ログインรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในร่างนางร้ายในนิยายน้ำเน่าที่ตัวเองเกลียด ตอนจบต้องถูกพระเอกสังหารอย่างน่าอนาถ เมื่อมาอยู่ในร่างตัวละครที่ตัวเองเกลียดและรู้จุดจบของตัวเอง ภารกิจเอาชีวิตรอดจึงเกิดขึ้น
もっと見る「妊娠八週です。おめでとうございます」
医師の言葉を聞いた瞬間、沙耶《さや》は診察台の上で息を止めた。
画面に映るのは、まだ人の姿とは呼べないほど小さな影だった。
「こちらが心拍です」
医師が示した場所から、規則正しい音が聞こえてくる。
その音が、自分の身体の中から生まれているのだと思うと、不思議だった。
沙耶は無意識に腹部へ手を添えた。
ここにいる。
怜司との子供が。
胸の奥から込み上げた喜びに、目頭が熱くなる。
けれど、その感情に身を任せるより早く、別の思いが浮かんだ。
怜司は、喜んでくれるだろうか。
黒崎怜司《くろさき・れいじ》は沙耶を愛していない。
そのことを、沙耶は三年前から知っていた。
夫婦として求められる夜はあった。
抱かれるときだけは、彼の熱も腕も確かに自分のものになる。それだけで、いつも少し期待してしまった。
いつか、この人の心もこちらを向くのではないか。
けれど夜が明ければ、怜司はいつもの怜司へ戻った。
冷静で、隙がなく、必要以上の言葉を口にしない夫。
身体の距離がなくなっても、心の距離だけは消えなかった。
それでも三年間、沙耶は諦めきれずにいた。
沙耶と怜司の結婚は、高瀬メディカルと黒崎グループの提携をより確かなものにするために決められた。
誰が見ても政略結婚だった。
けれど、沙耶にとっては違う。
結婚が決まるより前から、彼を愛していた。
だから、選ばれたときは嬉しかった。
理由が会社でもよかった。
最初は愛されなくても、同じ家で暮らし、同じ時間を重ねていけば、いつか。
そう思っていた。
だが怜司の心には、ずっと別の女性がいた。
五年前に彼の前から去った、一ノ瀬美玲。
沙耶がどれだけ近くにいても、その人の記憶だけは怜司の中から消えなかった。
それでも今日は、少しだけ夢を見てもいい気がした。
三度目の結婚記念日。
そして、二人の子供を授かった日。
今夜、伝えよう。
驚くだろうか。
いつもの無表情が、少しだけ崩れるだろうか。
もしかしたら――喜んでくれるかもしれない。
そんな期待を抱く自分が、ひどく幼く思えた。
それでも沙耶は、超音波写真と母子手帳を受け取るための案内を、折れないよう大切にバッグへしまった。
夕方、黒崎邸へ戻ると、自ら食卓を整えた。
怜司の好物は、三年の間にだいたい覚えた。
味の濃すぎるものは好まないこと。
魚なら白身を選ぶこと。
仕事で疲れている日は、重い料理より温かいスープをよく口にすること。
ワインも彼の好みに合わせた。
自分のグラスには、色の似た炭酸水を注ぐつもりだった。
気づいてくれるだろうか。
酒を飲まない理由を尋ねてくれるだろうか。
そんな小さな仕掛けまで考えている自分が可笑しくて、沙耶は一度だけ笑った。
怜司が帰宅したのは、料理が冷め始めた頃だった。
「お帰りなさい」
玄関へ迎えに出る。
怜司は無言で上着を脱いだ。
右は漆黒。
左は淡い灰青色。
生まれつき色の違う瞳が沙耶へ向けられたが、すぐに逸れた。
「食事の用意ができています。今日は――」
「話がある」
声を遮られた。
いつもより硬い。
沙耶の胸の奥に、冷たいものが落ちた。
それでも何も言わず、怜司を食堂へ案内する。
用意した料理を前にしても、彼は箸を取らなかった。
向かいへ座ると、白い封筒から一枚の紙を取り出した。
食卓の上を滑ったそれが、沙耶の前で止まる。
文字は読めているのに、意味が頭へ入ってこなかった。
離婚届。
その文字より先に、怜司の署名が目に入った。
もう、書いてある。
沙耶が今日一日、どうやって妊娠を伝えようかと考えている間に、怜司はこの紙へ自分の名前を書いていた。
数時間前に聞いた小さな心拍音が、耳の奥で蘇った。
命が始まったと知らされた日に。
夫婦の終わりを告げられている。
「どういう……意味ですか」
尋ねる必要などなかった。
それでも声が出た。
怜司は目を逸らさなかった。
「美玲が帰国した」
その名前だけで、十分だった。
五年前、怜司を残して別の男と国外へ去った女性。
一ノ瀬美玲《いちのせ・みれい》。
三年間妻だった沙耶よりも長く、怜司の心の中に居続けた人。
その女性が戻った。
ただ、それだけでこの結婚は終わるのだ。
「彼女と、やり直すのですか」
自分の声なのに、ひどく遠く聞こえた。
「そのつもりだ」
迷いのない答えだった。
沙耶は膝の上で手を握った。
バッグの中には、怜司に見せるつもりだった超音波写真がある。
今、言えばいい。
あなたの子供がいます、と。
その一言で、きっと何かは変わる。
怜司は責任から逃げる男ではない。
少なくとも、立ち止まりはするだろう。
その想像に、心が一瞬だけ縋った。
けれど。
それで、どうするのだろう。
子供がいるから残る夫を、毎日隣で見続けるのか。
心では別の女性を求めている人を、父親という役目だけでここへ縛りつけるのか。
「両社の提携は、離婚後も継続する。高瀬社に不利益が出ないよう手配する」
怜司の言葉に、沙耶はゆっくり顔を上げた。
離婚を告げた直後に、彼が口にしたのは会社のことだった。
高瀬と黒崎。
契約。
利益。
責任。
三年間、同じ家で暮らしてきた妻に対して、まず心配するのはそこなのか。
自分はそんなふうに見えていたのだろうか。
会社との関係さえ守られれば、納得する女だと。
離婚を告げられたこととは別の痛みが、胸の奥に広がった。
沙耶はバッグへ伸ばしかけていた手を、静かに膝へ戻した。
「分かりました」
怜司の眉が動く。
「沙耶?」
「離婚に応じます」
今度は自分でも驚くほど、はっきり言えた。
怜司の表情がわずかに揺れた。
すぐ承諾されるとは思っていなかったのかもしれない。
その反応を見て、ほんの少しだけ胸が疼いた。
引き止めてほしかったわけではない。
そう言い聞かせる。
「ただ、今夜は署名できません。少し考える時間をください」
「ああ」
怜司は短く答えた。
そして離婚届を食卓へ残したまま立ち上がる。
「今夜は書斎で休む」
夫婦の寝室には戻らない。
その意味くらい、説明されなくても分かった。
沙耶は引き止めなかった。
廊下を進む足音が遠ざかり、やがて書斎の扉が閉まった。
広い食堂に、一人きりになる。
目の前には、手をつけられなかった料理。
怜司のために選んだワイン。
結婚記念日のために整えた食卓。
ほんの一時間前まで、ここで妊娠を伝える自分を想像していた。
沙耶はしばらく動けなかった。
やがてバッグを開き、超音波写真を取り出した。
離婚届の隣へ置く。
一枚は、夫婦の終わりを告げる紙。
もう一枚は、二人の間に生まれた命の証。
あまりにも残酷な並びだった。
沙耶は震える指で、小さな影をなぞる。
今から書斎へ行けばいい。
この写真を怜司へ見せればいい。
「あなたの子です」と言えばいい。
きっと彼は、無視できない。
けれど、それは愛ではない。
沙耶は目を閉じた。
「ごめんね」
声が震えた。
子供を使って、愛されない結婚へ怜司を縛りつけたくない。
そして、この子にもいつか、自分が誰かを引き止めるための理由だったなどと思わせたくない。
沙耶は腹部へ両手を添えた。
そこにはまだ何も感じない。
けれど確かに、あの小さな鼓動がある。
「あなたのことは……まだ言えない」
今夜、怜司へ渡すはずだった言葉を、沙耶は自分の胸の奥へしまった。
“อาเหม่ย อาเหม่ย” เสียงเรียกชื่อเดิมก่อนจะมาอยู่ในโลกของนิยายดังแว่วอยู่ข้างใบหูเจ้าของร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังขยับเปลือกตาตาเสียงเรียก“อาเหม่ย รู้สึกตัวได้แล้ว เธอทำฉันใจหายแล้วนะ” เสียงของเพื่อนรักอย่างลู่หมินหมิ่นเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง“ท่านพี่ ท่านพี่” จางเหม่ยหลินที่กลับมายังโลกความจริงร้องหาเสวี่ยอี้เทียนด้วยความตกใจและเป็นกังวล เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่ตอนที่นางตื่นในทุก ๆ เช้า แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น“เรียกหาสามี เธอแต่งงานแล้วเหรอ” หมินหมิ่นพูดแล้วเอามือวางแตะที่หน้าผากของเพื่อนรักเพื่อเทียบอุณหภูมิกับหน้าผากของตน“ที่นี่ โรงพยาบาลเหรอ” จางเหม่ยหลินกล่าวด้วยความใจหาย ความทรงจำสุดท้ายคือกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเธอ“ก็ใช่นะสิ จะเข้าหน้าหนาวแล้วสงสัยฝนหลงฤดูน่ะ เมื่อวานนี้พายุเลยเข้าไฟดับไปครึ่งเมือง ฉันเลยว่าจะไปอาศัยด้วยสักคืน โทรหาเธอแล้วก็ไม่รับสาย พอไปถึงก็พบนอนสลบอยู่หน้าทีวี ก็เลยพามาโรงพยาบาลเนี่ยแหละ เธอหลับไปตั้งหนึ่งวันเต็ม ๆ ร
เทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสวี่ยหยางอี้ผู้เป็นพี่ชายจูงมือมารดา ในขณะที่เสวี่ยฟางหนิงแฝดผู้น้องกำลังถูกบิดาอุ้มอย่างเอาใจ“อาหนิงเดินเองได้แล้ว ข้ายังเดินเองเลย”“ก็ใครใช้ให้ท่านกินเยอะจนอวบอ้วนเล่า ท่านแม่อุ้มท่านไม่ไหว แต่ท่านพ่ออุ้มข้าไหว” เสียงเล็ก ๆ นั้นต่อปากต่อคำกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีใครยอมใคร“เช่นนั้นก็ดี ท่านพี่อุ้มหนิงเอ๋อร์อย่าได้ปล่อยเชียว ข้ากับอี้เอ๋อร์จะไปเดินซื้อถังหูลู่และผลไม้เชื่อมทางนั้น” เมื่อได้ยินว่ามารดากับพี่ชายจะเดินไปซื้อขนมมีหรือว่าเสวี่ยฟางหนิงจะทนไหว สายตามองมารดากับพี่ชายเดินไปทางแผงขายขนมหวานอย่างไม่คลาดสายตา“ท่านพ่อปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วเดินเองได้เจ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดออดอ้อนพร้อมทำท่ากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนมารดาไม่มีผิด“เอาล่ะ ผินเยว่ตามคุณหนูไปด้วย” เสวี่ยอี้เทียนบอกแก่สาวใช้ที่อยู่ติดตามรับใช้ดูแลภรรยาและลูก ๆ ของตนเองด้วยความภักดียืนมองเด็กทั้งสองอยู่กับภรรยาแล้วจูงมือคนละข้างกลับมาพร้อมกับถังหูลู่คนละไม้แล้วยิ้มให้กับภรรยาที่วันนี้อนุญาตให้ลูก ๆ กินของหวานได้ เพราะปกติแล้วจ
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในจวนจะตามหาโจวเยี่ยนหงพบ ทุกอย่างดูปกติและราบรื่นดี มีเพียงแต่ครอบครัวสกุลเสวี่ยแห่งเป่ยโจวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าแขกเหรื่อกลับจนหมดแล้ว เสวี่ยอี้เทียนที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจถามบิดาถึงความวุ่นวายที่ตนสังเกตเห็น“ท่านพ่อ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”“เยี่ยนหงนางหนีออกมา ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ เจ้ากับสะใภ้รีบกลับไปก่อนเถอะ คืนนี้คงค้างที่สกุลเสวี่ยไม่ได้แล้ว ข้าจะให้คนพาไปพักโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเป่ยโจวแทน” เสวี่ยซิ่วหยุนนึกถึงความปลอดภัยของบุตรชายและสะใภ้คนเล็กหลินฉงหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง ในนิยายต้นฉบับก่อนที่เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลง ตอนที่นางถูกขับไล่จากสกุลเสวี่ยแล้วกลับมาแก้แค้น ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้วางป้ายบูชาบรรพชนในหอบรรพบุรุษ“ค้นหาทุกที่หรือยังเจ้าคะ”“เราค้นหาทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบนาง ที่ห้องของเจิ้นเฟยก็ไม่มี” อันเหม่ยจิงตอบอย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้องของเสวี่ยเจิ้นเฟยหลานชายคนโตก็มีคนคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่ เพราะเกรงว่านางจะเข้าไปทำร้าย“ที่หอบรร
รถม้าของจวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยอี้เทียนกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลักจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเสวี่ย เป็นการกลับไปยังตระกูลใหญ่หลังจากที่ออกมาได้เกือบหลายปีแล้วในตู้รถม้ามีเสวี่ยอี้เทียนและภรรยา บุตรชายหญิงฝาแฝดวัยกำลังน่ารักน่าชังอยู่กับโหรวเซ่าฉีที่จวนไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้“ตั้งแต่คลอดลูก ๆ ข้าไม่เคยห่างจากพวกเขาข้ามคืนเลย ตอนนี้คิดถึงเจ้าสองแสบนั่นเสียแล้ว” หลินฉงหยูพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใจหาย“เจ้าเดินทางไปตรวจสอบบัญชีที่ลั่วหยางออกจะบ่อย”“แต่ลั่วหยางกับจวนเราห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี แต่ว่าไปเป่ยโจวกว่าจะถึงก็กว่าครึ่งค่อนวัน เสร็จงานก็มืดค่ำต้องได้พักค้างคืนจึงจะเดินทางกลับได้ในยามเช้า” เสียงหวานยังคงบ่นออกมาด้วยความคิดถึงลูกแฝดทั้งสอง“แต่ข้ากลับมองว่านี่เป็นการดี เราไม่ได้อยู่ตามลำพังมานานแล้ว ลูก ๆ ของเจ้าเอาแต่หาข้ออ้างไม่มานอนที่ห้องก็เรียกให้เจ้าไปกล่อม กว่าจะกลับห้องข้าก็หลับไปหลายตื่นแล้ว กลับเป่ยโจวคราวนี้ข้าจะต้องใช้เวลากับเจ้าให้คุ้ม
ฟางฮุ่ยยกกาน้ำชาที่มียาพิษกำหนัดไว้ในห้องของหลินฉงหยูพร้อมกับขนมที่โรยผงยาวางเอาไว้บนโต๊ะ ยืนรอดูสักพักเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้นแล้วจึงรีบไปที่เรือนหลักแล้วไปที่ห้องพักของเสวี่ยเหวินเจิ้งเวลานี้เจ้ากรมยุติธรรมหนุ่มกำลังเขียนร่างกฎหมายฉบับใหม่อยู่ในห้องตำรา การนำจดหมายไปวางนั้นจึงสะดวกแล
อันเหม่ยจิงเดินไปมาในห้องนอนของตนด้วยความร้อนใจ แม่สามีเรียกให้เสวี่ยซิ่วหยุนผู้เป็นสามีของนางเข้าไปพูดคุยธุระสำคัญที่ไม่ให้นางมีส่วนร่วม จะไม่กังวลแม้แต่น้อยหากมิใช่ว่าก่อนหน้านี้โหรวเซ่าฉีเพิ่งออกจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าไป“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องอะไร” เสวี่ยฮูหยินหันไปถามไป๋ช่วน แม้รู้ว่าอีกฝ่าย
ห้าวันแล้วหลังจากที่กลับมาจากหยางโจวและพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องจนหายดีหลังจากที่ลุกได้ หลินฉงหยูไม่พลาดที่จะเข้าครัวไปช่วยทำอาหารเพื่อเอาใจฮูหยินผู้เฒ่า และหาโอกาสที่จะเข้าไปรายงานตัวพร้อมทั้งเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะโดนต่อว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในสกุลโจวหลังจากที่สำรับอาหารถูกยกกลับมาที่โรง
ที่เรือนหลังเล็กของสกุลเสวี่ย เสวี่ยเหวินเจิ้ง กำลังเดินตรงเข้าไปด้วยท่าทีที่มุ่งมั่น เพื่อที่จะพูดคุยกับน้องชายของตนเองเกี่ยวกับเรื่องของหลินฉงหยูเมื่อไปถึงห้องตำราที่ยังมีแสงตะเกียงส่องสว่างออกมาจนถึงด้านนอกก็รู้ได้ทันทีว่าน้องชายยังคงอ่านตำราอยู่ในนั้น และด้านนอกมีอาเหมายืนเพื่อคอยอยู่ปรนนิบัติ











