LOGINเกิดใหม่ในร่างบุตรสาวขุนนางต้องโทษ เดิมคิดว่าจะใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบภรรยาชาวนา แต่เมื่อได้รับพลังพิเศษ กลางวันนางคือแม่หมอผู้มองเห็นวาสนาผู้คน ยามค่ำคืนต้องรับมือกับสามีผู้ซื่อตรงแต่ร้อนแรงราวสัตว์ป่า
View Moreชิงเหยาหรือในชาตินี้ มู่หว่านเหยา กำลังทบทวนเรื่องราว
นางเกิดใหม่ในร่างนี้ได้มาสองสามวันแล้ว
ย้อนไปเมื่อหลายวันก่อนที่จะเกิดใหม่ในร่างหญิงสาวผู้นี้ นางเกิดอุบัติเหตุวิญญาณถูกส่งไปปรโลกทันที คำตัดสินของเบื้องบนบอกว่านางมีกรรมดีมากกว่ากรรมชั่ว
...เกิดใหม่ชาตินี้จะได้เสพสุขเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นในระดับปานกลาง ก็ดีนับว่าไม่ลำบากนัก
ทว่า...ในขณะที่นางกำลังจะดื่มน้ำแกงยายเมิ่งลืมอดีต
จังหวะนั้นเอง…มีแรงอาภาพลันปะทุขึ้นกลางอากาศ เสียงลมหมุนวนกรีดผ่านจนฝุ่นปลิวว่อน
มีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นกลางแสงเรืองรอง
อาภาเวทสาดส่องทั่วท้องฟ้า ราวกับทุกสรรพสิ่งรอบตัวต่างหลบเร้นให้เพียงเขาอยู่ในศูนย์กลางแห่งพลังนั้น
เรือนกายสูงสง่าราวสลักจากหยกขาว เครื่องแต่งกายเป็นอาภรณ์สีดำขลับปักดิ้นเงินลายเมฆเคลื่อนไหวช้า ๆ ตามแรงเวท เส้นผมยาวสีดำขลับปลิวไหวกลางลม มัดไว้หลวม ๆ ด้วยแถบผ้าไหมขาว
ผิวของเขาขาวเนียนประหนึ่งน้ำแข็งที่หลอมละลายใต้แสงจันทร์ ดวงตาคมลึกเฉกเช่นดวงดาวในรัตติกาล เพียงสบตาครั้งเดียว ก็คล้ายจะมองทะลุถึงจิตวิญญาณของผู้คน
ความงามของเขา...ไม่อาจเรียกได้ว่า “หล่อเหลา”
เพราะคำว่านั้นดูต่ำเกินไป
มันคือความงามเหนือมนุษย์ เยือกเย็น ลึกล้ำและอันตราย
เขายกฝ่ามือขึ้นช้า ๆ
พลังเวทสีทองพลันแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นมหาสมุทร โอบล้อมอากาศจนเกิดเสียงหวีดแหลมระคนแรงสั่นสะเทือน
เมื่อฝ่ามือฟาดออกไปเบื้องหน้า
แสงสว่างจ้าราวอัสนีบาตฟาดฟันลงมา
พลังนั้นมิใช่สิ่งที่มนุษย์ปุถุชนจะรับมือได้เลยแม้แต่น้อย...สะบัดผ่านพื้นจนทุกสิ่งสั่นสะเทือน
ชิงเหยามองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง น้ำแกงในมือสั่นไหว กระชอนออกจนเกือบหมด จากนั้นนางก็พยายามยื่นจอกไปหายายเมิ่งที่อยู่ใกล้เตาไฟ หวังให้ช่วยตักน้ำแกงใหม่ให้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูด
สีหน้าของทุกคนในเรือนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ผู้คุ้มแถวด้านข้างเห็นว่าน้ำแกงในชามของหว่านเหยาหมดแล้ว ก็เข้าใจว่านางดื่มจนหมดจึงเร่งให้เดินต่อ
“อย่าชักช้า ไปได้แล้ว!”
เสียงห้าวของผู้คุมดังขึ้นพร้อมแรงผลักเบา ๆ จากด้านหลัง
หว่านเหยาพยายามจะอธิบาย “ข้ายังไม่ได้ดื่ม—”
แต่เสียงของนางถูกกลบด้วยเสียงโกลาหลรอบข้าง ไม่มีใครหันมาฟัง
จู่ ๆ พลังสายหนึ่งแล่นแหวกอากาศมาด้วยความเร็วราวสายฟ้า ฟาดตรงมายังร่างของนาง
แรงปะทะรุนแรง “อ๊ะ—!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่อาจตั้งตัวได้
ร่างของหว่านเหยาถูกแรงเวทมหาศาลซัดกระเด็นออกจากทางเดิน ก่อนจะตกทะลุขอบหน้าผาลงไปยังแม่น้ำเหลืองเบื้องล่าง
สายน้ำสีทองหม่นกลืนร่างของนางหายไปในพริบตา —
ก่อนเวลาที่ฟ้ากำหนดไว้...
สติของนางดับวูบลงท่ามกลางเสียงคลื่นซัดกระหน่ำ
เงาแสงสุดท้ายที่เห็น คือผิวน้ำสีทองของแม่น้ำเหลืองพลันกลืนร่างของนางหายไปในความมืด
เมื่อได้สติอีกครั้ง กลับพบว่าร่างกายของนางนอนอยู่บนเตียงไม้เก่า
กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง
“นี่...ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือ” นางพึมพำเบา ๆ พลางยกมือขึ้นดู เห็นปลายนิ้วเรียวยาวแต่ผิวซีดขาว ราวกับมิใช่มือของตนเอง
ไม่นานจึงเข้าใจ
นางได้เกิดใหม่ในร่างของ มู่หว่านเหยา บุตรสาวของขุนนางต้องโทษ ผู้เคยมีชีวิตสูงศักดิ์อยู่ในตระกูลใหญ่ แต่หลังบิดาถูกลงโทษและทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึด นางจึงถูกขายเข้าหอนางโลมอย่างไร้ทางเลือก
ชายชาวนาผู้หนึ่งชื่อ หานเจ๋อ ใช้เงินทั้งหมดที่มีเพื่อไถ่ตัวนางออกมา นางซอกซ้ำทั้งกายและใจร่างกายทนแทบไม่ไหว
ช่วงที่ยังนอนซมป่วย นางได้ยินเสียงคนพูดอยู่ไม่ไกล
ว่าตระกูลใหญ่แห่งเมืองเหนือ...ตระกูลซ่ง ได้สูญเสียหลานสาวไปหลังคลอดไม่นาน
หัวใจของนางกระตุกวูบ หลานสาวแห่งตระกูลซ่ง?
“นั่นคงไม่ใช่ร่างที่ข้ามาเกิดใหม่...หรอกใช่หรือไม่?”
ส่วนร่างของสตรีผู้นี้...
ที่ควรสิ้นลมหายใจกลับไม่ตาย
— เพราะมีวิญญาณของนางมาอยู่แทน
“เกิดแต่กับข้าจริง ๆ...ความผิดพลาดเช่นนี้”
เสียงพึมพำหลุดออกจากริมฝีปากอย่างแผ่วเบา ทั้งไม่แน่ใจว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เสียงประตูไม้ดังแผ่วเบา แอ๊ด...
มู่หว่านเหยาหันไปตามเสียง เห็นหานเจ๋อผลักบานประตูเข้ามา
แสงแดดยามสายส่องลอดช่องไม้เข้ามาตกบนร่างของเขา ใบหน้าที่อบอุ่นนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและห่วงใย
“เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”
เขาเอ่ยเสียงนุ่ม น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความใส่ใจ
บุรุษตรงหน้า...คือสามีของร่างนี้
ผู้ที่มอบทั้งความรัก ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ให้มู่หว่านเหยามาโดยตลอด
ทว่า...สำหรับนางแล้ว ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ในใจกลับมิได้อบอุ่นเช่นเขาเลย
ชิงเหยาในร่างของมู่หว่านเหยา รู้สึกสะท้อนในใจอย่างบอกไม่ถูก
ต่อให้หานเจ๋อจะดีกว่านี้อีกสักเพียงใด...
สุดท้าย สตรีที่มีใจให้บุรุษอื่นอยู่ก่อนแล้ว ก็ยากจะตอบแทนความรักนั้นได้อย่างแท้จริง
ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในใจ แต่สิ่งที่นางเอ่ยออกมาได้ มีเพียงคำสั้น ๆ แผ่วเบา “ขอบคุณ”
ริมฝีปากยกยิ้มบางคล้ายจะปลอบเขา แต่ดวงตากลับซ่อนความเศร้าไว้ลึก ๆ นางไม่อาจพูดสิ่งที่อยู่ในใจได้ เพราะถ้อยคำนั้น จะทำร้ายชายตรงหน้าเกินไป
“ข้าดีขึ้นแล้ว”
เพียงคำพูดสั้น ๆ ของนาง พร้อมรอยยิ้มอ่อนจางนั้น กลับทำให้แววตาของหานเจ๋อเปล่งประกายขึ้นมาทันที หญิงสาวไม่เย็นชาเช่นเคย
“ข้าเอามื้อกลางวันมาให้เจ้า...”
เสียงของหานเจ๋อแผ่วนุ่มแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย
มู่หว่านเหยาหลบตาลง เอ่ยตอบเบา ๆ “ขอบคุณท่านยิ่งนัก”
หานเจ๋อยังคงยิ้มหน้าบาน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความดีใจ
“ได้ดูแลเจ้า ข้าก็ปลื้มใจนัก อย่าได้เอ่ยคำขอบคุณเลย”
มู่หว่านเหยาเพียงลอบถอนหายใจในใจ นางลุกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะ ตักโจ๊กหอมกรุ่นตรงหน้าขึ้นกินอย่างเงียบงัน
ไอร้อนจากชามโจ๊กแผ่วคลุ้ง แต่ความอบอุ่นนั้นกลับไม่อาจซึมเข้าสู่หัวใจของหว่านเหยาคนเดิมได้เลย
ทว่าหว่านเหยาคนใหม่กลับครุ่นคิดอยู่ในใจ
บุรุษผู้นี้...จะเป็นคนของนางจริง ๆ ได้ไหมนะ
เสียงช้อนกระทบถ้วยเบา ๆ ดังขึ้นในเรือนเล็ก
เมื่อกินเสร็จ หานเจ๋อก็รีบเก็บถ้วยชามไปเอง ไม่ยอมให้นางแตะต้องสิ่งใด แม้แต่น้อย
ขณะกำลังจะออกจากเรือน เขาหันกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าจะขึ้นเขาไปสักหน่อย อาจกลับค่ำ โจ๊กยังเหลือในหม้อ หากเจ้าหิวก็ไปตักกินได้เลย”
มู่หว่านเหยาเงยหน้าขึ้นมองเพียงชั่วครู่ ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ข้ารู้แล้ว...ข้าดูแลตัวเองได้ ท่านไม่ต้องห่วง”
หานเจ๋อพยักหน้าเบา ๆ รอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า
“อืม เช่นนั้นข้าไปก่อน”
ร่างของเขาค่อย ๆ เดินลับออกไปกลางแสงแดดยามสาย
ประตูไม้ปิดลงช้า ๆ เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านผืนทุ่ง
วันนี้อาการของหว่านเหยาดีขึ้นมา พอกินเสร็จนางก็ลุกขึ้นออกมาจากเรือน ล้างจานด้วยตนเองพลางเดินไปรอบๆ
เรือนหลังนี้ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ห่างไกลจากหมู่บ้านพอสมควร
เดิมทีหานเจ๋ออาศัยอยู่กับครอบครัวในหมู่บ้าน แต่เพราะยืนกรานจะขอแต่งกับนาง พี่ชายจึงเป็นผู้เอ่ยขอให้บิดามารดาแยกเรือนให้
หานเจ๋อได้รับที่นาเป็นส่วนแบ่งหนึ่งหมู่ เขาจึงนำมาสร้างเรือนหลังเล็กขึ้นด้วยแรงของตนเอง
เอาเข้าจริง...หากจะเรียกว่า “กระท่อม” ก็คงเหมาะสมกว่า “เรือน” เสียด้วยซ้ำ
มู่หว่านเหยาขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว
เพียงเริ่มต้นชีวิตใหม่...ก็ช่างรันทดนัก
นางอุตส่าห์ทำความดีมาทั้งชีวิต คิดว่าจะมีวันที่ดีบ้าง แต่กลับต้องลืมตาขึ้นมาเผชิญเคราะห์กรรมในร่างของสตรีเช่นนี้อีก
ช่างมันเถอะ...ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไข แค่ดำเนินชีวิตให้ดี อย่างน้อย นางยังมีความรู้ติดตัวมาเต็มหัว
“ความรู้ก็ยังอยู่กับเรา…ก็ดีกว่ามือเปล่าเป็นไหน ๆ”
นางพูดกับตัวเองพลางยืดแขนยืดขา สูดอากาศสดชื่นเข้าปอด “พักกายให้มีกำลังเสียก่อน...” นางพึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนทอดสายตาออกไปยังทุ่งกว้างที่ทอดยาวสุดสายตา
เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว...นางก็ต้องเริ่มลงมือทำมาหากินด้วยตนเองบ้าง จะอยู่ให้ผู้อื่นเลี้ยงดูไปชั่วชีวิตได้อย่างไร
ชีวิตใหม่ทั้งทีก็ต้องใช้ให้คุ้ม
อย่าเพิ่งท้อ…เอาใจชิลโหมดไว้ก่อนแล้วกัน
ตอนที่ 63 ผู้จัดการส่วนตัว“โอ้... สวรรค์เมตตายายแก่คนนี้แล้ว”ฮูหยินผู้เฒ่าพึมพำด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยเหมือนคนกำลังฝันหวาน “มันช่างเบาสบาย... เหมือนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆอย่างไรอย่างนั้นเลยลูกเอ๋ย”เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีท่าทีมีความสุขและเคลิบเคลิ้มถึงเพียงนั้น ป้าสะใภ้ทั้งสองที่เคยลอบสบตาแสดงความไม่เชื่อถือในตอนแรกก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่พอหว่านเหยาค่อยๆ ถอนมือออกและซับเหงื่อบนหน้าผากเบาๆ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็รีบขยับเข้าไปเกาะแขนนางทันที “หลานสะใภ้! ป้าเองก็ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้นมาหลายวันแล้ว ช่วยนวดให้ป้าสักนิดได้หรือไม่” “ป้าด้วย! ป้าปวดบ่าปวดหลังไปหมดแล้ว” ป้าสะใภ้รองรีบแทรกเข้ามาอย่างไม่ยอมน้อยหน้าหว่านเหยาแย้มรอยยิ้มบางๆ อย่างเหนื่อยอ่อน นางหันไปสบตาหยางซื่อครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบอย่างถ่อมตน “ต้องขออภัยป้าสะใภ้ทั้งสองจริงๆ เจ้าค่ะ วันนี้ข้าตั้งใจรวบรวมลมปราณทั้งหมดมาเพื่อทะลวงจุดให้ท่านยายโดยเฉพาะ ตอนนี้พลังในกายข้าเริ่มจะอ่อนแรงลงแล้ว หากฝืนทำต่อไปเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อตัวข้าและลมปราณที่ถ่ายทอดให้พวกท่านจะไม่บริบูรณ์เจ้าค่ะ”นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะประกาศเงื่อนไขที่ตกลงก
ตอนที่ 62 เคลิ้ม “โถ่... หน้าตาสะสวยราวกับภาพวาดเช่นนี้ กิริยาก็แช่มช้อยนัก หยางซื่อเอ๋ย เจ้าช่างวาสนาดีเหลือเกินที่ได้ลูกสะใภ้รูปโฉมถึงเพียงนี้”ป้าสะใภ้รองเอ่ยชมไม่ขาดปาก พลางลุกขึ้นขยับเข้ามาดูหน้าหว่านเหยาใกล้ๆ ด้วยความอัศจรรย์ใจหว่านเหยาแย้มรอยยิ้มละมุนอย่างพอเหมาะพอดี นางมิได้แสดงท่าทีลำพองใจในคำชมนั้น ทว่ากลับก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างสำรวมก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ป้าสะใภ้ชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ หว่านเหยามิกล้ารับคำชมนั้นหรอกเจ้าค่ะ อันว่ารูปโฉมภายนอกนั้นเป็นเพียงสิ่งที่สวรรค์ประทานมาให้ หาใช่คุณงามความดีที่แท้จริงไม่ ความงดงามที่ยั่งยืนย่อมอยู่ที่การรู้จักหน้าที่และกตัญญูต่อผู้ใหญ่มากกว่าเจ้าค่ะ”คำกล่าวที่เปี่ยมไปด้วยความคิดความอ่านของนาง ทำเอาผู้อาวุโสทั้งสามถึงกับมองหน้ากันด้วยความทึ่ง แม้แต่หยางซื่อเองก็ยังรู้สึกอิ่มเอมใจจนหน้าบานยิ่งกว่าเดิม “วันนี้ที่ข้ามา...” หว่านเหยาเอ่ยต่อพลางหันไปทางฮูหยินผู้เฒ่าหยาง “ข้าตั้งใจจะมาใช้ความรู้เล็กน้อยที่มี ช่วยทะลวงลมปราณให้ท่านยายเจ้าค่ะ เห็นท่านแม่บ่นด้วยความห่วงใยอยู่บ่อยครั้งว่าท่านยายมักปวดเมื่อยเนื้อตัวจนนอ
ตอนที่ 61 สะใภ้รองของข้า หว่านเหยาหันไปมองสาวใช้ทั้งสองที่ตั้งท่าจะขยับตามมา นางแย้มรอยยิ้มบางๆ พลางโบกมือห้ามเบาๆ “พวกเจ้าไม่ต้องตามไปหรอก อยู่ดูแลความเรียบร้อยที่เรือนเถิด ไปกันหลายคนนักจะดูวุ่นวายเปล่าๆ อีกอย่างข้าไปกับท่านแม่ย่อมไม่มีสิ่งใดน่ากังวล” ซูหลิง ที่ยืนรออยู่ใกล้ๆ รีบขยับก้าวเข้ามาอาสาด้วยท่าทางกระตือรือร้นเอาใจ “พี่สะใภ้รองพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ! ให้พวกนางอยู่เฝ้าเรือนเถิด ส่วนท่านแม่กับพี่สะใภ้รอง ข้าจะเป็นคนดูแลเองเจ้าค่ะ” หยางซื่อปรายตามองบุตรสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดูแกมระอา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยค้านอันใด หว่านเหยาหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทีร่าเริงของซูหลิง ความสนิทสนมที่เพิ่มพูนขึ้นทำให้บรรยากาศในครอบครัวดูอบอุ่นขึ้นอย่างมาก“เช่นนั้นก็ฝากด้วยนะน้องสาว” หว่านเหยาเอ่ยเย้า ก่อนที่ทั้งสามคนจะเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สกุลหยางด้วยกัน เมื่อทั้งสามคนก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของ มู่หว่านเหยา ก็สะดุดสายตาผู้คนโดยรอบทันที แม้นางจะอยู่ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายตามแบบฉบับหญิงสาวในชนบท ทว่าใบหน้าที่ง
ตอนที่ 60 ไปวันนี้หยางซื่อกวาดสายตามองไปรอบเรือน ราวกับเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม “แล้วนี่หานเจ๋อไม่อยู่เรือนหรือ ข้านึกว่าเขาช่วยช่างก่อสร้างอยู่แถวนี้”หว่านเหยาขยับมือที่นวดให้เบาลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบชวนให้คนฟังรู้สึกสบายใจ“ท่านพี่เข้าไปในเมืองเจ้าค่ะ เห็นว่าอยากจะไปสำนักคุ้มภัยหาอาจารย์สักคนเพื่อเล่าเรียนวรยุทธ์เพิ่มเติมสักหน่อย”หว่านเหยาจงใจเอ่ยเพียงเท่านี้ นางเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องที่ตนเองให้หานเจ๋อไปจ้างวานคนจากสำนักคุ้มภัยมาดูแลความปลอดภัยที่บ้าน เพราะเกรงว่าหากบอกความจริงไป หยางซื่อจะตกใจและกังวลจนเกินเหตุว่ามีภัยอันตรายใดกำลังเข้ามาหยางซื่อขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยิน “เรียนวรยุทธ์หรือ?”นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความภาคภูมิใจ นางทอดถอนใจแล้วเอ่ยขึ้น“เรียนวรยุทธ์หรือ... อันที่จริงหานเจ๋อเขาก็พละกำลังมหาศาลมาแต่ไหนแต่ไร แรงชายกรรจ์ในหมู่บ้านนี้หาใครเทียบเขาได้ยาก หากได้อาจารย์ดีๆ ช่วยขัดเกลาวรยุทธ์ให้ มีหรือที่เขาจะทำได้ไม่ดี”นางเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวกลับแฝงความขมขื่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึ

![ไอยคุปต์ มนตรา พันธนาการราคะ [PWP] + [NC30+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)










reviews