تسجيل الدخولเพียงสบตากันในเสี้ยวลมหายใจนั้น
บุรุษผู้นั้น ก็รับรู้ได้ทันทีว่า นางรู้จักเขา
มือเรียวยาวสะบัดเล็กน้อย
จากนั้น
โลกทั้งใบคล้ายหยุดเคลื่อนไหว เสียงลม เสียงน้ำ เสียงผู้คน... ล้วนเงียบหายไปหยุดห้วงเวลา
เหลือเพียงดวงตาสองคู่ที่ประสานกันกลางหมอกแดดราง ๆ
แววตาของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงและระแวดระวัง
ส่วนแววตาของเขา... เย็นเยียบและลึกล้ำจนยากหยั่งถึง
คล้ายรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนมุมปาก แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นวูบลงอย่างประหลาด
บุรุษผู้นั้นก้าวเท้าเข้ามาอย่างช้า ๆ
ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น
เมื่อระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว เขาหยุดตรงหน้ามู่หว่านเหยา
“เจ้าเป็นผู้ใด... เหตุใดรู้จักข้า” เสียงของเขาดังขึ้นต่ำและชัดเจน ราวกับเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งแห่งหุบเหว
คำถามนั้นแฝงแรงอำนาจจนแม้เพียงลมหายใจก็คล้ายหยุดไหลเวียน
แต่ทั้งที่เอ่ยถาม ชายหนุ่มกลับไม่รอคำตอบจากนางเลย
ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเพียงสะบัดเบา ๆ —
แรงลมอันเย็นวาบพุ่งเข้าหามู่หว่านเหยาอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่นางจะทันรู้ตัว
สติของนางดับวูบ ร่างทั้งร่างทรุดลงราวสายลมถูกสูบออกจากอก
ชายหนุ่มยื่นมือข้างหนึ่งแตะลงกลางหน้าผากนาง
แสงสีเงินสว่างวาบขึ้น พลังวิญญาณแทรกซึมเข้าสู่กาย
ภาพมากมายพรั่งพรูเข้ามาในห้วงจิตของเขา
เมื่อภาพทั้งหมดเลือนหายไป ความจริงก็ค่อย ๆ ปรากฏ
แววตาของบุรุษผู้นั้นเย็นลงเล็กน้อย
“ไม่ใช่นาง... ไม่ใช่ผู้ที่ข้าตามหา”
น้ำเสียงนั้นแผ่วแผ่วแต่กรีดลงในอากาศอย่างเฉียบคม
เขาคลายมือออกจากหน้าผากหญิงสาว ปลายนิ้วแตะอีกครั้งส่งพลังบางเบาเข้าสู่ร่าง
ลมหายใจของมู่หว่านเหยาเริ่มกลับคืน นางกระพริบตาถี่ ๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
“นี่...ท่านทำอะไรข้า...”
เสียงนางสั่นพร่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความมึนงง
บุรุษผู้นั้นมองมู่หว่านเหยาที่เพิ่งลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตานางยังพร่าเลือนเหมือนคนเพิ่งถูกดึงกลับจากห้วงลึกแห่งความฝัน
“ข้าเป็นผู้ทำให้เจ้าพลาดชะตาชีวิตที่ควรมีในภพเดิม...”
“เจ้าต้องการสิ่งใด ข้าจะชดเชยให้”
แสงบางอย่างแผ่วลงจากปลายนิ้วของเขา ก่อนที่ร่างสูงจะค่อย ๆ ถอยห่าง เสียงของเขาแว่วอยู่ในอากาศ เย็นเยียบแต่ชัดเจนราวเสียงกระซิบจากสวรรค์หรือยมโลก
“จำไว้... สิ่งที่เจ้าขอ...ต้องเป็นสิ่งที่พรสวรรค์ของมนุษย์ผู้หนึ่งสามารถมีได้”
หลังถ้อยคำสุดท้ายนั้นจบลง ร่างของบุรุษผู้นั้นก็จางหายไปกลางสายหมอก เหมือนไม่เคยปรากฏอยู่ตรงนั้นมาก่อน
เหลือเพียงลมเย็นวูบหนึ่งที่พัดเอาเส้นผมของมู่หว่านเหยาให้ปลิวไหว
นางยกมือแตะขมับ พลันรู้สึกเวียนศีรษะราวกับโลกทั้งใบหมุนช้า ๆ เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างหลัง
“หว่านเหยา เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หานเจ๋อรีบก้าวเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
มู่หว่านเหยาพยายามฝืนยิ้มบาง ๆ
“ข้า... คงใช้แรงมากไป รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย”
ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือมาพยุงนางขึ้นอย่างแผ่วเบา
“เช่นนั้น... กลับกันเถอะ อย่าฝืนเลย”
นางพยักหน้าช้า ๆ พยายามไม่แสดงอาการผิดปกติ
แต่ในใจกลับยังคงได้ยินเสียงนั้นสะท้อนอยู่ในหู
“สิ่งที่เจ้าขอ... ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถมีได้”
คำพูดนั้นคล้ายฝังลงในห้วงจิตของนาง ราวกับเป็นตราประทับแห่งชะตาที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
พอทั้งคู่กลับมาถึงเรือน หานเจ๋อเห็นสีหน้าของมู่หว่านเหยาไม่สู้ดี ก็รีบเอ่ยอย่างร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าเข้าไปพักผ่อนในเรือนเถอะ ข้าจะเตรียมทำกับข้าวเอง”
หว่านเหยาเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปในเรือนด้วยก้าวที่แผ่วช้า ดวงตาของนางล่องลอย คล้ายยังถูกตรึงอยู่กับเหตุการณ์ที่ริมลำคลอง
เมื่อปิดประตูเรือนลง ความเงียบก็โอบล้อมรอบตัว
นางนั่งลงบนตั่งไม้ สูดลมหายใจลึก ๆ
พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง
บุรุษผู้นั้น…
พลังของเขาไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้
และคำพูดสุดท้ายยังดังก้องอยู่ในหู “สิ่งที่เจ้าขอ ต้องเป็นสิ่งที่พรสวรรค์มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถมีได้”
หากเขามีพลังมากถึงเพียงนั้น นางจะขออะไรดีเล่า?
นางตั้งใจแต่แรกว่าจะใช้ความรู้จากโลกเดิมทำมาหากิน
อย่างน้อยสติปัญญาที่ติดตัวมาก็คงช่วยให้ไม่อดตาย
แต่เมื่อมี “โอกาส” อยู่เบื้องหน้า
เช่นนี้แล้ว… จะปล่อยผ่านได้อย่างไร?
นิ้วเรียวแตะคางเบา ๆ นางเริ่มไล่เรียงความคิดทีละข้อ
“ความฉลาด?..ชาติก่อนอย่างน้อยนางก็นับเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ชาตินี้ไปเป็นหมอเทวดาดีกว่า”
แต่เพราะนางเป็นสตรี ในยุคโบราณ หนทางลำบากเกินไป
“ความโชคดี?” นางชะงักไปเล็กน้อย อันนี้…ฟังดูดี
โชคดีทำอะไรก็ราบรื่น เสี่ยงอะไรน้อยก็ได้ผลมาก
เปิดแปลงผักก็เติบโตดี ขายของก็คล่องตัว
แม้ถูกใส่ร้ายยังอาจพลิกกลับมาดีได้
“พละกำลัง?...แล้วไปเป็นแม่ทัพหญิงยิ่งใหญ่”
นางส่ายหน้าในทันที
“ไม่เอา…เหนื่อย” นางเกิดใหม่แล้ว ไม่คิดใช้ชีวิตให้หลังขดหลังแข็งเช่นผู้ขายแรงงานแน่
มู่หว่านเหยานั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้
ความคิดในหัวพรั่งพรูไปมาไม่หยุด
แสงเย็นยามเย็นลอดผ่านช่องหน้าต่างสาดลงบนพื้นเรือน เงาสั่นไหวของเปลวไฟจากเตาในครัวด้านนอกดังเป็นจังหวะเบา ๆ
นางค่อย ๆ สูดลมหายใจอย่างช้า ๆ
“จะขอพรสิ่งใด… เพื่อให้ชีวิตข้าในภพนี้ไม่ต้องลำบาก”
นางค่อย ๆ ไล่ความคิดทีละข้อ
ความฉลาด…ความโชคดี…ความจำ…แต่ล้วนมีข้อจำกัดของมันเอง
จวบจนท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทราวถูกหมึกทาลงบนผืนผ้าไหม
เงาดาวอ่อน ๆ เริ่มปรากฏ
ทว่าความคิดในหัวของมู่หว่านเหยา…ยังไม่หยุดลงแม้แต่น้อย
“พรหนึ่งข้อ…ที่ต้องคุ้มค่าที่สุดในชีวิต…”
ตอน ตอกตรึงล้ำลึก ภายในห้องนอนที่ปิดมิดชิดของเรือนไม้หลังใหม่ที่โอ่อ่ากลิ่นอายความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำมองนิมิตของหว่านเหยาพลันเลือนหายไป เมื่อนางได้รับ “ยารักษา” ชั้นเลิศจากสามีหนุ่มจนร่างกายเริ่มร้อนระอุและซับสีเลือดแดงปลั่งทว่าแรงพยศและพลังหยินที่เอ่อล้นกลับทำให้นางนึกอยากเป็นผู้คุมเกมบ้าง หว่านเหยาขยับกายอย่างฉับไวพลิกขึ้นมาอยู่ด้านบน ทรงตัวเหนือร่างหนากำยำของหานเจ๋อ แยกเรียวขาคู่สวยออกกว้างคร่อมทับสะโพกสอบของสามีหนุ่มไว้แน่นหานเจ๋อนอนเอนกายราบไปกับเตียงหนานุ่ม แผงอกกว้างกำยำสะท้อนแสงจันทร์รำไรปูดโปนไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นจากการฝึกยุทธ์ ท่อนกายแกร่งล่ำสันใหญ่โตของเขาชี้โด่ตระหง่านท้าทายสายตาอยู่เบื้องล่างชายหนุ่มเลิกคิ้วมองสตรีดวงใจด้วยสายตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ แฝงแววตกตะลึงวาบขึ้นมาชั่วครู่เมื่อเห็นท่วงท่าอันร่านรักและดุดันของภรรยาโฉมงาม“ท่านพี่... คืนนี้ข้าจะใช้ ‘วิธีพิเศษ’ บำเรอท่านให้สมใจอยากเองเจ้าค่ะ” นางกระซิบพร่าเลือนชวนใจสั่นหว่านเหยาโน้มกายลงต่ำจนร่องอกอวบอิ่มบดเบียดผิวเนื้อเข้าหาใบหน้าคมสันของเขา นางอ้าปากอิ่มสีหวานออกกว้างแล้วครอบริมฝีปากนุ่มลงกลืนกินส่ว
ตอนความสัมพันธ์ที่เริ่มหลอมละลายแสงอรุณวันใหม่สาดส่องกระทบหลังคาเรือนไม้หลังใหญ่โตโอ่อ่าท่ามกลางทุ่งนาที่เขียวขจีบรรยากาศยามเช้าภายในเรือนชั้นในของตระกูลหานเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและสงบสุข หยางซื่อในยามนี้ดูสง่าผ่าเผยผิดจากวันวาน แผ่นหลังที่เคยค่อมลงตามวัยเหยียดตรงอย่างทรงอำนาจและน่าเกรงขาม นางสลัดภาพสตรีชาวนาจอมขึงขังทิ้งไปจนสิ้นบัดนี้ยอมรับหน้าที่ ‘ผู้จัดการส่วนตัวระดับมือทอง’ของลูกสะใภ้รองอย่างเต็มภาคภูมิ“ท่านป้าหลี่ วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่เล่า” หยางซื่อเอ่ยทักทายหญิงชาวบ้านที่แวะเวียนมาด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวลทว่าเด็ดขาดเมื่ออีกฝ่ายพยายามสอบถามเรื่องลำดับคิว“ต้องขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะท่านป้า วันนี้ลูกสะใภ้ข้านางรับคนได้ไม่มากนัก ลมปราณของนางมีจำกัด หากฝืนทำเกินกำลังจะส่งผลเสีย เอาไว้พรุ่งนี้ท่านค่อยมาใหม่แต่เช้าเถิด ข้าจะกำชับชิงอี้ให้จดชื่อท่านไว้เป็นลำดับต้นๆ เลย...อ่ะ ขอบคุณท่านที่เข้าใจ”แม้จะมีพวกฮูหยินแปลกหน้าหรือคุณหนูผู้มีอันจะกินจากในเมืองพยายามเสนอเงินก้อนโตเพื่อแซงคิวรักษา หยางซื่อก็เพียงแต่ประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับชัดเ
บ่ายแสงแดดสาดส่องลงมารำไรกระทบกับหลังคาเรือนหลังใหญ่หลังใหม่ของตระกูลหาน หลังจากที่มู่หว่านเหยาหรือในชาติก่อนคือ นักกายภาพบำบัดสาวยุคใหม่ ได้สร้างชื่อเสียงจนกลายเป็น ‘แม่หมอมู่’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำนายวาสนาและรักษาโรคภัยจนได้รับเงินทองมากมาย วันนี้เรือนของนางมีแขกพิเศษมาเยือน ใต้เท้าเว่ย ขุนนางท้องถิ่นผู้หนึ่งที่มีอาการเดินกะเผลกและปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปี เขาเคยไปหาหมอหลวงและหมอสมุนไพรมาทั่วสารทิศ แต่กลับไม่มีใครรักษาอาการปวดตึงที่สะโพกและขาของเขาได้เลยเมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของแม่หมอมู่ว่ามีวิชา‘เปิดลมปราณปลุกเส้นวาสนา’ เขาจึงยอมลดตัวเดินทางมาหาหญิงชาวนาถึงที่เรือน หว่านเหยานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเก่ง แขนเสื้อผ้าป่านเนื้อดีทิ้งตัวลงอย่างงดงาม นัยน์ตาคู่สวยแอบมอง เส้นวาสนาของใต้เท้าเว่ย มันเป็นเส้นสีเทาหนาๆ ที่พันกันรุงรังอยู่บริเวณบั้นเอวไม่ใช่เพราะคุณไสยหรือปีศาจตนใด... แต่มันคืออาการ ‘ออฟฟิศซินโดรม’ และกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทตามหลักวิทยาศาสตร์ชัดๆ! “แม่หมอมู่... อาการของข้าริบหรี่ยิ่งนัก หมอคนอื่นบอกว่าข้าโดนลมปราณอุดตันจนยากจะเยียวย
หว่านเหยาพลิกกายเข้าหาอ้อมกอดที่คุ้นเคย แผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อและไอร้อนของเขาคือที่พักพิงที่มั่นคงที่สุด แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความเสน่หาพลางเอ่ยตอบ “ท่านพี่...วาสนาที่สูงส่งที่สุดที่ข้าต้องการ แต่คือการได้ตื่นมาในอ้อมกอดที่เร่าร้อนของท่านทุกเช้า และได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ร่วมกับท่าน... ข้าเองก็อยากรู้เหลือเกินว่า ลูกของเราจะซุกซนเหมือนพ่อของเขาหรือไม่”หานเจ๋อไม่เอ่ยคำใดต่อ ก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง สัมผัสได้ถึงเสียงลมหายใจที่เริ่มหอบกระชั้นของนาง ท่วงทำนองแห่งความปรารถนาเริ่มบรรเลงอย่างดุดันและลึกซึ้ง พลังแห่งลมปราณหยางที่เขาถ่ายทอดให้นาง กลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระหน่ำให้เร่าร้อนหานเจ๋อเรียกชื่อนางเสียงพร่า น้ำเสียงนั้นหนักแน่นราวคำสัตย์ที่สลักลงบนหินผา“เหยาเอ๋อร์... เจ้าคือชีวิตของข้า”ชายหนุ่มเอ่ยพลางก้าวขึ้นคร่อมทับ จุมพิตนางอย่างดุดัน บดขยี้ริมฝีปากนุ่มจนนางแทบขาดใจ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปพัวพันอย่างตะกรุมตะกราม ขณะที่เบื้องล่างนั้น ความเป็นชายที่แข็งขืนพยายามเสียดสีเข้าหาจุดกึ่งกลางกายสาวที่ฉ่ำแฉะเพื่อรอการตอบรับ"ข้าต้องการเจ้า... ทั้งหมดของเจ้า"หานเจ๋อกระซิบชิดริ
ตอนที่ 87 สตรีธรรมดาผู้หนึ่งหว่านเหยาหาได้เพียงแต่หยิบยื่นที่พักพิงให้แก่ญาติผู้พี่เพียงลำพังไม่ นางยังมอบหมายให้ มู่ซูเยว่ คอยเป็นหูเป็นตา สืบเสาะหาญาติมิตรในตระกูลที่ยังคงซื่อสัตย์และต้องการความช่วยเหลือจากการล่มสลายของตระกูลมู่ด้วยยามนี้หว่านเหยามีอำนาจลับจากองค์รัชทายาทคอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง นางจึงหาได้เกรงกลัวว่าจะมีเรื่องราววุ่นวายอันใดตามมาหลอกหลอนนางถึงเรือนชาวนาแห่งนี้ซูเยว่ที่มองผ่านโลกมามากเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี แววตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล “เหยาเอ๋อร์... พี่ว่าเราควรช่วยเหลือตามแต่สมควรเป็นครั้งคราวไปเถิด หากแผ่ขยายเมตตาออกไปกว้างขวางเกินไป พี่เกรงว่าความวุ่นวายจะย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าได้ในภายหลัง”หว่านเหยาคลี่ยิ้มอย่างใจเย็น แววตาแฝงความเชื่อมั่นในตัวญาติผู้พี่ที่นางเลือกชุบชีวิตใหม่ขึ้นมา “เรื่องนี้ข้ามอบหมายให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจ จัดการตามที่ญาติผู้พี่เห็นสมควรเถอะเจ้าค่ะ”ในขณะนั้นเอง ฉางอัน พ่อบ้านคนใหม่ผู้เคร่งขรึมก็เดินเข้ามารายงานด้วยท่าทีนอบน้อมซูเยว่เมื่อเห็นว่าน่าจะเป็นธุระสำคัญของนายหญิง นางจึงเลี่ยงลุกออกไปอย่างรู้ความหว่านเหยาปรา
ตอนที่ 86 เริ่มใหม่ชีวิตในแต่ละวันของหว่านเหยาผ่านไปอย่างเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสุข นางรู้สึกว่าชีวิตในชาตินี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก พลางนึกขอบคุณเทพองค์นั้นที่มอบพรอันประเสริฐและโอกาสให้นางได้ลิขิตวาสนาของตนเองในเช้าวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส ชิงอี้ เดินเข้ามาแจ้งข่าวนายหญิงด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย“ฮูหยินเจ้าคะ มีสตรีผู้หนึ่งมาขอพบ บอกว่าเป็นญาติของท่านเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าใบหน้าของนางมีส่วนละม้ายคล้ายท่านอยู่ไม่น้อย จึงได้รีบเข้ามาเรียนท่านก่อนเจ้าค่ะ”หว่านเหยาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ก่อนจะพยักหน้า “ไปพาเข้ามาเถอะ”ไม่นานนัก ร่างของสตรีที่ดูคุ้นตาก็ปรากฏกายขึ้น หว่านเหยาจำได้ทันทีจึงเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว “ญาติผู้พี่...ซูเยว่” ก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณให้บ่าวไพร่คนอื่น ๆ ออกไปจากห้องเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว“เหยาเอ๋อร์...” อนุมู่ซูเยว่ เอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือนางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนชั้นในที่ตกแต่งอย่างประณีตและอบอุ่น มองดูบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้ด้วยความนอบน้อม และมองดูรัศมีแห่งความสุขสงบที่แผ่ออกมาจากตัวหว่านเหยา อนุมู่ถึงกับยืนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นางไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว
ตอนที่ 19 เริ่มแล้วเป็นดังคาด…หลังจากครอบครัวนั้นกลับไปได้ไม่นาน ข่าวเรื่อง “แม่นางผู้เห็นชะตาเด็กน้อย” ก็แพร่กระจายทั่วหมู่บ้านรวดเร็วยิ่งกว่าลมฤดูใบไม้ผลิยังไม่ทันตะวันลับฟ้า ก็มีเสียงเอ่ยเรียกหน้าประตูเรือน“หานเจ๋อ—หานเจ๋อ!”หว่านเหยาที่กำลังจัดของอยู่รีบเดินไปเปิดประตูพอผู้มาเยือนเห็นนาง ก
ตอนที่ 18 หวังเงินทองยามเช้าแผ่แสงอุ่นมาสัมผัสเปลือกตาหว่านเหยาก่อนที่นางจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นความรู้สึกแรกคือ… เบาสบายกว่าทุกเช้า ราวกับได้หลับลึกเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันนางขยับกายเล็กน้อย ก็พบว่าความปวดตึงยังอ้อยอิ่งอยู่ที่สะโพกและต้นขา แต่ไม่หนักเท่าเมื่อวานเมื่อดันตัวขึ้นนั่งและมองออกไปนอกเร
ตอนที่ 17 ปรนนิบัติตอบแทน หานเจ๋อหอบหายใจหนักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือประคองเอวหว่านเหยาแน่น เสียงน้ำไหวแตกกระเซ็นเล็กน้อยเมื่อเขาขยับลำตัวขึ้นมาใหม่ “หว่านเหยา…”เสียงเขาต่ำจนแทบเป็นกระซิบ ก่อนที่หญิงสาวจะตั้งตัวเขาก็พลิกกายเคลื่อนไหวราวกับสัญชาตญาณนำพามือใหญ่ประคองสะโพกนาง
ตอนที่ 15 พลังสะท้อนกลับหญิงสาวค่อย ๆ หลับตาลง ไหล่ผ่อนคลาย ปรับลมหายใจให้นิ่ง เพียงลืมตาขึ้น แสงสีทองจาง ๆ ลอยห่อหุ้มร่างชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนวาสนาของเขาภาพทำนายผุดขึ้นมาจำนวนมากเพราะความตั้งใจของนางนางมองภาพต่าง ๆ ด้วยความยินดีเมื่อหว่านเหยาใช้ตาทิพย์มองวาสนาของหานเจ๋อแสงสีทองวาบขึ้นในดวง







