LOGINแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ หลินเซวียนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ความรู้สึกแรกคือความอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกาย ผิดกับทุกเช้าที่มักจะตื่นมาพร้อมกับความหนาวสั่นและอาการปวดร้าวตามแนวกระดูก
เตียงฝั่งข้างๆ ว่างเปล่าและเย็นชืดไปแล้ว บ่งบอกว่าเจ้าของร่างสูงใหญ่ลุกออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่ากลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรจางๆ ยังคงติดอยู่บนหมอนและผ้าห่ม
เมื่อคืน... เขาไม่ได้ปล่อยให้เราหนาวตายจริงๆ ด้วย
นางยิ้มบางๆ พลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง ไม่นานนัก สาวใช้ประจำเรือนก็ยกอ่างน้ำล้างหน้าและถาดใส่ถ้วยยาต้มสีดำสนิทเข้ามา
“คุณชายรองสั่งให้บ่าวอุ่นยาไว้รอฮูหยินเจ้าค่ะ คุณชายบอกว่าวันนี้มีคนไข้ต้องไปตรวจแต่เช้า จึงให้ฮูหยินพักผ่อนอยู่แต่ในเรือน ห้ามออกไปตากลมเด็ดขาด” สาวใช้รายงานเสียงใส ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง
หลินเซวียนมองถ้วยยาที่ส่งกลิ่นขมคอแล้วเบ้หน้า แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับจานกระเบื้องใบเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างกัน ในนั้นมี ‘ผลไม้กวน’ สีสันน่ากินวางอยู่สองสามชิ้น
นางหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
ปากบอกว่าเป็นหมอไม่ใช่คนขายขนม แต่สุดท้ายก็หาของหวานมาให้จนได้... ปากแข็งแต่ใจดีจริงๆ
หลินเซวียนกลั้นใจยกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว ความขมปร่าทำเอาน้ำตาแทบเล็ด แต่นางก็รีบหยิบผลไม้กวนเข้าปากทันที รสชาติหวานอมเปรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ช่วยล้างความขมได้อย่างชะงัด
ทว่าอารมณ์สดชื่นยามเช้าของนางกลับถูกทำลายลง เมื่อมีเสียงฝีเท้าตึงตังและเสียงแหลมสูงดังขึ้นที่หน้าประตู
“ฮูหยินรองอยู่หรือไม่? ข้ามาเยี่ยม!”
ไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต บานประตูถูกผลักออกอย่างเสียมารยาท ร่างของเจียงหย่าในชุดกระโปรงสีฉูดฉาดก็ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง พร้อมกับสาวใช้คนสนิทที่เดินตามหลังมาติดๆ
หลินเซวียนหรี่ตามองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ นางยังคงนั่งพิงหัวเตียงอยู่อย่างสบายอารมณ์ ไม่คิดจะลุกขึ้นต้อนรับให้เสียเวลา
“เช้าป่านนี้ ญาติผู้น้องมีธุระอันใดถึงได้บุกเข้ามาถึงห้องนอนผู้อื่น โดยไม่รอให้บ่าวรับใช้มารายงานก่อน?” หลินเซวียนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาฉายความเย็นชา
“แหม... พี่สะใภ้ ข้าก็แค่เป็นห่วง เห็นเมื่อวานที่โถงใหญ่ท่านหน้าซีดเซียว ข้าก็เลยนำ ‘รังนก’ มาบำรุง” เจียงหย่าเหยียดยิ้ม พลางปรายตามองสภาพของหลินเซวียนที่อยู่ในชุดตัวในบางเบา
“แต่ดูท่าทางแล้ว... คุณหนูรองที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม คงจะยังตกใจหน้ากากของพี่อวี้เซวียนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับสินะ ถึงได้ดูอิดโรยเพียงนี้”
หลินเซวียนมองปราดเดียวก็รู้ทัน ญาติผู้น้องคนนี้อาศัยจังหวะที่สามีไม่อยู่ แอบมาหาเรื่องเพื่อระบายแค้นที่โดนฉีกหน้าเมื่อวานแน่ๆ
“ขอบใจในความหวังดี” หลินเซวียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง “แต่ข้าคงรับรังนกของเจ้าไว้ไม่ได้ อาหารการกินของข้า ท่านพี่อวี้เซวียนเป็นคนดูแลจัดการให้ทั้งหมด ข้าไม่อยากแตะต้องของสุ่มสี่สุ่มห้า... โดยเฉพาะของจากคนที่ไม่น่าไว้ใจ”
“นี่ท่านหาว่าข้าจะวางยาท่านรึ!” เจียงหย่าขึ้นเสียง แสร้งทำเป็นโกรธจัด
“ข้าอุตส่าห์มีน้ำใจ แต่ท่านกลับมองข้าในแง่ร้าย สมแล้วที่มีข่าวลือว่าคุณหนูรองตระกูลหลินเอาแต่ใจและหยิ่งยโส ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!”
คำด่านั้นไม่ได้ระคายหูหญิงสาวจากภพอื่นอย่างมิลินเลยแม้แต่น้อย
นางไม่ได้โมโหจนตัวสั่น กลับกัน นางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น
“ข้าจะหยิ่งยโสอย่างไร ข้าก็คือฮูหยินที่แต่งเข้าจวนนี้อย่างถูกต้องตามประเพณี และที่สำคัญ...” หลินเซวียนช้อนตามองเจียงหย่าพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ข้าได้นอนร่วมเตียงกับบุรุษที่เจ้ารักปักใจ แต่เจ้ากลับทำได้แค่ยืนมองเขาอยู่หน้าประตูเรือน... น่าเวทนาจริงๆ ว่าไหม?”
“นังหน้าด้าน!”
เจียงหย่าสติขาดผึง ความริษยาที่อัดอั้นมานานระเบิดออก นางพุ่งตัวเข้ามาที่เตียง ง้างมือขึ้นหมายจะฟาดใบหน้าของคนที่กล้าเยาะเย้ยนาง
แต่หลินเซวียนที่จับตามองอยู่แล้วกลับเร็วกว่า
เพล้ง!
หลินเซวียนไม่ได้หลบ แต่นางจงใจปัดถ้วยชาในมือทิ้งลงพื้นจนแตกกระจาย เสียงดังสนั่นทำเอาเจียงหย่าชะงักกึก มือที่ง้างค้างอยู่กลางอากาศ
ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้สติ หลินเซวียนก็คว้าเศษกระเบื้องคมกริบชิ้นหนึ่งขึ้นมา แล้วจ่อไปที่ข้อมือของตัวเองทันที
“จะ... เจ้าจะทำอะไร!” เจียงหย่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“เจ้าคิดว่าหาก ‘ฮูหยินรอง’ เกิดมีบาดแผลเลือดตกยางออกในห้องนอนของตัวเอง ในขณะที่มีเพียงญาติผู้น้องอย่างเจ้าบุกรุกเข้ามา... คนในจวนจะคิดอย่างไร?” หลินเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ แววตานิ่งสนิทจนน่าขนลุก
“โทษของการทำร้ายฮูหยินตระกูลไป๋... ญาติผู้น้องอย่างเจ้า หรือครอบครัวของเจ้า จะแบกรับไหวหรือไม่?”
“เจ้ามันบ้า! ข้ายังไม่ได้แตะต้องตัวเจ้าเลยนะ!” เจียงหย่าก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตื่นตระหนก สตรีตรงหน้านี้ไม่ใช่คนหัวอ่อนอย่างที่คิด แต่นี่มันคนบ้าชัดๆ!
“ถ้าไม่อยากให้ข้าบ้าไปมากกว่านี้ ก็ไสหัวออกไปจากเรือนข้าซะ!” หลินเซวียนตวาดเสียงกร้าว
“และจำไว้... หากเจ้ากล้ามาลูบคมข้าอีก ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีที่ยืนในเมืองนี้เลยคอยดู!”
เจียงหย่าหน้าซีดเผือด นางไม่กล้าเอาอนาคตของตัวเองมาเสี่ยงกับคนที่กล้ากรีดเนื้อตัวเองเพื่อใส่ร้ายคนอื่นแน่ๆ ร่างในชุดฉูดฉาดกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปพร้อมสาวใช้
เมื่อแน่ใจว่าแขกไม่ได้รับเชิญพ้นไปแล้ว หลินเซวียนก็โยนเศษกระเบื้องทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะพรูลมหายใจยาวออกมา
เหนื่อยชะมัด!
ร่างกายนี้เรี่ยวแรงแทบไม่มี แค่เค้นเสียงด่าไม่กี่ประโยคก็หอบจนตัวโยน... ดีนะที่ฝีมือการแสดงที่จำมาจากซีรีส์ยังพอขู่เด็กเมื่อวานซืนให้เผ่นแน่บได้
นางทิ้งตัวลงนอนพิงหมอน หอบหายใจเบาๆ เพื่อปรับจังหวะลมหายใจ
ในขณะเดียวกัน บนกิ่งไม้ใหญ่ด้านนอกหน้าต่าง ร่างสูงผู้หนึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะพุ่งทะยานจากไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อนำความไปรายงานเจ้านายที่กำลังตรวจคนไข้อยู่ที่เรือนโอสถ...
ว่าฮูหยินคนใหม่ของเขา แม้ร่างกายจะดูบอบบางใกล้ตาย แต่กรงเล็บกลับแหลมคมยิ่งนัก!
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที
บทที่ 36เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศหน้าเรือนหอตระกูลไป๋ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกนายท่านซูและฮูหยินซู บิดามารดาของซูหว่านหว่าน เดินทางมาขอเข้าพบไป๋อวี้เซวียนตั้งแต่ฟ้าสาง ใบหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าก้าวออกมาจากเรือน ทั้งคู่ก็แทบจะทรุดตัวลงคุกเข่า“คุณชายรอง... ได้โปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน ละเว้นหว่านหว่านด้วยเถิด! นางทำไปเพราะความลุ่มหลงชั่ววูบ หากนางต้องอยู่ในคุกด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้น นางต้องตายแน่ๆ!” นายท่านซูเอ่ยปากอ้อนวอนทั้งน้ำตาไป๋อวี้เซวียนยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคยเคารพด้วยสายตาเฉยชาไร้เสี้ยวความปรานี“ไมตรีเก่าก่อนงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเค้นเสียงหยัน“บุตรสาวของพวกท่านใช้วิธีสกปรกหมายจะเอาชีวิตฮูหยินของข้า บัดนี้ภรรยาของข้านอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง... พวกท่านยังมีหน้ามาทวงถามหาไมตรีอันใดอีก!”“แต่... แต่หว่านหว่านเคยบริจาคเงินช่วยเหลือคนไข้ของท่าน...” ฮูหยินซูพยายามยกเรื่องในอดีตขึ้นมาอ้าง“เรื่องนั้นตระกูลไป๋ขอจัดการเอง!”เสียงทรงอำนาจของฮูหยินใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋อวี้เซวียนรีบหลีกทางให้มารดาข
บทที่ 35ภายในห้องนอนอันเงียบสงัด เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของจิ่นอวิ๋นดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ร่างของผู้คุ้มกันหนุ่มคุกเข่าลงข้างเตียง ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณชายรองขอรับ... คนของเราจับตัวผู้บงการได้แล้วขอรับ!”ไป๋อวี้เซวียนที่กำลังกุมมืออันไร้ไออุ่นของภรรยาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยแดงก่ำและว่างเปล่าค่อยๆ ช้อนขึ้นมองลูกน้องคนสนิท“ว่ามา...” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ทว่าแฝงประกายโทสะอันน่าสะพรึงกลัวจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งชวนอึดอัด“เด็กขอทานที่วิ่งชนฮูหยินรองตกน้ำ ถูกมือสังหารลอบฆ่าปิดปาก โชคดีที่คนของเราดักซุ่มอยู่จึงช่วยเด็กไว้ได้ทันและรวบตัวมือสังหารได้ทั้งคู่ขอรับ... จากการเค้นคอสอบสวน เด็กขอทานสารภาพว่ามีสตรีผู้หนึ่งมอบเงินก้อนโตสั่งให้มันวิ่งชนฮูหยิน และป้ายหยกประจำตัวที่ริบได้จากอกเสื้อของมือสังหาร... เป็นคนของจวนตระกูลซูขอรับ!”เคร้ง!ป้ายหยกสลักอักษร ‘ซู’ ถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียงวิญญาณของหลินเซวียนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังสามีเบิกตากว้าง แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผู้นี้มารยาและร้ายกาจ แต่ไม่คิดว่าจะเหี้ยมโหดถึงขั้นจ้างวานฆ่าคนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไป๋อวี้เซวียนจ้องมอ







