แสงแรกของวันค่อย ๆ ไล่หมอกบางออกจากยอดสนในจวนอ๋อง
หลังฝนตกตลอดคืน อากาศเย็นกว่าปกติ ลานหินถูกชะล้างจนสะอาด ริมทางเดินมีสาวใช้หลายคนก้มหน้ากวาดใบไม้เปียกฝน บ้างขัดราวระเบียง บ้างเช็ดโคมแดง ทุกคนเร่งมือกว่าทุกวัน
เสียงแม่บ้านใหญ่ดังขึ้นจากลานกลาง "ตำหนักชิงเฟิงต้องเปลี่ยนม่านใหม่ทั้งหมด เครื่องเรือนในตำหนักรับรองให้ตรวจอีกครั้ง ห้องบรรทมของว่าที่ชายาต้องหอมด้วยกำยานทุกยาม"
คำสั่งดังต่อเนื่องจนบ่าวรับใช้ต่างรีบแยกย้าย
ลู่จินยกถังน้ำเดินผ่านลานหิน ปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นเหนือข้อมือ เผยรอยแดงจาง ๆ จากการซักผ้าเมื่อวันก่อน นางก้มหน้าทำงานของตนเอง มิได้สนใจสายตาที่ทอดมาจากรอบด้าน
"ดูสิ" เสียงกระซิบดังขึ้นจากเรือนซักผ้า "เมื่อคืนออกจากตำหนักท่านอ๋องเร็วนัก คงถูกไล่ออกมากระมัง"
หญิงอีกคนหัวเราะเบา ๆ "ก็สมควรแล้ว คนอย่างนางยังคิดใฝ่สูง"
ลู่จินได้ยินทุกถ้อยคำ หากฝีเท้ายังคงจังหวะเดิม
นางนำถังน้ำไปวางข้างโอ่ง ก่อนยกผ้าผืนใหญ่ขึ้นซักต่อ ฟองสบู่ค่อย ๆ ลอยตามแรงมือ น้ำเย็นจัดจนปลายนิ้วซีดขาว แต่นางเพียงเปลี่ยนจังหวะขยับมือให้มั่นคงกว่าเดิม
สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ "ลู่จิน"
นางเงยหน้าขึ้น หญิงผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย แต่วันนี้อีกฝ่ายเพียงมองรออย่างสงบ
สาวใช้คนนั้นกระแอมเบา ๆ "แม่บ้านใหญ่เรียก"
"เจ้าค่ะ" ลู่จินล้างมือกับน้ำสะอาด ก่อนเดินตามอีกฝ่ายออกจากเรือนซักผ้า
แม่บ้านซุนยืนอยู่ใต้ระเบียงไม้ ข้างกายมีบ่าวชายกำลังคลี่ผังตำหนักออกดู เมื่อเห็นลู่จิน นางจึงเก็บม้วนผ้าลง
"อีกสี่วัน คุณหนูหลิ่วเฟยจะเข้าจวน"
ลู่จินค้อมศีรษะ "เจ้าค่ะ"
"ตำหนักด้านตะวันออกต้องจัดเตรียมใหม่ทั้งหมด คนของตำหนักนั้นยังไม่พอ เจ้าไปช่วย"
คำสั่งเพียงประโยคเดียว ทำให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมองพร้อมกัน หลายคนลอบยิ้ม ในสายตาของพวกนาง นี่มิใช่งานดี หากเป็นบทลงโทษเสียมากกว่า
แม่บ้านซุนเอ่ยต่อ "จำเอาไว้ กิริยาของเจ้าส่งผลถึงหน้าตาของจวน"
ลู่จินประสานมือคำนับ "ข้าจะระมัดระวัง"
คำตอบเรียบง่าย ทำให้แม่บ้านซุนเงียบไปชั่วครู่ นางจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อน ลู่จินเคยขอร้องแทบทุกวันเพื่อให้ได้เข้าใกล้ตำหนักหลัก หวังพบเฟิ่งอี้บ่อยขึ้น บัดนี้โอกาสมาถึงตรงหน้า หญิงสาวกลับไร้อาการยินดีแม้แต่น้อย
ตำหนักด้านตะวันออกเงียบสงบ บ่าวชายกำลังขนหีบไม้ใบใหญ่เข้าออกไม่ขาดสาย เมื่อเปิดฝาหีบออก ผ้าแพรสีแดงปักดิ้นทอง เครื่องลายครามจากเตาเผาหลวง และฉากกั้นไม้หอมทยอยถูกยกลงมาวางอย่างทะนุถนอม
ลู่จินกับสาวใช้อีกสามคนช่วยกันเช็ดเครื่องเรือน นางใช้ผ้านุ่มเช็ดขอบโต๊ะอย่างละเอียด ก่อนตรวจดูรอยฝุ่นอีกครั้ง ทุกการเคลื่อนไหวเรียบร้อยจนคนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ อดแปลกใจมิได้
"ลู่จิน" ชุ่ยหลานเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า "เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ"
ลู่จินเงยหน้าขึ้น "เรื่องใด"
ชุ่ยหลานหัวเราะหยัน "ตำหนักนี้เป็นของหลิ่วเฟย อีกไม่นานนางก็จะเป็นชายาเอก ส่วนเจ้า ก็ยังเป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียง"
ลานทั้งลานเงียบลง หลายคนชะลอมือ รอฟังคำตอบ
ลู่จินพับผ้าในมือลงช้า ๆ ก่อนยกยิ้มบาง "ที่เจ้าพูด ล้วนเป็นความจริง ตำหนักนี้เป็นของคุณหนูหลิ่วเฟย ส่วนข้า เป็นสาวใช้ของจวน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว"
สิ้นคำ นางก็หันกลับไปเช็ดโต๊ะตัวเดิม ท่ามกลางความเงียบงัน ชุ่ยหลานกำชายแขนเสื้อแน่น แต่กลับหาโอกาสตอบโต้ไม่ได้เลยแม้แต่ประโยคเดียว
ผู้คนรอบด้านต่างมองลู่จินด้วยแววตาเปลี่ยนไป หญิงสาวผู้เคยสร้างความวุ่นวายไปทั่วจวน วันนี้กลับยอมรับความผิดของตนอย่างสงบ
สิ่งที่เปลี่ยนไป มิใช่เพียงคำพูด หากเป็นหัวใจของคนทั้งคน หัวใจที่เคยไล่ตามบุรุษผู้หนึ่งสุดกำลัง บัดนี้เหลือเพียงความตั้งใจจะใช้ชีวิตให้พ้นจากกำแพงสูงของจวนอ๋องเท่านั้น
เสียงกวาดพื้นดังเป็นจังหวะอยู่ใต้ชายคา บ่าวรับใช้ทยอยยกหีบเครื่องเรือนเข้าออกตำหนักด้านตะวันออกอย่างต่อเนื่อง ขันทีจากวังหลวงเดินตรวจรายการสิ่งของตามพระราชทานทีละชิ้น บรรยากาศทั้งจวนตึงเครียดกว่าปกติ หลิ่วเฟยยังมาไม่ถึง แต่เพียงชื่อของนาง ก็ทำให้ทุกคนสำรวมขึ้นหลายส่วน
ลู่จินยกแจกันกระเบื้องเคลือบขึ้นเช็ดด้วยผ้านุ่ม ปลายนิ้วไล่ไปตามลวดลายดอกโบตั๋นอย่างระมัดระวัง ก่อนวางกลับลงบนชั้นไม้ตามตำแหน่งเดิม
"หยุด" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ลู่จินหันไปตามเสียง พ่อบ้านใหญ่เดินเข้ามาพร้อมบัญชีในมือ ด้านหลังมีชายวัยกลางคนในชุดขุนนางกรมพิธีการสองคนกำลังสำรวจตำหนัก สายตาของพ่อบ้านหยุดอยู่ที่แจกันตรงหน้า
"ผู้ใดเป็นคนจัดวาง"
"ข้าเองเจ้าค่ะ" ลู่จินก้าวออกมาหนึ่งก้าว
พ่อบ้านไม่ได้ตอบในทันที เขาเดินเข้าไปใกล้ หยิบแจกันขึ้นหมุนดูช้า ๆ จากนั้นจึงหันไปมองขุนนางทั้งสอง "เชิญตรวจ"
ชายวัยกลางคนพยักหน้า ก่อนกวาดตามองรอบห้อง "ตำแหน่งถูกต้อง ระยะห่างระหว่างเครื่องเรือนก็เหมาะสม ใช้ได้"
คำชมสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว แต่เพียงพอให้สาวใช้หลายคนลอบมองลู่จิน
พ่อบ้านหันกลับมา "เจ้าเคยเรียนการจัดวางเครื่องเรือนหรือ"
ลู่จินชะงักไปชั่วครู่ ในโลกเดิม นางเคยผ่านการอบรมเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วย ทุกอย่างต้องเป็นระเบียบ หยิบใช้สะดวก และปลอดภัย ความเคยชินนั้นติดตัวมาจนถึงวันนี้ นางจึงตอบเพียงว่า "เคยเห็นผู้อื่นทำอยู่บ่อย ๆ เจ้าค่ะ"
พ่อบ้านพยักหน้า "ช่วงนี้เจ้ามาช่วยตำหนักตะวันออก"
"เจ้าค่ะ"
เมื่อพ่อบ้านจากไป เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง "นางโชคดีอีกแล้ว" "ท่านพ่อบ้านชมต่อหน้าคนตั้งมาก" "หึ เดี๋ยวก็เผยธาตุแท้ออกมา"
ลู่จินก้มลงยกหีบไม้ใบเล็กขึ้น คำพูดเหล่านั้นผ่านเข้าหูแล้วก็ผ่านไป หากเสียเวลาโต้เถียงแม้แต่ประโยคเดียว งานตรงหน้าก็ยิ่งเสร็จช้า
ยามอู่ แดดเริ่มส่องผ่านเมฆ ลู่จินเดินไปตักน้ำจากบ่อนอกตำหนัก ระหว่างทาง นางเห็นสาวใช้ตัวเล็กผู้หนึ่งกำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างโอ่งน้ำ ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ ถังไม้ใบใหญ่ล้มอยู่ข้างกาย น้ำหกเต็มพื้น
"เกิดอะไรขึ้น"
เด็กสาวสะดุ้ง รีบลุกขึ้นคำนับ "ข้า ข้าซุ่มซ่ามเจ้าค่ะ"
นางก้มหน้า พยายามยกถังขึ้นอีกครั้ง แต่แขนทั้งสองสั่นจนยกแทบไม่ไหว
ลู่จินก้มลงช่วยประคอง เมื่อปลายนิ้วแตะข้อมืออีกฝ่าย นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ผิวร้อนผิดปกติ "เจ้าเป็นไข้"
เด็กสาวรีบส่ายหน้า "หากแม่บ้านรู้ ข้าจะถูกหักเบี้ยหวัด"
ลู่จินเงียบไปครู่หนึ่ง ความทรงจำในฐานะพยาบาลผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางยกหลังมือแตะหน้าผากเด็กสาวอีกครั้ง ไข้ยังสูง หากฝืนทำงานต่อ คงทรุดก่อนถึงเย็น
ลู่จินหยิบถังน้ำอีกใบขึ้นมาถือไว้ "ตรงนี้ข้าจะทำแทนให้ก่อน เจ้าไปพักผ่อนเถิด พอหายดีแล้วค่อยกลับมาทำ"
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลและเรียบเฉย สายตาไม่ได้จ้องเค้นเอาคำขอบคุณ ลู่จินยกถังน้ำทั้งสองใบขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วเดินกลับไปยังตำหนักโดยไม่หันกลับมามองอีก
เด็กสาวมองแผ่นหลังนั้นอยู่นาน ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ค่อย ๆ คลายลงทีละน้อย เป็นครั้งแรก ที่มีผู้ยื่นมือช่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ระเบียงเรือนหนังสืออยู่สูงกว่าลานด้านตะวันออกเล็กน้อย จากตรงนั้น มองเห็นบ่อน้ำ ทางเดินหิน และเงาต้นไผ่ที่ไหวตามแรงลมได้ชัดเจน
เฟิ่งอี้ยืนอยู่หลังหน้าต่าง ฎีกาในมือยังเปิดค้างอยู่ สายตาของเขากลับทอดลงไปยังลานเบื้องล่าง หญิงสาวในชุดสาวใช้สีหม่นกำลังยกถังน้ำสองใบเดินผ่านทางเดินหิน ฝีเท้ามั่นคง แผ่นหลังเหยียดตรง เสื้อผ้าชื้นเหงื่อจากการทำงาน หากกิริยากลับเรียบร้อยทุกย่างก้าว
เฉินอันยืนอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ เอ่ยขึ้น "นางช่วยสาวใช้น้อยผู้นั้นขอรับ"
เฟิ่งอี้มิได้ตอบ สิ่งที่ทำให้เขาหยุดมอง มิใช่การช่วยเหลือ หากเป็นแววตาของลู่จิน ตลอดหลายปี นางมักรีบฉวยทุกโอกาสให้ผู้คนรับรู้ว่าตนมีน้ำใจ โดยเฉพาะหากเขาอยู่ใกล้ ทว่าวันนี้ นางมิได้เงยหน้ามองมาทางเรือนหนังสือแม้สักครั้ง ราวกับมิรู้ด้วยซ้ำว่า มีผู้ใดยืนมองอยู่
เฟิ่งอี้ปิดฎีกาลง "ผลที่ให้เจ้าสืบเป็นอย่างไร"
เฉินอันประสานมือ "หลังล้มป่วย นางมิได้พบคนแปลกหน้า ตลอดหลายวันเอาแต่พักรักษาตัวในเรือนสาวใช้ เมื่อลุกขึ้นทำงาน ก็มิได้ก่อเรื่องกับผู้ใด"
เฟิ่งอี้ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง "ก่อเรื่อง"
คำสองพยางค์นั้นเบาราวเสียงลม หญิงเช่นนั้น ย่อมมิใช่คนยอมเปลี่ยนตัวเองง่าย ๆ
"ให้คนจับตาดูต่อ"
"ขอรับ"
ตกบ่าย งานในตำหนักตะวันออกคืบหน้าไปกว่าครึ่ง ลู่จินกำลังเช็ดชั้นวางตำรา เมื่อแม่บ้านซุนเดินเข้ามาพร้อมบ่าวชายสองคน ในมือของบ่าวถือหีบไม้จันทน์แกะลายเมฆมงคล
แม่บ้านซุนเปิดฝาหีบออกช้า ๆ ภายในเรียงรายด้วยปิ่นทอง กำไลหยก ปั้นปักผม และเครื่องประดับอีกหลายชิ้น ทุกชิ้นล้วนเป็นของพระราชทาน
"ตรวจนับ ห้ามผิดแม้แต่รายการเดียว" นางส่งสมุดบัญชีให้ลู่จิน
ลู่จินรับสมุดมา พลิกดูทีละหน้า "ปิ่นหงส์ทองคำหนึ่ง" นางหยิบขึ้นตรวจ "กำไลหยกขาวหนึ่งคู่" วางลงข้างเดิม
รายการดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงชิ้นสุดท้าย ลู่จินชะงัก ช่องในหีบว่างเปล่า นางก้มลงตรวจอีกครั้ง ก่อนเปิดผ้ารองด้านล่างอย่างระมัดระวัง ผลลัพธ์ยังคงเดิม
แม่บ้านซุนเห็นนางเงียบไป จึงเอ่ยถาม "มีอันใด"
ลู่จินยื่นสมุดบัญชีคืน "ตามรายการ สร้อยหยกมรกตหนึ่งเส้นยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ"
บรรยากาศในห้องพลันเงียบลง บ่าวชายทั้งสองรีบก้มดูในหีบ แม่บ้านซุนคว้าสมุดบัญชีไปเปิดตรวจด้วยตนเอง ตัวอักษรระบุชัดเจน สร้อยหยกมรกต ประดับไข่มุกทะเลใต้ หนึ่งเส้น แต่ในหีบ กลับหาไม่พบ
แม่บ้านซุนตรวจรายการในสมุดบัญชีอีกครั้ง ก่อนปิดเล่มลงช้า ๆ "ของทุกชิ้นมาถึงครบ ยกเข้าเก็บ"
บ่าวทั้งสองรีบรับคำ ก่อนหอบหีบไม้เข้าไปในห้องเก็บของ
ลู่จินก้มลงม้วนผ้าที่ใช้รองเครื่องเรือน เก็บเข้าที่เดิมอย่างเรียบร้อย
แม่บ้านซุนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง "เจ้า ช่วงหลายวันนี้ เหตุใดจึงเปลี่ยนไป"
ลู่จินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ลมอ่อนพัดชายม่านปลิวไหว แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านช่องหน้าต่าง ตกลงบนพื้นไม้เป็นริ้วบาง นางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา "ข้าเคยทำผิดไว้มาก ถึงเวลาใช้คืนแล้ว"
แม่บ้านซุนจ้องมองใบหน้าของนาง สุดท้ายก็กล่าวเพียงว่า "รู้เช่นนี้ก็ดี" จากนั้นจึงหมุนตัวเดินจากไป
ตกเย็น งานในตำหนักตะวันออกเสร็จสิ้นลง สาวใช้ทยอยกลับเรือนพัก ระหว่างทาง ลู่จินเดินผ่านสวนบัว สระน้ำหลังฝนตกใสจนมองเห็นปลาหลีฮื้อสีแดงว่ายวนอยู่ใต้ใบบัว
นางหยุดยืนอยู่ริมสระเพียงครู่ สายลมเย็นพัดผ่านแก้ม รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนริมฝีปาก เป็นรอยยิ้มแผ่วเบา สงบ และผ่อนคลาย นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเดินต่อ
บนศาลาริมสระอีกฝั่ง มีสายตาคู่หนึ่งทอดมองมาเงียบ ๆ เฟิ่งอี้ยืนอยู่ตรงนั้น ข้างกายมีเฉินอันคอยติดตาม สายตาของเขาหยุดอยู่บนรอยยิ้มเมื่อครู่ รอยยิ้มที่เกิดขึ้นโดยลำพัง ไร้ซึ่งความคาดหวังที่มีต่อเขา
ความกังขาในใจทวีขึ้นอย่างไม่อาจยับยั้ง สายตาคมกาจของบุรุษจ้องจับเรือนร่างงามที่บัดนี้ดูเฉยชาลงไปถนัดตา ภาพเนื้อสาวเนียนนุ่มและเสียงครางกระเส่าใต้ร่างเขาเมื่อคืนก่อนพลันผุดขึ้นมาสร้างความอึดอัดที่ไม่อาจนิยาม
ปลายนิ้วของเฟิ่งอี้แตะราวศาลาเบา ๆ เขามองแผ่นหลังของหญิงสาวจนลับสายตา ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
"พรุ่งนี้ ให้นางมาช่วยงานตำหนักหลัก"
"ขอรับ" เฉินอันประสานมือรับคำ
เมื่อตะวันลับฟ้า แสงเทียนในห้องบรรทมส่วนตัวของเฟิ่งอี้ส่องสว่างสลัว เขาพิงกายกับตั่งไม้ สายตาจับจ้องเอกสารในมือ ทว่าความคิดกลับวนเวียนอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของสาวใช้ที่เคยเฝ้าเอาอกเอาใจ เสียงประตูเปิดออกเบา ๆ ลู่จินเดินเข้ามาหยุดยืนพร้อมถาดชาในมือ นางวางถาดลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาแล้วย่อกายลงคำนับตามหน้าที่ กิริยาเรียบเรียบร้อย ไร้ท่าทีออดอ้อน ไร้สายตาโหยหาเหมือนแต่ก่อน
เฟิ่งอี้ละสายตาจากม้วนกระดาษ มองความสงบของนางอยู่ครู่หนึ่ง ความเหินห่างและแววตาเฉยชาของนางดึงดูดให้เขาอยากค้นหาความจริง ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหา มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือเล็ก รั้งร่างบางเข้ามาใกล้จนอกแกร่งเบียดชิด ลู่จินสะดุ้งน้อย ๆ หรี่ตาลงรับแรงกระแทก แต่ยังคงพยายามรักษาระยะห่างผ่านลมหายใจที่สม่ำเสมอ
ฝ่ามืออุ่นจัดของท่านอ๋องเลื่อนลงรวบเอวคอดไว้แน่น ลูบผ่านเนื้อผ้าไหมเบาบางขึ้นมาตามแผ่นหลัง สัมผัสความงดงามและเรียบเนียนของผิวกายที่เขาคุ้นเคย เฟิ่งอี้เอียงหน้าลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น บดจูบเน้นย้ำความถวิลหาอย่างหนักหน่วง ขณะที่ลู่จินเพียงเอียงคอรับอย่างสงบนิ่ง ความไม่ขัดขืนที่เต็มไปด้วยความเหินห่างกลับยิ่งจุดความรู้สึกบางอย่างในใจของชายหนุ่มให้พลุ่งพล่าน
มือหนาปลดอาภรณ์ของนางออกช้า ๆ ปล่อยให้ผืนผ้าไหมร่วงหลุดลงสู่พื้น เรือนร่างงดงามผ่องนวลปรากฏแก่สายตาใต้แสงเทียนวูบวาบ เฟิ่งอี้ดันร่างบางให้นอนลงบนตั่งไม้แกะสลักข้างหน้าต่าง ก้มลงบดจูบเรียวปากสีชาด ซึมซับความนุ่มหวานขณะก้าวทาบทับเรือนกายเข้าหา
สัมผัสเนื้อแนบเนื้อพาให้อารมณ์ความผูกพันทางกายค่อย ๆ เคลื่อนไหว เฟิ่งอี้บดเบียดเรือนร่างแนบชิด แทรกกายเข้าหากลางลำตัวสาวอย่างเชื่องช้าทว่าลึกล้ำ ลู่จินสูดลมหายใจเข้าลึก ปลายนิ้วจิกเกร็งกับไหล่หนา เสียงลมหายใจหอบกระเส่าของคนทั้งสองดังผสานกับเสียงสายฝนด้านนอก
จังหวะการขับเคลื่อนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ละมุนละไมทว่าหนักแน่น ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านพาให้ร่างกายของทั้งคู่ตอบสนองต่อกันตามธรรมชาติ เฟิ่งอี้จ้องมองใบหน้าหมดจดที่ขึ้นสีระเรื่อ ดวงตาหงส์ที่เคยเฝ้ามองเขาด้วยความโหยหา บัดนี้หลุบลงทอดมองเพียงความว่างเปล่า ความรู้สึกที่ไม่ใช่อารมณ์กำหนัดบริสุทธิ์ หากแต่เป็นการอยากเอาชนะและค้นหาตัวตนของนาง ดึงดันให้เขารั้งร่างบางเข้ามากอดแน่นขึ้น กระแทกกระทั้นเน้นย้ำสัมผัสจนคลื่นอารมณ์พุ่งทะยานถึงจุดสูงสุดพร้อมกัน
คลื่นความวาบหวามค่อย ๆ สงบลง เฟิ่งอี้ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียน สูดกลิ่นหอมประจำกายของนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ถอนกายออกอย่างเชื่องช้า
ลู่จินลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าด้วยกิริยาสงบ เรียบร้อย และรวดเร็ว นางย่อตัวคำนับตามมารยาท
"ออกไปได้" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท
"เจ้าค่ะ" นางรับคำอย่างนอบน้อม หมุนกายเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
คืนนั้น เรือนสาวใช้เงียบสงบ ลู่จินนั่งเย็บชายแขนเสื้อด้วยแสงตะเกียงดวงเล็ก สาวใช้ตัวน้อยคนเดิมเดินเข้ามา ยื่นห่อผ้าใส่ขนมงาสองก้อนให้แทนคำขอบคุณ
ลู่จินหยิบเพียงก้อนเดียว "เช่นนั้นข้ารับครึ่งหนึ่ง อีกก้อน เจ้ากิน"
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเด็กสาวดังขึ้น ลู่จินมองขนมในมือ อบอุ่นใจกับมิตรภาพเล็ก ๆ นางวางขนมไว้บนโต๊ะ ค่อย ๆ พักผ่อนเพื่อเตรียมรับงานในวันถัดไป