LOGINณ เรือนโอสถของตระกูลไป๋ กลิ่นสมุนไพรหลายสิบชนิดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไป๋อวี้เซวียนในชุดคลุมสีขาวสะอาดตากำลังนั่งคัดแยกเทียบยาและตรวจบันทึกอาการของคนไข้อย่างสงบ ใบหน้าครึ่งบนยังคงสวมหน้ากากไม้แกะสลักไว้เช่นเคย
ทว่าความเงียบสงบก็ถูกแทรกด้วยเงาสายหนึ่งที่พุ่งทะยานลงมาจากหลังคาอย่างไร้เสียง ‘จิ่นอวิ๋น’ ผู้คุ้มกันคนสนิทคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย
“เรียนคุณชายรอง ที่เรือนหอเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อยขอรับ”
มือหนาที่กำลังจรดพู่กันชะงักไปชั่วครู่ “เจียงหย่าไปหาเรื่องนางรึ?”
เขาคาดเดาได้ไม่ยาก ในจวนตระกูลไป๋แห่งนี้ คนที่กล้าสร้างความวุ่นวายและตั้งตนเป็นศัตรูกับฮูหยินของเขาก็มีเพียงญาติผู้น้องจอมเอาแต่ใจผู้นั้นคนเดียว
“เป็นเช่นนั้นขอรับ คุณหนูเจียงหย่าบุกเข้าไปในห้องนอนและพูดจาถากถางฮูหยินรอง...” จิ่นอวิ๋นเว้นจังหวะไปเล็กน้อย คล้ายกำลังเรียบเรียงคำพูด
“ทว่าฮูหยินรองไม่ได้ถูกรังแก ซ้ำยัง... ตอกกลับจนคุณหนูเจียงหย่าแทบกระอักเลือดขอรับ”
ผู้คุ้มกันคนสนิทรายงานบทสนทนาและเหตุการณ์ที่หลินเซวียนทุบถ้วยชาเพื่อใช้เศษกระเบื้องข่มขู่เจียงหย่าอย่างละเอียดทุกคำ
เมื่อเล่าจบ บรรยากาศภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ จิ่นอวิ๋นลอบกลืนน้ำลาย ไม่แน่ใจว่าเจ้านายจะโกรธเคืองที่ฮูหยินคนใหม่มีนิสัยร้ายกาจเกินสตรีทั่วไปหรือไม่
ทว่า... เสียงทุ้มต่ำกลับหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ
ไป๋อวี้เซวียนวางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก นัยน์ตาคมกริบใต้หน้ากากพราวระยับไปด้วยความขบขันและพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
“นางกล้าเอ่ยปากข่มขู่ด้วยสถานะฮูหยินของข้าเชียวรึ... ช่างเป็นสตรีที่รู้จักใช้สถานการณ์ได้เก่งกาจนัก”
ชายหนุ่มส่ายหน้า ร่างกายที่บอบบางจนแทบปลิวลมเช่นนั้น หากใช้กำลัง ย่อมนางพ่ายแพ้แก่เจียงหย่าตั้งแต่กระบวนท่าแรก แต่การใช้สมองและกฎเกณฑ์ของจวนมาเป็นเกราะกำบัง ซ้ำยังกล้าข่มขู่ด้วยความตาย ถือเป็นการแก้เกมที่เฉียบขาด
“คุณชายจะให้จัดการเรื่องนี้อย่างไรดีขอรับ? จะให้ส่งคนไปตักเตือนคุณหนูเจียงหย่าหรือไม่?”
“ไม่ต้อง ปล่อยให้นางจัดการเอง ข้าอยากรู้นักว่าสตรีปากกล้าผู้นี้ จะมีลูกไม้ใดมาทำให้ข้าประหลาดใจได้อีก” อวี้เซวียนลุกขึ้นยืน ปัดเศษสมุนไพรที่ติดอยู่ตามชายเสื้อออก
“ข้าจะกลับเรือน เจ้าสั่งคนไปต้มยาสูตรบำรุงหัวใจและปอดมาให้ข้าหนึ่งเทียบ”
“ขอรับ!” จิ่นอวิ๋นรับคำก่อนจะเร้นกายหายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อไป๋อวี้เซวียนผลักบานประตูห้องนอนเข้ามา
ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่สตรีร้ายกาจที่ถือเศษกระเบื้องข่มขู่คนอื่นอย่างที่ได้รับรายงาน แต่นางกำลังนอนขดตัวหลับสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้าจิ้มลิ้มซีดเซียวลงกว่าเมื่อเช้า ลมหายใจเข้าออกดูเหนื่อยหอบ คล้ายคนที่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปไม่น้อย
เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงบนขอบเตียงอย่างเงียบเชียบ มือหนาเอื้อมไปจับข้อมือเล็กเพื่อตรวจชีพจรตามความคุ้นชิน ชีพจรของนางเต้นเร็วและปั่นป่วน บ่งบอกว่าอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ทำให้ไอเย็นที่คั่งค้างในร่างกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว
เก่งแต่ปากจริงๆ แม่แมวป่วยตัวนี้
จังหวะที่จะสอดแขนของนางกลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม สายตาคมกริบก็สะดุดเข้ากับรอยขีดข่วนเล็กๆ บนปลายนิ้วชี้ มันเป็นเพียงรอยถลอกตื้นๆ ที่เกิดจากการจับเศษกระเบื้อง แต่มีหยดเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
อวี้เซวียนขมวดคิ้ว เขาล้วงตลับยาตลับเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ใช้นิ้วปาดเนื้อยาสีใสแล้วแตะลงบนแผลอย่างเบามือ
ความเย็นของตัวยาทำให้คนที่หลับอยู่รู้สึกตัว หลินเซวียนงัวเงียลืมตาขึ้น พอเห็นว่าคนที่กำลังกุมมือตนคือใคร นางก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นลูกแมวน้อยน่าสงสารทันที
“ท่านพี่... ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?” น้ำเสียงของนางแหบพร่าและออดอ้อน
“ตื่นแล้วก็ดี” อวี้เซวียนเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตายังจดจ่ออยู่กับการทายาที่ปลายนิ้ว
“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อครู่มีคนบ้าบิ่น เอาเศษกระเบื้องคมกริบมาจ่อข้อมือตัวเองจนได้เลือด... หากอยากข่มขู่ผู้อื่น วันหลังข้าจะเตรียมมีดสั้นสลักลายงามๆ ไว้ให้ จะได้ไม่ต้องลำบากทุบถ้วยชาให้เปลืองของ”
หลินเซวียนชะงักไปนิด
รู้เรื่องไวขนาดนี้เลยเหรอ? แสดงว่าต้องมีคนของเขาคอยจับตาดูอยู่แน่ๆ!
แต่มีหรือที่คนอย่างมิลินจะยอมรับผิดแต่โดยดี นางรีบขยับตัวเข้าใกล้ บีบน้ำตาคลอเบ้า แล้วช้อนตามองเขาด้วยท่าทีน่าสงสารจับใจ
“ข้าไม่ได้อยากทำนะเจ้าคะ... ญาติผู้น้องของท่านบุกเข้ามารังแกข้าถึงในห้อง แถมยังง้างมือจะตบตีข้าอีก ข้าตกใจมาก ร่างกายก็อ่อนแอ ไม่มีแรงจะสู้รบกับใคร จึงต้องปัดถ้วยชาแตกเพื่อป้องกันตัว... ท่านพี่ไม่สงสารข้าเลยหรือ ข้าเกือบจะแย่แล้วนะเจ้าคะ”
ไป๋อวี้เซวียนมองสตรีที่กำลังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ หากไม่ได้ฟังรายงานจากจิ่นอวิ๋นมา คงคิดว่านางถูกรังแกจนน่าเวทนาจริงๆ
“อ้อ... สู้ไม่ได้จนต้องทำชาแตกเพื่อป้องกันตัว?” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มอย่างรู้ทัน
“แต่ข้าได้ยินมาว่า เจ้าตอกกลับจนญาติผู้น้องของข้าหน้าซีดเผือด ซ้ำยังไล่ตะเพิดนางออกจากเรือนไปอย่างหมดรูปมิใช่รึ?”
หลินเซวียนสะอึกไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าความแตก นางก็เปลี่ยนจากการบีบน้ำตามาเป็นรอยยิ้มกว้างที่แสนเจ้าเล่ห์ทันที
“แหม... สายข่าวของท่านพี่ช่างฉับไวนัก” นางหัวเราะแหะๆ ก่อนจะถือวิสาสะสอดประสานนิ้วมือของตนเข้ากับฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างแนบเนียน
“แต่ข้าก็ทำไปเพื่อปกป้องเกียรติของท่านนะเจ้าคะ ข้าไม่ยอมให้ใครมาดูถูกฮูหยินของหมอเทวดาไป๋หรอก... ว่าแต่ ท่านพี่เป็นห่วงข้าถึงขั้นต้องรีบกลับมาทายาให้เลยหรือเจ้าคะ?”
“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย” เขาแสร้งทำเป็นดึงมือออก แต่นางกลับจับไว้แน่น
“ข้าแค่กลัวว่าบาดแผลของเจ้าจะอักเสบจนเป็นหนอง แล้วกลายเป็นภาระให้ข้าต้องรักษาเพิ่มต่างหาก”
“ปากแข็ง...” หลินเซวียนพึมพำเบาๆ แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้น นางขยับตัวเข้าไปซบไหล่กว้างของเขาอย่างออดอ้อน
สัมผัสอบอุ่นที่แนบชิดทำเอาอวี้เซวียนถึงกับชะงัก คำดุที่เตรียมไว้กลืนหายลงคอ ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยอมปล่อยให้นางจับมือและซบไหล่ต่อไปโดยไม่ผลักไส
“วันหลัง... หากเกิดเรื่องเช่นนี้อีก อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยง ร่างกายเจ้ายังรับอารมณ์ตกใจไม่ไหว” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงมาก
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบ่าวรับใช้... หรือไม่ก็สั่งให้คนไปตามข้า เข้าใจหรือไม่?”
หลินเซวียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นลึกซึ้ง
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านสามี”
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที
บทที่ 36เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศหน้าเรือนหอตระกูลไป๋ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกนายท่านซูและฮูหยินซู บิดามารดาของซูหว่านหว่าน เดินทางมาขอเข้าพบไป๋อวี้เซวียนตั้งแต่ฟ้าสาง ใบหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าก้าวออกมาจากเรือน ทั้งคู่ก็แทบจะทรุดตัวลงคุกเข่า“คุณชายรอง... ได้โปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน ละเว้นหว่านหว่านด้วยเถิด! นางทำไปเพราะความลุ่มหลงชั่ววูบ หากนางต้องอยู่ในคุกด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้น นางต้องตายแน่ๆ!” นายท่านซูเอ่ยปากอ้อนวอนทั้งน้ำตาไป๋อวี้เซวียนยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคยเคารพด้วยสายตาเฉยชาไร้เสี้ยวความปรานี“ไมตรีเก่าก่อนงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเค้นเสียงหยัน“บุตรสาวของพวกท่านใช้วิธีสกปรกหมายจะเอาชีวิตฮูหยินของข้า บัดนี้ภรรยาของข้านอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง... พวกท่านยังมีหน้ามาทวงถามหาไมตรีอันใดอีก!”“แต่... แต่หว่านหว่านเคยบริจาคเงินช่วยเหลือคนไข้ของท่าน...” ฮูหยินซูพยายามยกเรื่องในอดีตขึ้นมาอ้าง“เรื่องนั้นตระกูลไป๋ขอจัดการเอง!”เสียงทรงอำนาจของฮูหยินใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋อวี้เซวียนรีบหลีกทางให้มารดาข
บทที่ 35ภายในห้องนอนอันเงียบสงัด เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของจิ่นอวิ๋นดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ร่างของผู้คุ้มกันหนุ่มคุกเข่าลงข้างเตียง ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณชายรองขอรับ... คนของเราจับตัวผู้บงการได้แล้วขอรับ!”ไป๋อวี้เซวียนที่กำลังกุมมืออันไร้ไออุ่นของภรรยาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยแดงก่ำและว่างเปล่าค่อยๆ ช้อนขึ้นมองลูกน้องคนสนิท“ว่ามา...” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ทว่าแฝงประกายโทสะอันน่าสะพรึงกลัวจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งชวนอึดอัด“เด็กขอทานที่วิ่งชนฮูหยินรองตกน้ำ ถูกมือสังหารลอบฆ่าปิดปาก โชคดีที่คนของเราดักซุ่มอยู่จึงช่วยเด็กไว้ได้ทันและรวบตัวมือสังหารได้ทั้งคู่ขอรับ... จากการเค้นคอสอบสวน เด็กขอทานสารภาพว่ามีสตรีผู้หนึ่งมอบเงินก้อนโตสั่งให้มันวิ่งชนฮูหยิน และป้ายหยกประจำตัวที่ริบได้จากอกเสื้อของมือสังหาร... เป็นคนของจวนตระกูลซูขอรับ!”เคร้ง!ป้ายหยกสลักอักษร ‘ซู’ ถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียงวิญญาณของหลินเซวียนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังสามีเบิกตากว้าง แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผู้นี้มารยาและร้ายกาจ แต่ไม่คิดว่าจะเหี้ยมโหดถึงขั้นจ้างวานฆ่าคนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไป๋อวี้เซวียนจ้องมอ







