Mag-log inรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในร่างนางร้ายในนิยายน้ำเน่าที่ตัวเองเกลียด ตอนจบต้องถูกพระเอกสังหารอย่างน่าอนาถ เมื่อมาอยู่ในร่างตัวละครที่ตัวเองเกลียดและรู้จุดจบของตัวเอง ภารกิจเอาชีวิตรอดจึงเกิดขึ้น
view more“อาเหม่ย อาเหม่ย” เสียงเรียกชื่อเดิมก่อนจะมาอยู่ในโลกของนิยายดังแว่วอยู่ข้างใบหูเจ้าของร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังขยับเปลือกตาตาเสียงเรียก“อาเหม่ย รู้สึกตัวได้แล้ว เธอทำฉันใจหายแล้วนะ” เสียงของเพื่อนรักอย่างลู่หมินหมิ่นเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง“ท่านพี่ ท่านพี่” จางเหม่ยหลินที่กลับมายังโลกความจริงร้องหาเสวี่ยอี้เทียนด้วยความตกใจและเป็นกังวล เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่ตอนที่นางตื่นในทุก ๆ เช้า แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น“เรียกหาสามี เธอแต่งงานแล้วเหรอ” หมินหมิ่นพูดแล้วเอามือวางแตะที่หน้าผากของเพื่อนรักเพื่อเทียบอุณหภูมิกับหน้าผากของตน“ที่นี่ โรงพยาบาลเหรอ” จางเหม่ยหลินกล่าวด้วยความใจหาย ความทรงจำสุดท้ายคือกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเธอ“ก็ใช่นะสิ จะเข้าหน้าหนาวแล้วสงสัยฝนหลงฤดูน่ะ เมื่อวานนี้พายุเลยเข้าไฟดับไปครึ่งเมือง ฉันเลยว่าจะไปอาศัยด้วยสักคืน โทรหาเธอแล้วก็ไม่รับสาย พอไปถึงก็พบนอนสลบอยู่หน้าทีวี ก็เลยพามาโรงพยาบาลเนี่ยแหละ เธอหลับไปตั้งหนึ่งวันเต็ม ๆ ร
เทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสวี่ยหยางอี้ผู้เป็นพี่ชายจูงมือมารดา ในขณะที่เสวี่ยฟางหนิงแฝดผู้น้องกำลังถูกบิดาอุ้มอย่างเอาใจ“อาหนิงเดินเองได้แล้ว ข้ายังเดินเองเลย”“ก็ใครใช้ให้ท่านกินเยอะจนอวบอ้วนเล่า ท่านแม่อุ้มท่านไม่ไหว แต่ท่านพ่ออุ้มข้าไหว” เสียงเล็ก ๆ นั้นต่อปากต่อคำกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีใครยอมใคร“เช่นนั้นก็ดี ท่านพี่อุ้มหนิงเอ๋อร์อย่าได้ปล่อยเชียว ข้ากับอี้เอ๋อร์จะไปเดินซื้อถังหูลู่และผลไม้เชื่อมทางนั้น” เมื่อได้ยินว่ามารดากับพี่ชายจะเดินไปซื้อขนมมีหรือว่าเสวี่ยฟางหนิงจะทนไหว สายตามองมารดากับพี่ชายเดินไปทางแผงขายขนมหวานอย่างไม่คลาดสายตา“ท่านพ่อปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วเดินเองได้เจ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดออดอ้อนพร้อมทำท่ากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนมารดาไม่มีผิด“เอาล่ะ ผินเยว่ตามคุณหนูไปด้วย” เสวี่ยอี้เทียนบอกแก่สาวใช้ที่อยู่ติดตามรับใช้ดูแลภรรยาและลูก ๆ ของตนเองด้วยความภักดียืนมองเด็กทั้งสองอยู่กับภรรยาแล้วจูงมือคนละข้างกลับมาพร้อมกับถังหูลู่คนละไม้แล้วยิ้มให้กับภรรยาที่วันนี้อนุญาตให้ลูก ๆ กินของหวานได้ เพราะปกติแล้วจ
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในจวนจะตามหาโจวเยี่ยนหงพบ ทุกอย่างดูปกติและราบรื่นดี มีเพียงแต่ครอบครัวสกุลเสวี่ยแห่งเป่ยโจวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าแขกเหรื่อกลับจนหมดแล้ว เสวี่ยอี้เทียนที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจถามบิดาถึงความวุ่นวายที่ตนสังเกตเห็น“ท่านพ่อ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”“เยี่ยนหงนางหนีออกมา ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ เจ้ากับสะใภ้รีบกลับไปก่อนเถอะ คืนนี้คงค้างที่สกุลเสวี่ยไม่ได้แล้ว ข้าจะให้คนพาไปพักโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเป่ยโจวแทน” เสวี่ยซิ่วหยุนนึกถึงความปลอดภัยของบุตรชายและสะใภ้คนเล็กหลินฉงหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง ในนิยายต้นฉบับก่อนที่เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลง ตอนที่นางถูกขับไล่จากสกุลเสวี่ยแล้วกลับมาแก้แค้น ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้วางป้ายบูชาบรรพชนในหอบรรพบุรุษ“ค้นหาทุกที่หรือยังเจ้าคะ”“เราค้นหาทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบนาง ที่ห้องของเจิ้นเฟยก็ไม่มี” อันเหม่ยจิงตอบอย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้องของเสวี่ยเจิ้นเฟยหลานชายคนโตก็มีคนคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่ เพราะเกรงว่านางจะเข้าไปทำร้าย“ที่หอบรร
รถม้าของจวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยอี้เทียนกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลักจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเสวี่ย เป็นการกลับไปยังตระกูลใหญ่หลังจากที่ออกมาได้เกือบหลายปีแล้วในตู้รถม้ามีเสวี่ยอี้เทียนและภรรยา บุตรชายหญิงฝาแฝดวัยกำลังน่ารักน่าชังอยู่กับโหรวเซ่าฉีที่จวนไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้“ตั้งแต่คลอดลูก ๆ ข้าไม่เคยห่างจากพวกเขาข้ามคืนเลย ตอนนี้คิดถึงเจ้าสองแสบนั่นเสียแล้ว” หลินฉงหยูพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใจหาย“เจ้าเดินทางไปตรวจสอบบัญชีที่ลั่วหยางออกจะบ่อย”“แต่ลั่วหยางกับจวนเราห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี แต่ว่าไปเป่ยโจวกว่าจะถึงก็กว่าครึ่งค่อนวัน เสร็จงานก็มืดค่ำต้องได้พักค้างคืนจึงจะเดินทางกลับได้ในยามเช้า” เสียงหวานยังคงบ่นออกมาด้วยความคิดถึงลูกแฝดทั้งสอง“แต่ข้ากลับมองว่านี่เป็นการดี เราไม่ได้อยู่ตามลำพังมานานแล้ว ลูก ๆ ของเจ้าเอาแต่หาข้ออ้างไม่มานอนที่ห้องก็เรียกให้เจ้าไปกล่อม กว่าจะกลับห้องข้าก็หลับไปหลายตื่นแล้ว กลับเป่ยโจวคราวนี้ข้าจะต้องใช้เวลากับเจ้าให้คุ้ม
สิบวันแล้วที่สามีเดินทางไปสอบที่เมืองหลวง ป่านนี้ก็ยังไม่มีข่าวมาถึงสกุลเสวี่ยที่เมืองลั่วหยางเสียที ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์นั่งมองเหม่อด้วยความคิดถึงและห่วงใย โหรวเซ่าฉีเห็นว่าลูกสะใภ้นั้นจิตใจว้าวุ่นไม่สงบสุขเพราะเอาแต่คิดถึงบุตรชายของตนจึงเดินเข้าไปปลอบโยน“เหม่อลอยแบบนี้จะทำอาหารได้อย่า
ฟางฮุ่ยยกกาน้ำชาที่มียาพิษกำหนัดไว้ในห้องของหลินฉงหยูพร้อมกับขนมที่โรยผงยาวางเอาไว้บนโต๊ะ ยืนรอดูสักพักเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้นแล้วจึงรีบไปที่เรือนหลักแล้วไปที่ห้องพักของเสวี่ยเหวินเจิ้งเวลานี้เจ้ากรมยุติธรรมหนุ่มกำลังเขียนร่างกฎหมายฉบับใหม่อยู่ในห้องตำรา การนำจดหมายไปวางนั้นจึงสะดวกแล
อันเหม่ยจิงเดินไปมาในห้องนอนของตนด้วยความร้อนใจ แม่สามีเรียกให้เสวี่ยซิ่วหยุนผู้เป็นสามีของนางเข้าไปพูดคุยธุระสำคัญที่ไม่ให้นางมีส่วนร่วม จะไม่กังวลแม้แต่น้อยหากมิใช่ว่าก่อนหน้านี้โหรวเซ่าฉีเพิ่งออกจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าไป“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องอะไร” เสวี่ยฮูหยินหันไปถามไป๋ช่วน แม้รู้ว่าอีกฝ่าย
ห้าวันแล้วหลังจากที่กลับมาจากหยางโจวและพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องจนหายดีหลังจากที่ลุกได้ หลินฉงหยูไม่พลาดที่จะเข้าครัวไปช่วยทำอาหารเพื่อเอาใจฮูหยินผู้เฒ่า และหาโอกาสที่จะเข้าไปรายงานตัวพร้อมทั้งเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะโดนต่อว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในสกุลโจวหลังจากที่สำรับอาหารถูกยกกลับมาที่โรง





