มพึมพำกับตนเอง
จากนั้นก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่สบายใจ มีแวบหนึ่งที่รู้สึกว่าจิตสำนึกของหลินฉงหยูยังคงถูกซ่อนไว้ในส่วนลึก ความรู้สึกอยากเอาชนะโจวเยี่ยนหงผุดขึ้นมาทำให้ต้องรีบสะบัดไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป
************************
ขณะที่เดินกลับไปยังหอนอนหลินฉงหยูก็สังเกตไปยังรอบ ๆ บริเวณ ในใจอยากข้ามฉากไปโดยไม่ต้องเก็บรายละเอียดเหล่านี้ แต่ว่าอยากถามข้อมูลอื่น ๆ จากผินเยว่ไปในตัว“เรือนรับรองอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าค่ะ ห้องใหญ่เป็นที่พำนักของคุณหนูโจวอยู่ส่วนหน้า ส่วนห้องเล็กตรงสุดทางเดินเป็นของท่าน” ผินเยว่กล่าวขณะที่เดินผ่านทางเดินไปยังเรือนรับรอง“เรื่องเมื่อหลายวันก่อนที่ข้าทำไม่ดีกับเจ้า ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นความผิดข้าเอง ช่วงนั้นข้าแค่กดดันและรู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ แต่กลับเอาไปลงกับเจ้าแทน” คำขอโทษที่ผินเยว่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ“เจ้าค่ะ” สาวใช้วัยสิบหกไม่รู้จะตอบกลับเช่นไรจึงได้แต่ตอบรับไปสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพไม่มีนายที่ขอโทษบ่าว แต่นางยังไม่ใช่เจ้านายและไม่มีวันได้เป็นเจ้านาย ดังนั้นหากจะขอโทษเพื่อผูกมิตรก็คงไม่ผิดนักขณะที่กำลังเดินเข้าสู่ทางเดินที่จะไปเรือนรับรอง หลินฉงหยูก็เห็นว่าเสวี่ยเหวินเจิ้งเดินมากับโจวเยี่ยนหงโดยมีสาวใช้ของนางเดินตามมาห่าง ๆ ใบหน้าคุณหนูใหญ่โจวนั้นดูยิ้มแย้ม กิริยาอ่อนหวาน และแฝงไว้ด้วยความเขินอายเมื่อได้เดินเคียงข้างบุรุษในขณะที่เสวี่ยเหวินเจ
อาหารถูกจัดเป็นสำรับแยกของแต่ละคน อาหารของวันนี้มีแต่อาหารที่ฮูหยินผู้เฒ่าชอบ โดยเฉพาะปลาผัดเปรี้ยวหวานที่วันนี้สีของอาหารดูมีสีสันและหน้าตาต่างจากที่เคย“ปลาผัดเปรี้ยวหวานนี้ดูต่างจากที่เคย เปลี่ยนคนทำหรือ” หม่าหรูหรง เหล่าฮูหยินถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย“ว่าไงอาช่วน อาหารจานนี้ใครเป็นผู้ทำ” อันเหม่ยจิงผู้เป็นลูกสะใภ้หันไปถามบ่าวคนสนิทของตน พร้อมกับยิ้มส่งสัญญาณให้แก่กัน“เรียนฮูหยิน ปลาผัดเปรี้ยวหวานนี้เป็นฝีมือของแม่นางหลินเจ้าค่ะ” ไป๋ช่วนรายงานด้วยน้ำเสียงที่สุภาพเสวี่ยเหวินเจิ้งอมยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้ว่าอาหารตรงหน้าเป็นฝีมือของหญิงที่ตนรักใคร่ โจวเยี่ยนหงสังเกตสีหน้าของชายคู่หมั้นก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้หญิงชราที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดของบ้านกินปลาเปรี้ยวหวานแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ“รสชาติดี หวานนำ เปรี้ยวตาม รสชาติกลมกล่อมไปอีกแบบ กินแล้วรู้สึกสดชื่นดี” คำกล่าวชมนั้นทำให้เสวี่ยเหวินเจิ้งอมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ“ปลาเปรี้ยวหวานจานนี้ถือว่าทำได้ดีจริง ๆ” เสวี่ยซิ่วหยุน เสนาบดีกรมยุติธรรม บิดาของเสวี่ยเหวินเจิ้งเองก็ชื่นชอบในรสชาตินี้ และกล่าวชมออกมาตามตรง จนภรรยาอย่างอันเหม่ยจิงสบตาก
ประตูห้องของหลินฉงหยูถูกเปิดขึ้นในตอนเช้า ทำให้เจ้าของห้องที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มงัวเงียตื่นขึ้นมา ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความตกใจกับเสียงปลุกนั้น“หลินฉงหยู ฮูหยินใหญ่ให้มาตามเจ้าไปช่วยงานที่ครัว ไม่รู้เลยหรือว่าพรุ่งนี้มีงานสำคัญ” เสียงดุดันของไป๋ช่วน บ่าวรับใช้ข้างกายอันเหม่ยจิงมารดาของเสวี่ยเหวินเจิ้ง กำลังปลุกนางขึ้นมาเพื่อให้ไปช่วยงานในครัวร่างอรชรลุกขึ้นนั่งมองคนที่เข้ามาปลุก พลางคิดว่าสมัยนี้จะเข้าห้องใครก็ได้ไม่ต้องเคาะขออนุญาตกันเลยหรือ แล้วงานฉลองก็พรุ่งนี้เช้าแต่กลับมาปลุกให้ไปเตรียมของในห้องครัวตั้งแต่วันนี้แต่เช้ามืด เนื้อสัตว์จะไม่มีกลิ่น ผักจะไม่เหี่ยวหรอกหรือ แบบนี้จงใจกลั่นแกล้งนางชัด ๆ“เดี๋ยวข้าตามออกไป” น้ำเสียงนั้นรับปากอย่างเสียไม่ได้“ให้มันเร็ว ๆ เข้าล่ะ” สาวใช้รุ่นใหญ่กล่าวก่อนจะเดินนำสาวใช้อีกสองคนออกไป มาปลุกแค่นี้ก็มากันตั้งสามคน ตั้งใจจะข่มขวัญให้นางกลัวหรืออย่างไรกันหลินฉงหยูเดินไปหลังฉากกั้น คิดได้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการแต่งกายไม่ต้องกล่าวถึงให้มาก เพียงหลับตาแล้วจินตนาการถึงฉากต่อไปที่ตนแต่งตัวเสร็จแล้ว พอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแล้วล
“แม่นางหลิน อาหารว่างเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ที่ยกถาดอาหารว่างและน้ำชามาให้ดังขึ้นมาจากหน้าห้อง พร้อมกับเดินก้มหน้าก้มตาเข้ามาหากจำไม่ผิดหลินฉงหยูเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน เสวี่ยเหวินเจิ้งเคยจะมอบสาวใช้ให้นาง แต่ฮูหยินเสวี่ยผู้เป็นมารดากลับไม่ยินยอม ให้นางอยู่ในฐานะแขกแต่ไม่ให้มีสาวใช้ปรนนิบัติเป็นการส่วนตัว เสวี่ยเหวินเจิ้งจึงให้สาวใช้มาปรนนิบัตินางเฉพาะเรื่องทั่วไปเท่านั้น“ขอบใจเจ้ามาก”เมื่อได้ยินคำขอบคุณ สาวใช้ที่เคยถูกข่มเหงก็ต้องประหลาดใจ ครั้งก่อนนางยกอาหารมา หลินฉงหยูตำหนิว่าอาหารเย็นชืดแล้วปัดถ้วยชามหล่นลงพื้น พอคุณชายใหญ่เสวี่ยมาถึงก็ฟ้องว่าถูกกลั่นแกล้ง ตนเกือบจะโดยสั่งโบย ดีที่พ่อบ้านไปรายงานเสวี่ยฮูหยินตนจึงไม่ถูกลงโทษ“จะให้ข้านำผ้าไปซักเลยหรือไม่” ผินเยว่ถามเสียงเบา“อืม เอาไปสิ” หลินฉงหยูพยักหน้ารับ ให้นางซักเองก็คงไม่รู้หรอกว่าซักยังไงแล้วซักที่ไหน ให้เป็นหน้าที่ของสาวใช้น่ะดีแล้ว“เจ้าชื่ออะไร” ยังไม่ทันได้ก้าวไปหยิบเสื้อผ้าที่อยู่หลังฉากกั้นก็ถูกถามขึ้นมา ผินเยว่ตัวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความกังวลก่อนจะบอกชื่อตัวเองไป“ผินเยว่เจ้าค่ะ”“อาเยว่ ซักผ้าเสร็จแล้วเจ้าเข้ามาห
เสียงฟ้าร้องดังจนหลังคาเรือนสะเทือน ทำให้หญิงงามที่กำลังเงื้อมือสุดแขนเตรียมจะตบหน้าสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ต้องชะงักค้างเอาไว้ดวงตาเรียวเล็กสั่นไหวด้วยความงุนงง มองไปรอบ ๆ ด้วยความประหลาดใจโดยที่ยังเงื้อมือเล็ก ๆ ของตนค้างเอาไว้“ตบข้าเลยสิเจ้าคะ หากจะทำให้แม่นางหลินพอใจ แต่อย่าทำร้ายคุณหนูของข้า” เสียงของหญิงวัยสิบเจ็ดที่ออกรับแทนคุณหนูของตน ทำให้คนที่ถูกเรียกว่า แม่นางหลิน ค่อย ๆ ลดมือของตนเองลง แล้วยิ่งแปลกใจกับสถานการณ์ตรงหน้า‘นี่เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วฉากโบราณพวกนี้กับคนพวกนี้คืออะไรกัน’ หญิงสาวคิดด้วยความงุนงง“หลินฉงหยู จะรังแกกันมากไปแล้วนะ ของก็อยู่กับตัวเจ้า จะมาใส่ร้ายข้าได้หรือ ข้าโจวเยี่ยนหงแม้จะไม่ใช่หญิงที่คุณชายเสวี่ยรัก แต่อย่างน้อยข้าก็จะได้ตบแต่งเข้าไปเป็นภรรยาอย่างถูกต้อง ส่วนเจ้าแม้จะได้รับความรักแล้วอย่างไร สกุลเสวี่ยไม่มีใครยอมรับเจ้าแม้กระทั่งสถานะอนุก็ไม่ได้แต่งเข้า หากข้าจะจัดการเจ้าจริง ๆ ด้วยตำแหน่งบุตรีแม่ทัพปราบอุดร ถึงตอนนั้นคิดว่าเสวี่ยเหวินเจิ้งจะปกป้องเจ้าได้หรือ” สตรีที่ชื่อโจวเยี่ยนหงกล่าวขึ้นมา ไม่ยอมให้ตนถูกใส่ร้ายหญิงสาวผู้ที่ไม่รู้ว่าตนมา







