เข้าสู่ระบบเพียงสบตากันในเสี้ยวลมหายใจนั้น
บุรุษผู้นั้น ก็รับรู้ได้ทันทีว่า นางรู้จักเขา
มือเรียวยาวสะบัดเล็กน้อย
จากนั้น
โลกทั้งใบคล้ายหยุดเคลื่อนไหว เสียงลม เสียงน้ำ เสียงผู้คน... ล้วนเงียบหายไปหยุดห้วงเวลา
เหลือเพียงดวงตาสองคู่ที่ประสานกันกลางหมอกแดดราง ๆ
แววตาของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงและระแวดระวัง
ส่วนแววตาของเขา... เย็นเยียบและลึกล้ำจนยากหยั่งถึง
คล้ายรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนมุมปาก แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นวูบลงอย่างประหลาด
บุรุษผู้นั้นก้าวเท้าเข้ามาอย่างช้า ๆ
ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น
เมื่อระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว เขาหยุดตรงหน้ามู่หว่านเหยา
“เจ้าเป็นผู้ใด... เหตุใดรู้จักข้า” เสียงของเขาดังขึ้นต่ำและชัดเจน ราวกับเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งแห่งหุบเหว
คำถามนั้นแฝงแรงอำนาจจนแม้เพียงลมหายใจก็คล้ายหยุดไหลเวียน
แต่ทั้งที่เอ่ยถาม ชายหนุ่มกลับไม่รอคำตอบจากนางเลย
ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเพียงสะบัดเบา ๆ —
แรงลมอันเย็นวาบพุ่งเข้าหามู่หว่านเหยาอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่นางจะทันรู้ตัว
สติของนางดับวูบ ร่างทั้งร่างทรุดลงราวสายลมถูกสูบออกจากอก
ชายหนุ่มยื่นมือข้างหนึ่งแตะลงกลางหน้าผากนาง
แสงสีเงินสว่างวาบขึ้น พลังวิญญาณแทรกซึมเข้าสู่กาย
ภาพมากมายพรั่งพรูเข้ามาในห้วงจิตของเขา
เมื่อภาพทั้งหมดเลือนหายไป ความจริงก็ค่อย ๆ ปรากฏ
แววตาของบุรุษผู้นั้นเย็นลงเล็กน้อย
“ไม่ใช่นาง... ไม่ใช่ผู้ที่ข้าตามหา”
น้ำเสียงนั้นแผ่วแผ่วแต่กรีดลงในอากาศอย่างเฉียบคม
เขาคลายมือออกจากหน้าผากหญิงสาว ปลายนิ้วแตะอีกครั้งส่งพลังบางเบาเข้าสู่ร่าง
ลมหายใจของมู่หว่านเหยาเริ่มกลับคืน นางกระพริบตาถี่ ๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
“นี่...ท่านทำอะไรข้า...”
เสียงนางสั่นพร่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความมึนงง
บุรุษผู้นั้นมองมู่หว่านเหยาที่เพิ่งลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตานางยังพร่าเลือนเหมือนคนเพิ่งถูกดึงกลับจากห้วงลึกแห่งความฝัน
“ข้าเป็นผู้ทำให้เจ้าพลาดชะตาชีวิตที่ควรมีในภพเดิม...”
“เจ้าต้องการสิ่งใด ข้าจะชดเชยให้”
แสงบางอย่างแผ่วลงจากปลายนิ้วของเขา ก่อนที่ร่างสูงจะค่อย ๆ ถอยห่าง เสียงของเขาแว่วอยู่ในอากาศ เย็นเยียบแต่ชัดเจนราวเสียงกระซิบจากสวรรค์หรือยมโลก
“จำไว้... สิ่งที่เจ้าขอ...ต้องเป็นสิ่งที่พรสวรรค์ของมนุษย์ผู้หนึ่งสามารถมีได้”
หลังถ้อยคำสุดท้ายนั้นจบลง ร่างของบุรุษผู้นั้นก็จางหายไปกลางสายหมอก เหมือนไม่เคยปรากฏอยู่ตรงนั้นมาก่อน
เหลือเพียงลมเย็นวูบหนึ่งที่พัดเอาเส้นผมของมู่หว่านเหยาให้ปลิวไหว
นางยกมือแตะขมับ พลันรู้สึกเวียนศีรษะราวกับโลกทั้งใบหมุนช้า ๆ เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างหลัง
“หว่านเหยา เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หานเจ๋อรีบก้าวเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
มู่หว่านเหยาพยายามฝืนยิ้มบาง ๆ
“ข้า... คงใช้แรงมากไป รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย”
ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือมาพยุงนางขึ้นอย่างแผ่วเบา
“เช่นนั้น... กลับกันเถอะ อย่าฝืนเลย”
นางพยักหน้าช้า ๆ พยายามไม่แสดงอาการผิดปกติ
แต่ในใจกลับยังคงได้ยินเสียงนั้นสะท้อนอยู่ในหู
“สิ่งที่เจ้าขอ... ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถมีได้”
คำพูดนั้นคล้ายฝังลงในห้วงจิตของนาง ราวกับเป็นตราประทับแห่งชะตาที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
พอทั้งคู่กลับมาถึงเรือน หานเจ๋อเห็นสีหน้าของมู่หว่านเหยาไม่สู้ดี ก็รีบเอ่ยอย่างร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าเข้าไปพักผ่อนในเรือนเถอะ ข้าจะเตรียมทำกับข้าวเอง”
หว่านเหยาเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปในเรือนด้วยก้าวที่แผ่วช้า ดวงตาของนางล่องลอย คล้ายยังถูกตรึงอยู่กับเหตุการณ์ที่ริมลำคลอง
เมื่อปิดประตูเรือนลง ความเงียบก็โอบล้อมรอบตัว
นางนั่งลงบนตั่งไม้ สูดลมหายใจลึก ๆ
พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง
บุรุษผู้นั้น…
พลังของเขาไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้
และคำพูดสุดท้ายยังดังก้องอยู่ในหู “สิ่งที่เจ้าขอ ต้องเป็นสิ่งที่พรสวรรค์มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถมีได้”
หากเขามีพลังมากถึงเพียงนั้น นางจะขออะไรดีเล่า?
นางตั้งใจแต่แรกว่าจะใช้ความรู้จากโลกเดิมทำมาหากิน
อย่างน้อยสติปัญญาที่ติดตัวมาก็คงช่วยให้ไม่อดตาย
แต่เมื่อมี “โอกาส” อยู่เบื้องหน้า
เช่นนี้แล้ว… จะปล่อยผ่านได้อย่างไร?
นิ้วเรียวแตะคางเบา ๆ นางเริ่มไล่เรียงความคิดทีละข้อ
“ความฉลาด?..ชาติก่อนอย่างน้อยนางก็นับเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ชาตินี้ไปเป็นหมอเทวดาดีกว่า”
แต่เพราะนางเป็นสตรี ในยุคโบราณ หนทางลำบากเกินไป
“ความโชคดี?” นางชะงักไปเล็กน้อย อันนี้…ฟังดูดี
โชคดีทำอะไรก็ราบรื่น เสี่ยงอะไรน้อยก็ได้ผลมาก
เปิดแปลงผักก็เติบโตดี ขายของก็คล่องตัว
แม้ถูกใส่ร้ายยังอาจพลิกกลับมาดีได้
“พละกำลัง?...แล้วไปเป็นแม่ทัพหญิงยิ่งใหญ่”
นางส่ายหน้าในทันที
“ไม่เอา…เหนื่อย” นางเกิดใหม่แล้ว ไม่คิดใช้ชีวิตให้หลังขดหลังแข็งเช่นผู้ขายแรงงานแน่
มู่หว่านเหยานั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้
ความคิดในหัวพรั่งพรูไปมาไม่หยุด
แสงเย็นยามเย็นลอดผ่านช่องหน้าต่างสาดลงบนพื้นเรือน เงาสั่นไหวของเปลวไฟจากเตาในครัวด้านนอกดังเป็นจังหวะเบา ๆ
นางค่อย ๆ สูดลมหายใจอย่างช้า ๆ
“จะขอพรสิ่งใด… เพื่อให้ชีวิตข้าในภพนี้ไม่ต้องลำบาก”
นางค่อย ๆ ไล่ความคิดทีละข้อ
ความฉลาด…ความโชคดี…ความจำ…แต่ล้วนมีข้อจำกัดของมันเอง
จวบจนท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทราวถูกหมึกทาลงบนผืนผ้าไหม
เงาดาวอ่อน ๆ เริ่มปรากฏ
ทว่าความคิดในหัวของมู่หว่านเหยา…ยังไม่หยุดลงแม้แต่น้อย
“พรหนึ่งข้อ…ที่ต้องคุ้มค่าที่สุดในชีวิต…”
ตอนที่ 48 สร้างเรือนใหม่ความเคลื่อนไหวแผ่วเบาภายในเรือนแม้ไร้เสียงเอ่ยชัด แต่ก็ไม่อาจเล็ดรอดสายตาและหูของผู้ที่อยู่ใกล้ชิงอี้ชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางเรือนริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่ปนความเข้าใจนางหันไปมองชิงอิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆชิงอิงหลุบตาลงเล็กน้อย แก้มระเรื่อขึ้นอย่างไม่ต้องอธิบาย “ข้าไปเตรียมถังน้ำอุ่นก่อน” เสียงนางต่ำและราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องปกติชิงอี้พยักหน้ารับอย่างไม่ซักถาม “ไปเถอะ…ข้าจะเตรียมมื้อเย็นเอง”ทั้งสองแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนไม่มีสายตาสอดรู้สอดเห็นผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามบานประตูเรือนก็ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบาหานเจ๋อเดินออกมา สีหน้าเรียบนิ่งขรึมกว่าปกติแต่แววตายังหลงเหลือความร้อนระอุที่ยังไม่จางเสื้อผ้าดูออกว่าถูกจัดให้เรียบร้อยขึ้นอย่างเร่งรีบชิงอิงที่รออยู่แล้วรีบยกถังน้ำอุ่นเข้ามา ในมืออีกข้างมีผ้าผืนหนึ่งพับอย่างเรียบร้อยนางหลุบตาลง ไม่มองซักถามสิ่งใดเพียงก้าวเข้าไปใกล้อย่างรู้หน้าที่หานเจ๋อรับถังน้ำไว้ ก่อนจะเอื้อมมือรับผ้าจากนางเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงต่ำและสุภาพ“ขอบใจนะ” ชิงอิงย่อคารวะเบา ๆ ก่อนจะถอยออกมาหานเจ๋อยก
ตอนที่ 47 เบา ๆหานเจ๋อชะงักไปเล็กน้อยสายตาเผลอเหลือบไปทางประตูเรือน ราวกับยังไม่ลืมว่าข้างนอกมีผู้คนรออยู่ “หว่านเหยา…ตอนนี้ข้างนอกยังมีคนอีกมาก”ทั้งที่พูดเอง ทว่าหานเจ๋อกลับรู้สึกอยากตบปากตัวเองหว่านเหยาหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นนุ่มละมุนไม่ใช่เสียงเยาะ หากเป็นเสียงที่ฟังดูคุ้นเคยและใกล้ชิด“ท่าน…ปฏิเสธข้าหรือ”คำถามนั้นไม่กดดันแต่กลับทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวหานเจ๋อยิ้มเขิน ยกมือขึ้นเกาศีรษะเล็กน้อยเหมือนพยายามเปลี่ยนเรื่องหนีความร้อนที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมา“ตอนนี้…พวกเรามีเงินเท่าไรหรือ”หว่านเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเจือแววขบขัน“นี่เพราะความต้องการของท่าน”“ท่านถึงกับถามถึงเงินในกระเป๋าข้าเชียวหรือ”หานเจ๋อหัวเราะแห้ง ๆ แต่แววตากลับจริงจังขึ้น“ข้าเพียงคิดว่า…พวกเราน่าจะสร้างเรือนเล็ก ๆ แยกออกไปสักหน่อยก่อน”“มีเงินมากขึ้นเมื่อไร ค่อยสร้างใหม่ก็ยังไม่สาย”หว่านเหยาพิจารณาเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย“ได้สิ…”นางขยับเข้าใกล้เขาอีกนิด น้ำเสียงอ่อนลง ราวกับกระซิบ“แต่ทำเบา ๆ ก็น่าจะได้…ไม่ใช่หรือ”การขยับตัวของหว่านเหยาทำให้เสื้อคลายลงเล็กน้อ
ตอนที่ 46 ชัดเจนความคิดนับร้อยในหัวของหว่านเหยาพลุ่งพล่านขึ้น นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของนางจะตอบส่งเดชไม่ได้พลันนึกถึงเรื่องที่นางไม่อาจมองดูดวงชะตาของตนเองได้จึงได้แต่เลือกคาดเดาจากหานเจ๋อแทนเมื่อคำตอบผุดขึ้นในใจ หว่านเหยาจึงเอ่ยเสียงแผ่วเบา“ท่านล้อข้าแล้ว…ข้ามีหรือจะกล้าพูดเท็จต่อหน้าท่าน”เล่อซินเลิกคิ้ว “ข้าหาได้ล้อเล่น”“ท่านได้โปรดให้ข้าได้ชี้แจง”เล่อซินยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ได้...เจ้าพูดมา”หว่านเหยาลอบถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชัดเจน “ข้าไม่อาจดูดวงชะตาของท่านได้”“ทว่าสามารถดูดวงชะตาของผู้ที่อยู่ใกล้เคียงท่าน”“เพียงเท่านั้น…ก็พอจะคาดเดาสถานที่ หรืออนาคตของท่านได้บางส่วนเจ้าค่ะ..”แม้จะไม่ชัดเจนแต่น่าจะพอคาดเดาได้ นัยน์ตาของเล่อซินสว่างวาบขึ้นทันที “ความคิดนี้ดี” นางไม่ลังเล ยื่นมือไปด้านข้าง ผลักนางกำนัลที่ยืนอยู่ใกล้เข้ามาหนึ่งก้าว“เจ้าตรวจดวงชะตาของนาง”หว่านเหยายิ้มแห้ง ๆ เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างสุภาพ“วันนี้ข้าต้องขออภัยท่านจริง ๆ”“ข้าถูกพลังสะท้อนกลับ ดวงตาพล่ามัวยิ่งนัก ไม่อาจตรวจดวงชะตาต่อได้”เล่อซินหรี่ตามอง “เช่นนั้น…เจ้าจะบอก
ตอนที่ 45 เจิดจ้าและแน่นอน—เล่อซินย่อมได้ลำดับมาคนที่แปดเมื่อก้าวเข้ามาในลานเรือน นางก็ปรายตามองไปรอบ ๆ อย่างไม่ปิดบัง เรือนไม้หลังเล็ก พื้นดินยังไม่เสมอ ศาลาที่กำลังก่อสร้างก็ยังเห็นโครงข้าวของเรียบง่าย ซอมซ่อกว่าที่นางคาดไว้มากนักก็แค่นี้หรือ…เล่อซินนั่งลงตรงตำแหน่งที่จัดไว้สายตายังคงไล่มองทุกมุมอย่างพินิจในใจอดคิดไม่ได้—หากนางมีตาทิพย์จริง หากมองเห็นเส้นวาสนาได้ดังที่ลือกันเหตุใดไม่เรียกเงินแพง ๆ ไปเลยสิบตำลึงจากข้าร้อยตำลึงจากคหบดีพันตำลึงจากผู้สิ้นหวังในเมืองหลวงเพียงไม่กี่เดือน ก็คงสร้างเรือนใหม่ได้แล้วใหญ่โต สะอาดตา ไม่ต้องนั่งอยู่ในที่เช่นนี้เล่อซินขยับตัวเล็กน้อยริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แฝงความดูแคลนหรือว่าที่แท้…ก็แค่รู้จักหลอกคนได้เงินไม่มากพอจะย้ายตัวเองออกจากความซอมซ่อนี้ขณะนั้นเอง—เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านในเรือนหว่านเหยาเดินออกมา ท่าทีไม่เร่งไม่ช้าสายตาสงบเย็นราวกับไม่รับรู้สายตาประเมินที่จับจ้องอยู่เล่อซินชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ เพราะความงดงามของหญิงสาวเป็นความงามที่สงบนิ่ง ราวกับผิวน้ำยามไร้ลมและกลิ่นอายของสตรีผู้นี
ตอนที่ 44 น่าสนใจบนชั้นสองของร้านน้ำชา กลิ่นใบชาหอมอ่อนลอยคลุ้งม่านไม้ไผ่โปร่งรับแสงอาทิตย์ยามบ่าย สตรีงดงามสามสี่คนกำลังนั่งล้อมโต๊ะ สนทนากันด้วยน้ำเสียงเบาแต่แฝงความตื่นเต้นสตรีในชุดเหลืองอ่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยถามอย่างสนใจ“นี่…หลิงอี้ ญาติผู้น้องของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”หลิงอี้ยิ้มบาง แววตาผ่อนคลายกว่าหลายวันก่อน “ดีขึ้นมากแล้ว แม่หมอมู่มาทำพิธีต่อชะตาเพียงสองวัน อาการก็เปลี่ยนไปเห็นได้ชัด”“เมื่อวานยังลืมตาแทบไม่ขึ้น วันนี้กลับพูดคุยได้แล้ว”สตรีอีกคนโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย “เช่นนั้น…ข้าว่าพรุ่งนี้จะไปหานางอีกครั้ง”หลิงอี้ถอนหายใจแผ่ว “ท่านแม่ข้าหาว่าข้าเหลวไหล”“ความจริงแล้ว ท่านอาข้าก็ไม่ได้เชื่อถือแม่หมอมู่นัก เพียงแต่ตอนนั้น…หมดหนทางจริง ๆ จึงต้องลองทำทุกวิถีทาง”นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาลง “ใครจะไปรู้ ว่านี่จะเป็นการต่อดวงชะตา ชีวิตบุตรชายท่านอากลับมาได้จริง”สตรีชุดม่วงขมวดคิ้ว“อ่า…หากชื่อเสียงของแม่หมอมู่โด่งดังไปกว่านี้ พวกเราคงเข้าถึงนางได้ยากขึ้นกระมัง”หลิงอี้ส่ายหน้า“บิดาของข้ากล่าวว่า หากมีคนนำเรื่อง นางเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษ อาจจะ
ตอนที่ 43 ถ่ายทอดลมปราณไม่ถึงเวลาเที่ยง หว่านเหยาก็ตรวจดวงชะตาของผู้คนหมดลงพอดีนางเอนหลังเล็กน้อย คลายลมหายใจอย่างสบายชิงอิงเดินเข้ามาถาม“นายหญิงให้จัดโต๊ะเลยไหมเจ้าคะ”หว่านเหยาพยักหน้า “จัดตรงลานกว้างได้เลย”ชิงอี้และชิงอิง ช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร กลิ่นข้าวสวยร้อน ๆ กับกับข้าวง่าย ๆ ลอยอวลหว่านเหยาลุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ อ่อนโยนเป็นธรรมชาติ“ท่านแม่ ในเมื่ออยู่ด้วยกันตรงนี้แล้ว”“ก็ทานมื้อเที่ยงด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ”คำเชิญนั้นไม่ได้ประจบ ไม่ใช่การเอาใจเป็นเพียงคำชวนธรรมดา ราวกับเรื่องที่ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วหยางซื่อชะงักไปเล็กน้อยนางไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ นางลุกขึ้นซูหลิงส่งสายตาให้พี่สะใภ้ใหญ่อย่างงวยงง ก่อนจะลุกตามมารดาไปหว่านเหยาจึงหันไปบอกชิงอี้ต่อ “ไปตามนายท่านมากินข้าวเถอะ”ชิงอี้รับคำทันที“เจ้าค่ะ”หานเจ๋อก้าวเข้ามาในเรือน ก็เห็นว่าทุกคนนั่งรอกินข้าวอยู่ก่อนแล้วเขาชะงักเล็กน้อย บรรยากาศไม่ได้ตึงเครียดดังที่กังวลแต่ก็ไม่ถึงกับผ่อนคลาย—เป็นความเงียบที่แฝงความกระอักกระอ่วนอยู่บางเบาหานเจ๋อคารวะมารดา ก่อนจะนั่งลงข้างหว่านเหยาโดยไม







