Mag-log inหานเจ๋อวางถาดอาหารลงบนโต๊ะไม้เก่าอย่างเบามือ แต่หญิงสาวบนตั่งกลับยังมองออกไปนอกหน้าต่างราวสติล่องลอยอยู่ที่อื่น
เขาจึงเอ่ยเสียงทุ้มอ่อน
“คิดอะไรอยู่หรือ”
มู่หว่านเหยากระพริบตา ดึงความคิดกลับมาจากห้วงลึก
นางหันไปมองเขาเล็กน้อยก่อนตอบอย่างเก้อเขิน “คิดเพลินไปหน่อย…ท่านทำมื้อเย็นเสร็จแล้วหรือ ข้าแย่จริง ไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
หานเจ๋อส่ายหน้าเบา ๆ
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยจนอบอุ่นคล้ายผ้าห่มในฤดูหนาว “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเท่านี้ข้าทำได้ เจ้าพึ่งหายป่วย ออกไปตลาดทั้งวันแล้วยังช่วยเด็กคนนั้นอีก”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยช้า ๆ เน้นทุกคำด้วยความใส่ใจ
“เจ้าควรพัก…พักให้มาก ๆ ด้วยซ้ำ”
เขาผลักถ้วยอาหารเข้าหานาง “มากินข้าวเถอะ จะได้รีบพักผ่อน”
คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงความอ่อนโยนของหานเจ๋อทำให้มู่หว่านเหยาหลุบตาลง
ความวุ่นวายทั้งวันที่พัดพาเข้ามาเหมือนลมแรง ค่อย ๆ สงบลงราวกับถูกมืออบอุ่นปลอบประโลมให้เงียบเสียง
อนาคตของนางกับบุรุษผู้นี้…จะเป็นเช่นไรนะ
ความคิดผุดวาบขึ้นมาราวควันบาง ตีวงในอกนางเบา ๆ
พลันความทรงจำจากชาติเดิมก็แล่นเข้ามา
หากเป็นเมื่อก่อน…นางคงโทรหามินตริตา ชวนกันไป “ดูดวง” แก้เครียด หรือไม่ก็แวะหาอาจารย์หมอดูเจ้าประจำให้ช่วยชี้ทางชีวิต
ใช่แล้ว—!
ประกายบางอย่างสว่างวาบในนัยน์ตานาง
ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง งดงามราวกลีบบุปผาที่กำลังผลิบานใต้แสงยามค่ำ
“ข้ารู้แล้ว…พรที่ข้าจะขอ—”
หัวใจของมู่หว่านเหยากระทบเป็นจังหวะหนักแน่นราวได้รับแสงใหม่ในชีวิต นางพึมพำกับตนเองอย่างช้า ๆ ชัดเจน
“ข้าขอพร…ให้ข้ามี สัญชาตญาณหมอดูที่แม่นยำ เห็นเส้นชะตาผู้คนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำรา หรือวิชาใด ๆ ทั้งสิ้น”
ความคิดนั้นแน่ชัดจนหัวใจเต้นเป็นจังหวะมั่นคง
ชีวิตใหม่ของนางจะไม่ใช่การทำไร่ทำนาสิ้นหวัง
แต่เป็นชีวิตที่คนต้อง มาขอคำชี้นำจากนาง
ช่างงดงาม น่าภาคภูมิ
และ…ไม่ต้องเหนื่อยเลยสักนิดเดียว.
จู่ ๆ หญิงสาวก็คลี่ยิ้มออกมา
รอยยิ้มอุ่นละมุนที่ผุดขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
หานเจ๋อที่กำลังจัดชามข้าวชะงักไปทันที เขามองภาพตรงหน้านิ่งงันราวถูกดึงลมหายใจออกจากร่าง
นานแค่ไหนแล้วนะ…
ที่เขาไม่ได้เห็นหว่านเหยายิ้มงดงามเช่นนี้
รอยยิ้มที่ไม่ใช่เพียงยกมุมปาก แต่เป็นรอยยิ้มที่แตะลึกลงไปถึงดวงตา ดวงตาที่เคยหม่นเศร้าและว่างเปล่าดุจบ่อน้ำไร้แสง
กลับส่องประกายขึ้นมาคล้ายมีแสงอรุณแรกของวันสะท้อนอยู่ภายใน ความงดงามเล็ก ๆ นั้นทำให้หัวใจของหานเจ๋อเต้นสะดุด
คล้ายถูกพัดพาไปยังที่ใดสักแห่ง
หว่านเหยาฉุกคิดขึ้นมาในบัดดล
หากจะขอพรให้ตนมีสัญชาตญาณของ “หมอดู” นางก็ควรสำรวจเสียก่อนว่าในยุคนี้ ผู้คนทำอาชีพนั้นกันอย่างไร
ต้องใช้อะไรบ้าง…ต้องมีพิธีรีตองหรือไม่…
นางยกมือแตะคางเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นในที่สุด
“หานเจ๋อ…ท่านรู้หรือไม่ ว่าที่หมู่บ้านนี้มีแม่หมออยู่หรือไม่”
คำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ยังเหม่อมองรอยยิ้มของนาง สะดุ้งกลับเข้าร่างตนเองในพริบตา
เขารีบปรับสีหน้าลอบระงับอาการ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“มีสิ…อยู่ท้ายหมู่บ้านโน่นนางผู้เฒ่าที่คนเรียกกันว่า แม่หมอจิ่นฮวา นางดูฤกษ์ ดูยาม ดูดวงให้คนมานานแล้ว”
หว่านเหยาพยักหน้าเบา ๆ สายตาแฝงประกาย
จากนั้นก็เอ่ยคำถามที่ทำให้หานเจ๋อค้างไปอึดใจ “ถ้าข้าอยากจะเป็นแม่หมอ…ทำนายดวงชะตาให้ผู้คน ข้าต้องเริ่มต้นอย่างไรบ้างหรือ”
เสียงที่นางใช้เรียบนิ่ง แต่แฝงด้วยความตั้งใจบางอย่าง
ขณะที่หานเจ๋อเบิกตากว้างเล็กน้อย ราวกับได้ยินสิ่งเหลือเชื่อจากปากหว่านเหยา เขาคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสนใจเรื่องพวกนี้
เขาอ้ำอึ้งไปครู่ ก่อนตอบอย่างจริงใจ “อืม…แม่หมอที่นี่ ส่วนมากอาศัยการสังเกต วาสนาและประสบการณ์แต่…”
เขาชะงักไปนิด มองนางด้วยสายตาเป็นห่วงปนงงงวย
“เจ้าคิดจะเป็นแม่หมอจริง ๆ หรือ”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน แต่มีความตกใจซ่อนอยู่ไม่น้อย หว่านเหยาพนักหน้ารับจริงจังอยู่มาก หานเจ๋อไม่กล้าเอ่ยถามอีกจึงก้มหน้ากินข้าว
ตอนที่ 63 ผู้จัดการส่วนตัว“โอ้... สวรรค์เมตตายายแก่คนนี้แล้ว”ฮูหยินผู้เฒ่าพึมพำด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยเหมือนคนกำลังฝันหวาน “มันช่างเบาสบาย... เหมือนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆอย่างไรอย่างนั้นเลยลูกเอ๋ย”เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีท่าทีมีความสุขและเคลิบเคลิ้มถึงเพียงนั้น ป้าสะใภ้ทั้งสองที่เคยลอบสบตาแสดงความไม่เชื่อถือในตอนแรกก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่พอหว่านเหยาค่อยๆ ถอนมือออกและซับเหงื่อบนหน้าผากเบาๆ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็รีบขยับเข้าไปเกาะแขนนางทันที “หลานสะใภ้! ป้าเองก็ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้นมาหลายวันแล้ว ช่วยนวดให้ป้าสักนิดได้หรือไม่” “ป้าด้วย! ป้าปวดบ่าปวดหลังไปหมดแล้ว” ป้าสะใภ้รองรีบแทรกเข้ามาอย่างไม่ยอมน้อยหน้าหว่านเหยาแย้มรอยยิ้มบางๆ อย่างเหนื่อยอ่อน นางหันไปสบตาหยางซื่อครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบอย่างถ่อมตน “ต้องขออภัยป้าสะใภ้ทั้งสองจริงๆ เจ้าค่ะ วันนี้ข้าตั้งใจรวบรวมลมปราณทั้งหมดมาเพื่อทะลวงจุดให้ท่านยายโดยเฉพาะ ตอนนี้พลังในกายข้าเริ่มจะอ่อนแรงลงแล้ว หากฝืนทำต่อไปเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อตัวข้าและลมปราณที่ถ่ายทอดให้พวกท่านจะไม่บริบูรณ์เจ้าค่ะ”นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะประกาศเงื่อนไขที่ตกลงก
ตอนที่ 62 เคลิ้ม “โถ่... หน้าตาสะสวยราวกับภาพวาดเช่นนี้ กิริยาก็แช่มช้อยนัก หยางซื่อเอ๋ย เจ้าช่างวาสนาดีเหลือเกินที่ได้ลูกสะใภ้รูปโฉมถึงเพียงนี้”ป้าสะใภ้รองเอ่ยชมไม่ขาดปาก พลางลุกขึ้นขยับเข้ามาดูหน้าหว่านเหยาใกล้ๆ ด้วยความอัศจรรย์ใจหว่านเหยาแย้มรอยยิ้มละมุนอย่างพอเหมาะพอดี นางมิได้แสดงท่าทีลำพองใจในคำชมนั้น ทว่ากลับก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างสำรวมก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ป้าสะใภ้ชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ หว่านเหยามิกล้ารับคำชมนั้นหรอกเจ้าค่ะ อันว่ารูปโฉมภายนอกนั้นเป็นเพียงสิ่งที่สวรรค์ประทานมาให้ หาใช่คุณงามความดีที่แท้จริงไม่ ความงดงามที่ยั่งยืนย่อมอยู่ที่การรู้จักหน้าที่และกตัญญูต่อผู้ใหญ่มากกว่าเจ้าค่ะ”คำกล่าวที่เปี่ยมไปด้วยความคิดความอ่านของนาง ทำเอาผู้อาวุโสทั้งสามถึงกับมองหน้ากันด้วยความทึ่ง แม้แต่หยางซื่อเองก็ยังรู้สึกอิ่มเอมใจจนหน้าบานยิ่งกว่าเดิม “วันนี้ที่ข้ามา...” หว่านเหยาเอ่ยต่อพลางหันไปทางฮูหยินผู้เฒ่าหยาง “ข้าตั้งใจจะมาใช้ความรู้เล็กน้อยที่มี ช่วยทะลวงลมปราณให้ท่านยายเจ้าค่ะ เห็นท่านแม่บ่นด้วยความห่วงใยอยู่บ่อยครั้งว่าท่านยายมักปวดเมื่อยเนื้อตัวจนนอ
ตอนที่ 61 สะใภ้รองของข้า หว่านเหยาหันไปมองสาวใช้ทั้งสองที่ตั้งท่าจะขยับตามมา นางแย้มรอยยิ้มบางๆ พลางโบกมือห้ามเบาๆ “พวกเจ้าไม่ต้องตามไปหรอก อยู่ดูแลความเรียบร้อยที่เรือนเถิด ไปกันหลายคนนักจะดูวุ่นวายเปล่าๆ อีกอย่างข้าไปกับท่านแม่ย่อมไม่มีสิ่งใดน่ากังวล” ซูหลิง ที่ยืนรออยู่ใกล้ๆ รีบขยับก้าวเข้ามาอาสาด้วยท่าทางกระตือรือร้นเอาใจ “พี่สะใภ้รองพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ! ให้พวกนางอยู่เฝ้าเรือนเถิด ส่วนท่านแม่กับพี่สะใภ้รอง ข้าจะเป็นคนดูแลเองเจ้าค่ะ” หยางซื่อปรายตามองบุตรสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดูแกมระอา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยค้านอันใด หว่านเหยาหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทีร่าเริงของซูหลิง ความสนิทสนมที่เพิ่มพูนขึ้นทำให้บรรยากาศในครอบครัวดูอบอุ่นขึ้นอย่างมาก“เช่นนั้นก็ฝากด้วยนะน้องสาว” หว่านเหยาเอ่ยเย้า ก่อนที่ทั้งสามคนจะเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สกุลหยางด้วยกัน เมื่อทั้งสามคนก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของ มู่หว่านเหยา ก็สะดุดสายตาผู้คนโดยรอบทันที แม้นางจะอยู่ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายตามแบบฉบับหญิงสาวในชนบท ทว่าใบหน้าที่ง
ตอนที่ 60 ไปวันนี้หยางซื่อกวาดสายตามองไปรอบเรือน ราวกับเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม “แล้วนี่หานเจ๋อไม่อยู่เรือนหรือ ข้านึกว่าเขาช่วยช่างก่อสร้างอยู่แถวนี้”หว่านเหยาขยับมือที่นวดให้เบาลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบชวนให้คนฟังรู้สึกสบายใจ“ท่านพี่เข้าไปในเมืองเจ้าค่ะ เห็นว่าอยากจะไปสำนักคุ้มภัยหาอาจารย์สักคนเพื่อเล่าเรียนวรยุทธ์เพิ่มเติมสักหน่อย”หว่านเหยาจงใจเอ่ยเพียงเท่านี้ นางเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องที่ตนเองให้หานเจ๋อไปจ้างวานคนจากสำนักคุ้มภัยมาดูแลความปลอดภัยที่บ้าน เพราะเกรงว่าหากบอกความจริงไป หยางซื่อจะตกใจและกังวลจนเกินเหตุว่ามีภัยอันตรายใดกำลังเข้ามาหยางซื่อขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยิน “เรียนวรยุทธ์หรือ?”นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความภาคภูมิใจ นางทอดถอนใจแล้วเอ่ยขึ้น“เรียนวรยุทธ์หรือ... อันที่จริงหานเจ๋อเขาก็พละกำลังมหาศาลมาแต่ไหนแต่ไร แรงชายกรรจ์ในหมู่บ้านนี้หาใครเทียบเขาได้ยาก หากได้อาจารย์ดีๆ ช่วยขัดเกลาวรยุทธ์ให้ มีหรือที่เขาจะทำได้ไม่ดี”นางเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวกลับแฝงความขมขื่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึ
ตอนที่ 59 ใช้ความรู้บ้าง หว่านเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาหยางซื่อ นางสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่ปนมากับความกลัวของผู้เป็นมารดาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มตีรวนกับความขี้เกียจในใจแต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงแย้มรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดออกมาหว่านเหยาเอ่ยเสียงแผ่ว“ข้าเข้าใจความกังวลของท่านแม่แล้วเจ้าค่ะ”หยางซื่อเริ่มมีประกายตาแห่งความหวัง“แต่หากเจ้าใช้การ ถ่ายทอดลมปราณ เช่นที่ทำกับข้านี้...” หยางซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาเริ่มปรากฏประกายแห่งความหวัง“สิ่งนี้เป็นวิชาที่จับต้องได้ มีคุณมีประโยชน์เห็นกันคาตา ใครปวดเมื่อยล้าจากการตรากตรำทำนา เจ้าก็ช่วยบรรเทาให้เขาหายดี ใครเจ็บไข้ได้ป่วยลุกนั่งลำบาก เจ้าก็ใช้ลมปราณผลักดันให้เลือดลมเขาเดินสะดวก สิ่งเหล่านี้คือเมตตาธรรมและบุญกุศลที่สั่งสมได้จริง ต่อให้ใครใจมืดบอดเพียงใดก็มิอาจยกเรื่องนี้มาตำหนิเจ้าได้ เพราะมันคือการช่วยเหลือคนด้วยวิชาที่มองเห็นผลลัพธ์ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยที่รอคอยเพียงวาสนา”หยางซื่อขยับตัวตามแรงกดที่พอเหมาะพอดีของหว่านเหยา ความรู้สึกเบาสบายที่แผ่ซ่านไปตามแนวสันหลังทำให้นางยิ่งมั่นใจว่า นี่ต่างหากคือหนท
ตอนที่ 58 ทะลวงลมปราณชิงอี้ หันไปเห็นซูหลิงเข้าพอดี นางจำได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้คือแม่สามีของมู่หว่านเหยา จึงรีบละมือจากงานที่ทำอยู่แล้ววิ่งปราดเข้าไปแจ้งข่าวในเรือนทันทีเพียงครู่เดียว ประตูเรือนก็เปิดออก มู่หว่านเหยา ก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ใบหน้าของนางดูผ่องใสและเปี่ยมด้วยเมตตา ไร้ซึ่งร่องรอยของความขุ่นเคืองจากเรื่องราวในอดีต นางรีบเดินตรงเข้ามาหาหยางซื่อโดยไม่รั้งรอ“ท่านแม่มาถึงแล้วหรือเจ้าคะ” หว่านเหยาเอ่ยทักทายเสียงหวาน พลางเข้าไปประคองแขนแม่สามีอย่างอ่อนน้อม “แดดข้างนอกร้อนนัก รีบเข้ามาพักจิบน้ำชาในร่มให้คลายร้อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ”หยางซื่อ ที่เดิมทีตั้งท่าจะมาแบบไว้ตัวและเคร่งขรึม ถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อเผชิญกับการต้อนรับที่เปี่ยมด้วยความจริงใจเช่นนี้ นางทำได้เพียงเดินตามการประคองของลูกสะใภ้เข้าไปอย่างเสียไม่ได้ภายในศาลา ชิงอี้จัดเตรียมน้ำชาและของว่างเลิศรสไว้คอยท่าอยู่แล้ว หยางซื่อปรายตามองครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลงจิบชาและหยิบของว่างขึ้นทานโดยไม่เอ่ยคำใดหว่านเหยาเห็นดังนั้นจึงไม่เอ่ยสิ่งใดให้เสียบรรยากาศ นางเพียงแย้มรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าวสมทบ“ท่านแม่พักผ่อนสักครู่ให้หายเหนื่







