เช้าวันรุ่งขึ้น เมฆสีหม่นลอยต่ำปกคลุมเหนือหลังคากระเบื้องดำของจวนชินอ๋อง ลมปลายสารทพัดผ่านระเบียงไม้จนโคมผ้าแกว่งไหวเบา ๆ เสียงฝีเท้าบ่าวรับใช้ดังสลับกับเสียงล้อเกวียนที่ขนหีบสินเดิมเข้ามาไม่ขาดสาย ข่าวราชโองการสมรสพระราชทานแพร่ไปทั่วทั้งจวนตั้งแต่ยามเหมา ผู้คนต่างเร่งมือทำงาน สีหน้าระมัดระวังยิ่งกว่าวันปกติ
ลู่จินยืนอยู่หน้าบ่อน้ำ ก้มหน้าซักผ้าเช็ดหน้าผืนสุดท้ายของเมื่อคืนให้สะอาด นางบิดผ้าจนน้ำหยดสุดท้ายร่วงลงบนพื้นหิน ก่อนพับอย่างเรียบร้อยใส่ตะกร้าหวาย
แม่บ้านซุนเดินตรงเข้ามา สีหน้าเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง "ลู่จิน"
หญิงสาวค้อมกาย "เจ้าค่ะ"
"ต่อจากนี้ เจ้าไม่ต้องอยู่ตำหนักหลักแล้ว" ปลายนิ้วของลู่จินหยุดอยู่บนขอบตะกร้าเพียงชั่วลมหายใจ แม่บ้านซุนเปิดบัญชีรายชื่อในมือ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ "คุณหนูหลิ่วมีรับสั่ง ย้ายเจ้าไปเรือนซักล้าง"
รอบด้านเงียบลงอย่างประหลาด สาวใช้หลายคนที่กำลังเดินผ่านชะลอฝีเท้า สายตาแต่ละคู่เหลือบมองมายังหญิงสาวผู้เคยเป็นสาวใช้อุ่นเตียงของท่านอ๋อง เรือนซักล้างอยู่ท้ายจวน งานหนักที่สุด เบี้ยหวัดต่ำที่สุด ผู้ที่ถูกย้ายไปที่นั่น ล้วนยากจะกลับเข้ามาใกล้ตำหนักหลักอีก
แม่บ้านซุนเฝ้ามองใบหน้าของลู่จิน ราวกับรอคอยจะเห็นความตื่นตระหนกหรือคำอ้อนวอนสักประโยค ทว่าหญิงสาวกลับเพียงประสานมือค้อมกาย "บ่าวรับคำสั่งเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงสงบดังเดิม แม่บ้านซุนเม้มริมฝีปาก ก่อนส่งแผ่นป้ายไม้ประจำเรือนให้นาง "ไปได้"
ลู่จินรับแผ่นป้ายด้วยสองมือ แล้วหมุนกายเดินออกจากลาน ไม่มีใครเห็นว่านางเหลียวกลับมามองตำหนักหลักแม้แต่ครั้งเดียว
เรือนซักล้างตั้งอยู่ติดลำคลองสายเล็กด้านท้ายจวน ไอน้ำจากหม้อต้มผ้าลอยคลุ้งปะปนกลิ่นด่างและสบู่สมุนไพรจนแสบจมูก ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และอาภรณ์ของคนทั้งจวนกองสูงเกือบเท่าตัวคน หญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบใหญ่เดินออกมาจากโรงเรือน
"ข้าหลิวมามา ได้ยินว่าเคยรับใช้ท่านอ๋อง" นางมองลู่จินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วหัวเราะหยันเบา ๆ "เรือนนี้มีแต่งาน ไม่มีบุรุษให้ประจบ ก่อนตะวันตกดิน ซักให้หมด"
นางชี้ไปยังกองผ้าสูงด้านหลัง ลู่จินยกกะละมังไม้ขึ้นแนบอก ก่อนเดินไปยังริมคลอง นางพับแขนเสื้อเหนือข้อศอก วางผ้าผืนแรกลงบนแผ่นหิน แล้วเริ่มขยี้ช้า ๆ สายน้ำเย็นจัดกัดผิวจนปลายนิ้วแดงเรื่อ ผืนหนึ่งผ่านไป อีกผืนตามมา เสียงน้ำกระทบหินดังซ้ำเป็นจังหวะเดียวกับแรงมือที่คงเส้นคงวา
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ฝ่ามือขาวเริ่มถลอกจนเป็นรอยแดง ลู่จินเพียงเปลี่ยนท่าจับผ้า แล้วซักต่อราวกับมิใช่มือของตนเอง สาวใช้สองคนที่กำลังยกผ้ามาหยุดยืนข้างกัน
"นางไม่โวยวายเลย"
อีกคนเหลือบตามอง "ข้าคิดว่าจะร้องไห้เสียอีก"
เสียงกระซิบเบาราวลมพัดผ่าน ลู่จินได้ยินทุกคำ แต่มือยังคงขยี้ผ้าตามเดิม
ลมเย็นพัดผ่านชายแขนเสื้อสีดำ ดวงตาคมเข้มจับอยู่บนหญิงสาวริมคลอง ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมา นางไม่เคยเอ่ยคำว่า "รัก" ไม่เคยออดอ้อน ไม่เคยร้องขอ แม้ถูกผลักออกจากตำหนักหลัก นางยังรับคำสั่งอย่างสงบ ความเรียบเฉยนั้นกลับกรีดลงกลางอกของเขายิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก
เฟิ่งอี้หมุนตัวเดินกลับเข้ามาในห้อง ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะหนักอึ้ง ความสงบนิ่งของลู่จินกำลังทำลายความอดทนของเขาลงทีละนิด
เฉินอันที่ยืนรออยู่ด้านหลังก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"เฉินอัน"
"ขอรับท่านอ๋อง"
"จับตาดูเรือนซักล้างไว้ หากนางมีท่าทีแปลกไป หรือเอ่ยถึงข้าแม้แต่คำเดียว ให้รีบมารายงาน"
"รับทราบขอรับ"
คล้อยบ่ายจนกระทั่งแสงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกขณะ กองผ้าผืนสุดท้ายถูกยกขึ้นจากลำธาร หยดน้ำไหลผ่านปลายนิ้วที่แดงช้ำ ก่อนลู่จินจะสะบัดผ้าเบา ๆ แล้วพาดลงบนราวไม้ ลมเย็นพัดผ่านจนชายแขนเสื้อเปียกแนบกับข้อมือ
หลิวมามาเดินตรวจงานช้า ๆ พลางหยิบผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาคลี่ดู คราบด่างหมดจด รอยยับไร้ร่องรอย นางวางผ้าลงโดยไม่พูดสิ่งใด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงเรียบ "ฝีมือใช้ได้"
คำชมสั้น ๆ นั้นทำให้สาวใช้หลายคนหันมอง หลิวมามาเป็นคนเข้มงวด ผู้ใดได้ยินคำเช่นนี้จากปากนางนับว่ายากยิ่ง ลู่จินเพียงค้อมศีรษะ "ขอบคุณเจ้าค่ะ"
หลิวมามาเหลือบมองหญิงสาวอีกครั้ง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มเครื่องประทินจนงดงามบัดนี้สะอาดเกลี้ยง เส้นผมเกล้าเรียบง่าย เสื้อผ้าเปียกชื้นไปกว่าครึ่ง แม้สภาพจะดูอิดโรย แต่นางกลับยังยืนหลังตรง ราวกับความลำบากตรงหน้าทำอะไรนางไม่ได้เลย
รุ่งเช้า หมอกบางปกคลุมลำธารหลังเรือนซักล้าง ลู่จินมาถึงก่อนผู้ใด นางก่อไฟต้มน้ำ ยกถังไม้เรียงไว้ริมลาน ก่อนค่อย ๆ นั่งลงซ่อมชายผ้าที่ขาดด้วยเข็มด้ายเส้นเล็ก
ปลายนิ้วที่มีรอยแตกจับเข็มอย่างมั่นคง เลือดซึมออกจากแผลเก่าเพียงเล็กน้อย หยดเลือดเปื้อนบนผ้าขาว นางใช้น้ำล้างออก แล้วเย็บต่อราวกับเป็นเรื่องปกติ
เสียงฝีเท้าหนักรีบเร่งดังมาจากด้านหลัง สาวใช้คนหนึ่งประคองเด็กสาวอายุราวสิบห้าปีเดินเข้ามา ใบหน้าของเด็กสาวซีดขาว ริมฝีปากสั่นเทา "พี่ลู่"
ลู่จินรีบวางเข็มด้ายลง "เกิดอะไรขึ้น"
"เมื่อคืนยกน้ำร้อน" สาวใช้อีกคนรีบตอบ "โดนไอน้ำลวกเจ้าค่ะ"
เด็กสาวยกมือขึ้นช้า ๆ หลังมือแดงจัด มีตุ่มน้ำใสหลายแห่งเริ่มพองขึ้น
ลู่จินก้มลงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหยิบอ่างน้ำเย็น "แช่มือลงไป"
เด็กสาวทำตามทันที ลู่จินเดินไปยังชั้นไม้เก่ามุมห้อง หยิบใบว่านหางจระเข้ที่หลิวมามาเก็บไว้สำหรับรักษาแผล นางใช้มีดเล็กเฉือนเปลือกออก ก่อนตักวุ้นใสลงบนผ้าสะอาด ทุกการเคลื่อนไหวเป็นระเบียบ ช้า แม่นยำ
สาวใช้ที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ มองหน้ากัน "เจ้าทำเป็นหรือ"
ลู่จินมิได้เงยหน้า "เมื่อก่อนเคยเรียนมาบ้าง" นางพันผ้าให้เด็กสาวเบา ๆ "วันนี้อย่าเพิ่งจับของร้อน"
เด็กสาวก้มศีรษะหลายครั้ง "ขอบคุณเจ้าค่ะ หากมิใช่พี่" เสียงนั้นค่อย ๆ เบาลง
ลู่จินเพียงยิ้มบาง "ไปพักเถิด"
เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของผู้หนึ่ง หลิวมามายืนอยู่ใต้ชายคา นางมองผ้าพันแผลบนมือเด็กสาว ก่อนหันมองลู่จิน สายตาที่เคยแข็งกระด้างอ่อนลงเล็กน้อย "เจ้า"
ลู่จินลุกขึ้นค้อมกาย "เจ้าค่ะ"
หลิวมามาโยนกุญแจห้องเก็บสมุนไพรมาให้นาง "ตั้งแต่นี้ หากผู้ใดมีแผล เจ้าดูแล"
ลู่จินรับกุญแจไว้ทั้งสองมือ "ขอบคุณเจ้าค่ะ"
หลิวมามาไม่ตอบ นางหมุนตัวเดินจากไป แต่ก่อนก้าวพ้นประตู กลับเอ่ยขึ้นโดยมิได้หันหลัง "เรือนซักล้างมิได้เลี้ยงคนเกียจคร้าน ผู้ใดทำงานจริง ย่อมมีที่ยืน"
ลู่จินมองแผ่นหลังของหลิวมามา ก่อนกำกุญแจในมือเบา ๆ นี่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่นางเข้ามาในจวนแห่งนี้ ที่มีผู้มอบความไว้วางใจให้นาง แม้จะเป็นเพียงกุญแจดอกเล็ก ๆ ของเรือนซักล้างก็ตาม
หลิวมามาจากไปแล้ว เรือนซักล้างกลับเข้าสู่ความวุ่นวายดังเดิม เสียงไม้ตีผ้า เสียงน้ำสาด และไอน้ำจากหม้อต้มผ้าลอยคลุ้งไปทั่วลาน
ลู่จินเก็บกุญแจดอกเล็กไว้ในชายแขนเสื้อ ก่อนยกถังน้ำเดินไปยังห้องเก็บสมุนไพร ห้องหลังนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ ชั้นไม้สามแถวเรียงชิดผนัง วางโถกระเบื้องและห่อยาแห้งไว้เป็นระเบียบ
นางเปิดฝาโถทีละใบ กลิ่นเก๊กฮวยแห้ง โกฐน้ำเต้า และเปลือกหวงป๋อคละเคล้ากันอยู่ในอากาศ ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านฉลากไม้ทีละอัน แม้เจ้าของร่างเดิมจะรู้จักสมุนไพรอยู่บ้าง แต่ความรู้จากโลกเดิมช่วยให้นางแยกตัวยาและสรรพคุณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นางจัดเรียงโถที่วางสับสนกลับเข้าที่เดิมอย่างเงียบ ๆ
ใกล้เที่ยงวัน แดดเริ่มแรงขึ้น หลิวมามาเดินตรวจงานอีกครั้ง ครั้นผ่านห้องเก็บสมุนไพร นางชะงักฝีเท้า
โถยาทุกใบถูกจัดเรียงใหม่ ตัวยาถูกแยกตามสรรพคุณ ป้ายไม้ที่เลือนรางถูกเช็ดจนสะอาด แม้แต่สมุดบันทึกการเบิกยาที่ปล่อยวางไว้หลายเดือน ก็ถูกจัดวางเป็นระเบียบ
หลิวมามาเหลือบมองลู่จิน หญิงสาวกำลังนั่งบดสมุนไพรอยู่ริมหน้าต่าง เสียงครกหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ "ผู้ใดสั่งให้เจ้าจัด"
ลู่จินวางสากลง "บ่าวเห็นว่าหากจัดใหม่ เวลาหยิบยาจะสะดวกกว่าเจ้าค่ะ"
หลิวมามาเดินเข้าไปหยิบโถใบหนึ่งขึ้นดู ไร้ฝุ่น ไม่มีเศษสมุนไพรตกค้าง นางพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
"ใส่ใจไม่เลว" หลิวมามาเอ่ยเสียงเรียบ สายตาปรายมองกุญแจห้องสมุนไพรในมือลู่จิน "ดูแลที่นี่ให้ดี อย่าให้มีสิ่งใดสูญหาย"
ลู่จินค้อมศีรษะ "บ่าวจะระวังเจ้าค่ะ"
หลิวมามาไม่พูดสิ่งใดต่อ เพียงหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ
ช่วงบ่าย รถม้าสี่คันเคลื่อนผ่านประตูใหญ่ของจวน เสียงประกาศของพ่อบ้านดังไปทั่ว "คุณหนูหลิ่วถึงแล้ว"
บ่าวรับใช้ทั้งจวนรีบเรียงแถวสองข้างทาง ลู่จินยืนอยู่ท้ายแถวของเรือนซักล้าง นางก้มหน้าตามธรรมเนียม
ผ้าม่านสีแดงบนรถม้าค่อย ๆ ถูกเปิดออก รองเท้าปักไหมสีขาวคู่หนึ่งแตะพื้นหินอย่างแผ่วเบา สตรีในอาภรณ์สีครามอ่อนก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ปิ่นหยกบนมวยผมสะท้อนแสงแดดยามบ่าย ใบหน้างดงามเย็นเยียบ สายตาคมกริบกวาดมองผู้คนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
คุณหนูหลิ่วเฟย ว่าที่ชายาแห่งจวนชินอ๋อง
นางเดินผ่านแถวบ่าวรับใช้ช้า ๆ ทุกคนก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม กระทั่งฝีเท้าหยุดอยู่ตรงหน้าลู่จิน ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั่วลาน
หลิ่วเฟยมองหญิงสาวที่ก้มหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ "เงยหน้าขึ้น"
ลู่จินค่อย ๆ เงยหน้าตามคำสั่ง สายตาของคนทั้งสองประสานกันเป็นครั้งแรก หลิ่วเฟยมองใบหน้างดงามตรงหน้าอยู่นาน งามจริง งามกว่าคำร่ำลือเสียอีก ริมฝีปากของนางยกขึ้นเพียงนิด "เจ้าคือลู่จิน"
มิใช่คำถาม หากเป็นการยืนยัน
ลู่จินประสานมือค้อมกาย "เจ้าค่ะ"
หลิ่วเฟยพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเดินผ่านนางไป ตลอดเวลานั้น นางมิได้หันกลับมามองลู่จินอีกแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ทันทีที่ก้าวขึ้นบันไดตำหนักตะวันออก หลิ่วเฟยกลับเอ่ยกับสาวใช้คนสนิทโดยมิได้ลดเสียง "สาวใช้อุ่นเตียง ต่อให้ต่ำต้อยเพียงใด หากปล่อยไว้ใกล้ตัวบุรุษ ย่อมเป็นเสี้ยนหนาม"
สาวใช้ด้านข้างค้อมศีรษะรับคำ "บ่าวเข้าใจเจ้าค่ะ"
สายลมพัดผ่านลานหินอีกครั้ง ลู่จินยังคงก้มหน้าอยู่ที่เดิม นางรู้ดี นับตั้งแต่วันนี้ ชีวิตในจวนชินอ๋องจะยากกว่าเดิมหลายเท่า
หลิ่วเฟยก้าวขึ้นบันไดตำหนักตะวันออกโดยมิหันกลับมาอีก ชายกระโปรงผ้าไหมสีครามกวาดผ่านพื้นหินอย่างแผ่วเบา บ่าวรับใช้ทั้งลานยังคงก้มหน้าอยู่ในท่าเดิม กระทั่งเสียงฝีเท้าของว่าที่ชายาค่อย ๆ เลือนหาย ทุกคนจึงกล้าผ่อนลมหายใจ
หลิวมามาตบมือหนึ่งครั้ง "แยกย้าย"
ผู้คนรีบกลับไปทำงานของตน ลู่จินยกกะละมังผ้าขึ้นแนบอก เดินกลับเรือนซักล้างโดยมิได้เหลียวมองตำหนักตะวันออกอีก
บ่ายคล้อย แดดอ่อนลงเล็กน้อย เสียงน้ำไหลดังสม่ำเสมออยู่ริมลำธาร
ลู่จินนั่งคุกเข่าซักอาภรณ์สีดำปักดิ้นเงินของเฟิ่งอี้อย่างระมัดระวัง ผ้าผืนนี้ราคาแพง หากเสียหายเพียงนิด ผู้รับผิดชอบย่อมถูกลงโทษ นางค่อย ๆ ชะล้างคราบฝุ่นออกจากชายแขนเสื้อ ก่อนใช้ผ้าสะอาดซับน้ำทีละส่วน ทุกการเคลื่อนไหวสุขุมจนหลิวมามาที่เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ พยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
เสียงฝีเท้าหนักรีบเร่งดังมาจากหน้าลาน เฉินอันเดินเข้ามา สีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม บรรดาสาวใช้ต่างรีบค้อมกายทำความเคารพ เขากวาดสายตามาหยุดที่ลู่จิน "ท่านอ๋องมีรับสั่ง"
ลู่จินลุกขึ้นช้า ๆ "เจ้าค่ะ"
"หลังยามโหย่ว ไปตำหนักหลัก"
"เจ้าค่ะ"
นางตอบรับเพียงสั้น ๆ มิได้ถามเหตุผล เฉินอันมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายจากไป
เมื่อเงาร่างของเขาลับตา สาวใช้หลายคนจึงเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ "เพิ่งย้ายมาเพียงวันเดียว" "ท่านอ๋องก็เรียกอีกแล้ว" "หรือท่านอ๋องยังตัดใจมิได้"
ลู่จินยกกะละมังกลับไปยังลำธาร นางจุ่มผ้าลงในน้ำอีกครั้ง เสียงกระซิบทั้งหมดค่อย ๆ ถูกเสียงสายน้ำกลืนหาย
ฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว โคมแดงตามระเบียงตำหนักหลักส่องแสงสลัวท่ามกลางสายลมเย็น
ลู่จินยืนอยู่หน้าประตูเรือนหนังสือ นางยกมือเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง
"เข้ามา" เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านใน
หญิงสาวผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นหมึกจีนกับไม้จันทน์ลอยอยู่ทั่วห้อง เฟิ่งอี้นั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ด้านหน้ากองเอกสารราชการวางซ้อนกันหลายฉบับ เขามิได้เงยหน้าขึ้นทันที ปล่อยให้ความเงียบทอดยาวอยู่ครู่หนึ่ง
"ปิดประตู"
ลู่จินทำตาม เสียงบานประตูไม้ประกบกันดังแผ่วเบา ห้องกว้างยิ่งเงียบกว่าเดิม
เฟิ่งอี้วางพู่กันลงช้า ๆ หมึกสีดำหยดหนึ่งซึมลงบนกระดาษขาว เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง อาภรณ์สีหม่นของเรือนซักล้างทำให้หญิงสาวดูผ่ายผอมกว่าทุกครั้ง ข้อมือทั้งสองยังมีรอยแดงจากการแช่น้ำทั้งวัน
"เข้ามา"
ลู่จินก้าวไปหยุดห่างจากโต๊ะเพียงไม่กี่ก้าว นางประสานมือค้อมกาย "ท่านอ๋องมีรับสั่งสิ่งใดเจ้าคะ"
เฟิ่งอี้ลุกขึ้น เขาเดินช้า ๆ จนมายืนตรงหน้านาง สายตาคมกวาดผ่านใบหน้าขาวนวลอย่างพินิจ "อยู่เรือนซักล้างวันแรก เป็นอย่างไร"
"ทุกอย่างเรียบร้อยเจ้าค่ะ"
"เรียบร้อย?" น้ำเสียงของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย "เจ้าถูกย้ายจากตำหนักหลักไปทำงานหนัก ก็ยังเรียกว่าดีอีกหรือ"
ลู่จินเงยหน้าขึ้นเพียงน้อย "บ่าวเป็นสาวใช้ ทำงานที่ใดก็ล้วนเป็นหน้าที่"
ดวงตาของเฟิ่งอี้พลันเย็นลง เขาก้าวเข้ามาอีกก้าว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจคั่นกลาง "เจ้ากำลังสอนข้าหรือ"
"บ่าวมิกล้า"
"เช่นนั้นเหตุใด" เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย "เจ้าจึงดูราวกับมิได้ใส่ใจสิ่งใดอีก"
ลู่จินมิได้ถอย นางเพียงลดสายตาลงอย่างสำรวม "บ่าวเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเจ้าค่ะ"
คำตอบนั้นเรียบเฉย แต่กลับทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามของเฟิ่งอี้เกร็งแน่น เขายื่นมือคว้าข้อมือของนางทันที แรงบีบทำให้รอยแดงจากการซักผ้าปวดแปลบขึ้นอีกครั้ง
ลู่จินขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย หากริมฝีปากยังปิดสนิท ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีคำอ้อนวอน
เฟิ่งอี้จ้องนางเขม็ง ราวกับกำลังรอให้หญิงสาวตรงหน้าแสดงสีหน้าเช่นเดียวกับในอดีต แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมา กลับมีเพียงความสงบนิ่งที่ยากจะอ่านออก
เฟิ่งอี้มิได้คลายมือ นิ้วทั้งห้ากระชับขึ้นอีกเล็กน้อย ปลายนิ้วของเขาสัมผัสรอยแตกบนข้อมือขาวพอดี ผิวหนังที่หยาบกร้านจากการแช่น้ำทั้งวันเสียดสีกับฝ่ามือของบุรุษผู้ไม่เคยจับสิ่งใดนอกจากกระบี่และพู่กัน เขาก้มมองรอยแผลนั้นครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง "เจ็บหรือ"
ลู่จินตอบเรียบ ๆ "เพียงรอยถลอกเจ้าค่ะ"
"เหตุใดจึงไม่ทายา"
"เดี๋ยวก็หาย"
คำตอบนั้นทำให้เฟิ่งอี้หัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะกลับเย็นเยียบกว่าทุกครั้ง "เดี๋ยวก็หาย" เขาพึมพำซ้ำราวกับกำลังพูดกับตนเอง "เมื่อก่อนปลายนิ้วถูกเข็มตำเพียงนิด เจ้าก็วิ่งมาหาข้า วันนี้มือแทบแตกทั้งสองข้าง กลับบอกว่าเดี๋ยวก็หาย"
ลู่จินมิได้ตอบ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
เฟิ่งอี้ปล่อยข้อมือนางอย่างกะทันหัน แรงเหวี่ยงทำให้ร่างบางเซถอยไปครึ่งก้าว "ถอดเสื้อ"
คำสั่งนั้นดังขึ้นอย่างไร้อารมณ์ ลู่จินชะงักเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนประสานมือค้อมกาย "เจ้าค่ะ"
นางปลดสายคาดเอวออกช้า ๆ อาภรณ์ชั้นนอกค่อย ๆ หลุดจากบ่า เผยให้เห็นเสื้อชั้นในสีขาวเรียบง่าย
เฟิ่งอี้เดินเข้ามาอีกครั้ง เขาใช้นิ้วชี้เชยปลายคางของนางขึ้น "มองข้า"
ดวงตาคู่งามค่อย ๆ เงยขึ้นตามคำสั่ง ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม เฟิ่งอี้จ้องมองอยู่เนิ่นนาน เขาต้องการเห็นความน้อยใจ ต้องการเห็นน้ำตา ต้องการให้นางถามว่าเหตุใดจึงยอมให้ผู้อื่นรังแก แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า กลับเป็นหญิงสาวผู้ยอมรับทุกสิ่งราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ความนิ่งนั้นค่อย ๆ เผาผลาญความอดทนของเขาทีละน้อย
"เหตุใด" เสียงของเขาแหบต่ำ "เหตุใดเจ้าจึงเปลี่ยนไป"
ลู่จินทอดสายตามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างนอบน้อม "คนเราย่อมเติบโตเจ้าค่ะ"
เพียงประโยคเดียว แววตาของเฟิ่งอี้พลันแข็งกร้าว เขาเหวี่ยงร่างบางเข้าหาชั้นหนังสือเต็มแรง เสียงไม้กระทบดังตึง สะท้อนทั่วห้องหนังสืออันเงียบงัน ลู่จินยกมือขึ้นยันแผ่นไม้ไว้แน่นเพื่อประคองตัว ทว่าบุรุษเบื้องหน้ากลับทาบฝ่ามือใหญ่กักตัวนางไว้ทั้งสองด้าน บีบหนทางหลบเลี่ยงจนไร้ช่องว่าง
"เติบโต" เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสายตาแทบประสานกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มซีด "หรือหมดรักข้าแล้ว"
ลู่จินมิได้เบือนหน้าหนี นางมองสบสายตาที่ดุดันของเขาอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากความประหม่าและความเคลิบเคลิ้มดังวันวาน ริมฝีปากบางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"ความคิดของบ่าวหาใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือรับใช้ท่านอ๋องให้สมหน้าที่"
คำตอบเรียบเฉยนั้นเหมือนคมมีดบาง กรีดผ่านความเย่อหยิ่งของเฟิ่งอี้อย่างช้า ๆ เขาไม่ต้องการสาวใช้ที่ทำเพียงรับคำสั่ง เขาต้องการลู่จินคนเดิม คนที่เฝ้ารอเขาทุกคืน คนที่ยิ้มหวานเพียงเพราะเขาปรายตามอง คนที่ยินยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา ทว่าหญิงสาวตรงหน้ากลับปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์แบบ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวคือ การมอบหัวใจให้เขา
ความตึงเครียดแผ่ปกคลุมห้องอับแสง เฟิ่งอี้จ้องมองดวงตาคู่งามที่บัดนี้เรียบนิ่ง ไร้ระลอกคลื่นแห่งความรัก อารมณ์ดิบในอกเดือดพล่าน ความดื้อรั้นอย่างนิ่งสงบของนางกำลังท้าทายอำนาจในมือเขาอย่างรุนแรง
"รับใช้ให้สมหน้าที่อย่างนั้นหรือ" เฟิ่งอี้เค้นเสียงต่ำในลำคอ แววตาคมกริบฉายรังสีครอบครองอย่างเผ็ดร้อน "เช่นนั้นก็ทำให้ข้าเห็น ว่าเจ้าจะทำหน้าที่ของสาวใช้อุ่นเตียงได้ดีเพียงใด"
เขากระชากสายคาดเอวของนางออกอย่างแรงในรวดเดียว อาภรณ์ชั้นนอกหลุดร่วงลงกองบนพื้นหินเย็นเยียบ เฟิ่งอี้ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งตัว เขาทาบริมฝีปากลงมาอย่างดุดัน ร้อนแรง กดเน้นและบีบบังคับเพื่อลงโทษ บดเบียดความต้องการเข้าหาอย่างรุนแรง ฝ่ามือใหญ่สอดแทรกผ่านเนื้อผ้าชั้นใน ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียน รวบเรือนร่างบอบบางเข้าชิดอกแกร่งจนแทบไร้ช่องว่าง ลมหายใจของคนทั้งคู่กระชั้นชิดทับซ้อนกันท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน
สัมผัสอันหนักหน่วยถาโถมเข้าใส่โดยไร้ความปรานี เฟิ่งอี้แทรกร่างกายเข้าหาลู่จินอย่างลึกซึ้งและดุเดือด เสียงเนื้อกระทบกันแว่วหวานระคนรุนแรงดังระงมทั่วห้องพัก ลมหายใจถี่กระชั้นของเขาเป่ารดบ่าบอบบาง ขณะที่เอวสอบบดเบียดเน้นย้ำทุกจังหวะเข้าหาความนุ่มเย้ายวนอย่างเอาแต่ใจ
มือหนาตรึงข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้เหนือศีรษะ ร่างกายของลู่จินสั่นคลอนไปตามแรงอารมณ์ที่เขายัดเยียดให้ ความร้อนผ่าวไหลเวียนสอดประสานแทรกซึมไปทั่วทุกอณูสัมผัส ร่างกายของนางบีบรัดตอบสนองความใหญ่โตตามสัญชาตญาณ เสียงหายใจติดขัดกระเส่าผสานกับเสียงก้องกังวานของแรงปะทะที่สอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง เขากดสะโพกเน้นย้ำเข้าหาจุดกระสันครั้งแล้วครั้งเล่า หวังให้ร่างเล็กใต้เรือนร่างตื่นตระหนกหรือบิดเกร็งด้วยความรัญจวนใจ
เฟิ่งอี้โน้มกายลงมาบดจูบร้อนแรง ดูดดึงริมฝีปากบางอย่างหิวโหย บดขยี้ความนุ่มเนียนเพื่อตักตักตักเอาเสียงครางที่ควรจะโหยหา ทว่าท่ามกลางการโหมกระหน่ำอันรุ่มร้อนและยาวนาน ดวงตาคู่งามของลู่จิน กลับยังคงลืมขึ้นมองสบสายตาเขาในระยะกระชั้นชิด
แววตาคู่นั้นนิ่งสงบ ไร้ร่องรอยของหยาดน้ำตา ไร้ความอ้อนวอน และไร้ไออุ่นแห่งความรักอย่างที่เคยมี สะท้อนเพียงภาพความคลั่งไคล้ของเขาอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งเอวสอบขับเคลื่อนเคี่ยวรุนแรงเพื่อเอาชนะทางร่างกายมากเท่าไร ความเงียบงันในดวงตาของนางกลับยิ่งตบหน้าความเย่อหยิ่งของเขาให้กระจัดกระจาย
สัมผัสอันหนักหน่วงถาโถมเข้าใส่โดยไร้ความปรานี เฟิ่งอี้พลิกร่างบางให้หันหลัง ตรึงสะโพกมนของลู่จิน ให้อยู่ในท่ารับแรงอารมณ์ ก่อนจะแทรกร่างกายเข้าหาทางด้านหลังอย่างลึกซึ้งและดุเดือด เสียงเนื้อกระทบกันแว่วหวานระคนรุนแรงดังระงมทั่วห้องพัก ลมหายใจถี่กระชั้นของเขาเป่ารดบ่าบอบบาง ขณะที่เอวสอบบดเบียดเน้นย้ำทุกจังหวะเข้าหาความนุ่มเย้ายวนอย่างเอาแต่ใจ
มือหนาข้างหนึ่งยึดสะโพกบางไว้แน่น ส่วนอีกมือรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไพร่ไว้ด้านหลัง ร่างกายของลู่จินสั่นคลอนไปตามแรงอารมณ์ที่เขายัดเยียดให้ ความร้อนผ่าวไหลเวียนสอดประสานแทรกซึมไปทั่วทุกอณูสัมผัส ร่างกายของนางบีบรัดตอบสนองความใหญ่โตตามสัญชาตญาณ เสียงหายใจติดขัดกระเส่าผสานกับเสียงก้องกังวานของแรงปะทะที่สอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง เขากดสะโพกเน้นย้ำเข้าหาจุดกระสันครั้งแล้วครั้งเล่า หวังให้ร่างเล็กใต้เรือนร่างตื่นตระหนกหรือบิดเกร็งด้วยความรัญจวนใจ
เฟิ่งอี้โน้มตัวลงแนบแผ่นหลังบาง เอี้ยวใบหน้าเข้ามาบดจูบร้อนแรง ดูดดึงริมฝีปากบางอย่างหิวโหย บดขยี้ความนุ่มเนียนเพื่อตักตวงเอาเสียงครางที่ควรจะโหยหา ทว่าท่ามกลางการโหมกระหน่ำอันรุ่มร้อนและยาวนาน ลู่จินกลับทำเพียงเบือนหน้ากลับมาเล็กน้อย ดวงตาคู่งามของนางลืมขึ้นมองสบสายตาเขาในระยะกระชั้นชิดอีกครั้ง
เฟิ่งอี้กระแทกเน้นย้ำตัวตนลึกที่สุดเข้าหาอีกครั้ง แรงอารมณ์อันร้อนรุ่มโหมกระหน่ำจนถึงจุดสูงสุด ร่างกายของนางตึงเกร็งรับโอมกอดอันดุเดือดนั้นไว้ทุกหยาดหยด หากแต่ความรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจเขากลับยิ่งกัดกินลึกลงไป เมื่อรู้แน่ชัดว่าสิ่งที่เขากำลังถือครองอยู่นั้น มีเพียงเปลือกนอกที่ไร้ซึ่งหัวใจของนาง
เฟิ่งอี้โถมกายเข้าหาความนุ่มเย้ายวนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะค่อยๆ ถอนกายตนออกจากความแคบอุ่นที่บีบรัดแน่น ยามที่ความอุ่นร้อนถอนถอยออกไป ลู่จินทอดกายร่วบลงกับพื้นตั่งอย่างหมดแรง หยาดหยดน้ำอุ่นรุ่มร้อนที่เขาฝากฝังไว้ภายในค่อยๆ ไหลซึมย้อยลงมาตามท่อนขาเรียวเนียน ตัดกับผิวขาวกระจ่างภายใต้แสงจันทร์ชวนให้มอง
เฟิ่งอี้มองหยาดน้ำรักที่ไหลย้อยลงมาตามปลกขาของนางด้วยสายตาเข้มจัด ก่อนจะหมุนตัวผละออกจากเรือนร่างนั้น แสงจันทร์สาดผ่านหน้าต่าง ตกกระทบไหล่กว้างของบุรุษในอาภรณ์สีดำ เฟิ่งอี้เดินผ่านนางไปยังตั่งไม้ริมหน้าต่าง เขายกมือปลดสายรัดข้อมือออกทีละข้าง เสียงหนังเสียดสีกันดังแผ่วเบา
"เข้ามา"
ลู่จินสูดหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ร่างกายที่เพิ่งผ่านศึกหนักยังคงสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกเปียกชื้นอยู่ระหว่างเรียวขาทำให้ทุกการขยับตัวเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่นางก็ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าที่เปรอะรอยยับให้เข้าที่อย่างใจเย็น ซ่อนหยาดน้ำและร่องรอยการเคี่ยวฟันไว้ภายใต้ผืนผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวไปหยุดข้างตั่ง คุกเข่าลงอย่างสำรวม ยื่นมือไปคลายสายคาดเอวของเขาตามหน้าที่ ทุกการเคลื่อนไหวเรียบร้อย นิ่ง ปราศจากความประหม่า
เฟิ่งอี้ก้มมองปลายนิ้วที่กำลังจัดอาภรณ์ให้ตน ปลายนิ้วเรียวนั้นเคลื่อนไหวเป็นระเบียบ เรียบเฉย ไร้ร่องรอยความประหม่าอย่างที่เคยเป็น มือคู่นี้เพียงทำหน้าที่ของตนเองให้เสร็จสิ้นไปเท่านั้น
"ลู่จิน"
เจ้าของชื่อหยุดมือ "เจ้าคะ"
"หากวันหนึ่งข้าปล่อยเจ้าออกจากจวน" นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น "เจ้าจะไปหรือ"
ความเงียบครอบคลุมตั่งริมหน้าต่าง ลู่จินลดสายตากลับลงจัดชายแขนเสื้อของเขาให้เรียบตรง ไม่มีความลังเลในกิริยา ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบราบ
"บ่าวเป็นคนของจวนอ๋อง อนาคตย่อมขึ้นอยู่กับคำสั่งของท่านอ๋องเจ้าค่ะ"
เฟิ่งอี้คว้าข้อมือของนางไว้ แรงบีบหนักหน่วงเพื่อเค้นหาความสั่นไหวในสายตา "ข้าถามว่าเจ้าจะไปหรือไม่"
ดวงตาคู่งามสบมองเขาตรงๆ ไร้รอยแผล ไร้ความรัก และไร้ความกลัว นางตอบกลับเสียงเบาแต่ชัดเจนทุกคำ
"หากท่านอ๋องอนุญาต บ่าวจะไปเจ้าค่ะ"
มือของเฟิ่งอี้เกร็งแน่นขึ้น คลายแรงบีบที่ข้อมือออกช้าๆ "ไปแล้ว เจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อ"
ลู่จินค่อยๆ ถอนมือกลับเข้าหาตัวอย่างนุ่มนวล "บ่าวจะไปใช้ชีวิตของบ่าวเจ้าค่ะ"
"ในชีวิตนั้น มีข้าหรือไม่"
"ท่านอ๋องเป็นเจ้านาย บ่าวเป็นสาวใช้ เพียงเท่านี้เจ้าค่ะ"
ประโยคสั้นๆ ตอกย้ำขอบเขตชัดเจน เฟิ่งอี้ผลักมือออก หันหลังเดินตรงไปยังหน้าต่าง ลมกลางคืนพัดชายอาภรณ์สีดำพลิ้วไหว เขายืนนิ่งมองความมืดด้านนอก
"ออกไป" น้ำเสียงราบเรียบติดห้วน
ลู่จินค้อมกาย "บ่าวขอตัวเจ้าค่ะ"
นางเก็บอาภรณ์ที่พับไว้เรียบร้อย วางลงบนโต๊ะเตี้ย ก่อนถอยหลังสามก้าวแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างสงบ
เสียงประตูไม้ปิดลงเบาๆ เฟิ่งอี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กลิ่นหอมอ่อนจางของสมุนไพรยังคงตกค้างอยู่ในอากาศ เขากำมือแน่นจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดโปน สายตามองตรงไปข้างหน้าด้วยความเคืองขุ่นที่ไม่อาจควบคุมสิ่งใดในตัวนางได้อีกต่อไป
เฉินอันเคาะประตูจากด้านนอก "ท่านอ๋อง"
"เข้ามา"
เฉินอันผลักประตูเข้ามา ก่อนค้อมกาย "ตำหนักตะวันออกส่งคนมาทูลถาม กำหนดการตรวจสินเดิมพรุ่งนี้ขอรับ"
เฟิ่งอี้มิได้ตอบในทันที สายตาของเขายังคงทอดออกไปยังหน้าต่างด้วยความหงุดหงิดระคนโกรธเกรี้ยวที่ตักตวงสิ่งใดจากนางไม่ได้สักอย่าง "เฉินอัน"
"ขอรับ"
"ลู่จินอยู่เรือนซักล้าง ผู้ใดเสนอ"
เฉินอันชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อรับรู้ถึงรังสีความกดดัน "เป็นความประสงค์คุณหนูหลิ่วขอรับ แม่บ้านซุนเพียงรับคำสั่ง"
เฟิ่งอี้แค่นยิ้มเย็น เขากวาดมือปัดถ้วยชาถ้วยนั้นตกกระแทกพื้นจนแตกกระจายอย่างไม่แยแส
"ใครสั่งให้ย้ายนางไปสบายเช่นนั้น ให้คนไปสั่งแม่บ้านซุน ขจัดงานหนักๆ ให้นางทำเสียให้หมด อย่าให้นางมีเวลาว่างแม้แต่ลมหายใจเดียว"
เฉินอันเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ "แต่หากทำเช่นนั้น ร่างกายของนางอาจจะ"
เฟิ่งอี้ปรายสายตาดุดันมองกลับมา น้ำเสียงเข้มจัดไร้ความปรานี "ข้าสั่งสิ่งใด ก็ไปจัดการตามนั้น"
เฉินอันรีบก้มศีรษะ "ข้าน้อยเข้าใจแล้ว"
เรือนซักล้างเงียบกว่าทุกคืน สาวใช้ต่างแยกย้ายกลับห้องพักหลังเสร็จงาน ลู่จินนั่งอยู่หน้าตั่งไม้ตัวเล็ก นางค่อย ๆ ล้างมือในอ่างน้ำ น้ำใสค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงจาง รอยแตกที่ฝ่ามือแสบจนปลายนิ้วชา
หญิงสาวหยิบตลับยาสมุนไพรขึ้นมา ใช้นิ้วแตะยาเพียงเล็กน้อย ทาลงบนรอยแผลทีละแห่ง ทุกการกระทำเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไร้ความเร่งรีบ เมื่อปิดตลับยาแล้ว นางจึงหยิบถุงผ้าใบเล็กที่ซ่อนไว้ออกมา ข้างในมีเหรียญทองแดงเพียงไม่กี่เหรียญ
ลู่จินวางเหรียญเรียงบนตั่งไม้ หนึ่ง สอง สาม ปลายนิ้วเรียวเลื่อนไปทีละเหรียญ ก่อนเก็บกลับเข้าถุงตามเดิม แม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิด สำหรับนาง มันคือหนทางออกจากที่แห่งนี้
หญิงสาวเปิดกระดาษแผ่นเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้หมอน ตัวอักษรสามบรรทัดยังคงอยู่ครบ
หนึ่ง ทำงาน สอง เก็บเงินทุกเหรียญ สาม ตัดใจจากเฟิ่งอี้
นางมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษเก็บกลับที่เดิม แสงเทียนส่องสะท้อนดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบ ไม่มีความลังเล ไร้ความอ่อนแอ มีเพียงความมุ่งมั่นที่ค่อย ๆ หยั่งรากลึกกว่าเดิม
คืนเดียวกัน เฟิ่งอี้กลับยังตำหนักบรรทมเพียงลำพัง ตั่งไม้กว้างกลับยิ่งชวนให้โทสะในอกโหมกระพือ ภาพดวงตาเรียบเฉยที่มองสบเขาอย่างไม่แยแสผุดขึ้นมาซ้ำๆ ไม่มีความโหยหา ไม่มีความกลัว มีเพียงความว่างเปล่าที่ยั่วโทสะเขาจนอยากจะบดขยี้ให้แหลกคามือ ยิ่งนางทำตัวแข็งขืนไร้หัวใจ เขาก็ยิ่งอยากบีบบังคับให้นางคุกเข่าสยบลงตรงหน้าให้ได้
รุ่งเช้า ก่อนแสงอาทิตย์จะส่องพ้นกำแพงจวน คำสั่งฉบับหนึ่งถูกส่งไปยังเรือนซักล้างด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจของเจ้านายผู้ไม่เคยโดนขัดใจ
"ลู่จินยังคงประจำเรือนซักล้างและต้องทำงานหนักทุกอย่างเช่นเดิม แต่ทุกคืน หลังเสร็จงาน ให้เข้ามาปรนนิบัติรับใช้ในห้องบรรทม ห้ามขาดแม้แต่คืนเดียว"
แม่บ้านซุนอ่านคำสั่งจบ พลางเงยหน้ามองลู่จิน หญิงสาวเพียงประสานมือรับคำเรียบร้อย "บ่าวรับทราบเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่ง ราวกับคำสั่งกลั่นแกล้งฉบับนั้นมิอาจสร้างระลอกคลื่นใดในหัวใจของนาง ทว่าอีกฟากหนึ่งของจวน เฟิ่งอี้กลับยิ้มพรายด้วยความสะใจ เขาจะใช้อำนาจและฐานะเจ้านายกดข่ม จองจำ และบีบคั้นนางไว้ตรงนี้ ให้รู้ว่านางไม่มีวันหนีรอดไปจากมือของเขาได้