เข้าสู่ระบบเวลาผ่านไปไม่นาน บ่าวรับใช้ก็ยกสำรับอาหารเข้ามาจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ อาหารทั้งหลายล้วนเป็นของชั้นเลิศที่ถูกคัดสรรมาเพื่อบำรุงร่างกายและบรรเทาอาการป่วยของนางโดยเฉพาะ
หลินเซวียนตาเป็นประกาย นางนั่งลงแล้วตักน้ำแกงร้อนๆ เข้าปากด้วยความหิวโหย รสชาติกลมกล่อมผสานกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ไหลผ่านลำคอ ทำให้ร่างกายที่เย็นชืดเริ่มมีไออุ่นแผ่ซ่านขึ้นมาบ้าง
ไป๋อวี้เซวียนนั่งจิบชาอยู่ฝั่งตรงข้าม พลางมองสตรีร่างบางกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าลึกๆ กลับรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“กินช้าๆ ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก” ชายหนุ่มเอ่ยเตือนเมื่อเห็นนางตักเนื้อไก่เข้าปากคำโต
“ก็ข้าหิวนี่เจ้าคะ...” หลินเซวียนเคี้ยวตุ้ยๆ
“ฝีมือพ่อครัวจวนท่านยอดเยี่ยมจริงๆ หากได้กินของอร่อยเช่นนี้ทุกวัน โรคของข้าต้องหายวันหายคืนแน่”
ชาติก่อนทำงานหามรุ่งหามค่ำ วันๆ กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใครจะไปคิดว่าการลาพักร้อนไปเที่ยวในรอบหลายปี จะจบลงด้วยเครื่องบินตกตาย!
นึกแล้วอยากจะกรี๊ดใส่โชคชะตา อุตส่าห์ตีตั๋วไปเที่ยว ไม่คิดว่าจะได้ข้ามมิติมาสิงร่างคนอื่นแบบนี้! นางลอบบ่นในใจอย่างมันเขี้ยว
เมื่อจัดการอาหารตรงหน้าจนเกลี้ยง หลินเซวียนก็ยกผ้าขึ้นมาซับมุมปากอย่างเรียบร้อย ท่าทีตะกละตะกลามเมื่อครู่เปลี่ยนกลับมาเป็นกุลสตรีสง่างามได้อย่างแนบเนียนจนอวี้เซวียนอดเลิกคิ้วไม่ได้
“ยื่นมือมา” หมอหนุ่มออกคำสั่ง
หลินเซวียนถกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยแล้ววางข้อมือลงบนหมอนรอง ไป๋อวี้เซวียนทาบปลายนิ้วลงบนจุดชีพจร คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง ผิวของนางยังคงเย็นชืด และใต้ร่มผ้าก็เผยให้เห็นข้อมือที่ซูบผอมจนเห็นแนวกระดูก
เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาของบุรุษผู้เย็นชาฉายแววเวทนาออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว
“ชีพจรของเจ้ายังสับสน พลังหยางพร่องและไอเย็นฝังลึกในปอดมานานนับสิบปี ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ในวันสองวัน” อวี้เซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าจะเทียบยาบำรุงให้เจ้าดื่มหลังอาหารทุกมื้อ และทุกค่ำคืนข้าต้องฝังเข็มเพื่อขับไอเย็นออกจากร่าง... ยาของข้าขมจัด เจ้าทนไหวหรือไม่?”
“ถ้าขม... ท่านพี่มีผลไม้เชื่อมหรือขนมหวานๆ ให้ข้าล้างปากหรือไม่เจ้าคะ?” นางเอียงคอถามพร้อมส่งยิ้มประจบ
“ข้าเป็นหมอ ไม่ใช่คนขายขนม” เขาดุเสียงขรึม
“โธ่... ท่านหมอไป๋ผู้เก่งกาจ รักษาคนมานับไม่ถ้วน แค่หาผลไม้เชื่อมให้ภรรยาตัวน้อยๆ สักชิ้นจะลำบากเชียวหรือเจ้าคะ” หลินเซวียนไม่ยอมแพ้ นางขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด
“หรือถ้าไม่มีขนม... ขอมองหน้าหล่อๆ ของท่านใกล้ๆ แทนความหวานก็ได้นะเจ้าคะ”
ไป๋อวี้เซวียนชะงัก ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ใบหูขึ้นสีระเรื่ออย่างไม่อาจควบคุม
สตรีผู้นี้ช่างใจกล้านัก! พูดจาเกี้ยวพาราสีบุรุษได้อย่างหน้าตาเฉย!
“ไร้สาระ!” เขาสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปเตรียมยาและเข็มเงินที่เรือนโอสถ เจ้าพักผ่อนอยู่ในห้อง ห้ามออกไปตากลมที่ใดเด็ดขาด”
พูดจบคุณชายหมอก็สาวเท้าก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หลินเซวียนนั่งหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวอย่างอารมณ์ดี
เห็นทำหน้านิ่งแบบนั้น ที่แท้ก็เขินเป็นนี่นา!
ทว่าความร่าเริงของหลินเซวียนอยู่ได้ไม่นาน เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ลมหนาวของยามเย็นก็เริ่มพัดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
เพียงแค่แสงสว่างเริ่มเลือนหาย ร่างกายของนางก็ตอบสนองอย่างรุนแรง ความหนาวเหน็บที่คุ้นเคยก่อตัวขึ้นจากปลายเท้า ลามขึ้นมาบีบรัดที่หน้าอก หลินเซวียนทรุดตัวลงบนเตียง หอบหายใจถี่กระชั้น ริมฝีปากที่เพิ่งมีสีสันเริ่มกลับมาซีดเผือดอีกครั้ง
แย่แล้ว... โรคบ้านี่กำเริบตรงเวลาเป๊ะเลย!
แกรก...
บานประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมร่างของอวี้เซวียนที่ถือถาดถ้วยยาและกล่องเข็มเงิน เมื่อเห็นสตรีบนเตียงนอนขดตัวสั่นเทา เขาก็รีบวางของลงบนโต๊ะแล้วปรี่เข้ามาหานางทันที
“หลินเซวียน! เจ้าได้ยินข้าหรือไม่!”
“นะ... หนาว... ข้าหนาว...” นางละเมอเสียงสั่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ
อวี้เซวียนไม่รอช้า เขาประคองตัวนางขึ้นมาพิงอก ปลดเสื้อตัวนอกออกเพื่อหาจุดฝังเข็ม เข็มเงินหลายเล่มถูกปักลงบนจุดชีพจรสำคัญเพื่อฟื้นฟูลมปราณและกระตุ้นไออุ่นในกาย ทว่าร่างกายของนางกลับเย็นจัดจนเข็มเงินแทบไม่ได้ผล
อาการของนางหนักหนากว่าที่เขาประเมินไว้ ไอเย็นที่ฝังลึกในกระดูกกำลังต่อต้านการรักษา!
“ดื่มยาเสีย!” เขาประคองถ้วยยาอุ่นจัดจรดริมฝีปากนาง แต่หลินเซวียนตัวสั่นจนกลืนไม่ลง น้ำยาสีเข้มไหลเลอะมุมปาก
อวี้เซวียนขมวดคิ้วแน่นด้วยความร้อนใจ เขาตัดสินใจวางถ้วยยาลง ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออกจนเหลือเพียงชุดตัวใน ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนา แล้วดึงร่างบางที่เย็นเฉียบเข้ามากอดไว้แน่น
หลินเซวียนสะดุ้งน้อยๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกกว้างที่แนบชิด สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้นางซุกหน้าเข้ากับซอกคอของเขา แขนเล็กกอดรัดเอวสอบไว้แน่นราวกับลูกแมวที่หาที่พึ่ง
“ทนอีกนิด... ข้าจะช่วยคลึงจุดชีพจร ให้เลือดลมของเจ้าไหลเวียนดีขึ้น”
เสียงทุ้มกระซิบข้างขมับ ฝ่ามือใหญ่ทาบลงบนแผ่นหลังของนาง ออกแรงนวดคลึงจุดลมปราณพร้อมทั้งถ่ายทอดความอบอุ่นจากร่างกายของตนเข้าสู่ร่างที่กำลังบอบช้ำอย่างต่อเนื่อง ความร้อนจากตัวเขาค่อยๆ ละลายความหนาวเหน็บที่เกาะกุมทีละน้อย
หลินเซวียนปรือตามองปลายคางของบุรุษที่กอดตนไว้ กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรอ่อนๆ ผสมกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน ทำให้ความทรมานค่อยๆ ทุเลาลง
อุ่นจัง...
นางพึมพำในใจ ก่อนจะหลับตาลงอย่างวางใจ ปล่อยให้ตัวเองจมสู่ห้วงนิทราในอ้อมกอดของคุณชายหมอ
ไป๋อวี้เซวียนก้มมองสตรีในอ้อมแขนที่ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ร่างกายของนางหยุดสั่นแล้ว และใบหน้าก็เริ่มมีเลือดฝาด ชายหนุ่มถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที
บทที่ 36เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศหน้าเรือนหอตระกูลไป๋ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกนายท่านซูและฮูหยินซู บิดามารดาของซูหว่านหว่าน เดินทางมาขอเข้าพบไป๋อวี้เซวียนตั้งแต่ฟ้าสาง ใบหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าก้าวออกมาจากเรือน ทั้งคู่ก็แทบจะทรุดตัวลงคุกเข่า“คุณชายรอง... ได้โปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน ละเว้นหว่านหว่านด้วยเถิด! นางทำไปเพราะความลุ่มหลงชั่ววูบ หากนางต้องอยู่ในคุกด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้น นางต้องตายแน่ๆ!” นายท่านซูเอ่ยปากอ้อนวอนทั้งน้ำตาไป๋อวี้เซวียนยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคยเคารพด้วยสายตาเฉยชาไร้เสี้ยวความปรานี“ไมตรีเก่าก่อนงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเค้นเสียงหยัน“บุตรสาวของพวกท่านใช้วิธีสกปรกหมายจะเอาชีวิตฮูหยินของข้า บัดนี้ภรรยาของข้านอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง... พวกท่านยังมีหน้ามาทวงถามหาไมตรีอันใดอีก!”“แต่... แต่หว่านหว่านเคยบริจาคเงินช่วยเหลือคนไข้ของท่าน...” ฮูหยินซูพยายามยกเรื่องในอดีตขึ้นมาอ้าง“เรื่องนั้นตระกูลไป๋ขอจัดการเอง!”เสียงทรงอำนาจของฮูหยินใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋อวี้เซวียนรีบหลีกทางให้มารดาข
บทที่ 35ภายในห้องนอนอันเงียบสงัด เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของจิ่นอวิ๋นดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ร่างของผู้คุ้มกันหนุ่มคุกเข่าลงข้างเตียง ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณชายรองขอรับ... คนของเราจับตัวผู้บงการได้แล้วขอรับ!”ไป๋อวี้เซวียนที่กำลังกุมมืออันไร้ไออุ่นของภรรยาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยแดงก่ำและว่างเปล่าค่อยๆ ช้อนขึ้นมองลูกน้องคนสนิท“ว่ามา...” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ทว่าแฝงประกายโทสะอันน่าสะพรึงกลัวจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งชวนอึดอัด“เด็กขอทานที่วิ่งชนฮูหยินรองตกน้ำ ถูกมือสังหารลอบฆ่าปิดปาก โชคดีที่คนของเราดักซุ่มอยู่จึงช่วยเด็กไว้ได้ทันและรวบตัวมือสังหารได้ทั้งคู่ขอรับ... จากการเค้นคอสอบสวน เด็กขอทานสารภาพว่ามีสตรีผู้หนึ่งมอบเงินก้อนโตสั่งให้มันวิ่งชนฮูหยิน และป้ายหยกประจำตัวที่ริบได้จากอกเสื้อของมือสังหาร... เป็นคนของจวนตระกูลซูขอรับ!”เคร้ง!ป้ายหยกสลักอักษร ‘ซู’ ถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียงวิญญาณของหลินเซวียนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังสามีเบิกตากว้าง แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผู้นี้มารยาและร้ายกาจ แต่ไม่คิดว่าจะเหี้ยมโหดถึงขั้นจ้างวานฆ่าคนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไป๋อวี้เซวียนจ้องมอ







