Masukอาหารถูกจัดเป็นสำรับแยกของแต่ละคน อาหารของวันนี้มีแต่อาหารที่ฮูหยินผู้เฒ่าชอบ โดยเฉพาะปลาผัดเปรี้ยวหวานที่วันนี้สีของอาหารดูมีสีสันและหน้าตาต่างจากที่เคย
“ปลาผัดเปรี้ยวหวานนี้ดูต่างจากที่เคย เปลี่ยนคนทำหรือ” หม่าหรูหรง เหล่าฮูหยินถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
“ว่าไงอาช่วน อาหารจานนี้ใครเป็นผู้ทำ” อันเหม่ยจิงผู้เป็นลูกสะใภ้หันไปถามบ่าวคนสนิทของตน พร้อมกับยิ้มส่งสัญญาณให้แก่กัน
“เรียนฮูหยิน ปลาผัดเปรี้ยวหวานนี้เป็นฝีมือของแม่นางหลินเจ้าค่ะ” ไป๋ช่วนรายงานด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
เสวี่ยเหวินเจิ้งอมยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้ว่าอาหารตรงหน้าเป็นฝีมือของหญิงที่ตนรักใคร่ โจวเยี่ยนหงสังเกตสีหน้าของชายคู่หมั้นก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้
หญิงชราที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดของบ้านกินปลาเปรี้ยวหวานแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“รสชาติดี หวานนำ เปรี้ยวตาม รสชาติกลมกล่อมไปอีกแบบ กินแล้วรู้สึกสดชื่นดี” คำกล่าวชมนั้นทำให้เสวี่ยเหวินเจิ้งอมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ปลาเปรี้ยวหวานจานนี้ถือว่าทำได้ดีจริง ๆ” เสวี่ยซิ่วหยุน เสนาบดีกรมยุติธรรม บิดาของเสวี่ยเหวินเจิ้งเองก็ชื่นชอบในรสชาตินี้ และกล่าวชมออกมาตามตรง จนภรรยาอย่างอันเหม่ยจิงสบตากับไป๋ช่วนด้วยความประหลาดใจกับสิ่งที่ไม่คาดคิด เพราะพวกตนคิดจะหาเรื่องตำหนิหลินฉงหยูให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจนาง
เสวี่ยเหวินเจิ้งลองชิมอาหารฝีมือนางในดวงใจแล้วก็พบว่ารสชาตินั้นอร่อยไม่เกินจริง
โจวเยี่ยนหงมีสีหน้าที่ดูเศร้า ภายในใจเจ็บปวดกับสถานการณ์ตรงหน้า จริงอยู่ว่าอันเหม่ยจิงจะเข้าข้างนาง แต่ว่าหากไม่ได้หัวใจของเสวี่ยเหวินเจิ้ง แต่งเป็นฮูหยินเขาแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า
ยิ่งคู่หมั้นมีหญิงในดวงใจก็ยิ่งทำให้ตนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เป็นคุณหนูสูงศักดิ์แต่กลับแพ้หญิงชาวบ้านที่ต่ำต้อย แต่เพื่อการเกี่ยวดองของสองตระกูลใหญ่ นางจำใจต้องแต่งเข้าสกุลเสวี่ย แม้จะไม่ยินยอมให้เขามีอนุแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะอีกฝ่ายรักมั่นแต่หลินฉงหยู
ก่อนแต่งงานสามเดือนนี้จึงจะเปิดโปงความเจ้าเล่ห์ของแม่ดอกบัวขาวนางนี้เพื่อให้เขารู้และขับไล่นางออกไปจากจวนสกุลเสวี่ย นางจะต้องเป็นเอกภรรยาและไม่ยอมให้เขามีผู้อื่นแม้เขาจะมีสิทธิ์ก็ตาม
“ในเมื่อนางมีฝีมือเช่นนี้ พรุ่งนี้ให้นางช่วยทำอาหารในโรงครัวก็แล้วกัน เจิ้งเอ๋อร์เจ้าไปขอให้นางช่วยงานในครัวด้วยนะ” หม่าหรูหรงหันไปบอกกับหลานชาย
“ขอรับท่านย่า” เขารับปากอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะลดยิ้มลงเมื่อถูกมารดามองด้วยสายตาที่ไม่พอใจนัก
“จริงสิเยี่ยนหง วันนี้เจ้าอาสาจะช่วยจัดสถานที่ ขาดเหลืออะไรก็ให้บอกเจิ้งเอ๋อร์ ได้ยินมาว่างานเลี้ยงที่สกุลโจวก็ได้เจ้าช่วยโจวฮูหยินจัดการได้ดีจนได้รับคำชมจากแขกเหรื่อ ป้าขอฝากงานนี้ด้วยนะ” อันเหม่ยจิงหันไปพูดกับว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงที่ยินดี
“เจ้าค่ะ เยี่ยนหงจะทำให้ออกมาดีที่สุด” นางรับปากด้วยความยินดี พอหันไปมองทางเสวี่ยเหวินเจิ้งก็ได้รับรอยยิ้มจากเขาเล็กน้อย
“หากมีอะไรก็บอกข้าได้” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้ม เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้แสดงความเมินเฉยต่อคู่หมั้นอย่างนาง อันเหม่ยจิงยิ้มอย่างพอใจที่บุตรชายดูเหมือนว่าจะเริ่มเปิดใจให้โจวเยี่ยนหงแล้ว
อีกด้านที่โรงครัวเล็ก เมื่ออาหารส่วนของบ่าวก้นครัวเสร็จแล้ว ทุกคนก็เตรียมตัวจะนั่งลงรับประทานอาหาร ในตอนนั้นเองผินเยว่ที่เดินตามหาหลินฉงหยูก็เดินเข้ามา พอเห็นนางก็ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความโล่งอก
“แม่นางหลิน ข้ากำลังจะยกอาหารไปให้ ท่านจะกลับห้องตอนนี้เลยหรือไม่” ผินเยว่เดินเข้ามาถามแล้วก้มหน้าหลบสายตา
“ไปเอาอาหารของข้ามาที่โรงครัว ข้าจะนั่งกินกับพวกนางที่นี่ พอดีว่ามีเรื่องต้องขอคำแนะนำกับซ่งมามาอยู่น่ะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร
ผิวเยว่ทำตามที่บอกโดยไม่เอ่ยปากคัดค้าน เพราะไม่อยากจะมีปัญหาในภายหลัง ยกอาหารส่วนของเจ้านายมาที่โรงครัวของบ่าว แล้ววางที่โต๊ะอาหารของคนครัวตามที่นางสั่ง
คนที่นั่งร่วมรับประทานอาหารร่วมโต๊ะก็มีซ่งมามาและสาวใช้คนอื่น ๆ อีกสามคน ทั้งหมดไม่กล้าแตะอาหารในส่วนของหลินฉงหยูเพราะเกรงว่าจะมีปัญหาในภายหลัง
“ผินเยว่ เจ้าก็มานั่งกินด้วยกันสิ พวกเจ้าเองก็กินด้วยกันเถอะ ข้าไม่ใช่เจ้านายของสกุลเสวี่ยเสียหน่อย ไม่ต้องเกรงใจ” นางกล่าวแล้วเลื่อนอาหารดี ๆ เหล่านั้นให้ทุกคนเอื้อมตะเกียบถึง จากนั้นก็ลงมือกินอาหารด้วยใบหน้าที่สดใส
“ผัดผักอร่อยมาก น้ำแกงโครงกระดูกไก่นี่ก็กลมกล่อม ข้าไม่เคยกินน้ำแกงที่คล่องคอเช่นนี้มาก่อน” นางกล่าวชมอาหารที่ทำ แล้วพุ้ยข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อยและไม่ถือตัว
“พวกเจ้ามัวแต่มองข้าจะอิ่มท้องหรือ รีบกินสิ” หลินฉงหยูกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
เมื่อเห็นว่าหลินฉงหยูกินคะยั้นคะยอให้พวกตนร่วมรับประทานอาหารและไม่ได้มีท่าทีเป็นภัย พวกนางจึงเริ่มลงมือกินอาหารบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้วางใจนัก เพราะนางเคยมีเรื่องกับสาวใช้อย่างผินเยว่มาก่อนตั้งแต่วันแรกที่มาถึง
“แน่ใจนะว่าที่นางกลั่นแกล้งเจ้าน่ะเรื่องจริง” ซ่งมามากระซิบถามผินเยว่
“ข้าถูกนางกลั่นแกล้งจริง ๆ ตอนนี้นางอาจกำลังเสแสร้งอยู่ก็ได้ รอดูไปก่อน” ผินเยว่กระซิบกลับให้ได้ยินกันแค่สองคน
เมื่อข้าวหมดถ้วยหลินฉงหยูก็วางตะเกียบแล้วเรอออกมาพร้อมกับเอามือปิดปากตนเองด้วยความเขินอาย ดวงตาเรียวกลอกไปมาอย่างขัดเขิน ท่าทีน่าเอ็นดูมากกว่าจะเป็นหญิงเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ
ทุกคนก็เริ่มอิ่มแล้ววางตะเกียบลง แล้วก็เก็บถ้วยชามที่กินเสร็จแล้วไปล้างทำความสะอาด เหลือเพียงซ่งมามาและผินเยว่ที่ยังนั่งอยู่ เพราะก่อนหน้านี้นางบอกมีเรื่องจะขอคำแนะนำ
“พรุ่งนี้ข้าต้องทำอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวเอาไว้” นางถามซ่งมามาผู้ที่เป็นหัวหน้าแม่ครัวใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดในโรงครัว
“งานที่ทำต้องรอดูหน้างาน ยังไม่สามารถบอกได้หรอก” นางตอบแล้วสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย ก่อนหน้านี้ตอนที่นางทำอาหารตนก็ลอบสังเกตอยู่ตลอด พบว่ามีทักษะที่ดี
ไป๋ช่วนมาหาก่อนหน้านี้ บอกว่าให้ตนหางานยาก ๆ ให้นางทำ หากนางทำพลาดจะได้หาเรื่องนางได้ แต่เท่าที่ดูแล้วหลินฉงหยูกลับทำออกมาได้เป็นอย่างดี ที่เหลือต้องรอลุ้นแล้วว่ารสชาติอาหารที่นางทำจะถูกปากเจ้านายหรือไม่
“งั้นข้ากลับห้องก่อน หากจะให้ทำอะไรก็ให้คนไปเรียกก็แล้วกัน ไปเถอะผินเยว่ข้ามีงานให้เจ้าช่วย” หลินฉงหยูกล่าวแล้วลุกขึ้น ตั้งใจเรียกผินเยว่ไปด้วยเพื่อให้นางนำทางกลับห้อง และเรียนรู้เส้นทางในเรือนนี้ไปด้วย
************************
“อาเหม่ย อาเหม่ย” เสียงเรียกชื่อเดิมก่อนจะมาอยู่ในโลกของนิยายดังแว่วอยู่ข้างใบหูเจ้าของร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังขยับเปลือกตาตาเสียงเรียก“อาเหม่ย รู้สึกตัวได้แล้ว เธอทำฉันใจหายแล้วนะ” เสียงของเพื่อนรักอย่างลู่หมินหมิ่นเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง“ท่านพี่ ท่านพี่” จางเหม่ยหลินที่กลับมายังโลกความจริงร้องหาเสวี่ยอี้เทียนด้วยความตกใจและเป็นกังวล เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่ตอนที่นางตื่นในทุก ๆ เช้า แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น“เรียกหาสามี เธอแต่งงานแล้วเหรอ” หมินหมิ่นพูดแล้วเอามือวางแตะที่หน้าผากของเพื่อนรักเพื่อเทียบอุณหภูมิกับหน้าผากของตน“ที่นี่ โรงพยาบาลเหรอ” จางเหม่ยหลินกล่าวด้วยความใจหาย ความทรงจำสุดท้ายคือกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเธอ“ก็ใช่นะสิ จะเข้าหน้าหนาวแล้วสงสัยฝนหลงฤดูน่ะ เมื่อวานนี้พายุเลยเข้าไฟดับไปครึ่งเมือง ฉันเลยว่าจะไปอาศัยด้วยสักคืน โทรหาเธอแล้วก็ไม่รับสาย พอไปถึงก็พบนอนสลบอยู่หน้าทีวี ก็เลยพามาโรงพยาบาลเนี่ยแหละ เธอหลับไปตั้งหนึ่งวันเต็ม ๆ ร
เทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสวี่ยหยางอี้ผู้เป็นพี่ชายจูงมือมารดา ในขณะที่เสวี่ยฟางหนิงแฝดผู้น้องกำลังถูกบิดาอุ้มอย่างเอาใจ“อาหนิงเดินเองได้แล้ว ข้ายังเดินเองเลย”“ก็ใครใช้ให้ท่านกินเยอะจนอวบอ้วนเล่า ท่านแม่อุ้มท่านไม่ไหว แต่ท่านพ่ออุ้มข้าไหว” เสียงเล็ก ๆ นั้นต่อปากต่อคำกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีใครยอมใคร“เช่นนั้นก็ดี ท่านพี่อุ้มหนิงเอ๋อร์อย่าได้ปล่อยเชียว ข้ากับอี้เอ๋อร์จะไปเดินซื้อถังหูลู่และผลไม้เชื่อมทางนั้น” เมื่อได้ยินว่ามารดากับพี่ชายจะเดินไปซื้อขนมมีหรือว่าเสวี่ยฟางหนิงจะทนไหว สายตามองมารดากับพี่ชายเดินไปทางแผงขายขนมหวานอย่างไม่คลาดสายตา“ท่านพ่อปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วเดินเองได้เจ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดออดอ้อนพร้อมทำท่ากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนมารดาไม่มีผิด“เอาล่ะ ผินเยว่ตามคุณหนูไปด้วย” เสวี่ยอี้เทียนบอกแก่สาวใช้ที่อยู่ติดตามรับใช้ดูแลภรรยาและลูก ๆ ของตนเองด้วยความภักดียืนมองเด็กทั้งสองอยู่กับภรรยาแล้วจูงมือคนละข้างกลับมาพร้อมกับถังหูลู่คนละไม้แล้วยิ้มให้กับภรรยาที่วันนี้อนุญาตให้ลูก ๆ กินของหวานได้ เพราะปกติแล้วจ
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในจวนจะตามหาโจวเยี่ยนหงพบ ทุกอย่างดูปกติและราบรื่นดี มีเพียงแต่ครอบครัวสกุลเสวี่ยแห่งเป่ยโจวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าแขกเหรื่อกลับจนหมดแล้ว เสวี่ยอี้เทียนที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจถามบิดาถึงความวุ่นวายที่ตนสังเกตเห็น“ท่านพ่อ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”“เยี่ยนหงนางหนีออกมา ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ เจ้ากับสะใภ้รีบกลับไปก่อนเถอะ คืนนี้คงค้างที่สกุลเสวี่ยไม่ได้แล้ว ข้าจะให้คนพาไปพักโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเป่ยโจวแทน” เสวี่ยซิ่วหยุนนึกถึงความปลอดภัยของบุตรชายและสะใภ้คนเล็กหลินฉงหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง ในนิยายต้นฉบับก่อนที่เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลง ตอนที่นางถูกขับไล่จากสกุลเสวี่ยแล้วกลับมาแก้แค้น ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้วางป้ายบูชาบรรพชนในหอบรรพบุรุษ“ค้นหาทุกที่หรือยังเจ้าคะ”“เราค้นหาทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบนาง ที่ห้องของเจิ้นเฟยก็ไม่มี” อันเหม่ยจิงตอบอย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้องของเสวี่ยเจิ้นเฟยหลานชายคนโตก็มีคนคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่ เพราะเกรงว่านางจะเข้าไปทำร้าย“ที่หอบรร
รถม้าของจวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยอี้เทียนกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลักจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเสวี่ย เป็นการกลับไปยังตระกูลใหญ่หลังจากที่ออกมาได้เกือบหลายปีแล้วในตู้รถม้ามีเสวี่ยอี้เทียนและภรรยา บุตรชายหญิงฝาแฝดวัยกำลังน่ารักน่าชังอยู่กับโหรวเซ่าฉีที่จวนไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้“ตั้งแต่คลอดลูก ๆ ข้าไม่เคยห่างจากพวกเขาข้ามคืนเลย ตอนนี้คิดถึงเจ้าสองแสบนั่นเสียแล้ว” หลินฉงหยูพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใจหาย“เจ้าเดินทางไปตรวจสอบบัญชีที่ลั่วหยางออกจะบ่อย”“แต่ลั่วหยางกับจวนเราห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี แต่ว่าไปเป่ยโจวกว่าจะถึงก็กว่าครึ่งค่อนวัน เสร็จงานก็มืดค่ำต้องได้พักค้างคืนจึงจะเดินทางกลับได้ในยามเช้า” เสียงหวานยังคงบ่นออกมาด้วยความคิดถึงลูกแฝดทั้งสอง“แต่ข้ากลับมองว่านี่เป็นการดี เราไม่ได้อยู่ตามลำพังมานานแล้ว ลูก ๆ ของเจ้าเอาแต่หาข้ออ้างไม่มานอนที่ห้องก็เรียกให้เจ้าไปกล่อม กว่าจะกลับห้องข้าก็หลับไปหลายตื่นแล้ว กลับเป่ยโจวคราวนี้ข้าจะต้องใช้เวลากับเจ้าให้คุ้ม
จวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยขึ้นป้ายจวนและจัดเลี้ยงอย่างเอิกเกริก เสวี่ยฮูหยินหลินฉงหยูต้อนรับแขกเหรื่อด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มในขณะที่อายุครรภ์ได้แปดเดือนเศษเมื่อตระกูลเสวี่ยจากเป่ยโจวมาถึงตามเทียบเชิญ นางก็อุ้มท้องอุ้ยอ้ายออกไปต้อนรับพร้อมกับสามีโหรวเซ่าฉีคารวะอดีตสามีแล้วยิ้มต้อนรับกับการมาแสดงความยินดีด้วยตนเองของเขาและเสวี่ยเหวินเจิ้ง สบตากันด้วยมิตรภาพที่ดีงามหลังจากตกลงแยกทางกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบุตรชาย“เสนาบดีเสวี่ยสบายดีหรือไม่” นางกล่าวถามขณะที่พาไปนั่งยังโต๊ะที่เตรียมเอาไว้“สบายดี” อดีตสามีตอบแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปยิ้มให้แก่บุตรชายคนรอง ไม่สนคำครหาว่าตัดขาดกันแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่กันเพราะบุตรชายคนรองได้รับตำแหน่งขุนนางในขณะเดียวกันเสวี่ยอี้เทียนกับภรรยาก็เชิญเสวี่ยเหวินเจิ้งนั่งลงใกล้ ๆ กับบิดา“ได้ยินข่าวว่าฮูหยินของท่านให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว ข้าขอยินดีด้วย” เสวี่ยอี้เทียนกล่าวยินดีกับพี่ชาย เสวี่ยเหวินเจิ้งพยักหน้ารับ มองน้องชายและอดีตหญิงที่ตนผลักไสด้วยความรู้สึกผิด“ขอบคุณเจ้ากรมเสวี่ย” เมื่อตัดขาดกัน
ณ จวนเสวี่ยป๋อ เมืองเป่ยโจวโจวเยี่ยนหงที่อายุครรภ์ใกล้จะครบกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วันกำลังนั่งหายใจฟืดฟาดด้วยโทสะที่หนักอึ้งเมื่อพ่อสามีและสามีมาถึงหน้าประตูจวน ฟางฮุ่ยก็เดินเข้ามารายงาน ทำให้ร่างที่อุ้ยอ้ายเพราะขนาดครรภ์ของนางต้องค่อย ๆ ลุกอย่างยากลำบากแล้วเดินไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อรอต้อนรับสามี“ท่านพ่อ ท่านพี่” นางกล่าวเสียงเรียบแล้วทำการคารวะตามธรรมเนียม แววตาที่มองเสวี่ยเหวินเจิ้งนั้นหาได้อ่อนโยนอย่างแต่ก่อนไม่ แม้แต่พ่อสามีเองก็รู้สึกอึดอัดใจกับสะใภ้ผู้นี้“เดินทางมาเหนื่อย ข้าจะไปแช่น้ำอุ่นเสียหน่อย” เสวี่ยซิ่วหยุนกล่าวกับบุตรชายเสียงเรียบ แล้วเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเองโดยไม่ถามไถ่ลูกสะใภ้ที่หน้าบึ้งตึง“ฮูหยิน เจ้าท้องโตขนาดนี้ไม่ต้องออกมาต้อนรับข้าให้ลำบาก” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะเหน็ดเหนื่อยและอึดอัดกับการกระทำของนางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หากแต่ก็ยอมเพราะรู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเคยทำผิดกับนางเอาไว้กำหนดการแต่งงานของพวกเขาเลื่อนเข้ามาเพราะนางตั้งครรภ์ แม้น้อยคนนักจะรู้แต่ก็ทำให้นางรู้สึกอับอายคนในตระกูลและเสื่อมเสีย







