Masukขณะที่เดินกลับไปยังหอนอนหลินฉงหยูก็สังเกตไปยังรอบ ๆ บริเวณ ในใจอยากข้ามฉากไปโดยไม่ต้องเก็บรายละเอียดเหล่านี้ แต่ว่าอยากถามข้อมูลอื่น ๆ จากผินเยว่ไปในตัว
“เรือนรับรองอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าค่ะ ห้องใหญ่เป็นที่พำนักของคุณหนูโจวอยู่ส่วนหน้า ส่วนห้องเล็กตรงสุดทางเดินเป็นของท่าน” ผินเยว่กล่าวขณะที่เดินผ่านทางเดินไปยังเรือนรับรอง
“เรื่องเมื่อหลายวันก่อนที่ข้าทำไม่ดีกับเจ้า ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นความผิดข้าเอง ช่วงนั้นข้าแค่กดดันและรู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ แต่กลับเอาไปลงกับเจ้าแทน” คำขอโทษที่ผินเยว่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้วัยสิบหกไม่รู้จะตอบกลับเช่นไรจึงได้แต่ตอบรับไปสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
ไม่มีนายที่ขอโทษบ่าว แต่นางยังไม่ใช่เจ้านายและไม่มีวันได้เป็นเจ้านาย ดังนั้นหากจะขอโทษเพื่อผูกมิตรก็คงไม่ผิดนัก
ขณะที่กำลังเดินเข้าสู่ทางเดินที่จะไปเรือนรับรอง หลินฉงหยูก็เห็นว่าเสวี่ยเหวินเจิ้งเดินมากับโจวเยี่ยนหงโดยมีสาวใช้ของนางเดินตามมาห่าง ๆ ใบหน้าคุณหนูใหญ่โจวนั้นดูยิ้มแย้ม กิริยาอ่อนหวาน และแฝงไว้ด้วยความเขินอายเมื่อได้เดินเคียงข้างบุรุษ
ในขณะที่เสวี่ยเหวินเจิ้งเมื่อเห็นว่าหลินฉงหยูกำลังเดินมาก็รีบสาวเท้าเดินไปหานาง รอยยิ้มที่ดูสุภาพตามมารยาทในตอนแรกถูกเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ยินดีในขณะที่เดินมาถึงตัวนาง
“ข้ากำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดี” เขารีบบอกเพื่อสื่อความหมายว่าไม่ได้ตั้งใจเดินมาพร้อมกับหญิงคู่หมั้น
“ข้าเพิ่งช่วยงานในครัวเสร็จ กำลังจะกลับห้องเจ้าค่ะ” นางบอกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแล้วหันไปยิ้มให้โจวเยี่ยนหงที่บัดนี้ทำหน้านิ่ง
หลินฉงหยูไม่โทษนางที่ดูไม่ชอบหน้าตน ก็หลินฉงหยูกลั่นแกล้งนางเอาไว้ ทั้งเรื่องผลักนางตกสระตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเรือนสกุลเสวี่ย และเรื่องที่ใส่ร้ายว่านางขโมยกำไลหยกแต่ถูกนางจับได้เมื่อวานนี้
“อาหารที่เจ้าทำท่านย่ากับท่านพ่อชมยกใหญ่ แล้วให้ข้ามาขอให้เจ้าช่วยงานครัวในวันพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่าจะทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวด้วยความลำบากใจ แต่ก็อยากให้นางรับหน้าที่นี้เพื่อให้มีความดีความชอบ หากทำให้หม่าหรูหรงผู้เป็นย่าพอใจในตัวนางได้ บางทีอาจจะช่วยพูดกับมารดาให้นางได้แต่งเข้าเป็นฮูหยินรองเพื่อเชิดหน้าชูตา
“ไม่ลำบากเลยสักนิด หากช่วยอะไรได้ข้าก็อยากช่วย อีกอย่างฮูหยินใหญ่ก็ให้คนมาเรียกข้าไปช่วยงานในครัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แม้ท่านไม่ขออย่างไรข้าก็ต้องไป” ประโยคนั้นตั้งใจให้เสวี่ยเหวินเจิ้งรู้ว่านางถูกสั่งให้เข้าครัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“คุณหนูเราต้องออกไปซื้อของตกแต่งเพิ่มนะเจ้าคะ” สาวใช้ข้างกายของโจวเยี่ยนหงกล่าวเตือนคุณหนูของตน
“ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นข้าจะไปขอให้ท่านป้าให้คนพาไป” โจวเยี่ยนหงรู้ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถแยกเสวี่ยเหวินเจิ้งออกจากหลินฉงหยูได้จึงได้กล่าวเช่นนั้น
“พี่เหวินเจิ้งท่านพาคุณหนูโจวออกไปซื้อของเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากพักเสียหน่อย ตอนสายต้องออกไปช่วยที่ครัวอีก” หลินฉงหยูเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน
โจวเยี่ยนหงมองด้วยความประหลาดใจ ทว่าก็เคลือบแคลงใจในการถอยของนางในครั้งนี้ คนอย่างหลินฉงหยูยอมถอยให้เสวี่ยเหวินเจิ้งใกล้ชิดกับตนแบบนี้ อาจจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้
เสวี่ยเหวินเจิ้งเห็นแววตาของคนกล่าวนั้นดูจริงจังไม่ใช่การประชดประชัน ประกอบกับคำสั่งมารดาก่อนหน้านี้ที่ให้เขาช่วยเหลือ จึงยอมที่จะเป็นคนช่วยเหลือคู่หมั้นของตน
“คุณหนูโจว ข้าจะพาเจ้าไปเอง” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวอย่างสุภาพ จากนั้นก็ผายมือพร้อมกับใบหน้าที่ดูสุภาพเพื่อให้นางเดินไปด้วยกัน
“เจ้ากลับไปทำหน้าที่เถอะ ข้าอยากพักแล้ว” หลินฉงหยูมองตามพวกเขาอย่างพอใจ ให้ผินเยว่กลับไปทำงานแล้วเดินสำรวจเรือนพักรับรองด้วยตนเอง ก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องของตนแล้วนั่งทบทวนเหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้
ตามเนื้อเรื่องแล้ว เสวี่ยซิ่วหยุนผู้เป็นบิดา มีตำแหน่งเสนาบดีกรมยุติธรรม และเสวี่ยเหวินเจิ้งผู้เป็นบุตรชายก็สอบผ่านเข้ามาเป็นขุนนางในสังกัดเดียวกันกับบิดา ในตำแหน่งเจ้ากรมยุติธรรม
ทั้งสองมีหน้าที่ควบคุมจัดการข้อกฎหมาย แม้ไม่มีอำนาจในการยุ่งเกี่ยวกับตัดสินในศาลต่าง ๆ แต่ทว่าก็มีผู้นับหน้าถือตาไม่น้อย งานฉลองวันเกิดของหม่าหรูหรงจึงมีคนใหญ่คนโตมาร่วมงาน ทั้งขุนนางขั้นสูง คหบดีที่มั่งคั่ง ไปจนถึงคนสำคัญในแวดวงต่าง ๆ
บทบาทของหลินฉงหยูในวันนั้นคือการวางแผนทำให้โจวเยี่ยนหงขายหน้า แอบสับเปลี่ยนภาพวาดของนางที่จะมอบให้เป็นของขวัญแก่หม่าหรูหรงออกเป็นภาพอักษรที่มีความหมายว่า “อายุสั้น”
แต่โจวเยี่ยนหงรู้ทันและสับเปลี่ยนกลับทำให้แผนการล้มเหลว และของขวัญที่หลินฉงหยูเตรียมไว้ซึ่งเป็นการแสดงร่ายรำก็ถูกโจวเยี่ยนหงเอาคืนด้วยการกล่าวว่าระบำของนางเป็นท่าระบำหน้างานศพในชนเผ่าทางภาคเหนือ ซึ่งหลินฉงหยูเองก็ไม่เคยรู้ที่มาของท่าร่ายรำนี้มาก่อน และอ้างว่าโจวเยี่ยนหงเป็นผู้ยุยงให้ตนเลือกการแสดงชุดนี้เพื่อที่จะหักหน้า
แม้จะมีเพียงเสวี่ยเหวินเจิ้งที่คอยเข้าข้างและแก้ตัวแทนให้ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้คนในสกุลเสวี่ยหลายคนไม่พอใจ และพยายามเตือนสติเขาที่กำลังลุ่มหลง แต่เสวี่ยเหวินเจิ้งกลับเชื่อหลินฉงหยู โกรธที่โจวเยี่ยนหงหลอกให้หญิงคนรักขายหน้า จนทำให้โจวเยี่ยนหงรู้สึกเจ็บปวด
ชายคู่หมั้นเข้าข้างหญิงอื่น เหมือนดึงนางไปตบหน้าท่ามกลางสายตาเหล่าขุนนางที่มาร่วมงาน และประกาศอย่างชัดเจนว่าเขามีใจให้ผู้ใด กลายเป็นว่านางมาแย่งชิงความรักของทั้งคู่ ทำให้นางยิ่งอยากเอาชนะและตัดสินใจจะหาทางเปิดโปงมารยาของหลินฉงหยู และเป็นจุดเริ่มต้นการทวงคืนของนางเอกในเรื่อง
“โจวเยี่ยนหงเป็นคนฉลาดและไม่ยอมใคร เห็นเงียบ ๆ แบบนั้นก็มีแผนการในใจไม่น้อย หากมีเรื่องกับนางก็มีแต่จะเสียเปรียบ สู้ดีกับนางเอาไว้แล้วยอมถอยให้นางสมหวัง ทำแบบนี้เราถึงจะรอด” หลินฉงหยูส่องกระจกแล้วกล่าวกับตัวเอง
ตอนนี้คนในเรือนสกุลเสวี่ยที่ไม่ยอมรับตนก็มีเพียงแค่อันเหม่ยจิง เพราะเมื่อวานนี้นางไม่ได้ก่อเรื่องจึงยังไม่เกิดเรื่องราวที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจ
ดังนั้นต้องหาหลักพึ่งพิงคือหม่าหรูหรง จากนั้นก็ค่อย ๆ หาทางทำให้อันเหม่ยจิงเชื่อใจและเลิกอคติ จึงจะอยู่ได้อย่างสงบสุขก่อนที่จะหาลู่ทางออกไปจากสกุลเสวี่ย
“อย่างแรก จะไม่ยอมถูกรังแก อย่างที่สอง จะไม่ใช้ผู้ชายร่วมกับผู้ใด และอย่างสุดท้าย จะต้องมีชีวิตรอด ไม่ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไรก็ตาม” เป้าหมายหลักทั้งสามคือสิ่งที่หลินฉงหยูตัดสินใจจะทำให้สำเร็จ
ร่างอรชรเดินไปมองทอดอารมณ์ที่หน้าต่าง สังเกตเห็นชายกระโปรงที่หลบมุมไปก็พ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด
“เสวี่ยฮูหยินคงให้ไป๋ช่วนจับตาดูอยู่สินะ” ริมฝีปากอวบอิ่มพึมพำกับตนเอง
จากนั้นก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่สบายใจ มีแวบหนึ่งที่รู้สึกว่าจิตสำนึกของหลินฉงหยูยังคงถูกซ่อนไว้ในส่วนลึก ความรู้สึกอยากเอาชนะโจวเยี่ยนหงผุดขึ้นมาทำให้ต้องรีบสะบัดไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป
************************
“อาเหม่ย อาเหม่ย” เสียงเรียกชื่อเดิมก่อนจะมาอยู่ในโลกของนิยายดังแว่วอยู่ข้างใบหูเจ้าของร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังขยับเปลือกตาตาเสียงเรียก“อาเหม่ย รู้สึกตัวได้แล้ว เธอทำฉันใจหายแล้วนะ” เสียงของเพื่อนรักอย่างลู่หมินหมิ่นเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง“ท่านพี่ ท่านพี่” จางเหม่ยหลินที่กลับมายังโลกความจริงร้องหาเสวี่ยอี้เทียนด้วยความตกใจและเป็นกังวล เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่ตอนที่นางตื่นในทุก ๆ เช้า แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น“เรียกหาสามี เธอแต่งงานแล้วเหรอ” หมินหมิ่นพูดแล้วเอามือวางแตะที่หน้าผากของเพื่อนรักเพื่อเทียบอุณหภูมิกับหน้าผากของตน“ที่นี่ โรงพยาบาลเหรอ” จางเหม่ยหลินกล่าวด้วยความใจหาย ความทรงจำสุดท้ายคือกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเธอ“ก็ใช่นะสิ จะเข้าหน้าหนาวแล้วสงสัยฝนหลงฤดูน่ะ เมื่อวานนี้พายุเลยเข้าไฟดับไปครึ่งเมือง ฉันเลยว่าจะไปอาศัยด้วยสักคืน โทรหาเธอแล้วก็ไม่รับสาย พอไปถึงก็พบนอนสลบอยู่หน้าทีวี ก็เลยพามาโรงพยาบาลเนี่ยแหละ เธอหลับไปตั้งหนึ่งวันเต็ม ๆ ร
เทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสวี่ยหยางอี้ผู้เป็นพี่ชายจูงมือมารดา ในขณะที่เสวี่ยฟางหนิงแฝดผู้น้องกำลังถูกบิดาอุ้มอย่างเอาใจ“อาหนิงเดินเองได้แล้ว ข้ายังเดินเองเลย”“ก็ใครใช้ให้ท่านกินเยอะจนอวบอ้วนเล่า ท่านแม่อุ้มท่านไม่ไหว แต่ท่านพ่ออุ้มข้าไหว” เสียงเล็ก ๆ นั้นต่อปากต่อคำกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีใครยอมใคร“เช่นนั้นก็ดี ท่านพี่อุ้มหนิงเอ๋อร์อย่าได้ปล่อยเชียว ข้ากับอี้เอ๋อร์จะไปเดินซื้อถังหูลู่และผลไม้เชื่อมทางนั้น” เมื่อได้ยินว่ามารดากับพี่ชายจะเดินไปซื้อขนมมีหรือว่าเสวี่ยฟางหนิงจะทนไหว สายตามองมารดากับพี่ชายเดินไปทางแผงขายขนมหวานอย่างไม่คลาดสายตา“ท่านพ่อปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วเดินเองได้เจ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดออดอ้อนพร้อมทำท่ากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนมารดาไม่มีผิด“เอาล่ะ ผินเยว่ตามคุณหนูไปด้วย” เสวี่ยอี้เทียนบอกแก่สาวใช้ที่อยู่ติดตามรับใช้ดูแลภรรยาและลูก ๆ ของตนเองด้วยความภักดียืนมองเด็กทั้งสองอยู่กับภรรยาแล้วจูงมือคนละข้างกลับมาพร้อมกับถังหูลู่คนละไม้แล้วยิ้มให้กับภรรยาที่วันนี้อนุญาตให้ลูก ๆ กินของหวานได้ เพราะปกติแล้วจ
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในจวนจะตามหาโจวเยี่ยนหงพบ ทุกอย่างดูปกติและราบรื่นดี มีเพียงแต่ครอบครัวสกุลเสวี่ยแห่งเป่ยโจวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าแขกเหรื่อกลับจนหมดแล้ว เสวี่ยอี้เทียนที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจถามบิดาถึงความวุ่นวายที่ตนสังเกตเห็น“ท่านพ่อ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”“เยี่ยนหงนางหนีออกมา ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ เจ้ากับสะใภ้รีบกลับไปก่อนเถอะ คืนนี้คงค้างที่สกุลเสวี่ยไม่ได้แล้ว ข้าจะให้คนพาไปพักโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเป่ยโจวแทน” เสวี่ยซิ่วหยุนนึกถึงความปลอดภัยของบุตรชายและสะใภ้คนเล็กหลินฉงหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง ในนิยายต้นฉบับก่อนที่เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลง ตอนที่นางถูกขับไล่จากสกุลเสวี่ยแล้วกลับมาแก้แค้น ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้วางป้ายบูชาบรรพชนในหอบรรพบุรุษ“ค้นหาทุกที่หรือยังเจ้าคะ”“เราค้นหาทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบนาง ที่ห้องของเจิ้นเฟยก็ไม่มี” อันเหม่ยจิงตอบอย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้องของเสวี่ยเจิ้นเฟยหลานชายคนโตก็มีคนคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่ เพราะเกรงว่านางจะเข้าไปทำร้าย“ที่หอบรร
รถม้าของจวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยอี้เทียนกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลักจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเสวี่ย เป็นการกลับไปยังตระกูลใหญ่หลังจากที่ออกมาได้เกือบหลายปีแล้วในตู้รถม้ามีเสวี่ยอี้เทียนและภรรยา บุตรชายหญิงฝาแฝดวัยกำลังน่ารักน่าชังอยู่กับโหรวเซ่าฉีที่จวนไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้“ตั้งแต่คลอดลูก ๆ ข้าไม่เคยห่างจากพวกเขาข้ามคืนเลย ตอนนี้คิดถึงเจ้าสองแสบนั่นเสียแล้ว” หลินฉงหยูพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใจหาย“เจ้าเดินทางไปตรวจสอบบัญชีที่ลั่วหยางออกจะบ่อย”“แต่ลั่วหยางกับจวนเราห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี แต่ว่าไปเป่ยโจวกว่าจะถึงก็กว่าครึ่งค่อนวัน เสร็จงานก็มืดค่ำต้องได้พักค้างคืนจึงจะเดินทางกลับได้ในยามเช้า” เสียงหวานยังคงบ่นออกมาด้วยความคิดถึงลูกแฝดทั้งสอง“แต่ข้ากลับมองว่านี่เป็นการดี เราไม่ได้อยู่ตามลำพังมานานแล้ว ลูก ๆ ของเจ้าเอาแต่หาข้ออ้างไม่มานอนที่ห้องก็เรียกให้เจ้าไปกล่อม กว่าจะกลับห้องข้าก็หลับไปหลายตื่นแล้ว กลับเป่ยโจวคราวนี้ข้าจะต้องใช้เวลากับเจ้าให้คุ้ม
จวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยขึ้นป้ายจวนและจัดเลี้ยงอย่างเอิกเกริก เสวี่ยฮูหยินหลินฉงหยูต้อนรับแขกเหรื่อด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มในขณะที่อายุครรภ์ได้แปดเดือนเศษเมื่อตระกูลเสวี่ยจากเป่ยโจวมาถึงตามเทียบเชิญ นางก็อุ้มท้องอุ้ยอ้ายออกไปต้อนรับพร้อมกับสามีโหรวเซ่าฉีคารวะอดีตสามีแล้วยิ้มต้อนรับกับการมาแสดงความยินดีด้วยตนเองของเขาและเสวี่ยเหวินเจิ้ง สบตากันด้วยมิตรภาพที่ดีงามหลังจากตกลงแยกทางกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบุตรชาย“เสนาบดีเสวี่ยสบายดีหรือไม่” นางกล่าวถามขณะที่พาไปนั่งยังโต๊ะที่เตรียมเอาไว้“สบายดี” อดีตสามีตอบแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปยิ้มให้แก่บุตรชายคนรอง ไม่สนคำครหาว่าตัดขาดกันแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่กันเพราะบุตรชายคนรองได้รับตำแหน่งขุนนางในขณะเดียวกันเสวี่ยอี้เทียนกับภรรยาก็เชิญเสวี่ยเหวินเจิ้งนั่งลงใกล้ ๆ กับบิดา“ได้ยินข่าวว่าฮูหยินของท่านให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว ข้าขอยินดีด้วย” เสวี่ยอี้เทียนกล่าวยินดีกับพี่ชาย เสวี่ยเหวินเจิ้งพยักหน้ารับ มองน้องชายและอดีตหญิงที่ตนผลักไสด้วยความรู้สึกผิด“ขอบคุณเจ้ากรมเสวี่ย” เมื่อตัดขาดกัน
ณ จวนเสวี่ยป๋อ เมืองเป่ยโจวโจวเยี่ยนหงที่อายุครรภ์ใกล้จะครบกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วันกำลังนั่งหายใจฟืดฟาดด้วยโทสะที่หนักอึ้งเมื่อพ่อสามีและสามีมาถึงหน้าประตูจวน ฟางฮุ่ยก็เดินเข้ามารายงาน ทำให้ร่างที่อุ้ยอ้ายเพราะขนาดครรภ์ของนางต้องค่อย ๆ ลุกอย่างยากลำบากแล้วเดินไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อรอต้อนรับสามี“ท่านพ่อ ท่านพี่” นางกล่าวเสียงเรียบแล้วทำการคารวะตามธรรมเนียม แววตาที่มองเสวี่ยเหวินเจิ้งนั้นหาได้อ่อนโยนอย่างแต่ก่อนไม่ แม้แต่พ่อสามีเองก็รู้สึกอึดอัดใจกับสะใภ้ผู้นี้“เดินทางมาเหนื่อย ข้าจะไปแช่น้ำอุ่นเสียหน่อย” เสวี่ยซิ่วหยุนกล่าวกับบุตรชายเสียงเรียบ แล้วเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเองโดยไม่ถามไถ่ลูกสะใภ้ที่หน้าบึ้งตึง“ฮูหยิน เจ้าท้องโตขนาดนี้ไม่ต้องออกมาต้อนรับข้าให้ลำบาก” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะเหน็ดเหนื่อยและอึดอัดกับการกระทำของนางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หากแต่ก็ยอมเพราะรู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเคยทำผิดกับนางเอาไว้กำหนดการแต่งงานของพวกเขาเลื่อนเข้ามาเพราะนางตั้งครรภ์ แม้น้อยคนนักจะรู้แต่ก็ทำให้นางรู้สึกอับอายคนในตระกูลและเสื่อมเสีย







